พิเชษฐ กลั่นชื่น I บททดสอบมิตรภาพและศักยภาพของมนุษย์

The Conversation
26 Jul 2018
เรื่องโดย:

ชยพล ทองสวัสดิ์, ธนดิษ ศรียานงค์

จะเป็นอย่างไร? ถ้าชีวิตพลิกผันเพียงข้ามวัน แล้วเราไม่สามารถขยับเขยื้อนร่างกายได้อีก ทำได้เพียงนอนนิ่งอยู่บนเตียง มีสัญญาณชีพเหลือเพียงแค่ลมหายใจและร่างกายที่ยังอบอุ่น และถ้าลองมองในอีกมุมหนึ่ง จะเป็นอย่างไร? ถ้าเราไม่ใช่คนที่นอนนิ่งอยู่บนเตียง แต่เป็นอีกคนที่อยู่เคียงข้างเขา ยังแข็งแรง มีชีวิตชีวา สามารถทำงานทำการ เที่ยวเล่นสนุกสนาน แต่มีหน้าที่รับผิดชอบต้องอยู่เฝ้าดูแลเขาไปเรื่อยๆ

     ช่วงเดือนที่ผ่านมา พวกเราได้ติดตามแฟนเพจ Pichet Klunchun Dance Company บังเอิญได้พบเห็น พิเชษฐ กลั่นชื่น เขียนสเตตัสแจ้งข่าวถึงเพื่อนๆ ของเขา เรื่องการประสบอุบัติเหตุของฟลุ๊ค (ปรเมษฐ์ มณีรัตน์) สมาชิกคนหนึ่งในคอมพานี พร้อมกับการขออาสาสมัครจากผองเพื่อนและคนที่รู้จักฟลุ๊ค ให้ช่วยกันผลัดมาเยี่ยมเยียนและดูแลประคับประคอง

     พิเชษฐ กลั่นชื่น ศิลปินนักเต้นร่วมสมัยผู้มีผลงานโชว์โด่งดังระดับโลก ในฐานะผู้นำคอมพานี ด้วยความเชื่อในศักยภาพของมนุษย์ ว่าถ้าเราขับเคี่ยวต่อสู้เพื่อร่างกายอย่างเพียงพอ เราจะสามารถกอบกู้ชีวิตให้กลับคืนมาอีกครั้ง
และผลของการทุ่มเทเวลา แรงกาย แรงใจ ท้าทายร่างกายของฟลุ๊คที่นอนนิ่งอยู่ ให้ค่อยๆ มีพัฒนาการดีขึ้นเรื่อยๆ ล่าสุด ฟลุ๊คสามารถนั่งทรงตัวในรถเข็น ออกมาดูสมาชิกในคอมพานีซ้อมเต้นในโรงละครที่เขาเป็นผู้ช่วยขึ้นโครงสร้างมาด้วยมือของตนเอง

     เราเชื่อว่าบทสัมภาษณ์นี้จะเผยให้เห็นภาพจำลองของสังคมผู้สูงอายุที่กำลังคืบคลานเข้ามา คนหนุ่มสาววัยทำงานจำนวนมหาศาลกำลังจะต้องรับผิดชอบชีวิตและความตายของคนรุ่นก่อน คอมพานีแห่งนี้มีสมาชิกประมาณ 7 ชีวิต พวกเขาสะท้อนให้เห็นถึงชีวิตของเราที่อยู่ร่วมกันในสังคม ว่าการขาดหายไปของสมาชิกคนหนึ่ง เหมือนเราขาดฟันเฟืองที่สำคัญในการขับเคลื่อนไป หากเราเชื่อมั่นในการอยู่ร่วมกันอย่างเข้มแข็ง สิ่งสำคัญน่าจะเป็นการคอยพยุงกันในยามที่คนใดคนหนึ่งล้มลง

 

พิเชษฐ กลั่นชื่น

 

เกิดอะไรขึ้นกับนักเต้นคนหนึ่งของคุณ

     ตอนนั้นผมทำงานอยู่ที่ญี่ปุ่น กลับมาถึงไทย ลงเครื่องตอนตีห้า เปิดโทรศัพท์ก็มีข้อความว่าน้องฟลุ๊คประสบอุบัติเหตุ อยู่ที่โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยบูรพา ความรู้สึกตอนนั้นคือค่อนข้างโมโห เพราะเรื่องนี้เราเคยคุยกันแล้ว ว่าการขี่มอเตอร์ไซค์ต้องระวังเพราะมันเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย ผมก็พยายามใจเย็นๆ แล้วก็รีบไปโรงพยาบาล

     พอไปถึง ผมคิดว่าข้างในผมน้ำตาไหล คือร้องไห้ เห็นสภาพแล้วตกใจมาก สายยางเต็มไปหมด ถามคุณหมอว่าเกิดอะไรขึ้น ข้อมูลที่ได้ก็คือปอดทะลุ ซี่โครงหักเจ็ดซี่ ม้ามมีปัญหา สมองขาดออกซิเจน เกิดภาวะสมองตาย สะโพกหัก ข้อเท้าหัก หัวไหล่หัก นี่คืออาการโดยรวมของเขา ในทางการแพทย์คือเขาได้ตายไปแล้ว แต่หมอปั๊มขึ้นมา ความโชคดีอย่างหนึ่งคืออุบัติเหตุที่เกิดขึ้นห่างจากโรงพยาบาลเพียงสามร้อยเมตร ซึ่งเป็นระยะทางที่ใกล้มาก

 

