ศ. ดร. พิริยะ ผลพิรุฬห์ | ความไม่เป็นเหตุเป็นผลของชีวิต และการตัดสินใจในเรื่องความตาย

The Conversation
19 Jul 2018
เรื่องโดย:

กฤตธกร สุทธิกิตติบุตร, ภัทรพร บุญนำอุดม

เพราะเหตุใด เราถึงต้องรักษาชีวิตของเด็กติดถ้ำถึงแม้ว่าจะต้องใช้ทรัพยากรในการช่วยเหลือมากน้อยเพียงใดก็ตาม? หรือเราควรทุ่มเทแค่ไหนในการยื้อชีวิตพ่อแม่ที่นอนป่วยติดเตียง? คำถามแบบนี้ผุดขึ้นมาอย่างง่ายๆ แต่ตัดสินใจยากโดยเฉพาะเมื่อเราต้องเผชิญหน้ากับการตัดสินใจเรื่องความเป็นความตาย

ถ้าทุกๆ การตัดสินใจของมนุษย์ มาจากการคิดใคร่ครวญอย่างมีเหตุมีผลอย่างแท้จริง เราคงไม่เห็นข้อถกเถียงมากมายเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้ การฆ่าตัวตาย การได้รับโทษประหาร การเสียชีวิตที่เกิดจากภัยพิบัติ สงคราม รวมไปถึงการทำการุณยฆาต การยื้อ-ไม่ยื้อชีวิต การตาย-ไม่ตาย ฯลฯ

ในความเป็นจริง มนุษย์ไม่ได้มีเหตุมีผลที่สมบูรณ์หรือคิดใคร่ครวญไปได้ไกลนัก อุดมคติในทางเศรษฐศาสตร์ที่ต้องการให้คนเกิดการตัดสินใจอย่างเป็นเหตุเป็นผลนั้นจึงเกิดได้ยากในทางปฏิบัติ เมื่อพิจารณาถึงการตัดสินใจของเราในหลายๆ ครั้ง กลับพบว่ามันมีแต่ความไร้เหตุผลจากสมองส่วนสัญชาตญาณซึ่งก็ไม่ต่างอะไรจากสัตว์ชนิดอื่นๆ

     ศาสตราจารย์ ดอกเตอร์ พิริยะ ผลพิรุฬห์ ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาพัฒนาการเศรษฐกิจและศาสตราจารย์ได้รับเงินเดือนขั้นสูง (ศาสตราจารย์ 11) สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) คือผู้ที่ช่วยคลี่ให้เราเห็นภาพดังกล่าว ผ่านการพูดคุยที่มีใจความสำคัญมาจากผลงานวิชาการที่เขาได้เขียนขึ้นซึ่งมีชื่อว่า Behavioral Economics of Death and Dying Decision: Both Rational and Irrational Approach โดยเป็นงานวิจัยนำหลักการณ์ทางเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมมาอธิบายในเรื่องของความตาย งานวิจัยนี้ยังได้รับการจัดตีพิมพ์ในวารสารระดับนานาชาติ Journal of Human Behavior in Social Environment

     การได้มาพบและพูดคุยกับเขา ได้ขยายขอบฟ้าของความคิดต่อเรื่องชีวิตและความตาย ผ่านการตรวจสอบสมมติฐานเดิมที่บอกว่าเรามีเหตุมีผล แต่แท้จริงแล้วภายในใจเรากลับเต็มไปด้วยความไม่มีเหตุผลมากมาย

     – เมื่อสำรวจจิตใจให้ลึกลงไปจะพบว่า การรักษาแบบยื้อชีวิต-ยื้อความตายอาจไม่เป็นไปอย่างมีเหตุมีผล

     – ความคิดแบบไม่มีเหตุมีผลกลับส่งเสริมให้เกิดคนอยากฆ่าตัวตายเพิ่มขึ้น

     – ความไม่สมมาตรทางข้อมูลข่าวสาร ทำให้เรายอมให้มีการการุณยฆาตซึ่งอาจไม่ใช่ทางเลือกที่เรายอมรับ

     – ความเหลื่อมล้ำทางสังคม ทำให้เราไม่มีความพร้อมที่จะเตรียมรับมือกับความตาย

     ในฐานะที่เศรษฐศาสตร์เป็นศาสตร์ซึ่งเน้นย้ำให้เห็นความสำคัญของการตัดสินใจอย่างเป็นเหตุเป็นผลและน่าจะช่วยให้เราวางแผนและมีเป้าหมายต่อชีวิต รวมถึงแผนในการความตายได้ดี โดยตั้งแต่เกิดจนเสียชีวิต มนุษย์น่าจะสามารถตัดสินใจในเรื่องต่างๆ ได้อย่างสมเหตุสมผล

