พิพัฒน์ พสุธารชาติ | ถ้าไม่ได้รวยล้นฟ้า คุณจะรู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างผิดปกติในประเทศนี้

เชื้อโรค ร่างกายและรัฐเวชกรรม: ประวัติศาสตร์การแพทย์สมัยใหม่ในสังคมไทย, Autonomia: ทุนนิยมความรับรู้ แรงงานอวัตถุ และการเมืองของการปฏิวัติ, ผู้ไร้เสียง: คำยืนยันของ คายตรี จักรวรตี สปีวาก, ประวัติศาสตร์นิพนธ์ฟิลิปปินส์กับชะตากรรมของชาติ, ฯลฯ

หนังสือเหล่านี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งภายใต้สำนักพิมพ์ Illuminations Editions ของ พิพัฒน์ พสุธารชาติ อดีตวิศวกรประจำแท่นขุดเจาะ ที่หลงใหลในโลกของการอ่านและเขียนหนังสือ จนผันตัวมาก่อตั้งสำนักพิมพ์ขนาดย่อม จัดพิมพ์หนังสือแนววิชาการ ความรู้เชิงประวัติศาสตร์ ปรัชญา คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ รวมทั้งหนังสือเกี่ยวกับความคิดทางการเมืองทั้งหลาย

     สิ่งที่น่าสนใจคือหนังสือที่แค่เห็นชื่อบนหน้าปกก็รู้สึกเหมือนกำลังจะได้อ่านวิทยานิพนธ์เล่มหนาเตอะ ทำไมกลับมีผู้อ่านอยู่ไม่น้อย กล่าวคือสำนักพิมพ์มีรายได้ในระดับที่อยู่ได้ สามารถออกหนังสือใหม่อย่างต่อเนื่อง แถมบางเล่มยังมีแผนตีพิมพ์ครั้งที่ 2 

     ทั้งที่สถานการณ์ตอนนี้ ไม่ว่าหันไปทางไหนก็เห็นร้านค้ารกร้างปิดกิจการ แม้แต่ภาคธุรกิจขนาดใหญ่ยังระส่ำระสาย คนทำงานหลายๆ คนก็ยังไม่รู้ว่าพรุ่งนี้จะโดนเลย์ออฟหรือเปล่า—แต่ปัจจัยเหล่านี้แหละที่ทำให้คนหิวกระหายความรู้กันมากขึ้น

     “ประเทศไทยมีความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจสูง ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งเปอร์เซ็นต์ข้างบนก็รอดตัวไป แต่คุณเป็นอย่างพวกเขาหรือเปล่าล่ะ ถ้าคุณไม่ได้รวยล้นฟ้า คุณจะรู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างที่ผิดปกติในประเทศนี้ ในสังคมนี้ คุณก็เลยต้องอ่านหนังสือที่เพิ่มพูนความคิดหน่อย ไม่อย่างนั้นมันก็แปลกนะ คุณจะหาเงิน สนุกกับชีวิตไปวันๆ ก็ได้ แต่คุณก็ถูกโครงสร้างของสังคมเอาเปรียบอยู่”

 

พิพัฒน์ พสุธารชาติ

 

วิศวกรอย่างคุณเริ่มหลงใหลในหนังสือประเภทปรัชญา ประวัติศาสตร์ หรือสังคมศาสตร์ ด้วยเหตุผลอะไร แล้วมันเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่

     (ยิ้ม) ถ้าดูจากสาขาอาชีพของผม ก็อาจจะทำให้แปลกใจว่าวิศวกรเขาอ่านหนังสือพวกนี้กันด้วยเหรอ แต่จริงๆ แล้วผมเริ่มต้นให้ความสนใจกับหนังสือประเภทปรัชญาก่อน ตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัยก็อ่านหนังสือปรัชญาและนิยายพวกแสวงหาตัวตน อย่างของเฮอร์มานน์ เฮสเส, ลีโอ ตอลสตอย ฯลฯ มาเรื่อยๆ ส่วนความรู้เรื่องประวัติศาสตร์และสังคมศาสตร์ นับว่าเป็นความสนใจในภายหลัง

     คือต้องบอกว่าไม่ได้เข้าใจหนังสือปรัชญาที่อ่านในทันทีนะ รู้สึกว่าหนังสือปรัชญาอ่านยาก แต่เราก็ยังอยากที่จะอ่านไปเรื่อยๆ ผมอ่านหนังสือ ปรัชญาปัญหา ที่แต่งโดย เบอร์ทรันด์ รัสเซลล์ นักปรัชญาชาวอังกฤษที่เก่งมาก หนังสือของเขาก็อ่านยากมากด้วย ยิ่งแปลเป็นภาษาไทยยิ่งอ่านยากมาก แต่ผมก็อ่านซ้ำแล้วซ้ำเล่า อ่านอยู่หลายรอบแล้วก็ยังปวดหัวมาก จนได้มาเจอกับ ปรัชญาคณิตศาสตร์ ที่แปลโดยกลุ่มอาจารย์สาขาปรัชญา จุฬาฯ และด้วยความที่ปรัชญาของคณิตศาสตร์มันเป็นการอธิบายที่ทำให้เด็กสายวิทย์อย่างผมเห็นได้ค่อนข้างชัด ก็เลยพอจะอ่านรู้เรื่องขึ้นมาบ้าง นี่คือความทรงจำช่วงที่ผมเริ่มต้นหลงใหลในการอ่านหนังสือ

     จนกระทั่งไปทำงานอยู่ที่แท่นขุดเจาะน้ำมัน ได้อยู่ประจำหลายที่ทั้งในอินเดีย ลิเบีย เวียดนาม เม็กซิโก การไปอยู่ต่างประเทศมันเปิดโอกาสให้เราได้เข้าร้านหนังสือของเขาอยู่บ่อยครั้ง ได้เจอหนังสือประเภท Popular science ที่เขาจะย่อยเรื่องยากๆ ให้เข้าใจกันง่ายๆ ยิ่งอ่านมากก็ยิ่งเข้าใจ เกิดเป็นความสนุกและนำมาซึ่งการอ่านเล่มอื่นๆ ต่อไป