เมื่อเห็นสภาพตรงหน้า คุณใช้อะไรในการดึงความรู้สึกตัวเองกลับมา

     พอเห็นเขาตรงหน้า ก็เกิดมีความผูกพัน คือคอมพานีเราใช้ชีวิตร่วมกันเหมือนเป็นครอบครัว เราทำงานมาด้วยกัน เติบโตมาด้วยกัน สร้างโรงละครนี้มาด้วยกัน เดินทางไปเมืองนอก เราสุข เราทุกข์ คือสำหรับคอมพานี ทุกคนเหมือนเป็นครอบครัว นักเต้นทุกคนเป็นลูกชายผม พอเห็นเขาแล้วก็รู้สึกว่าจะทำอย่างไรเพื่อช่วยให้เขากลับมาอยู่กับคอมพานีให้ได้ ก็เริ่มคุยกับคุณหมอว่าต้องรักษาอย่างไร คุณหมอบอกว่าตอนนี้ยังทำอะไรไม่ได้ เพราะคนไข้ไม่รู้สึกตัว หลังจากนั้นก็ไปดูว่าอุบัติเหตุเกิดขึ้นได้อย่างไร เราไปขอกล้องวงจรปิดจากเทศบาลดู สรุปในกล้องวิดีโอไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย มันเหมือนเขาวูบหลับไปแค่ 2 วินาที แล้วรถมอเตอร์ไซค์ก็เอียงไปที่เกาะกลางถนน แล้วก็ชนแค่นั้นเอง โดยที่ตัวเขาไม่มีแผลเลยนะ ที่หัวนี่มีรอยช้ำนิดเดียว แล้วก็ที่ขาเป็นแผลถลอกมีแค่นั้น

 

ฟลุ๊คอาการดีขึ้นอย่างไรบ้าง และพวกคุณที่คอมพานีตัดสินใจทำอะไรกัน

     เขาอยู่ที่โรงพยาบาลหนึ่งเดือน แทบจะไม่รู้สึกตัวเลย ผมเข้าไปคุยกับเขา แล้วก็ถามคำถามว่า ‘เฮ้ย ฟลุ๊ค มึงยังอยู่หรือเปล่า ถ้ามึงยังอยู่ ช่วยทำอะไรก็ได้นิดหนึ่ง ให้กูรู้สึกดีขึ้นมาหน่อย ว่าที่กูขับรถไปกลับมาหามึงวันละหลายชั่วโมง จากกรุงเทพฯ มาบางแสน มันมีประโยชน์กับชีวิตบ้าง’

     มีวันหนึ่งที่ผมตัดสินใจว่าถ้าวันนี้เขาไม่แสดงปฏิกิริยาอะไรให้เห็น ผมจะถอดใจแล้ว ปรากฏว่าวันนั้นเขาลืมตาครับ เขาลืมตาขึ้นมา ประมาณ 2 มิลลิเมตร คือตาซ้ายนี่ปิดสนิท แต่ตาขวาลืมขึ้นมานิดหนึ่ง ผมก็สะกิดให้เพื่อนอีกสองคนที่ไปด้วยกันให้ช่วยกันดู ‘ไอ้ฟลุ๊ค มึงยังอยู่ใช่ไหม มึงขยับตาหรืออะไรก็ได้นิดหนึ่ง บอกกูว่ามึงอยู่ตรงนี้ แล้วพวกกูจะเอามึงกลับบ้านให้ได้’ ปรากฏว่าเขาขยับตาอีกนิดหนึ่งจริงๆ พวกผมเฮเลย นางพยาบาลที่อยู่ในห้องตกใจว่าเป็นอะไรกัน

     แล้วหลังจากนั้นพวกผมไปกันทุกวัน ไปช่วยยกแขนยกขา ไปชวนพูดคุย จากวันที่เขาแค่ขยับตา ผมก็ถามคุณหมอว่าจะทำอะไรต่อไป คุณหมอก็บอกว่าขั้นต่อไปคือต้องทำให้คนไข้หายใจเองได้ งั้นก็เจาะคอ พอเจาะคอปุ๊บ ก็ถอดท่อหายใจออก ผมก็เริ่มทำ exercise ที่เกี่ยวกับใบหน้าทั้งหมด เพื่อให้เขาขยับกล้ามเนื้อที่ใบหน้าให้ได้ ทำไปอีก 3 วัน ตาข้างขวาลืมขึ้นมาได้อีกนิดหนึ่ง ปากเริ่มขยับได้ ผมก็คิดว่าลองเอาน้ำให้กินดีกว่า เราแอบเอาน้ำแข็งไปทาที่ปาก แล้วก็เอาให้เขากิน เขาก็เริ่มมีชีวิตกลับคืนมาจากที่เขาเคยเหมือนเป็นผัก เราก็ทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ จนเห็นว่าเขาตื่นมากขึ้น เลยขอย้ายจากโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยบูรพาไปที่โรงพยาบาลเลิดสิน ก็มีพัฒนาการเพิ่มขึ้นอีก ตาก็เริ่มเปิดมากขึ้น เอาน้ำใส่หลอดค่อยๆ หยดทีละนิดให้กิน หมอบอกว่าไม่ให้ แต่เราก็จะให้ เพราะว่าเขาเป็นมนุษย์ เขาต้องการรสชาติ เพราะว่าตั้งแต่อยู่โรงพยาบาล เขากินข้าวด้วยสายยางทางจมูกตลอด

     พอมาอยู่โรงพยาบาลเลิดสินก็คุยกับคุณหมอว่าจะทำอะไรได้บ้าง คุณหมอบอกว่าคนไข้อยู่ในสภาวะที่ปกติและไม่มีอะไร กระดูกทั้งหมดที่หักก็เชื่อมต่อเองแล้วโดยธรรมชาติ ยกเว้นกระดูกสะโพกที่ยังไม่เชื่อม และคนไข้ยังไม่รู้สึกตัว การผ่าตัดจะยังไม่ทำ รอให้คนไข้มีสติกว่านี้ค่อยมาทำ เราก็โอเค ถ้าอย่างนั้นเราก็ไม่อยากจะปล่อยคนไข้อยู่ที่โรงพยาบาล เพราะเราดูแลไม่ได้ เลยตัดสินใจถามหมอว่าพากลับบ้านได้ไหม หมอก็ถามว่าทางบ้านพร้อมดูแลไหม ถ้าพร้อมก็ให้ไปเรียนการทำกายภาพ ไปฝึกวิธีการทำความสะอาดร่างกาย ทำอาหารปั่น พวกเราก็ไปเรียน ไปทำตามทุกอย่าง