     การพูดคุยนี้น่าจะทำให้เราย้อนกลับมาเตือนตัวเอง ว่าเราในฐานะที่เป็นเจ้าของร่างกายของตัวเองได้เริ่มวางแผนต่อชีวิตและความตายในอนาคตของตัวเองไว้อย่างดีพอแล้วหรือยัง

 

พิริยะ ผลพิรุฬห์

 

อยากรู้ว่าวิชาเศรษฐศาสตร์มีมุมมองต่อเรื่องความตายอย่างไร

     ก่อนจะเข้าไปสู่เรื่องความตายในมุมมองเศรษฐศาสตร์ จำเป็นต้องพูดถึงหลักแนวคิดในด้านการตัดสินใจที่สมเหตุสมผลในทางเศรษฐศาสตร์เสียก่อน หลายๆ คนที่ไม่ได้เรียนเศรษฐศาสตร์มา ชอบนึกว่าเศรษฐศาสตร์สอนเรื่องเศรษฐกิจหรือเรื่องของการเงินและการลงทุนเท่านั้น แต่แท้จริงแล้วเศรษฐศาสตร์สอนวิธีคิดและการตัดสินใจทุกๆ เรื่องในชีวิตของเรา โดยในการตัดสินใจเราจำเป็นต้องประเมินและวิเคราะห์จากต้นทุนและประโยชน์ (Cost-Beneffiit Analysis) จากการตัดสินใจนั้น

     เศรษฐศาสตร์จะดูว่าหลังจากตัดสินใจแล้ว ประโยชน์ที่เขาได้รับกับต้นทุนที่เสียไปจะเป็นอย่างไร คนคนหนึ่งจะตัดสินใจอย่างไรภายใต้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดตั้งแต่เกิดจนตาย เช่น คู่รักควรจะมีลูกมั้ย ถ้ามีควรมีกี่คน ควรส่งลูกเรียนอะไรที่ไหน เรียนถึงระดับชั้นใด แม้กระทั่งการที่คุณตื่นขึ้นมาเช้านี้แล้วจะตัดสินใจว่ากินอะไรดี แต่งตัวแบบไหน เลือกทำงานอะไร ลงทุนให้หุ้นตัวไหน หากเราจะทำงานนี้เรื่อยไปจนถึงวัยเกษียณเราควรมีแผนการเกษียณอายุอย่างไร ฯลฯ ความคิดเหล่านี้มันนำไปสู่ความคิดต่อเรื่องความตายได้ด้วยเช่นกัน

     เมื่อเศรษฐศาสตร์ส่งเสริมให้คนเรามีการตัดสินใจอย่างมีเหตุมีผล แล้วคนเราได้มีโอกาสในการตัดสินใจอย่างมีเหตุมีผลในด้านการตายแล้วหรือยัง และการตายของเรามาจากการวางแผนที่จะตาย หรือมาจากการตัดสินใจของผู้อื่นๆ

 

ทำไมจึงกลายเป็นว่าเรื่องที่เราควรวางแผนให้ดี เรากลับไม่ได้วางแผน

     นักเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมได้ทำการศึกษาการตัดสินใจของคนในเรื่องต่างๆ แล้วพบว่า หลายครั้งที่คนเราไม่ได้มีการตัดสินใจอย่างมีเหตุมีผล มีการทดลองมากมายที่บ่งบอกถึงความไม่มีเหตุไม่มีผลของคน

     โดยจากการทดลองหนึ่งทางด้านเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม ได้นำนักศึกษาที่เรียนเอกทางด้านเศรษฐศาสตร์โดยตรงโดยเชื่อว่านักศึกษาเหล่านี้น่าจะเข้าใจถึงความมีเหตุมีผลทางเศรษฐศาสตร์และเขาน่าจะตัดสินใจอย่างมีเหตุมีผล แต่ผลการทดลองกลับพบว่า การตัดสินใจของนักศึกษามีความไม่มีเหตุมีผลเยอะมาก ดังนั้น นักเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมจึงได้ข้อสรุปว่า มนุษย์ทุกคนล้วนมีสองตัวตนอยู่ในสมองของเรา สมองแรกคือสมองที่สั่งการโดยสัญชาตญาณ ซึ่งอยู่ภายใต้จิตสำนึก สภาพแวดล้อมต่างๆ ที่ทำให้เราสั่งการออกไป บางคนเปรียบเทียบไว้เหมือนสัญชาตญาณของสัตว์ป่า (Animal Spirit) ซึ่งเป็นการตัดสินใจแบบฉับพลันและอาจไม่ได้ผ่านการคิดวิเคราะห์ไว้ก่อน ในขณะที่สมองอีกด้านหนึ่งคือสมองที่มีการคิดวิเคราะห์ไตร่ตรองก่อนตัดสินใจ เช่น ถ้าเราจะลงทุนซื้อบ้าน เรามีเงินออมอยู่เท่าไหร่ เรามีความสามารถในการผ่อนระยะยาวหรือไม่

     การทดลองทางเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมง่ายๆ ข้อหนึ่งได้ตั้งคำถามกับนักศึกษาทางเศรษฐศาสตร์ว่า สมมติเราซื้อไม้ปิงปองกับลูกปิงปองรวมมาในราคา 110 บาท ไม้ปิงปองแพงกว่าลูกปิงปอง 100 บาท คำถามคือ ไม้ปิงปองราคาเท่าไหร่ ให้เวลา 5 วินาทีในการตอบ

 

หนึ่งร้อยบาท

     80% ของนักศึกษาเศรษฐศาสตร์ ก็ตอบว่าไม้ปิงปองราคา 100 บาท แต่ผมให้เวลาคุณได้นั่งคิด จะพบว่าคำตอบที่ถูกต้องจริงๆ คือ ไม้ปิงปองราคา 105 บาท ลูกปิงปองราคา 5 บาท สาเหตุที่ตอบผิดเป็นเพราะว่า มนุษย์เรามักจะใช้สมองที่สั่งการโดยสัญชาตญาณก่อนสมองที่คิดวิเคราะห์ ซึ่งตัวอย่างนี้มันจึงสะท้อนสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัวเราที่ทำไมการตัดสินใจหลายๆ อย่างมันถึงไม่สมเหตุเป็นผล และนำมาสู่ปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคมมากมาย

 

พิริยะ ผลพิรุฬห์

 

การตัดสินใจที่ไม่มีเหตุมีผลในทางเศรษฐศาสตร์ คือการตัดสินใจแบบไหน

     ยกตัวอย่างการตัดสินใจแบบที่มีเหตุผลก่อน อย่างเรื่องความตาย หลักการง่ายๆ คือถ้าเราไม่อยากตาย เราต้องตัดสินใจเพื่อให้รอดพ้นจากความตาย หาวิธีว่าทำอย่างไรให้เรามีอายุยืน เช่น เราจะเลือกดูแลสุขภาพ กินอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกาย ทำตัวเองให้ห่างไกลจากความเสี่ยงทั้งหลายจำพวก ไม่สูบบุหรี่ ไม่ดื่มเหล้า เป็นต้น หรือในอีกด้านหนึ่ง ถ้าเราตัดสินใจที่จะตาย การเลือกที่จะตายของเราจะต้องเป็นไปอย่างมีเหตุมีผล คือเราคิดไตร่ตรอง วิเคราะห์รอบด้านแล้วว่า การตายของเราจะไม่สร้างปัญหากับใคร เราก็ตัดสินใจที่จะตายได้ ซึ่งกรณีนี้อาจจะเคยได้ยินข่าวของ ดร.เดวิด กุดดัล นักวิทยาศาสตร์ชาวออสเตรเลีย ที่ตัดสินใจรับการการุณยฆาตและจบชีวิตตัวเองอย่างสงบในวัย 104 ปี

     สิ่งที่ทางเศรษฐศาสตร์สนับสนุนก็คือ เราสามารถวางแผนการตายของเราล่วงหน้าภายใต้สติสัมปชัญญะที่มีเหตุมีผล ซึ่งแนวทางหนึ่งก็คือการเขียนพินัยกรรมชีวิต (Living Will) โดยการเขียนจะสามารถระบุได้ว่า ถ้าเราตกอยู่ในเงื่อนไขแบบไหน แล้วเห็นสมควรจะตาย ก็ให้เราตายได้เลย เช่น นอนในห้องไอซียูไม่มีสติสัมปชัญญะแล้ว แพทย์ก็สามารถปล่อยคนๆ นั้นไปได้ หากเขาได้เขียนพินัยกรรมชีวิตแจ้งไว้

     แล้วทีนี้การตายแบบไหนที่ไม่มีเหตุมีผล ข้อแรกคือ การฆ่าตัวตาย หมายความว่าคนๆ นี้ยังไม่ควรตาย แต่กลับเลือกที่จะฆ่าตัวตายอย่างไม่สมเหตุสมผล เช่น เขายังมีการงานที่ต้องรับผิดชอบ มีครอบครัว มีภาระต้องเลี้ยงดู การตัดสินใจฆ่าตัวตายด้วยความคิดแบบชั่ววูบนี้จึงถือว่าเป็นการตัดสินใจที่ไม่สมเหตุสมผลตามหลักคิดทางเศรษฐศาสตร์