     ผมประจำอยู่แท่นขุดเจาะมาร่วม 20 ปี ทำงานต่อเนื่องไม่มีพักวันละ 12 ชั่วโมง รูทีนคือตื่น 5 โมงเย็น 6 โมงเย็นเข้าไปเปลี่ยนเวรกับหัวหน้าแล้วก็อยู่ตรงนั้นไปจนถึง 6 โมงเช้า เป็นแบบนี้วนไป 28 วัน แล้วก็จะได้พักกลับบ้าน 28 วัน นี่คือลูปของชีวิตในช่วงนั้น แน่นอนว่าเพื่อนวิศวกรส่วนใหญ่ของผม พวกเขาไม่ได้สนใจอ่านหนังสือพวกนี้เท่าไหร่ ที่ชอบอ่านนิยายพอมี อ่านหนังสือธรรมะก็เยอะ อ่านพวก self help สุขภาพ วิธีเล่นหุ้น อะไรพวกนี้ แต่พวกเขาส่วนใหญ่จะมีบุคลิกแบบหนึ่ง คือเป็นมนุษย์ที่เน้นเทคนิค หรือที่เรียกว่า Intrumental rationality เป็นหลัก เนื่องจากการทำงานมันต้องอาศัยประสบการณ์และความเชี่ยวชาญจากการทำงานที่มันเน้น practical สุดๆ เน้นผลลัพธ์จากการทำงานเป็นหลัก ความจริงตอนผมทำงานในโรงงานหรือบนแท่นเจาะ ก็ต้องอยู่ในโหมดแบบนี้แหละ

 

ความสนใจทางปรัชญาสามารถซัพพอร์ตการทำงานวิศวกรได้มากน้อยแค่ไหน

     จริงๆ แล้วรายได้จากการเป็นวิศวกรมาช่วยซัพพอร์ตการซื้อหนังสือมากกว่า (หัวเราะ) ไม่หรอก มันเอาไว้พูดคุยกับคนต่างชาติน่ะ เช่น เขามาจากประเทศอเมริกา เขาก็จะมองเรื่องสิทธิแบบหนึ่ง มองประชาธิปไตยแบบหนึ่ง เราก็จะไปนั่งแลกเปลี่ยนถกเถียงกับเขา แต่ถ้าเป็นการทำงานบนแท่นขุดเจาะนี่คุณไม่มีสิทธิไปเถียงอะไรกับหัวหน้าเท่าไหร่เลยนะ เราต้องเชื่อฟังหัวหน้ามากๆ เพราะสถานที่ตรงนั้นเป็นที่ที่อันตรายมาก  

     คุณลองนึกถึงบ่อน้ำมันที่ข้างล่างมีความดันสูงมากๆ ซึ่งหากมีอะไรผิดพลาด มันพร้อมจะระเบิดได้ตลอดเวลา คนตายกันได้ง่ายๆ เลย ยิ่งเป็นแท่นขุดเจาะแบบเก่าที่มนุษย์ทำงานกับเหล็ก หากพลาดนิดๆ หน่อยๆ ก็คือนิ้วขาดได้เลย การทำตามกฎจึงต้องมาก่อนเสมอ

     แต่การอ่านหนังสือจะมาซัพพอร์ตเราตรงที่มันทำให้เราได้เปลี่ยนโหมดบ้าง วันหยุดได้กลับบ้านมาพักผ่อน อยู่กับการอ่านหนังสือเต็มๆ ประมาณเกือบ 4 สัปดาห์ ก็เลยเริ่มได้เขียนบทความลงในวารสารวิภาษา จนกลายเป็นอีกรูทีน

     พอมีโอกาสกลับบ้านก็จะมาอ่านหนังสือแล้วก็เขียนบทความให้ได้สักชิ้นหนึ่งเพื่อส่งไปตีพิมพ์ สั่งสมความรู้จากการอ่านอยู่ประมาณ 15-20 ปีก็ออกหนังสือของตัวเอง เล่มแรก ปลายทางที่อินฟินิตี้ มีเนื้อหาเกี่ยวกับปรัชญาคณิตศาสตร์ เล่มต่อมาคือ รัฐและศาสนา ซึ่งเขียนขึ้นมาจากความสงสัยของเราว่าเพราะอะไรพระถึงไม่มีสิทธิในการเลือกตั้งบ้าง ย้อนกลับไป 20 กว่าปีก่อนเรื่องนี้ก็ยังไม่สามารถพูดได้เต็มที่นะ เราก็ต้องใช้วิธีเขียนโดยไปเล่าเรื่องของทางตะวันตกก่อนแล้วค่อยโยงมาสู่สิ่งที่เราต้องการจะถาม ก็มีคนเขียนวิจารณ์ลงในวารสารเกี่ยวกับพุทธศาสนา เขาก็ชมเราแต่เขาก็เขียนโต้แย้งเรานะ ซึ่งผมถือว่าเป็นเรื่องที่ดี

 