     สิ่งหนึ่งที่ผมได้เรียนรู้เกี่ยวกับการทำกายภาพบำบัด สำหรับผมในฐานะนักเต้นที่อยู่กับร่างกายมนุษย์มามากกว่า 25 ปี ผมคิดว่าสิ่งที่นักกายภาพทำกับผู้ป่วยติดเตียงอาจจะน้อยเกินไปและไม่ครอบคลุม เพราะคุณหมอบอกว่าให้ดูแลคนไข้ด้วยการยกแขนซ้ายขวาวันละ 10 ครั้ง แล้วก็ยกขาขึ้นซ้ายขวาวันละ 10 ครั้ง ทำได้ 3 เวลา แต่สำหรับเราแล้ว เราคิดว่านี้เป็นการพยุงคนไข้ไว้เฉยๆ แต่เราไม่ได้ต้องการพยุง เราต้องการให้คนไข้ lift up ขึ้นมา ฉะนั้นเราทำไป 50 ครั้งเลยครับ แล้วก็ช่วยออกกำลังกายให้เขามากกว่านั้นเยอะมาก อยู่ที่โรงพยาบาลเลิดสิน 2 อาทิตย์ คุณหมอบอกว่าไม่มีปัญหาอะไร ถ้าญาติพร้อมพากลับบ้านได้เลย

     ตอนนั้นเขาทำอะไรไม่ได้เลย แค่หลับตาและลืมตา ผมเลยใช้วิธีสื่อสารกับเขา ถาม ‘ฟลุ๊คๆ จะกลับบ้านไหม ถ้ากลับบ้านให้หลับตา’ เขาก็หลับตาครับ เราก็บอกเขาว่า ‘โอเค กลับบ้านกันเถอะ กูจะเอามึงไปอยู่ที่คอมพานี แล้วเดี๋ยวพวกเราทุกคนจะช่วยจัดการให้มึงกลับมามีชีวิตให้ได้’ ตอนที่กลับบ้านมา ไม่ได้มียาอะไรเลยจากคุณหมอ เพราะว่าสภาวะที่สมองขาดอากาศมันก็จะเป็นแบบนี้ เราได้ยาพารามา 1 แผงแค่นั้น

 

พิเชษฐ กลั่นชื่น

 

พอนำเขากลับมา พวกคุณที่คอมพานีช่วยดูแลกันอย่างไร

     พวกเราในคอมพานีรู้ว่ามีสถานการณ์นี้เกิดขึ้น ก็วางแผนเลยว่าจะทำอะไรกับเขาบ้าง เราบอกว่า โอเค ทุกคนต้องช่วยกันมา เราจะผลัดเวรกันเลยว่า คนนี้มาตอนเช้าช่วยออกกำลังกายให้เขา บ่ายทำอย่างนี้ เย็นทำอย่างนี้ เราจะผลัดเวรกันมาทำทุกวัน ให้เขาฟังเพลง ให้เขาพยายามขยับแขนขา ทำเหมือนตอนเขามีชีวิตปกติ เรามีสตูดิโออยู่ข้างในอีกแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นที่ที่เราใช้ทำงานกันสมัยก่อน เราก็กลับเข้าไปทำคลาสที่นั่น เอาเขามาไว้ข้างๆ เรา แล้วก็บอกเขาว่า ‘เฮ้ย มึงต้องขยับมือแบบนี้ มึงจำอันนี้ได้มั้ย ถ้ามึงทำได้ ให้มึงขยับมือไปด้วย ขยับขาไปด้วย คิดไปด้วยว่าเป็นอะไร’ นี่คือสิ่งที่เราทำเมื่อเอาเขากลับมา

     ต่อมาเราก็จับเขาลุกขึ้นนั่ง พอลุกขึ้นนั่งได้ เราก็บอกว่า ‘เฮ้ย มนุษย์ไม่ได้นั่งอยู่แค่บนเตียง ยกแม่งลงมานั่งพื้นเลย’ เราก็ช่วยกันยกเขาลงไปที่พื้นเลยครับ แล้วก็จัดการออกกำลังกายกันที่พื้น ให้เขานอนกับพื้น ให้หลังเขาไปอยู่กับพื้นไม้ ให้เขาผ่อนคลายจนเขาหลับ ทำแบบนี้ทุกวัน

     เราถาม ‘ฟลุ๊ค มึงอยากกินข้าวมั้ย กูจะป้อนข้าวมึงเอามั้ย’ ผมก็ป้อนข้าวเลย ป้อนน้ำเลย เริ่มจากง่ายๆ เลยก็คือน้ำผลไม้ จากวันแรก ได้แค่ประมาณเศษหนึ่งส่วนสามของแก้ว วันนี้กินได้ครึ่งแก้วแล้วทางปาก กินโจ๊กได้ถ้วยเล็กๆ ถ้วยหนึ่ง ถ้าผมไม่ทำแบบนี้นะครับ เขาจะยังใส่สายยางอยู่เหมือนเดิม

     คอมพานีเรามีความเชื่ออย่างหนึ่งว่า

ร่างกายมนุษย์เติบโตมากับการถูกฝึก และการถูกท้าทายด้วยสิ่งที่มีความยากลำบากมากขึ้น เมื่อไหร่ที่คุณถูกท้าทายด้วยสิ่งที่ยากลำบากมากขึ้น ร่างกายคุณจะพัฒนาตัวเองเพื่อมารองรับความยากนั้น

     เพราะฉะนั้น ถ้าเราหยุดที่จะกระทำกับมัน ร่างกายมันก็จะไม่ทำอะไรเลย เพราะมันจะคิดว่าเราต้องการแค่นี้ เพราะฉะนั้นมันก็จะทำได้แค่นี้

 

นอกจากกระบวนการฟื้นฟูทางการแพทย์แล้ว ความร่วมแรงร่วมใจกันของคณะ และความรู้เกี่ยวกับการเต้น ก็มีส่วนช่วยฟื้นฟูได้มากขึ้น