 

ถ้าเขาอยากปฏิเสธภาระหน้าที่เหล่านั้น เพราะประเมินดูแล้วว่าเขามีความทุกข์มากกว่าความสุข กรณีนี้จะเป็นเหตุผลที่เพียงพอต่อการตัดสินใจฆ่าตัวตายของเขามั้ย

     ก็ไม่เป็นเหตุเป็นผลอยู่ดี ที่เขาตัดสินใจอย่างนั้นเป็นเพราะว่าเขาใช้สมองสัญชาตญาณในการสั่งการ โดยหลักการณ์ทางเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมเรียกว่า Present Bias คือการใช้ความรู้สึกในปัจจุบันเป็นหลักในการตัดสินใจ

     ตัวอย่างหนึ่งของ Present Bias ก็เช่น สมมติว่าเวลาเราไปเที่ยวญี่ปุ่น คุณมักจะรู้สึกว่า โอ้โห ดีจัง ญี่ปุ่นสวยงามจัง อากาศดี แต่จริงๆ แล้วความรู้สึกนี้อาจจะเกิดขึ้นเฉพาะตอนที่คุณไปเที่ยวไง แต่ถ้าคุณต้องไปอยู่ญี่ปุ่นสักปีสองปี หรือไปเที่ยวในฤดูที่ไม่ใช่หน้าซากุระ เราก็จะรู้สึกว่าญี่ปุ่นไม่ได้สวยงามอะไรขนาดนั้น

 

คนมักจะมีอคติกับภาพปัจจุบันที่ตัวเองเป็นอยู่ เหมือนคนที่ฆ่าตัวตายมักจะรู้สึกว่า ณ ปัจจุบันนี้เขาเครียดเหลือเกิน ชีวิตแย่จัง ทุกข์ใจจัง และสุดท้ายเขาอาจเลือกที่จะฆ่าตัวตายเพื่อหลีกหนีจากความทุกข์ที่กำลังเป็นอยู่ ซึ่งแน่นอนว่าถ้าคิดแบบการเปรียบเทียบต้นทุนและผลได้แบบเศรษฐศาสตร์ การตัดสินใจฆ่าตัวตายนั้นเป็นการตัดสินใจแบบมีอคติ

 

ถ้าประโยชน์ของการตัดสินใจเลือกที่จะตาย คือการที่ไม่ต้องตื่นขึ้นมาเผชิญกับทุกข์โศกอีกแล้ว แค่นี้พอจะเป็นการตายที่มีเหตุมีผลหรือยัง

     สิ่งที่ดูเหมือนเป็นประโยชน์ของการตายแท้จริงแล้วอาจจะเป็นแค่การหลีกหนีปัญหา ซึ่งนั่นไม่ใช่ประโยชน์ที่แท้จริง เช่น ผู้ป่วยที่เป็นโรคซึมเศร้าอาจมีโอกาสในการฆ่าตัวตายสูง ซึ่งอธิบายแบบเศรษฐศาสตร์ได้ว่า โรคซึมเศร้าทำหน้าที่เป็นตัวเร่งของการใช้สัญชาตญาณที่ไม่มีเหตุมีผลในการตัดสินใจ ดังนั้น หลายคนก็เลยพยายามแก้ไขโรคซึมเศร้าโดยการพาคนๆ นั้นให้หลุดออกมาจากการอยู่คนเดียว นั่นก็คือเพื่อให้เขาหลุดออกจากการใช้สัญชาตญาณที่ไม่มีเหตุผล และมีเวลาในการมีสติและใช้สมองในส่วนของการคิดวิเคราะห์ให้มากขึ้น

     ถ้าเรามองเรื่องประโยชน์และต้นทุนในการตายจริงๆ แล้วเราจะไม่ค่อยเห็นประโยชน์หรอก ขณะที่ต้นทุนนั้นมีมหาศาลเลย ทั้งต้นทุนบุคคล (Private Cost) ที่เกิดได้จากค่าเสียโอกาสของการไม่มีชีวิตอยู่ การมีชีวิตอยู่ถึงแม้จะทุกข์บ้างสุขบ้าง แต่ก็นับว่าเป็นประโยชน์มากกว่า ดังนั้น ค่าเสียโอกาสของการไม่ได้มีชีวิตอยู่ ก็คือต้นทุนอย่างแรก ส่วนต้นทุนอย่างที่สองคือ ค่าใช้จ่ายทางด้านตัวเงินที่ต้องเกิดขึ้นหลังการตาย เช่น การทำศพ ซึ่งการวิจัยระบุแล้วว่า ค่าใช้จ่ายในการทำศพนั้นสูงมากๆ  สูงกว่าถึง 3 เท่าของรายได้เฉลี่ยของครัวเรือนนั้นๆ  หรือบางคนที่มีฐานะหน่อยอาจเสียค่าทำศพเป็นหลักล้านบาท แต่สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากเขาตาย คือคนตายไม่ต้องเสีย แต่คนรอบข้างและครอบครัวต่างหากกลับเป็นคนที่ต้องเสีย เท่ากับว่าการตายสร้างภาระทางการเงินให้กับคนอื่น