ดังนั้นการทำสำนักพิมพ์คืองานอดิเรกในช่วงชีวิตหลังปลดเกษียณของคุณใช่ไหม

     ไม่ได้เกษียณนะแต่ว่าลาออกเลย จริงๆ แล้วตอนทำงานอยู่แท่นขุดเจาะในต่างประเทศนี่เงินเดือนดีมาก จนกระทั่งตอนหลังราคาน้ำมันตกลง ประจวบกับเราหมดสัญญากับทางนั้น เลยต้องกลับมาประจำอยู่เมืองไทย รายได้ของเราก็ลดลงไปเหลือ 1 ใน 3 แต่ก็ยังนับว่าโอเคอยู่ ก็ทำอยู่อย่างนั้นจนกระทั่งได้ยินข่าวของเพื่อนคนร่วมงานเก่าคนหนึ่ง เขาเป็นชาวมาเลเซีย อายุประมาณ 62 ปี ทำงานเป็นดริลเลอร์ (driller) ซึ่งได้เงินเดือนมากกว่าผมอย่างน้อยๆ 2 เท่า อดออมมา 20 ปี เขาคงเป็นคนรวยคนหนึ่งเลยแหละ แต่ด้วยความที่ชีวิตบนแท่นขุดเจาะน้ำมัน มันคือการทำงานอย่างเดียว หยุดไม่ได้ นอนก็ไม่ค่อยจะหลับ ยิ่งเป็นระดับซูเปอร์ไวเซอร์ความรับผิดชอบก็ยิ่งสูงขึ้น เพราะฉะนั้น ความเครียดก็จะเยอะ ชีวิตแบบนี้จึงเป็นชีวิตที่ค่อนข้างบัดซบ แต่ในเมื่อเงินเดือนมันเยอะ ทุกคนก็จะพยายามหาเงินเพื่อกลับมาเสวยสุขตอนเกษียณอยู่บ้าน

     ปรากฏว่าในช่วงที่น้ำมันราคาตก บริษัทต้องการลดค่าใช้จ่าย เพื่อนคนนี้ก็เลยถูกเชิญออก ได้กลับมานอนอยู่บ้านเฉยๆ แต่พอ 3 เดือนผ่านไป เขาเสียชีวิตไปเลย โอ้โห ทั้งชีวิตคือการทำงานเพื่อส่งลูกไปเรียน พอลูกเข้าเรียนมหาวิทยาลัยดีๆ ได้ ตัวเองก็ตายเลย เหตุการณ์นี้ทำให้ผมกลับมานั่งคิดถึงตัวเองว่า ถ้าเกิดเราต้องตายไปโดยที่ยังไม่ทันได้ทำอะไรเลยแบบนี้ก็แย่น่ะสิ เงินเก็บเราก็พอมีอยู่บ้างนะ ถ้าอย่างนั้นก็ออกมาทำในสิ่งที่ตัวเองชอบดีกว่า สำนักพิมพ์ Illuminations Editions จึงเกิดขึ้น

 

แล้วคุณมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการทำธุรกิจสำนักพิมพ์มากน้อยแค่ไหน

     ก็ถือว่าลุยเอาเงินออมมาทำเลยแหละ ไม่ใช่ว่ามีความรู้ทางธุรกิจเยอะนะ แต่ผมโชคดีที่ได้ไปเจอคุณโย (กิตติพล สรัคคานนท์) ที่ทำสำนักพิมพ์ 1001 Night มาก่อน ผมจะเป็นคนที่เลือกเล่มที่อยากจะพิมพ์ ส่วนเขาก็จะคอยช่วยหาคนเก่งๆ มาออกแบบให้ หน้าปกบางเล่มก็มาจากการแนะนำของ อาจารย์เก่งกิจ กิตติเรียงลาภ คือเป็นนักออกแบบจากแร็บบิตฮู้ด สูดิโอ ที่มาช่วยออกแบบหน้าปก ก็ได้หน้าปกที่สวยงาม มีคอนเซ็ปต์ที่น่าสนใจ แล้วมันส่งผลให้เรารู้จักคนนั้นคนนี้ต่อกันไปเรื่อยๆ เริ่มมีอาจารย์ที่เขาเชี่ยวชาญเรื่องต่างๆ มาเสนอต้นฉบับใหม่ๆ ให้กับเรา

     อย่างเล่ม ผู้ไร้เสียง: คำยืนยันของ คายตรี จักรวรตี สปีวาก ไอเดียเริ่มต้นก็มาจากอาจารย์คนหนึ่งที่รู้จักกัน เขาอยากแปลหนังสือของนักประวัติศาสตร์ชาวอินเดียคนหนึ่งที่ชื่อ รณชิต คูฮา งานของเขาทำให้เกิดกระแสที่เรียกว่า Subaltern studies ผมก็เลยอยากสนับสนุนอาจารย์เขา จึงไปซื้อลิขสิทธิ์มาให้ หนังสือเล่มนี้หาไม่ได้ในห้องสมุดของมหาวิทยาลัยใหญ่ๆ ของเรา อาจเป็นเพราะว่าวงวิชาการไทยศึกษาบ้านเราไม่ค่อยได้สนใจความรู้จากอินเดียสักเท่าไหร่ ทั้งที่นักวิชาการหลายๆ คนในอินเดียนี่โคตรเก่งเลย ไม่ว่าจะเป็น ชัตเตอจี, จักรปาตี, สปิวาก, บาร์บา เป็นต้น ยังไม่นับนักวิชาการจากศรีลังกา ที่มีเก่งๆ กันอีกหลายคน

     แต่หลังจากนั้นมานั่งคิดดู ก่อนที่จะพิมพ์หนังสือที่เป็น text ต้นฉบับ เราน่าจะหาหนังสือในระดับแนะนำแนวคิดเรื่อง Subaltern ก่อน ก็เลยไปหาต้นฉบับ วพ. ของคุณสันติ เล็กสกุล ที่ทำเรื่อง คายตรี จักรวรตี สปีวาก ซึ่งเป็นนักคิดในกลุ่ม Subaltern อีกคนหนึ่ง จึงทำเป็นหนังสือ ผู้ไร้เสียง ออกมา