     คืออย่างนี้ครับ วันกลับมาจากโรงพยาบาล เราได้ยาพาราเซตามอลมาแผงเดียว มันก็เท่ากับว่า ฟลุ๊คไม่ได้เป็นอะไรแล้ว แต่เนื่องจากสมองขาดออกซิเจน มันจึงส่งผลให้ร่างกายเขาเป็นแบบนี้ ก็คือร่างกายไม่มีแรง ส่วนไหนที่ขยับไม่ได้ มันก็จะติดอยู่กับที่เลย ซึ่งนี่มันคืออาชีพผมเลยนะ ในการจัดการกับร่างกายให้มีชีวิตชีวา

     ผมก็เลยมองว่า ถ้างั้นก็เอาความรู้ทั้งหมดที่มีเกี่ยวกับร่างกาย มาใช้เพื่อการนี้เลย ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายเทน้ำหนักจากร่างกายของคนหนึ่งไปสู่ร่างกายของอีกคนหนึ่ง หรือ Contact Improvisation เอามาใช้ ในเมื่อคนไข้เคลื่อนไม่ได้ แต่ร่างกายมีความทรงจำอยู่ กล้ามเนื้อมีความทรงจำอยู่ มนุษย์มันเคลื่อนที่ได้ เพราะฉะนั้นผมก็จะเอาตัวผมไปประกบเขา บางวันผมจับเขาลุกขึ้นนั่ง ผมอยู่ข้างหลังซ้อนเขาอยู่ แล้วจับเขาโยก เพื่อให้กระดูกข้างหลังที่เป็นแกนได้ทำงาน ไม่เช่นนั้น เขาก็จะนอนเป็นเส้นตรงอยู่เฉยๆ วันหนึ่งมากกว่า 12 ชั่วโมง ซึ่งหลังมันจะแข็ง พูดถึงเรื่องการถ่ายเทน้ำหนัก ในเมื่อเขาเคลื่อนที่ไม่ได้ แต่ผมเคลื่อนที่ได้ ผมก็จะส่งผ่านสิ่งที่เรียกว่าความทรงจำของร่างกายกลับคืนไปใหม่ที่ความทรงจำของร่างกายเขา

     อีกสิ่งหนึ่งที่ทำก็คือ relaxation คือทำให้ร่างกายผ่อนคลายมากที่สุด โดยการจับให้เขานอนกับพื้น แล้วทำ excercise ตั้งแต่หัว ลำตัว ยาวไปจนถึงปลายเท้า ร่างกายก็จะทิ้งน้ำหนักตัวเองไปตอบรับกับสภาวะของแรงโน้มถ่วงโลกใหม่อีกครั้ง แล้วมันจะกลายเป็นแบบนี้ คือมันจะแผละ (ทำท่าให้ดูแล้วนิ่งครู่หนึ่ง) จะอยู่แบบนี้ซึ่งสบายมาก

     คือเราก็ไม่ได้มีความรู้ความสามารถเหมือนคุณหมอนะ คุณหมอเก่งกว่าเราอยู่แล้ว แต่สิ่งที่เราทำก็คือ การเอาวิชากายวิภาคมาใช้ว่าสมองแยกเป็นกี่ส่วน สมองทำงานอะไรบ้าง แต่ละส่วนรับผิดชอบอะไรของร่างกายบ้าง เอามากางเลย ส่วนนี้รับผิดชอบเรื่องอารมณ์ความรู้สึก ส่วนนี้ทำเรื่องของการเคี้ยว เอามาเช็กเลยทีละอัน แล้วก็มาปรับใช้ เช่น ให้เขาลองทำตามที่ผมเขียนในกระดาษอย่างการลองยกมือ

     ต่อมาผมก็เริ่มให้เขาลองเลือกดอกไม้จากสีที่ผมบอก แล้วก็ให้เลือกรูปทรงเรขาคณิตตามที่เราบอก เพื่อเช็กกระบวนการของสมองว่าอันไหนใช้ได้ อันไหนใช้ไม่ได้ แล้วก็มีความโชคดีอยู่ที่ผมมีเพื่อนเป็นหมอคนหนึ่ง ก็จะคอยส่งคลิปไปให้เขาดูว่าแต่ละวันอาการเป็นอย่างไร เขาก็จะแนะนำและช่วยกันในการตรวจสอบ

 

คุณดูมีความสุขในการดูแลฟลุ๊ค ในการพูดถึงเรื่องราวเหล่านี้ เราเลยคิดว่านอกจากจะเป็นการเยียวยาผู้ป่วยแล้ว มันยังเป็นกระบวนการเยียวยาตัวคุณเองไปด้วยใช่ไหม

     ใช่ครับ มันเป็นการเยียวยาทั้งสองฝั่ง คืออย่างนี้ ทุกคนถามผมว่า ทำไมเอาเขากลับมาบ้าน ทำไมถึงต้องดูแล เพราะว่ามันมีค่าใช้จ่ายสูงมาก และต้องใช้เวลานานมาก ผมบอกไปว่า ผมทำใจไม่ได้จริงๆ กับการที่ผมเข้ามาที่โรงละครตอนเช้า นอนลงกับพื้น แล้วเห็นว่าเหล็กที่อยู่ข้างบนหลังคาทั้งหมดเขาเป็นคนติดตั้ง คือเราสร้างโรงละครนี้มาด้วยกัน ผมบอกผมทำใจไม่ได้จริงๆ ที่จะอยู่ในนี้ โดยที่เอาเขาไปไว้ที่ไหนไม่รู้ แล้วไม่รู้ว่าอะไรเกิดขึ้นกับเขา (เสียงสั่นเครือ) ในขณะที่เขาร่วมสร้างโรงละครนี้ให้กับเรา เขาร่วมสร้างความสำเร็จมาให้กับพวกเราทุกคน เพราะฉะนั้น เราเอาเขามาอยู่ใกล้ๆ เรา แล้วทำให้จิตใจเราไม่รู้สึกสูญเสีย ไม่รู้สึกเจ็บปวด แล้วในเวลาเดียวกัน ตัวเขาเองก็ไม่รู้สึกเจ็บปวด และไม่รู้สึกว่าถูกทอดทิ้ง

