ปลาวาฬ อิสสระ: ในวิกฤตนี้ผมไม่เลย์ออฟพนักงานแม้แต่คนเดียว

The Conversation
18 Jul 2020
เรื่องโดย:

ภัทรพร บุญนำอุดม

Highlights

adB: คุณปลาวาฬดุหรือเปล่า?

        ปลาวาฬ: ไม่ดุครับ แต่โหด เราต้องโหดเพื่อการงาน เราต้องเห็นใจพนักงานที่ตั้งใจทำงาน เขาไม่มาทำงานสาย เขาทำงานแบบมีสติ ซึ่งถ้าเกิดมันมีพวกที่ไม่ดี เราก็ต้องตัดพวกเขาออกไป 

        แม้จะดูเป็นผู้บริหารที่ทั้งโหดและเฮี้ยบ แต่คำตอบของเขาก็สะท้อนให้เห็นว่า เขาใส่ใจและมองเห็นพนักงานทุกคน 

        adB ชวนอ่านบทสนทนากับ ‘ปลาวาฬ’ – วรสิทธิ์ อิสสระ ผู้ปลุกปั้นอาณาจักรศรีพันวาจนโด่งดังไปทั่วโลก ด้วยรสนิยม ด้วยการลงลึกในทุกรายละเอียด และด้วยการบริหารงานแบบ zero-tolerance for stupid mistakes 

        ในช่วงที่ธุรกิจการท่องเที่ยวและโรงแรมคือกลุ่มธุรกิจที่สะบักสะบอมที่สุด อะไรทำให้ชายคนนี้นำพาศรีพันวาให้ฝ่าวิกฤตโควิด-19 มาได้โดยไม่เสียพนักงานไปแม้แต่คนเดียว 

 

ปลาวาฬ อิสสระ

ภาพรวมของธุรกิจโรงแรมที่อยู่ในความดูแลของคุณในรอบครึ่งปีที่ผ่านมาเป็นอย่างไรบ้าง 

        ผมว่าเราอยู่ในภาวะที่แย่ แต่ถ้าเทียบกับโรงแรมอื่นๆ ทั่วประเทศก็ต้องถือว่าสถานะของเรายังอยู่ในระดับท็อป 5 มีอีกหลายรายที่แย่ยิ่งกว่าเรามาก เมื่อ 1 กรกฎาคมที่ผ่านมา เราเพิ่งเปิดศรีพันวาให้คนเข้าพัก ด้วยเหตุผลสำคัญคือ เพราะประกันสังคมไม่ครอบคลุมแล้ว รัฐบาลช่วยแค่สามเดือนเท่านั้น ซึ่งผมไม่เห็นด้วยกับนโยบายนี้เลย ในเมื่อเราไม่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามา ต่อให้คุณเปิดและรณรงค์ให้คนไทยไปท่องเที่ยว ภูเก็ตก็ไม่ใช่สถานที่แรกๆ ที่คนคิดจะไปเที่ยวอยู่ดี วันหนึ่งมีเที่ยวบินไม่เกิน 10 ไฟลต์เท่านั้น เท่ากับว่าจะมีคนเดินทางเข้าไปไม่เกิน 1,000 คน แล้วตลาดจะเลี้ยงตัวเองได้ยังไง 