     งานประวัติศาสตร์สไตล์ post-colonial หรือ subaltern จะให้ความสำคัญกับผู้ซึ่งไม่เคยถูกพูดถึงในประวัติศาสตร์ เพราะประวัติศาสตร์แบบที่เราคุ้นเคยมักจะพูดถึงแต่ผู้ปกครองหรือผู้มีอำนาจ แต่คนธรรมดากลับถูกละเลย หนังสือ ประวัติศาสตร์นิพนธ์ฟิลิปปินส์ฯ ของคุณสิริฉัตร รักการ ก็จะอยู่ในแนวนี้ คือเป็นการเสนอให้เขียนประวัติศาสตร์ของชาวฟิลิปปินส์จากคนเบื้องล่าง

 

พิพัฒน์ พสุธารชาติ

 

มีการกำหนดกรอบหรือน้ำเสียงของหนังสือที่ตีพิมพ์ภายใต้ Illuminations Editions ไว้อย่างไรบ้าง

    สิ่งที่เป็น ‘ความรู้’ น่าจะเป็นกรอบกว้างๆ ซึ่งสามารถแยกย่อยออกเป็นสาขาต่างๆ เช่น ความรู้ประวัติศาสตร์ ปรัชญา คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ ขณะที่บางเล่มก็จะมีเล่มที่เป็นไอเดียทางการเมืองเช่นกัน ซึ่งจะสอดคล้องกับไอเดียทางการเมืองของผมก็คือ ผมไม่ใช่พวกอนุรักษ์นิยมน่ะ ยกตัวอย่างเช่น งานของอาจารย์เก่งกิจ ซึ่งเขียนงานด้วยแนวคิดแบบมาร์กซิสม์ แต่เป็นมาร์กซิสม์ในเวอร์ชันที่อัพเดตมาก ซึ่งคนไทยส่วนมากไม่รู้จัก เช่น พวกออโทโนเมีย พวกเขาคือกลุ่มนักคิดของอิตาลีที่เกิดในยุค 1960 มีคนเก่งๆ อย่าง อันโตนิโอ เนกรี, บิโฟ ฯลฯ อย่างเนกรีเนี่ยต้องลี้ภัยไปอยู่ฝรั่งเศส ทำให้เกิดการนำเอางานของนักคิดฝรั่งเศสมาปรับให้เข้ากับงานมาร์กซิสม์ของเขา ซึ่งนับว่าเป็นแนวคิดแบบมาร์กซิสม์ที่ล้ำมากๆ ผมไม่เคยเจอหนังสือไทยเล่มไหนที่เอาแนวคิดของมาร์กซิสม์มาอธิบายเหตุการณ์ปัจจุบันได้ลึกซึ้งขนาดนี้เหมือนเล่มออโทนอเมียของอาจารย์เก่งกิจมาก่อน

 

มันต้องเริ่มต้นจากการยอมรับก่อนว่าไม่มีใครที่ถูกต้องไปทั้งหมด นักคิดที่เปลี่ยนแปลงโลกอย่าง คาร์ล มาร์กซ์
หรืออิมมานูเอล คานต์ เขาก็ไม่ได้พูดอะไรที่ถูกไปทั้งหมด เพราะฉะนั้น เราก็ควรที่จะเถียงเขาได้

 

หนังสือที่คุณเขียนเองอย่าง คราสและควินิน ก็เขียนขึ้นมาเพื่อที่จะโต้ข้อเสนอในหนังสือ ปากไก่และใบเรือ ของอาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ มันเป็นส่วนหนึ่งของการอยากเห็นวงวิชาการไทยเติบโตด้วยหรือไม่

     ใช่ๆ คล้ายที่อาจารย์เก่งกิจเขียนโต้อาจารย์ธงชัย (ธงชัย วินิจจะกูล) ในเล่ม แผนที่สร้างชาติ: รัฐประชาชาติกับการทำแผนที่หมู่บ้านไทยในยุคสงครามเย็น นั่นแหละ ส่วน คราสและควินิน ของเราก็เขียนด้วยความเคารพอาจารย์นิธินะ

     ในแง่ขององค์ความรู้ถ้ามันจะเกิดการพัฒนาต่อยอดกันได้ก็จะต้องมีบรรยากาศของการถกเถียงกัน เหมือนที่เอ็ดมุนด์ ฮุสเซิร์ล นักปรัชญาชาวออสเตรียได้สร้างสาขาวิชาปรัชญาที่เรียกว่า ปรากฏการณ์วิทยา ซึ่งเป็นกระแสที่ใหญ่และดังมาก เขามี มาร์ติน ไฮเดกเกอร์ เป็นลูกศิษย์คนสำคัญ แล้วไฮเดกเกอร์ก็มาเขียน Being and Time เพื่อล้มข้อเสนอของอาจารย์เขา บอกว่าอาจารย์ผิดนะ แนวคิดของอาจารย์มันใช้ไม่ได้นะ ลุดวิจ วิทท์เกนชไตน์ ที่เป็นลูกศิษย์ของ เบอร์ทรันด์ รัสเซลล์ ก็เขียนโต้อาจารย์ของเขา คืออาจารย์ที่เก่งจะต้องมีลูกศิษย์ที่เก่ง แล้วลูกศิษย์ที่เก่งๆ ก็จะมาทำงานที่แย้งอาจารย์ของเขา สิ่งเหล่านี้คือเรื่องปกติของวงวิชาการตะวันตก

     มันต้องเริ่มต้นจากการยอมรับก่อนว่าไม่มีใครที่ถูกต้องไปทั้งหมด นักคิดที่เปลี่ยนแปลงโลกอย่าง คาร์ล มาร์กซ์
หรืออิมมานูเอล คานต์ เขาก็ไม่ได้พูดอะไรที่ถูกไปทั้งหมด เพราะฉะนั้น เราก็ควรที่จะเถียงเขาได้ ผมอาจจะมีแนวคิดแบบ Enlightenment หน่อยที่อยากเห็นความรู้มีการเติบโตขึ้น แต่อันนี้มันเป็นแนวทางในการคิด ซึ่งไม่ได้มีทางเดียว ถ้าคุณเป็นคนจีน คุณอาจจะไม่ต้องเถียงมากก็ได้ เชื่อฟังผู้อาวุโสกว่า ก็อาจจะดีในอีกแบบหนึ่ง พอดีผมอาจจะไปอ่านฝรั่งมาเยอะมั้ง มันเลยคิดแบบฝรั่ง ต้องเถียง ไม่งั้นก็ไม่สนุกสิ