     ทุกๆ วัน ทีมเราทั้งหมดก็จะแบ่งกันเข้าไปดูแล บางทีก็เข้าไปหาเขาพร้อมกันหมดเลย จับเขายกขึ้นมา ทำอย่างนี้ ทำอย่างนู้น จนเขารำคาญเลย (หัวเราะ) แล้วผมก็จะบอก มึงต้องสู้ ถ้าไม่สู้ตอนนี้ มึงจะติดเตียงอยู่แบบนี้ ตอนนี้มึงอายุแค่ 31 ยังทำอะไรได้อีกเยอะ มึงยังสู้ได้อีก ฉะนั้นมึงต้องสู้

     ทุกวันที่เราไปทำอะไรให้เขา มันคือการเยียวยาเขาและเยียวยาเราอย่างมาก เหมือนเราได้ทำสิ่งหนึ่งตอบแทนเขากลับคืนไป เหมือนน้องๆ ทุกคนได้ไปบอกรักเขา แล้วที่สำคัญ ผมรู้สึกว่ามันทำให้คอมพานีของเรารักกันมากขึ้น รักกันมากกว่าแค่คนที่ทำงานอยู่ด้วยกัน แต่มันเป็นครอบครัวจริงๆ เป็นชีวิตจริงๆ มีความผูกพันกันลึกซึ้งมากกับสิ่งที่เกิดขึ้น

 

พิเชษฐ กลั่นชื่น

 

สิ่งที่คุณเล่าคล้ายกับภาพสะท้อนสังคมภาพรวม เวลาที่สมาชิกในชุมชนมีความรัก เอื้อเฟื้อต่อกัน มันก็จะส่งผลให้ชุมชนแข็งแกร่ง และร่วมมือกันได้ดี

     ผมว่านี่เป็นเรื่องสำคัญมาก เรื่องความรัก การแบ่งปัน การให้ มันจะส่งผลให้เกิดพลังบวก คือทุกวันๆ จะมีมวลของพลังงานที่เกิดขึ้นในห้องที่ฟลุ๊คนอนอยู่ เวลาทุกคนเข้าไปหา ก็จะคุย พี่ฟลุ๊คเป็นไง พี่ฟลุ๊คยกมือหน่อย แม้กระทั่งลูกสาวผมอายุ 6 ขวบ พอเข้าไปหา พี่ฟลุ๊คยกมือให้หนูดูหน่อย อะไรแบบนี้ เพื่อที่จะเห็นว่าเราอยู่กันเหมือนบ้านจริงๆ เราทำทุกวิถีทาง ในเรื่องแพทย์เราก็ทำ เรื่องทางไสยศาสตร์เราก็ทำ คนในคอมพานีผมบางคนเลิกกินเนื้อสัตว์เลยตั้งแต่ที่ฟลุ๊คเกิดอุบัติเหตุ แล้วไปเป็นมังสวิรัติ เพื่ออุทิศบุญกุศลให้กับเขา

 

การเจ็บป่วยของสมาชิกคนหนึ่ง จริงๆ แล้วมันส่งผลกระทบต่อส่วนร่วมมากขนาดไหน

     (นิ่งคิด) ชัดเจนมาก มันเหมือนมีอะไรบางอย่างขาดหายไปในระบบ คือผมพูดถึงบ้านหลังหนึ่งก็ได้ครับ มันเหมือนไม่มีครัว ครัวเราหายไป มันก็ยากเหมือนกันที่มันจะขับเคลื่อนต่อไปในช่วงเวลาที่เกิดเหตุขึ้น ช่วงที่เขาเกิดอุบัติเหตุเรากำลังจะมีโชว์ที่โรงละครนี้พอดี เราก็ตัดสินใจว่าทำไม่ได้ ก็เลยเลื่อนโชว์ไป มันก็ทำให้ผมได้รับรู้ทันทีเลยว่า การสูญเสียสมาชิกคนหนึ่งไป มีผลรุนแรงมากกับคอมพานี แล้วมันเป็นการสูญเสียที่ประหลาด คือเรื่องการที่มีทีมงานคนหนึ่งลาออกจากบริษัทเพื่อไปประกอบอาชีพอื่นก็เป็นเรื่องธรรมดาใช่ไหม แต่ว่าในกรณีแบบนี้มันเป็นกรณีที่เราไม่เคยคิดไว้ก่อนเลย

     สูญเสียไปโดยที่ตัวมันยังอยู่ เรายังเห็นมันอยู่เลย แล้วมันก็ยังวนเวียนอยู่ตรงนี้ เพียงแต่ว่าทำอะไรไม่ได้ นี่คือสิ่งที่สำคัญและเป็นปัญหาใหญ่มากถ้ามองในระดับสังคมโดยรวม แต่ในเวลาเดียวกัน สถานการณ์แบบนี้ถ้าเราจัดการได้อย่างถูกต้อง ก็จะทำให้คอมพานีมีพลังที่จะอยู่ด้วยกันต่อไป มีพลังที่จะขับเคลื่อนแล้วทำให้ปัญหานี้เป็นสิ่งที่ทำให้เราเดินทางต่อไปได้ในอนาคตข้างหน้า มันก็ไปส่งผลดีอีกอย่างหนึ่ง มันเป็นเรื่องแบบนี้มาตลอด

 

อยากจะขอให้พูดถึงเรื่องงานบ้าง การที่คุณได้เผชิญกับเรื่องของวัฏจักรการเกิด แก่ เจ็บ ตาย มันส่งผลต่องานของคุณมากน้อยขนาดไหน

     งานผมเกือบทุกชิ้นพูดเรื่องความตายหมดเลย ผมเคยสร้างงานชิ้นหนึ่งให้กับครูคนแรกที่สอนผม ชื่อว่า I am a Demon หลังจากที่คุณครูเสียไปสามเดือน นี่ก็เป็นเรื่องความตาย เราทำงานที่ชื่อว่า ขาวดำ ก็เกี่ยวกับความตาย เราทำงานที่ชื่อว่า Dancing with Death ก็พูดถึงเรื่องความตายว่าเป็นสิ่งสวยงาม ไปๆ มาๆ งานผมเป็นเรื่องความตายหมดเลยนะ