     นอกจากนี้ ถ้าการตายนั้นเป็นการตายของคนที่เป็นหัวหน้าครอบครัว ก็ยิ่งสร้างภาระตามมามากมาย กระทบไปถึงความเป็นอยู่ของคนในครอบครัวที่เหลือ โดยงานวิจัยบอกว่าการเสียชีวิตของหัวหน้าครอบครัวจะส่งผลต่อการลดลงของสวัสดิการการครองชีพของครอบครัวที่เหลือประมาณ 25-50% เลยทีเดียว

     ถ้าเป็นในมุมมองของประเทศ อาจจะเปรียบเทียบในกรณีของทีมหมูป่า เราอาจจะบอกได้ว่าการตายคือการสูญเสียทรัพยากรมนุษย์ของประเทศ ทางเศรษฐศาสตร์เราสามารถจะวัดสิ่งที่ดูเหมือนไม่มีมูลค่าให้มีมูลค่าด้านตัวเงินได้ เช่น มูลค่าของชีวิตของคน 13 ชีวิตมูลค่าเท่าไหร่ เราสามารถวัดได้

 

พิริยะ ผลพิรุฬห์

 

การที่คนทั้งโลกต่างทุ่มเทกำลังคนและกำลังเงินมหาศาล เพื่อการรักษาทั้ง 13 ชีวิตนั้น ถือว่ามีเหตุสมผลในทางเศรษฐศาสตร์ได้มั้ย

     ในบริบทของการทำวิจัยทางเศรษฐศาสตร์ เราจะสามารถตีมูลค่าของคนคนหนึ่งเป็นรูปตัวเงินได้จากการหามูลค่าชีวิตเชิงสถิติ (Statistical Value of Life) โดยถึงแม้ว่าผมจะยังไม่เห็นในประเทศไทยก็ตาม แต่จากข้อมูลในต่างประเทศพบว่า มูลค่าของช่วงชีวิตหนึ่งน่าจะประมาณ 3-5 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งตัวเลขนี้เป็นค่าเฉลี่ยกลาง แต่ที่จริงแล้วคนเราแต่ละคนจะมีมูลค่าไม่เท่ากัน วัดจากหลายปัจจัย เช่น คนอายุน้อยๆ จะมีมูลค่ามากกว่าคนแก่เพราะเขายังมีโอกาสในการเติบใหญ่และสร้างประโยชน์ต่างๆ ได้ คนที่มีความเสี่ยงสูงจะมีมูลค่าต่ำกว่าคนที่มีความเสี่ยงต่ำ เพราะคนที่มีความเสี่ยงสูงคือคนที่เอาตัวเองไปข้องเกี่ยวกับเรื่องที่ทำให้เขาเสียชีวิตได้ง่าย เช่น กินเหล้า สูบบุหรี่ ตัวเลขตรงนี้แหละที่บริษัทประกันเอามาคิดเบี้ยประกันกับพวกเราอีกทีหนึ่ง

     นอกจากนี้มูลค่าชีวิตของคนแต่ละประเทศก็จะไม่เท่ากันอีก โดยจากงานศึกษาพบว่าประเทศที่พัฒนาแล้วจะมีมูลค่าชีวิตเชิงสถิติมากกว่าประเทศด้อยพัฒนา

     ตัวอย่างที่เห็นในต่างประเทศ สมมติถ้ามีสุนัขข้างบ้านมากัดเด็กคนหนึ่งตาย เขาจะสามารถฟ้องร้องเงินได้เป็นจำนวนมหาศาล เพราะเขาสามารถคำนวนไปถึงขั้นว่า เด็กคนนี้ฉลาดแค่ไหน มีโอกาสเติบโตเป็นใคร ถ้าหากเขาไม่โดนหมากัดตายไปเสียก่อน เขาอาจจะเติบใหญ่ไปเป็นหมอ ที่จะสร้างประโยชน์ให้กับโลกอีก การสูญเสียทรัพยากรมนุษย์ทำให้เกิดการสูญเสียมูลค่ามหาศาลมาก โดยเฉพาะมูลค่าของความรู้ที่แพงมาก จริงๆ แล้วชีวิตมีมูลค่ามาก เพราะฉะนั้นการรักษาชีวิตไว้ มันคือการรักษาต้นทุนอันมหาศาล และสร้างทรัพยากรบุคคลที่จะมีมูลค่าสูงให้กับประเทศ