        ผมคิดว่าประกันสังคมควรจะมองแยกเป็นโซนๆ ถ้าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวหรือที่พักในโซนชะอำหรือหัวหินนั้นถือว่าโอเคเลย เพราะคนสามารถเดินทางไปได้ภายในสามชั่วโมง บาบา บีช คลับ หัวหิน ชะอำ ของเราก็มีเสียงตอบรับที่ดีมาก มียอดจองเต็ม 98 เปอร์เซ็นต์ เพราะคนกำลังอัดอั้น อยากเที่ยวพักผ่อนกันสุดๆ แต่คุณลองนึกถึงโรงแรมต่างๆ ที่อยู่ในโซนหลังหาดป่าตอง ในเวลาปกติก็เป็นสถานที่ที่มีแต่แบ็กแพ็กเกอร์ไปเที่ยวกันอยู่แล้ว ถามว่าเมื่อเกิดสถานการณ์อย่างนี้คนไทยจะไปหรือเปล่า แล้วโรงแรมแถวนั้นมีห้องพักอยู่ 600-700 ห้อง ธุรกิจจะเลี้ยงตัวเองได้เหรอ ดังนั้น คนจะลำบาก ตกงานกันเยอะมาก ซึ่งผมคิดว่ามันไม่แฟร์เลย เพราะในเวลาที่จ่ายประกันสังคม ทุกคนก็จ่ายเท่าๆ กัน แต่ในสถานการณ์เช่นนี้มีคนกลุ่มหนึ่งที่เผชิญกับความยากลำบากมากกว่า เพราะประกันสังคมไม่พิจารณาแยกเป็นโซนๆ 

บรรยากาศที่ภูเก็ตในช่วงที่ต้องเผชิญวิกฤตโควิด-19 เป็นอย่างไรบ้าง 

        พอวิกฤตโควิด-19 เกิดขึ้นมา ก่อนตรุษจีนสองวัน รัฐบาลจีนก็สั่งให้คนในประเทศหยุดเดินทาง พอนักท่องเที่ยวชาวจีนเดินทางไม่ได้ ยอดจองของเราก็ถูกยกเลิกไปเกือบ 200 รายการ ซึ่งตามปกติแล้วในช่วงตรุษจีนโรงแรมของเราจะเต็มตลอด เพราะนักท่องเที่ยวชาวจีนถือเป็นลูกค้ากลุ่มที่สำคัญเป็นอันดับต้นๆ ของเราเช่นกัน 

        วันที่รัฐบาลจีนออกคำสั่งห้ามคนจีนเดินทางออกนอกประเทศ ผมกำลังนั่งกินซูชิอยู่กับเพื่อนพอดี ก็นึกสนุกๆ ว่า เฮ้ย เราน่าจะทำ ‘โคโรนา สเปเชียล แพ็กเกจ’ ไปเลย โต้ตอบกับสถานการณ์วิกฤตแบบกวนๆ หน่อย คือพอคุณมาถึงโรงแรมของเรา คุณจะได้เบียร์โคโรนาที่เตรียมไว้ให้ในห้องพัก 8 ขวด และถ้ากินอาหารของเรา ทุกมื้อคุณจะได้โคโรนาแถมอีกด้วย คนก็จองกันเข้ามาเยอะ คนไทยก็มา ทำให้เราขายไปได้ประมาณร้อยกว่าแพ็กเกจ ซึ่งตอนนั้นก็มีคนบอกว่าผม insensitive เกินไป แต่ผมก็อยากจะอธิบายให้เขาเข้าใจด้วยว่า ถ้าคุณมีธุรกิจ มีพนักงานที่ล่มหัวจมท้ายอยู่กับคุณอีกหลายร้อยชีวิต คุณก็ต้องหาทางที่จะทำให้ธุรกิจอยู่รอดหรือเปล่า ไม่ใช่ว่าจะมานั่งเศร้าร้องไห้อยู่ที่บ้าน ไม่ใช่นะ 

แล้วคุณดูแลพนักงานอย่างไรบ้าง

        ช่วงนั้นมีหลายคนบอกว่าเราต้องเลย์ออฟพนักงาน แต่ผมไม่คิดอย่างนั้น ผมรอประกันสังคม รอรัฐบาลสั่งปิด เพราะหนึ่ง—ในทางธุรกิจ การเอาคนออกแปลว่าเราต้องจ่ายค่าชดเชยเยอะมาก สอง—การเลย์ออฟพนักงานของเราจะทำให้คนราวสามร้อยถึงสี่ร้อยคนตกงาน เท่ากับเราจะสร้างความตื่นกลัวให้กับคนอีกมากมาย พูดง่ายๆ ว่าเราจะแพ้ในสงครามจิตวิทยา เพราะฉะนั้น เราต้องนิ่ง 