 

นอกจากการทำให้วงวิชาการเติบโตขึ้นแล้ว คุณมีความคาดหวังในแง่ของผลกำไรทางธุรกิจอย่างไรบ้าง

     ผมคาดหวังว่าจะมีรายได้พอที่จะทำให้สำนักพิมพ์ดำรงชีวิตต่อไปได้โดยที่จะไม่เจ๊งไปในเร็ววันนัก ไม่ได้กะจะรวยจากธุรกิจนี้อยู่แล้ว ขอแค่พอให้มันไปได้ แล้วก็เป็นช่องทางหนึ่งที่ทำให้เกิดการพัฒนาของปัญญาในสังคมไทยก็พอแล้ว

     เราลงทุนสูงทั้งในเรื่องของการออกแบบหน้าปก การเลือกกระดาษอย่างดี ต้นทุนสูง กำไรน้อย เราพิมพ์ 1,500 เล่ม ขอให้ขายได้ 1,000 เล่มขึ้นไปก็ถือว่าพอใจแล้ว แต่บางเล่มก็กำลังจะตีพิมพ์ครั้งที่ 2 แล้วนะ (ยิ้ม) ถ้าพูดแบบฝันๆ นิดหนึ่งก็คือ เราอยากจะเป็นเหมือนสำนักพิมพ์ Verso ซึ่งเป็นสำนักพิมพ์ฝ่ายซ้ายของในอังกฤษ แต่เขาพิมพ์เยอะ แล้วสามารถขายได้ในราคาถูก ลดราคา 50% ตลอดเลย ส่วนของเราก็ขอเริ่มจากพิมพ์น้อยๆ เอาเท่านี้ให้รอดก่อน

 

นอกจากคนในแวดวงวิชาการแล้ว สำนักพิมพ์ของคุณมีคนอ่านกลุ่มอื่นๆ บ้างไหม

     มันเริ่มกระจายออกไปหาคนในแวดวงอื่นๆ เหมือนกันนะ คุณลองคิดดูสิ ประเทศไทยเราไม่ได้เลือกตั้งมา 5 ปีแล้วนะ เพราะฉะนั้น ก็เป็นธรรมดาที่คนจะมีความสงสัยว่า มันเกิดอะไรขึ้นกับสังคมบ้านเมืองเรากันแน่ ไม่อย่างนั้นหนังสืออย่างออทอโนเมียของอาจารย์เก่งกิจคงขายไม่ได้หรอก

     อย่างตอนจัดงานสัปดาห์หนังสือที่ผ่านมาก็มีวัยรุ่นมาซื้อหนังสือของเราเยอะ ผมก็แปลกใจเหมือนกัน พอคุยกัน เขาบอกว่าเขาสนใจ เขาอยากอ่าน ก็แหม คนสมัยนี้ใครเห็นอะไรไม่ถูกต้อง เขาก็เขียนบ่นลงในเฟซบุ๊กกันเป็นเรื่องปกติ คนอื่นก็คงจะต้องได้เห็นกันบ้างล่ะ แล้วอีกอย่างคือถ้าพ่อแม่คุณไม่ได้รวยล้นฟ้า คุณก็คงจะต้องรู้สึกรู้สากับข่าวที่บอกว่า ประเทศไทยมีความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจสูงเป็นอันดับหนึ่งของโลก ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งเปอร์เซ็นต์ข้างบนก็รอดตัวไป แต่คุณเป็นอย่างพวกเขาหรือเปล่าล่ะ ถ้าคุณไม่ได้รวยล้นฟ้า คุณจะรู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างที่ผิดปกติในประเทศนี้ ในสังคมนี้ คุณก็เลยต้องอ่านหนังสือที่เพิ่มพูนความคิดหน่อย ไม่อย่างนั้นมันก็แปลกนะ คุณจะหาเงิน สนุกกับชีวิตไปวันๆ ก็ได้ แต่คุณก็ถูกโครงสร้างของสังคมเอาเปรียบอยู่

 

ยิ่งสังคมเป็นเผด็จการคอยเล่นงานคน ปิดหูปิดตาประชาชนมากขึ้น ก็ยิ่งทำให้คนเกิดความสงสัยและตื่นตัวทางการเมืองมากขึ้นใช่ไหม

    มันแล้วแต่นะ ผมกำลังคิดถึงหนังสือประเภทโลกสวย หนังสือที่เน้นเรื่องจิตวิญญาณ ความสงบสุข หรือพวกหนังสือที่สอนแนวคิดแบบลัทธิสโตอิก ประเภทที่เน้นการความสุขทางใจน่ะ คือยิ่งประเทศที่เป็นเผด็จการมากเท่าไหร่ มีโครงสร้างที่เอาเปรียบคนข้างล่างมากเท่าไหร่ หนังสือพวกนี้จะยิ่งขายดีนะ เพราะเขาจะบอกให้คนเน้นเรื่องของปัจเจกฯ เน้นตัวเองเป็นหลัก คอยบอกว่า ถ้าเราเปลี่ยนอะไรไม่ได้ก็ให้เปลี่ยนที่ตัวเอง รู้จักพอเพียงกับชีวิต หนังสือพวกนี้จึงขายดีในประเทศที่เป็นเผด็จการและมีเอาเปรียบคนมากๆ

     แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะขายได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ มันก็แล้วแต่คนอีก คือเมื่อไหร่ที่คนเริ่มที่จะมองออกจากตัวเองไปดูข้างนอก เริ่มถามว่าทำไมนั่นแหละ หนังสือพวกนี้จะไม่มีประโยชน์ แล้วเขาอาจจะมาสนใจหนังสือที่ผมทำ แต่ถ้าคนต้องการแค่เน้นเรื่องภายใน ไปปฏิบัติธรรมแล้วก็อ่านหนังสือที่เน้นแต่เรื่องจิตใจ อ่านแล้วก็ลดความอยาก พอเพียง หนังสือพวกนี้ก็จะเป็นคำตอบที่ทำให้เขาทนมีชีวิตอยู่ต่อไปได้เช่นกัน เพราะฉะนั้น มันจึงมีสองแบบให้คุณเลือก

     ถ้าไม่มีหนังสือพวกนี้ประเทศไทยมันคงเปลี่ยนไปแล้วแหละ เพราะทุกคนคงบอกว่าฉิบหายแล้ว อยู่ไม่ได้แล้ว ทนไม่ได้แล้ว แต่เพราะมันยังมีหนังสือมากมายที่สอนให้คนมีมายด์เซตว่า พอเพียงนะ จิตวิญญาณนะ ความสำเร็จเกิดจากตัวเราเป็นหลักนะ ขยันทำงานหาเงินนะ ถ้าพลาดก็โทษตัวเองไปเรื่อยๆ สังคมมันก็ไม่เปลี่ยนหรอก ก็อยู่กันไปเรื่อยๆ อย่างนี้ได้

 

พิพัฒน์ พสุธารชาติ

 

ยิ่งรับรู้ว่าถึงความไม่เป็นธรรมมาก ในใจก็ยิ่งคิดอยากเปลี่ยนแปลง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในความเป็นจริงคือ เราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้เลย แบบนี้ไม่ยิ่งน่าเศร้ากว่าคนที่โลกสวย ไม่รู้อะไรอีกเหรอ

     คำถามนี้ทำให้ผมนึกถึงบทสัมภาษณ์อาจารย์สันติ เล็กสกุล ที่เขาเขียนเรื่องสปีวาก มีคนถามเขาว่า คุณอ่านปรัชญาแล้วคุณรู้สึกยังไง เขาบอกว่าชีวิตมีความยากลำบากมากขึ้น เพราะการรู้มากขึ้น แต่คุณจะยอมรับความจริงหรือคุณจะหนีล่ะ ถ้าคุณหนี คุณก็อยู่ในแฟนตาซีไปเรื่อยๆ อยู่ในโลกของความฝันต่อไป คุณก็อยู่ได้นะ

     หรืออย่างพวกหนังสือประเภท Self-help ที่มุ่งให้คนแสวงหาความมั่งคั่ง ความสำเร็จแบบคนนั้นคนนี้ ก็มีมากมาย เต็มแผงหนังสือไปหมด แต่ว่าคุณก็ต้องดูด้วยนะว่า คุณกำลังอยู่ในโครงสร้างสังคมแบบไหน ถ้าคุณอยู่ในประเทศฟินแลนด์ เขาสอนหนังสือคุณดี เด็กเขาไม่ต้องเป็นอัจฉริยะแต่เขาก็เรียนได้ดีแล้วก็ไม่ค่อยเครียดมาก เขาก็จะเลือกสิ่งที่ตัวเองชอบแล้วก็พัฒนาตัวเองต่อไป

     กับสังคมเอเชียที่แม่ง โอ้โห นักเรียนลำบากมากต้องไปเรียนกวดวิชา ลำบากตั้งแต่เด็กๆ ชั่วโมงที่ต้องเข้าเรียนก็ตั้งเยอะ กวดวิชาก็ทำตลอดเวลา แล้วก็ต้องไปแข่งขันเข้ามหาวิทยาลัย ปัญหาพวกนี้จะเปลี่ยนแปลงได้ก็ต่อเมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงที่ระบบ เพราะฉะนั้น คุณคิดถึงตัวคุณคนเดียว คุณไม่ได้คิดจะเปลี่ยนระบบ คุณก็ทำได้แค่นี้ มีทางเดินไม่มาก

     ทีนี้ถ้าคุณอยากจะแก้ปัญหา ผมก็จะแนะนำว่ามันก็จะมีหนังสือที่บอกว่าชีวิตคือการอยู่ร่วมกับผู้อื่น เราจึงต้องมาสร้างอะไรร่วมกัน มันก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลงได้ ยังมีความหวัง ถ้าหากคุณยังยืนยันว่าจะไม่ยอมรับเรื่องไร้สาระที่เจอในทุกวันนี้ คือคุณต้องออกมาทำอะไรบางอย่างในพื้นที่สาธารณะ พูดในเรื่องที่เป็นสาธารณะกันมากขึ้น มันก็จะมีทางเป็นไปได้ ไม่ใช่ว่าอยู่ซุกตัวอยู่บ้านกันต่อไป

 

ตัวคุณเองเคยมีช่วงชีวิตที่เคยหลงใหลในงานเขียนแนวจิตวิญญาณหรือหนังสือสอนพัฒนาตัวเองจากภายในบ้างไหม แล้วความเปลี่ยนแปลงทางความคิดความเชื่อเกิดขึ้นได้อย่างไร

      มีๆ สมัยเรียนมหาวิทยาลัยนั่นแหละ อ่านด้วยความรู้สึกประทับใจมากด้วย อย่าง กฤษณะมูระติ เป็นต้น แต่ตอนนี้ไม่เอาเลย ถ้าใกล้ตายอาจจะอ่านนะ เพราะอาจต้องปลง เตรียมรับกับความตายและความเจ็บป่วย แต่ถ้ายังไม่ตาย และต้องมาเกิดในสังคมที่มีความเหลื่อมล้ำมากที่สุดในโลกอยู่ ถามจริงเถอะว่า คุณจะยังมาเน้นเรื่องจิตวิญญาณกันอีกเหรอ