 

แล้วกับคนที่มีชีวิตอยู่ไปวันๆ ไม่ทำงานทำงาน เปรียบเหมือนว่าเขาได้ตายไปแล้วในทางเศรษฐศาสตร์หรือไม่

     ไม่หรอก ไม่มีใครที่ไม่มีประโยชน์ในทางเศรษฐศาสตร์ สิ่งที่คุณถาม ผมจะคิดไปถึงตอนเด็กที่ต้องเจอกับครูที่มีมุมมองต่อเด็กที่เรียนไม่เก่งหรือไม่ได้เรื่องเสียมากกว่า หรือที่เขาเรียกว่าขอนไม้ตายซาก คือถึงอยู่ไปก็เหมือนตายไปแล้ว ครูจะชอบด่าเด็กว่า พวกเธอมันไม่ได้เรื่อง พวกคุณมันตายซาก แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่ มนุษย์ทุกคนทำประโยชน์ได้หมด

 

แต่ในองค์กรธุรกิจ เราไม่ต้องการพนักงานที่เป็นพวกตายซาก

     มันคือการมองผลลัพธ์เพียงด้านเดียว พนักงานคนนี้สร้างเงิน สร้างผลงานเท่าไหร่ เพราะเขามองเราเป็นแรงงาน เหมือนที่คุณครูมองว่าเด็กจะต้องเรียนเก่ง แต่ในทางเศรษฐศาสตร์เรามองสังคมโดยรวม ลองคิดภาพต้นไม้ในสวนแห่งหนึ่ง ถ้ามองแบบที่คุณว่ามา แปลว่าต้นไม้ที่มีประโยชน์คือต้นไม้ใหญ่ที่ให้ดอกผลเท่านั้นหรือ แล้วต้นไม้ที่เล็กๆ หรือต้นหญ้าก็ต้องเป็นต้นไม้ที่แย่น่ะสิ

ผมว่าต้นไม้ทุกต้น ต่อให้เป็นต้นหญ้าเล็กๆ ก็มีประโยชน์ ต้นไม้ใหญ่ให้ร่มเงา ต้นหญ้าเล็กๆ คือต้นไม้ที่ยอมให้เราเดินเหยียบ เมื่อมาอยู่รวมกันกลับทำให้สังคมงดงามไปด้วยความหลากหลาย

     ดังนั้น เศรษฐศาสตร์จึงให้คุณค่ากับความหลากหลายของคนทุกคน คุณเก่งทางนี้ คุณก็ทำงานของคุณไปให้ดี ผมเก่งด้านนี้ ผมก็ทำงานของผมไป เมื่อเรามาอยู่ด้วยกัน มันก็สร้างอะไรบางอย่างให้สังคม แน่นอนว่าทุกองค์กรย่อมมีเป้าหมายผลลัพธ์ที่เขาอยากได้ ถ้าคุณไม่สามารถสร้างประโยชน์ได้ตามแบบที่เขาต้องการ แนวทางที่ถูกก็คือคุณควรจะย้ายไปอยู่ในองค์กรที่ให้ค่ากับความเก่งในแบบของคุณ

     วิธีการจัดการทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุดตามหลักเศรษฐศาสตร์ก็คือ การที่เราเอาสิ่งนี้ไปอยู่ให้ถูกที่ถูกทาง แต่ไม่มีทรัพยากรอะไรที่จะใช้ประโยชน์ไม่ได้ ผลประโยชน์และต้นทุนในทางเศรษฐศาสตร์ มันกว้างขวางกว่าแค่ตัวบุคคล ในการตัดสินใจแต่ละครั้งเราจึงรวมผลประโยชน์ทางสังคมและต้นทุนทางสังคมด้วย สมมติว่าคนๆ หนึ่งเป็นแม่บ้านที่ไม่ได้ออกไปทำงานหาเงินนอกบ้าน คุณมองว่าเขามีประโยชน์มากแค่ไหน

 

แน่นอนว่าแม่บ้าน ย่อมต้องมีประโยชน์อย่างยิ่งต่อครอบครัวของเขา

     ใช่ แปลว่าคุณเข้าใจ แต่คนส่วนใหญ่อาจจะมองเขาแค่ภาพของคนที่สำเร็จจากการทำงาน หรือสำเร็จจากการหาเงิน ในขณะที่ความสำเร็จนั้นจะไม่เกิดขึ้นได้ถ้าเราไม่มีการช่วยเหลือจากคนรอบตัว เช่น หัวหน้าครอบครัวอาจไม่สามารถทำงานได้เต็มที่ ถ้าไม่มีแม่บ้านที่ดีที่ช่วยในการเลี้ยงดูลูกและทำงานบ้าน