ความตายเป็นสิ่งเดียวที่เราไม่สามารถแสดงได้ในโรงละคร คือเราจะแสดงอะไรในโรงละครได้หมด จะจูบกันก็ได้ แก้ผ้าก็ได้ ร้องไห้ก็ได้ แต่เราตายจริงๆ ไม่ได้ มันเป็นขีดจำกัดเดียวที่ทำไม่ได้ในพื้นที่ศิลปะ

คนอื่นบอกว่าโรงละครมันเล่าเรื่องได้ทุกอย่าง ไม่จริงครับ ความตายเป็นสิ่งเดียวที่เราทำไม่ได้ ผมถึงได้สนใจเรื่องนี้มาก

     อีกประเด็นคือ นี่เป็นสิ่งเดียวที่เราทุกคนได้เท่ากันหมด การเกิดมาเป็นมนุษย์นั้น แปลว่าเราจะต้องตายเหมือนกัน คือสิ่งอื่นบางทีมันไม่เท่ากัน เรารวยหรือจน เราหน้าตาสวยไม่เท่ากัน นู่นนี่ไม่เท่ากันหมดเลยในชีวิตเรา แต่ความตายเป็นสิ่งเดียวที่เราเท่ากัน และเราต้องตายเหมือนกัน ความตายมีความเป็นประชาธิปไตยสูงที่สุดแล้วในการเป็นมนุษย์

     ความตายเป็นเรื่องที่สวยงาม แต่เราไปกลัวมัน มันนำไปสู่คำถามว่าเรากลัวความตายทำไม จริงๆ เราไม่ได้มีปัญหากับความตาย แต่เรากลัวเพราะเราไม่รู้ว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นในลำดับต่อไป ส่งผลให้ศาสนาเข้ามาทำหน้าที่ เป็นสื่อกลางที่จะอธิบายว่าคุณจะได้แบบนี้นะหลังจากที่คุณตาย ถ้าคุณทำแบบนี้คุณจะเป็นแบบนี้นะ มันจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมศาสนาถึงประสบความสำเร็จ ศาสนาประสบความสำเร็จที่สุดคือเรื่องความตายครับ

 

พิเชษฐ กลั่นชื่น

 

จุดประสงค์ที่คุณนำเรื่องความตายมาเกี่ยวข้องในงานศิลปะ คุณต้องการจะสื่อสารอะไร

     กลับไปเรื่องที่ I am a Demon ในวันที่ครูของผมเสีย วันนั้นผมรู้สึกว่าชีวิตไปต่อไม่ได้แล้ว เพราะครูเป็นคนสอนท่ารำ เป็นคนคอยตรวจสอบว่าผมรำถูกไหม ดีไหม เราดำเนินชีวิตและความมั่นใจผ่านครูตลอดเวลา พอครูเสียไป ผมหยุดรำเลย ไม่เข้าสตูดิโอนานมากเป็น 3 เดือน ทุกครั้งที่ร่ายรำ ผมจะเศร้ามาก

     แต่วันหนึ่งพอผมกลับเข้าไปในสตูดิโออีกครั้ง ผมก็รู้สึกว่าไม่ได้แล้ว ชีวิตต้องไปต่อ ไม่อย่างนั้นผมจะสูญเสียตัวเอง ผมก็ใส่ผ้าโจงผืนที่ครูให้ไว้ แล้วก็รำ ผมมองในกระจก แล้วก็เห็นว่าเขาอยู่ในตัวผม ท่ารำที่ผมรำอยู่เหมือนกับที่เขารำ แล้วผมรู้สึกว่า เฮ้ย เขาไม่ได้ไปไหนนี่หว่า แล้วผมก็เลยคิดจะสร้างงานขึ้นมา ก็คือ I am a Demon เพราะผมเป็นยักษ์ ครูผมเป็นยักษ์ แล้วสอนผมมาแบบนี้

ความตายเป็นส่วนหนึ่งของการเติบโต

     ผมสามารถเป็นตัวของตัวเอง ถ้าครูยังอยู่ ผมก็ยังเป็นเด็กอยู่วันยังค่ำ เห็นไหมว่าการสูญเสียใครคนหนึ่งไปมันทำให้เราโตขึ้น เป็นผู้ใหญ่มากขึ้น กล้าที่จะเดินไปข้างหน้า ผมว่านี้คือความงามอย่างหนึ่งของความตาย

     สำหรับเรื่อง Dancing with Death ผมเห็นความตายเป็นความสวยงามของพิธีกรรม ของคนที่มาเจอกัน ของครอบครัว ของคนที่ไม่เคยเห็นหน้ากันเลยในตระกูลเป็น 10-20 ปี ห่างหายกันไป แต่พอมีคนหนึ่งตาย ทุกคนก็กลับคืนมา ร้องไห้ร่วมกัน แสดงความรักกัน โอบกอดกัน ถ้าไม่มีความตายเกิดขึ้นก็จะไม่เห็นสิ่งเหล่านี้ เราอาจจะโกรธคนนั้นตลอดชีวิต อาคนหนึ่งที่ออกไปจากบ้านเรา แล้วมีปัญหากัน เราโกรธเขาทั้งๆ ที่ไม่รู้เลยว่าเรื่องอะไร แต่ในวันที่ปู่ ย่าตายเขากลับคืนมา ได้มาสื่อสารกันอีกครั้ง ครอบครัวมันก็กลับคืนมา ความตายก็เป็นสิ่งที่สวยงามในความสัมพันธ์ครอบครัว นี่คือสิ่งที่ผมชอบมันมาก

 

ทำไมเรื่องความตายถึงไปได้ดีกับงานศิลปะ เหมือนเวลาเราพูดถึงเรื่องความตายในบริบทของชีวิตประจำวัน คนมักจะไม่ค่อยอยากพูดถึง