     ผมมาเริ่มเกิดการเปลี่ยนแปลงทางความเชื่อจากการเริ่มอ่านพวกหนังสือแนวประวัติศาสตร์ จำไม่ได้ชัดหรอกว่าเรื่องอะไร แต่จำความรู้สึกได้ว่า ตอนที่เริ่มรู้ว่ามนุษย์เราทำอะไรไม่ได้มากนัก เพราะถูกปัจจัยหลายๆ อย่างจากด้านนอกที่มาเปลี่ยนแปลง จึงตระหนักว่าปัจจัยอื่นๆ มันมีอิทธิพลมาก

     สมัยสงครามเย็น อเมริกาต้องการสู้กับรัสเซีย เขาก็ส่งทหารเข้ามาในเมืองไทย เพื่อไปรบกับเวียดนาม ทำให้ประเทศไทยเกิดการเปลี่ยนแปลงมโหฬารเลย ซึ่งคนไทยคนเดียว มันทำอะไรไม่ได้เลย เพราะฉะนั้น คุณจะมาเน้นจิตวิญญาณ แล้วมันจะช่วยอะไรได้ ในเมื่อรู้ว่าอเมริกามาทำให้คุณกลายเป็นแบบนี้ เพราะฉะนั้น คุณต้องสู้กับคนข้างบนที่มันทำให้ชีวิตคุณกลายเป็นแบบนี้

     แต่โอเค ทุกคนก็มีปัญหาส่วนตัวที่ก็ต้องหาทางออก ทางจิตก็ต้องประคับประคองตัวเองให้ผ่านไปให้ได้ ไม่ได้ว่าอะไร แต่แค่นั้นมันไม่เพียงพอ ทุนนิยมก็ทำให้เกิดอาการของโรคจิตเหมือนกัน ดังนั้น มันเป็นเรื่องของโครงสร้าง เป็นเรื่องของผลประโยชน์ที่มีร่วมกัน แต่เรากลับปล่อยให้คนที่มีอำนาจมาตัดสินใจแทน อย่างที่เกิดขึ้นในตอนนี้ที่ ความเหลื่อมล้ำมันมโหฬารไง เหมือนในหนังเรื่อง The Matrix ถ้าคุณเลือกกินยาเม็ดสีฟ้าคุณก็อยู่ในเมทริกซ์ต่อไป แต่ถ้าเลือกกินยาสีแดง คุณกินแล้วมันก็จะเปิดโลกของคุณออกมา แย่ทั้งคู่แหละ แต่ก็เลือกเอาแล้วกันว่าจะอยู่ในฝันหรือความจริง

 

ดูเหมือนว่าการเปลี่ยนแปลงทางสังคมคือเป้าหมายสูงสุดของการทำสำนักพิมพ์

     คงเป็นไปไม่ได้หรอก (หัวเราะ) แต่ถ้าตอบในทางอุดมการณ์ก็คือการทำให้สำนักพิมพ์อยู่รอดเพื่อผลิตงานออกมาเรื่อยๆ ผมคิดว่าชีวิตของเราไม่ใช่อยู่ไปเรื่อยๆ รอดูละครเรื่องต่อไป กินอาหารอร่อย ไปเที่ยวเมืองนอก ไม่พอหรอก เดี๋ยวก็ตายแล้ว ถ้ายังคิดว่าอยู่ได้อีกนานก็ไม่เป็นไร ผมแก่แล้ว 50 กว่า เพื่อนผมก็ตายไปบ้างแล้ว เป้าหมายสูงสุดก็คือ ทำหนังสือที่ให้คนอ่านแล้วเกิดไอเดียอะไรบางอย่างที่ทำให้เขาเปลี่ยนแปลงการกระทำของเขาได้ ก็น่าจะพอแล้ว

 

พิพัฒน์ พสุธารชาติ

 

ถ้านายกรัฐมนตรีได้อ่านหนังสือที่คุณคัดสรรมาเหล่านี้ จะช่วยให้เขาบริหารบ้านเมืองได้ดีขึ้นไหม

     ง่ายๆ เลยนะ คุณเป็นนายกฯ แล้วจนป่านนี้แล้วคุณยังบอกว่าคนไทยมาจากภูเขาอัลไต คุณแม่งเข้าใจผิดมากเลย นักเศรษฐศาสตร์ จอห์น เมย์นาร์ด เคนส์ บอกว่า พวกผู้บริหาร พวกนักปฏิบัติที่ทำอะไรโดยไม่มีทฤษฎี มันไม่จริงนะ เขาได้ยินเสียงบางอย่างมาจากข้างบนที่เขาไม่รู้ มันเป็นความคิดของคนที่ตายไปนานแล้ว และเขาก็เอามาใช้อย่างผิดๆ โดยที่นึกว่าตัวเองไม่ได้เชื่อความคิดใครเลย แต่จริงๆ แล้วเขาเชื่อบางอย่างอยู่นะ เพราะฉะนั้น ถ้าจะหานักปฏิบัติที่ไม่จำเป็นต้องรู้อะไรเลย มันไม่มีหรอก

     ถ้าคุณเป็นผู้บริหารที่ไม่รู้ประวัติศาสตร์เกี่ยวกับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ (Holocaust) ของนาซีหรือรวันดา คุณอาจจะตัดสินใจผิดๆ ที่ทำให้เกิดเหตุการณ์เลวร้ายเหล่านั้นขึ้นมาอีกก็ได้ นอกจากนี้ทำไมบางประเทศถึงเจริญเติบโตได้มากขึ้นเรื่อยๆ แต่บางประเทศทำไม่ได้ คุณต้องมีความรู้ ไม่งั้นคุณจะบริหารประเทศยังไง มันเป็นไปไม่ได้หรอก

 