     มีการศึกษาเศรษฐศาสตร์ว่าด้วยเรื่องของการเป็นแม่ (Mothernomics) พบว่าการเป็นแม่มีประโยชน์สูงมากนะครับ เพราะว่าคุณได้สร้างทรัพยากรมนุษย์ เราจึงเห็นว่าแม่ของนักกีฬาระดับโลก มักจะเป็นแม่แบบฟูลไทม์ เขาถึงสร้างนักกีฬาระดับโลกแบบนั้นออกมาได้ แล้วเด็กคนนั้นจึงได้มาสร้างอิมแพ็กกับโลกอีกทอดหนึ่ง ดังนั้น เมื่อย้อนมองกลับไปที่ความสำเร็จของคนคนหนึ่ง เขาอาจจะมาจากแม่ แต่แม่ของเขาอาจจะไม่ได้ออกไปทำงานนอกบ้าน คนเลยอาจไม่ได้ให้คุณค่าในแบบที่แม่ควรจะได้รับ

     ดูอย่างประเทศญี่ปุ่นที่เขาจะแบ่งหน้าที่ได้ชัดเจน ถ้าแต่งงาน ผู้หญิงจะออกมาเป็นแม่บ้าน ดูแลบ้านและดูแลลูก ส่วนพ่อทำงานหาเงิน เราเลยเห็นว่าเด็กญี่ปุ่นจึงเป็นเด็กที่มีคุณภาพ ซึ่งคุณภาพนั้นมาจากการเลี้ยงดูจากแม่ฟูลไทม์

 

พิริยะ ผลพิรุฬห์

 

แล้วถ้าคนคนนั้นเลวร้ายมาก เช่น เป็นฆาตกรฆ่าข่มขืน เศรษฐศาสตร์มองไปถึงเรื่องคุณค่าของชีวิตของเหยื่อและฆาตกรอย่างไร คนเราต้องเลวร้ายแค่ไหนจึงสมควรตาย

     เศรษฐศาสตร์พฤติกรรมสนใจก่อนว่า ฆาตกรฆ่าข่มขืนนั้นมีการตัดสินใจในการทำผิดเหล่านั้นด้วยสาเหตุใด และการตัดสินใจดังกล่าวเป็นการตัดสินใจที่มีเหตุมีผลแล้วหรือไม่ และเมื่อเข้าใจแล้ว เราจะปกป้องตัวเองได้อย่างไร เช่น แนวทางข้อเสนอหนึ่งก็คือเราสามารถลดประโยชน์และสร้างต้นทุนเพิ่มขึ้นจากการฆ่าข่มขืนได้ เช่น การเพิ่มมาตราการลงโทษกับผู้ทำผิด แต่อย่างไรก็ดี การออกกฎหมายเหล่านั้นต้องเข้าใจถึงพฤติกรรมของอาชญากรด้วย ยกตัวอย่างที่หลายคนเห็นว่าควรเพิ่มต้นทุนหรือบทลงโทษของการข่มขืน

     จากเดิมที่กฎหมายกำหนดว่า ข่มขืน + ฆ่า = ประหาร ตอนนี้เราอยากให้เพิ่มโทษเป็น ข่มขืน = ประหาร ดังนั้น ต้นทุนของอาชญากรรมก็คือ ถ้าเกิดว่าเขาไปข่มขืนผู้หญิง เขาจะมีต้นทุนที่สูงขึ้นนะ แต่มันก็มีการถกเถียงกันเยอะมากในเรื่องนี้ จะเกิดอะไรขึ้นถ้าเราเพิ่มต้นทุนไปถึงขนาดนั้น สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือ อาชญากรจะรู้สึกว่าข่มขืนไปแล้ว ลงมือทำไปแล้ว ไม่ว่ายังไงก็ต้องโดนประหารอยู่ดี ดังนั้นกฎหมายข่มขืน = ประหาร อาจเป็นการสร้างแรงจูงใจให้อาชญากรเลือกที่จะฆ่าเหยื่อด้วย เพื่อเป็นการอำพรางคดี ซึ่งในกรณีนี้จะเห็นได้ว่า การออกกฎหมายจึงควรเข้าใจพฤติกรรมของมนุษย์ และไม่ควรออกบทลงโทษที่จะทำให้เกิดพฤติกรรมที่ส่งผลทางลบต่อสังคม