     คงเพราะมันเป็นสิ่งที่รุนแรงที่สุด และน่ากลัวที่สุดสำหรับมนุษย์ เมื่อคุณพูดถึงประเด็นนี้ทุกคนจะกลัวหมด เมื่อไหร่ที่คุณอายุเลย 40 ปีไปแล้ว คุณถึงจะคิดเรื่องความตาย ถ้าคุณเป็นเด็กคุณจะไม่มีเลยครับ คุณจะไม่กลัวเรื่องความตาย เพราะว่าคุณยังไม่สามารถนับช่วงเวลาของชีวิตได้ว่าสั้นหรือยาวแค่ไหน ในขณะที่คุณเป็นเด็ก ยกตัวอย่างคนจะเสียชีวิตตอน 80 ปี คุณจะไม่รู้ว่าจากอายุ 30 ปีไปถึง 50 ปีมันยาวแค่ไหน แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่คุณเดินทางไปจนถึงอายุ 40 ปี คุณจะมีความทรงจำ มีเรื่องราว ผมเรียกมันว่าแผนที่ของเวลา เพราะฉะนั้นคุณจะรู้ว่าจากนี้อีก 40 ปีมันสั้นมาก แล้วคุณเริ่มจะนับเวลาของพื้นที่เป็น แล้วคุณจะกลัว

 

ตอนนี้คุณก็อายุเลย 40 ปีแล้ว คุณมีมุมมองอย่างไรเกี่ยวกับความตาย

     ผมไม่กลัว แต่ต้องแยกเป็นแบบนี้นะ การตาย กับ ความตาย บางครั้งคนแยกไม่ออก การตายคือฉันไม่อยากตายแบบรถชนตาย อันนี้คือรูปแบบของการตาย ซึ่งบางคนกลัวรูปแบบของการตาย แต่สำหรับ ความตาย จริงๆ เราไม่รู้หรอกครับว่ามันคืออะไร สภาวะสุดท้ายที่คนพยายามอธิบาย เช่น เรื่องที่ว่าวิญญาณออกจากร่าง เราไม่เคยรู้หรอกว่ามันเจ็บปวดหรือไม่ เราไม่รู้ว่ามันมีความเบา หรือผ่อนคลาย หรือสบายขนาดไหน เราไม่รู้เลยว่าพอเราแยกตัวออกไปแล้วเราจะไปสู่สภาวะที่เป็นอากาศแล้ว เราจะมีความสุขขนาดไหน ไม่เคยมีใครตอบคำถามนี้ได้เลย

     เวลาที่เราพูดถึงเรื่องความตาย จริงๆ เรากลัววิธีการของการตาย และสองที่เรากลัวมากเรื่องการตาย เพราะว่าเรายังมีนิวรณ์ ยังมีอาวรณ์ เรายังห่วง ยังอยากสนุก ยังคิดอยากจะทำนู่นนี่ ปัญหาคือเรามีห่วงเหล่านี้ มีความอยากมีความต้องการ เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณไม่มีความต้องการ ไม่มีทิฐิ ความตายก็ไม่ใช่ปัญหา

 

เวลาคุณไปแสดงในต่างประเทศ ประเด็นเรื่องความตายมีความเหมือนหรือแตกต่างอย่างไรในบริบทของแต่ละวัฒนธรรม

     ผมคิดว่าเป็นมุมที่เราแลกเปลี่ยนกับคนดู ความตายมันแตะได้ทุกชนชาติ ขึ้นกับว่าเราไปแตะมุมไหนให้เกิดความน่าสนใจ หรือปรับเปลี่ยนแนวคิด หรือความรู้สึก หรือความเชื่อของคนประเทศนั้นๆ อย่างเช่น ในประเทศไทยถือว่าความตายเป็นเรื่องน่ากลัวมาก ทุกคนไม่อยากตาย แต่ว่าในอินเดีย มันกลับไม่ใช่ การตายเป็นเรื่องปกติ ในบางศาสนา การตายคือการได้กลับไปรับใช้พระเจ้าอีกครั้ง เพราะฉะนั้นทุกคนก็เตรียมพร้อมที่จะตาย

     ตอนที่ผมทำ Dancing with Death ผมบอกว่าความตายเป็นสิ่งสวยงาม มันเป็นสิ่งเดียวที่เป็นความสุขของคนที่ยังอยู่ รู้ไหมว่าคนที่อยู่จะมีความสุขเมื่อเราตาย ยอมรับความจริงเถอะ ในขณะที่ผมต้องเสียเวลาดูแลฟลุ๊คเยอะมาก ต้องทำนู่นนี่เต็มไปหมด ซึ่งผมพร้อมและยินดีที่จะทำ มันเป็นความสุขที่ได้ดูแล แต่ผมต้องสูญเสียเวลา เสียความเป็นส่วนตัว การจะไปไหน ทำอะไร แทบไม่ได้เลย

     สมมติถ้าพรุ่งนี้ฟลุ๊คตาย เชื่อไหมว่าผมจะเสียใจแป๊บเดียว มึงไม่น่าตายเลย แต่หลังจากนั้นผมจะมีความสุขไปตามปกติ เพราะผมไม่ต้องเสียเวลาไปทำอะไรพวกนี้อีกแล้ว เราเสียแค่ความผูกพัน แต่ชีวิตเราจะกลับไปมีความสุขอีกครั้ง โดยเฉพาะสำหรับคนที่ดูแลพ่อแม่ที่ป่วยมากเป็นระยะเวลาหลายๆ ปี โอเคมันเป็นความโศกเศร้าเสียใจ แต่หลังจากนั้นเราจะมีความสุข คุณต้องยอมรับ แล้วก็ห้ามดัดจริตว่า ไม่ๆ ฉันจะอยู่กับความทุกข์นี้ตลอดชีวิต ไม่ใช่เลย คุณจะมีความสุข คุณจะเป็นอิสระอีกครั้งหนึ่ง

 

พิเชษฐ กลั่นชื่น

 

ถ้าเช่นนั้นแล้ว ทำไมเราจึงไม่ปล่อยเขาไป

     กับฟลุ๊คใช่ไหม คืออย่างนี้นะครับ ฟลุ๊คยังไม่ตาย เขายังสื่อสารกับผมได้ คือตอนนี้ผมไม่ได้ฝืนความตายอยู่นะครับ แต่ผมฝืนสังขารอันเจ็บป่วยของเขาอยู่ และผมเชื่อมั่นว่าร่างกายของเขาสามารถฟื้นแล้วคืนสภาพเองได้ เหมือนคนที่ผอมแห้งสามารถมีกล้ามเนื้อได้โดยการยกน้ำหนักและออกกำลัง นั้นแสดงว่าร่างกายมันต่อสู้ได้ ปัญหาของฟลุ๊คตอนนี้คือร่างกาย ไม่ใช่ปัญหาของชีวิต มันเป็นคนละก้อนกัน