แล้วครอบครัวคุณล่ะ คิดเห็นอย่างไรกับการตัดสินใจออกจากงานมาเปิดสำนักพิมพ์

     โอ้โห จี้จุดเลยนะ คือภรรยาผมเขาก็อยากจะให้ผมทำงานที่แท่นขุดเจาะน้ำมันไปเรื่อยๆ แหละ ก็เป็นธรรมดาของคนที่เขาต้องมาเห็นเราทำงานหามรุ่งหามค่ำ กำไรก็ไม่ได้มากมาย จะเจ๊งหรือเปล่าก็ไม่รู้ แต่ตัวเราอาศัยว่าใจรักและมีความสุขที่จะทำ ผิดกับงานประจำเมื่อก่อนที่รายได้เยอะกว่านี้มาก

     คือเรายังเลือกทางนี้ได้เพราะหนึ่งเราไม่มีลูก สองความเป็นอยู่ของเราก็ง่ายๆ ส่วนภรรยาผมเขาก็มีธุรกิจของเขา ซึ่งหาเงินได้มากกว่าผมอีกนะ เขาจึงปล่อยๆ ให้ผมทำอะไรของผมไป แต่ถ้าถามว่าเขาสนับสนุนไหม เอางี้ดีกว่า ผมมีหนังสือเล่มหนึ่งซึ่งผมภูมิอกภูมิใจกับกระดาษของหนังสือเล่มนั้นมาก เพราะมันทั้งประณีตทั้งสวย เราก็เลยเอาไปให้เขาลองจับดู ปรากฏว่าเขาไม่ได้รู้สึกว่ามันพิเศษอะไรเลยสักนิด

 

เจ็บปวดไหม

     ก็เศร้าหน่อยนะ (หัวเราะ) ไม่หรอกๆ คือถ้าเขายินดีกับเราด้วยเราก็คงจะปลื้มใจ แต่ถ้าเขาไม่ได้สนใจมันก็เป็นธรรมดา คนเรามีความสนใจไม่เหมือนกันอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าเขายอมรับและเปิดโอกาสให้ผมทำนั่นก็โอเคแล้ว ซึ่งเขาอาจจะคิดก็ได้ว่าเรากำลังทำบ้าๆ บอๆ อะไรอยู่ก็ได้

 

แต่คุณดูมีความสุขมากเลยเวลาพูดถึงหนังสือเล่มนั้นเล่มนี้ การได้พบและทำในสิ่งที่รักถือเป็นกำไรของชีวิตเลยนะ

     ใช่ๆ แต่คุณต้องรอดนะเพราะว่ามันเป็นธุรกิจนะ ไม่ใช่ว่าคุณทำในสิ่งที่คุณชอบแล้วมันเจ๊งนะ อย่าลืมว่ามันมีโอกาสเจ๊งเยอะ เพื่อนผมเป็นผู้จัดการใหญ่ของบริษัทแห่งหนึ่ง เขาบอกว่าชีวิตผมนี่น่าอิจฉานะ ไม่ต้องทำงานประจำ แปลกใจว่าผมสามารถใช้ชีวิตแบบนี้ได้ยังไง แต่คือเราก็อธิบายให้เขาฟังไปว่า จริงๆ แล้วเราก็เหนื่อยกับงานพวกนี้นะ คอแข็ง ปวดคอเหมือนกันเพราะต้องทำงานกับแล็ปท็อปทั้งวัน แต่ก็พยายามปรับวิธีการทำงานใหม่ ตอนนี้ดีขึ้นแล้ว

     อย่างไรก็ตามผมมีความทุกข์น้อยลงเมื่อเทียบกับตอนที่ทำงานอยู่แท่นขุดเจาะน้ำมัน เพราะตรงนั้นมันโคตรจะทุกข์ทรมานเลยไง แต่พอชีวิตเราเป็นอย่างนี้ เราก็ทำทุกวันเท่าที่ทำได้ ความเครียดก็น้อยลง

 

โมเมนต์ไหนของการทำธุรกิจสำนักพิมพ์ที่ทำให้คุณมีความสุขมากที่สุด

     (นิ่งคิด) ตอนได้จับหนังสือหลังจากพิมพ์เสร็จใหม่ๆ ตอนแพ็กของส่งให้ลูกค้า ตอนนั้นอารมณ์ดีมาก แล้วก็เวลามีคนชมหนังสือเราก็โคตรดีเลยนะ คือตอนนี้สำนักพิมพ์เริ่มมีคนรู้จักมากขึ้น เริ่มมีอาจารย์ส่งงานมาให้ ก็เริ่มภูมิใจอยู่บ้าง ถ้าวันไหนภรรยามาชมว่า พี่เก่งจังเลย เราก็อาจจะดีใจมากขึ้นไปอีก (หัวเราะ) ล้อเล่นนะ อยากทำอะไรก็ทำไป

     คุณคิดดูนะผมยังเปลี่ยนความคิดของภรรยาผมไม่ได้เลย แล้วผมจะเปลี่ยนคนอื่นได้เหรอ เอาที่ทำได้ก็พอ สุดท้ายแล้วแค่ขอให้มันไปได้ แล้วไม่เจ๊ง มีเงินหมุนเพียงพอที่จะพิมพ์หนังสือต่อไปเรื่อยๆ เท่านี้ก็พอใจแล้ว

Share Post
Like 4 View 5180

Author

ธนดิษ ศรียานงค์

ช่างภาพที่ชอบการเดินทาง แต่จำทางไม่ค่อยได้ นิ่งเป็นหลับ ขยับเป็นหลง

ภัทรพร บุญนำอุดม

บรรณาธิการออนไลน์ที่มีสมาร์ตโฟนเครื่องแรกตอนอายุ 30 เรียนต่อปริญญาโทด้านรัฐศาสตร์เพราะอยากแก้ไขปัญหาในสังคม แต่กลับพบว่าตัวเราเองนี่แหละที่มีปัญหา