     อีกเคสหนึ่งของการตายแบบที่ไม่มีเหตุมีผล คือคนที่อาจจะอยู่ในบั้นปลายของชีวิต เรียกว่าต่อไปเขาจะต้องอยู่ด้วยออกซิเจน หรือผู้ป่วยติดเตียงทั้งหลาย แต่คนพวกนี้กลับไม่ได้ทำพินัยกรรมชีวิตเอาไว้ การตัดสินใจจึงอยู่ที่แพทย์หรือไม่ก็ญาติ ซึ่งตรงนี้น่ากลัว เพราะญาติอาจจะดูที่ค่าใช้จ่ายในการรักษา รู้สึกว่าถ้ายื้อไปแล้วก็เสียค่าใช้จ่ายแพง ญาติจ่ายไม่ไหวจึงตัดสินใจให้จบชีวิตไป ทั้งที่คนที่นอนอยู่อาจจะยังอยากสู้ต่อ หรือหมออาจจะตัดสินใจแทน เพราะประเมินจากความจำกัดของทรัพยากรต่างๆ ทางการแพทย์ในโรงพยาบาล เช่น จำนวนของเตียงไม่พอ ต้องส่งไปให้คนอื่นใช้ แพทย์ก็อาจจะบอกว่าไม่ต้องยื้อหรอก

 

แล้วสำหรับคนที่หมดสภาพแล้ว จนถึงขั้นกำลังนอนป่วยติดเตียง ในทางเศรษฐศาสตร์มองว่าเป็นเหตุเป็นผลหรือไม่ที่จะมีชีวิตต่อไป

     อันนี้เป็นเคสของแต่ละครอบครัว ผมว่ามันคงไม่มีสูตรสำเร็จ ถ้าสำหรับครอบครัวของผม เราจะมีการคุยไว้ก่อนแล้ว พ่อแม่บอกเลยว่าถ้าถึงระดับหนึ่งแล้วก็ไม่ต้องยื้อ แต่คนส่วนใหญ่ที่ไม่มีการทำพินัยกรรมชีวิตเอาไว้ นี่จึงเป็นเรื่องที่พูดยาก พ่อแม่อยากให้เราดูแลไปเรื่อยๆ หรือเปล่า เราไม่รู้หรอก ยิ่งถ้าเขาไม่มีสติสัมปชัญญะในการที่จะบอกเราว่าให้ยื้อหรือปล่อยไป เพราะเขาคิดถึงเรื่องต้นทุนการรักษาของลูกที่จะต้องมาจ่ายกับตัวเขา นอกจากนี้ เขาอาจจะมองในมุมสิทธิมนุษยชนว่า การที่ฉันตายไปแล้ว แต่เธอยังมายื้อฉันไว้ มันคือการดูถูกตัวฉันนะ ทีนี้มันจะตรงข้ามกับความกตัญญูเลย

 

ตอนนี้ประเทศไทยเราค่อยๆ เข้าสู่ยุคสังคมผู้สูงอายุ เริ่มมีการหยิบเรื่องนี้ขึ้นมาพูดกันมากขึ้น เราจึงอยากรู้ว่าในทางเศรษฐศาสตร์มองเรื่องนี้อย่างไร

     ความเหลื่อมล้ำเป็นปัญหาหลักที่ทำให้การตายอาจเกิดขึ้นอย่างไม่มีเหตุมีผล ในด้านระบบสาธารณสุขเรามีโรงพยาบาลชั้นดีจำนวนมากสำหรับคนรวย แต่ยังมีคนจนที่มีอยู่ในจำนวนมากกว่าที่ต้องใช้บริการในโรงพยาบาลที่มีบุคลากรทางการแพทย์ไม่เพียงพอ ประกอบกับคนยากจนเหล่านั้นก็อาจไม่มีรายได้มากพอ โดยเฉพาะที่จะต้องจ่ายไปกับการยื้อชีวิต เพราะฉะนั้นโอกาสที่จะเกิดขึ้นคือ เมื่อหมอไม่พอ เตียงไม่พอ คนไข้มีรายได้ไม่มากพอ คนไข้ หรือญาติของคนไข้ ก็มีโอกาสสูงที่จะไม่อยากยื้อชีวิตให้อยู่ต่อเพราะว่าต้นทุนในการยื้อชีวิตมันสูงมาก และมีโอกาสที่จะถูกทำการุณยฆาตเพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้น การตัดสินใจในการตายภายใต้ระบบสาธารณสุขที่มีความเหลื่อมล้ำสูงนี้จึงเป็นการตัดสินใจตายที่ไม่มีเหตุมีผล

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

กฤตธกร สุทธิกิตติบุตร

หัวหน้าช่างภาพกอง a day BULLETIN

เรื่องโดย

ภัทรพร บุญนำอุดม

บรรณาธิการออนไลน์ a day BULLETIN