     เราประเมินกันแล้วครับ ปัญหาของฟลุ๊ค หนึ่งคือคนดูแล สองคือบรรยากาศคนที่สื่อสารกับเขาทุกวัน สามคือคนรู้จักเรื่องการทำกายบริหาร การพาร่างกายกลับคืนมา เราคุยกันว่า 3 ประเด็นนี้เราพร้อมไหม ทุกคนบอกว่าเราพร้อม เพราะว่าเรามีคนอยู่ในคอมพานีถึง 7 คน ทำงานอยู่ที่นี่อาทิตย์ละ 5 วัน ทำงานตั้งแต่เช้าถึงเย็น เพราะฉะนั้นมีคนที่ดูแล สามารถไปขยำร่างกาย จับตัวยกขึ้นมาได้ เข้าไปคุยกับเขาได้ ถ้าอย่างนั้นเราทำได้

     กราฟฟลุ๊ควิ่งขึ้นทุกวัน นี่คือเรื่องที่น่าสนใจสำหรับเรา เราเห็นว่ามีการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น ตอนผมไม่อยู่ 7 วันไปต่างจังหวัด ผมกลับมาเห็นเขายกแขนได้สูงกว่าเดิม ตา ผิว การรับรู้ดีกว่าเดิม ผมไม่ได้เข้าข้างตัวเองเลยนะครับ จับมืองอไปงอมาได้ รับคำสั่งตอบสนองได้ เพราะฉะนั้นพัฒนาการดีขึ้นกว่าเดิมทุกวัน สาเหตุเพราะเราวางตารางเลยว่าวันนี้จะทำอะไร และพรุ่งนี้จะทำที่ยากขึ้นกว่าวันนี้ แล้วตอนนี้สิ่งที่เราจะวางในตาราง ก็คือเราจะเอาเขานั่งรถเข็นแล้วเข็นออกมาเลย คือสิ่งที่ผมพูดอาจฟังแล้วดูใจร้ายไปไหม หนักไปไหม ไม่เลย ทุกอย่างอยู่บนพื้นฐานของการวิเคราะห์อาการและสถานการณ์ในแต่ละวันไปพร้อมๆ กัน บางวันที่ดูเหนื่อยและไม่ตอบโต้ เพราะฉะนั้นวันนี้หยุด เอาแค่นี้ก่อน

 

มองอนาคตข้างหน้า ก่อนถึงวันที่คุณจะเดินทางไปสู่ความตาย

     โรงละครก็เสร็จแล้ว คอมพานีก็เสร็จแล้ว อยากให้นักเต้นออกไปอิสระ ไปสร้างคอมพานีของตัวเอง แล้วก็เป็นศิลปินได้ อันต่อไปก็คือจะสร้างเป็นโรงเรียน เมื่อนักเต้นอายุมากขึ้นแล้วก็กลับมาสอนที่โรงเรียน เด็กก็จะมีครูที่มีคุณภาพ ทั้งสอนได้ ทั้งทำการแสดงได้ หลังจากนั้นโรงละครก็เป็นรากฐาน ใครก็ตามที่เป็นลูกศิษย์ของที่นี่ ก็จะเป็นคนดูแลต่อๆ ไป แล้วก็ทุกๆ 4 ปีเปลี่ยนไดเร็กเตอร์ 1 ครั้ง

     ผมจะกลับไปสู่การเป็นศิลปินเดี่ยวแล้วก็เต้นไปจนถึงวินาทีสุดท้ายในชีวิต นี่คือความฝัน มีความสุขที่สุดแล้ว ผมจะตายอยู่กับสิ่งที่ผมรัก ตายกับร่างกายของผม กับความจดจำและบันทึกที่ไม่มีใครเคยทำมาก่อนในฐานะศิลปิน นักเต้น และผมไม่ได้ต้องการจะจบชีวิตในฐานะครู ผมต้องการจบชีวิตในฐานะศิลปิน

 

ภาพของความตายในวันนั้น คุณจะอยู่สถานที่แบบไหน

     อาจจะอยู่บนเตียงเหมือนฟลุ๊คก็ได้ อาจจะอยู่ในที่ที่หนึ่ง แล้วลูกศิษย์ของผมในคอมพานี ไปพาลูกศิษย์ของตัวเองมาเต้นงานชิ้นหนึ่งที่ผมสร้างเอาไว้ ผมเคยบอกพวกเขา ถ้ากูจะตายเมื่อไหร่ แล้วมึงมีลูกศิษย์ มึงต้องเอา choreography ของลูกศิษย์มึงมาเต้นให้กูดูนะ แล้วกูจะบอกได้ว่าลูกศิษย์มึงเก่งไหม ฉลาดไหม จะไปต่อได้ไหมในอนาคตข้างหน้า นี่เป็นความฝัน

     แต่ว่าในวาระสุดท้ายผมตอบไม่ได้เลย ผมอาจจะอยู่กับลูกสาวบนเวทีก็ได้ ลูกสาวผมอาจจะเข็นวีลแชร์ของผมออกมา แล้วก็ผมอาจจะอยู่แค่นั้นก็ได้ ผมไม่รู้ แต่ที่ผมรู้แน่ๆ คือผมจะไม่เลิกที่จะเต้น

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

ชยพล ทองสวัสดิ์

กอง บก. ชาวเชียงใหม่ ผู้ทำเพลงในชื่อ TCNX เชื่อว่ามนุษย์ต่างดาวมีจริง เกิดและเติบโตในยุค 90s แต่มักฝันถึงชีวิตในยุค 60s อยู่บ่อยๆ

เรื่องโดย

ธนดิษ ศรียานงค์

ช่างภาพที่ชอบการเดินทาง แต่จำทางไม่ค่อยได้ นิ่งเป็นหลับ ขยับเป็นหลง