        แต่ในช่วงนั้นก็มีพนักงานหลายๆ คนที่เขาอยู่กับผมมานาน แอบกระซิบมาว่า เฮ้ย เขายอมลาออกไปก่อนได้เลยนะ เพราะเขารู้ว่าตอนนี้โรงแรมมีปัญหา และเขาก็รู้ด้วยว่าในตอนที่สถานการณ์ดีขึ้นมาเมื่อไหร่ ผมจะรับเขากลับเข้ามาทำงานอยู่ดี ผมเลยตอบไปว่า ถ้าผมจะเอาคนออกจริงๆ ผมไม่เอาคุณออกหรอก เพราะคุณอยู่กับผมมานาน ผมเอาคนที่ไม่ค่อยจะได้เรื่องออกไปก่อนจะดีกว่าไหม ตอนนั้นถ้าผมให้เขาออกไปผมคงจะรู้สึกผิดมากเลย 

        หลังจากนั้นประกันสังคมก็ออกนโยบายมาว่าเขาจะชดเชยให้คนละหนึ่งหมื่นห้าพันบาท ซึ่งโรงแรมของเราจ่ายเงินเดือนให้พนักงานทุกคน 35 เปอร์เซ็นต์ ลดเวลาทำงานลงให้เหลือเดือนละ 10 วัน ก็ถือว่าแฟร์ แล้วระหว่างนี้คุณก็เอาเวลาไปเอนจอยกับครอบครัว เพราะเด็กๆ ก็ปิดเทอมพอดี ระหว่างนี้เราก็ถือโอกาสทำเทรนนิงให้พนักงานแผนกต่างๆ รวมถึงรีโนเวตโรงแรมไปในตัว ได้พนักงานที่ขออาสาเข้ามาช่วยกันดูแลตรงนี้ด้วย เขาบอกผมว่าเขาอยากมาทำงานกัน เพราะพออยู่บ้านเจอหน้าลูกทุกวันก็เบื่อแล้ว (หัวเราะ) แต่ถ้ามาช่วยงานที่ศรีพันวา เขาก็สามารถพาลูกมาเล่นน้ำ เล่นที่ชายหาดได้ ตัวเขาก็ช่วยเก็บกวาด ซ่อมแซมโรงแรมกันไป เท่ากับว่าโควิด-19 ทำให้เราได้ทาสีใหม่เกือบทั้งหมดเลย ตอนนี้พอโรงแรมกลับมาเปิดตัว เราก็ปรับวันทำงานขึ้นมาเป็น 50 เปอร์เซ็นต์ ทุกคนก็เข้าใจ 

ในช่วงเวลานั้นพนักงานแต่ละคนมีสภาพจิตใจเป็นอย่างไร

        คือเขาไม่โดนเลย์ออฟ เขามีงานทำ (ยิ้ม) แล้วเขาก็ได้ไปใช้เวลาอยู่กับครอบครัวอย่างเต็มที่ ในเวลาเดียวกันก็มีพนักงานที่ leave without pay เพื่อกลับไปอยู่บ้านกันหลายคน ส่วนคนที่ไม่ได้ไปไหนก็อาสาเข้ามาช่วยรีโนเวตโรงแรม มีการเทรนนิงเชฟให้พัฒนาฝีมือการทำซูชิ ผมได้กินโอมากาเสะทุกวัน บรรยากาศแบบนี้มันทำให้ผมรู้เลยว่าวัฒนธรรมการทำงานที่เราสร้างมาตลอดสิบห้าปีมันเวิร์กจริงๆ ผมเลี้ยงพนักงานทุกคนแบบคนในครอบครัว เรามีกรุ๊ปไลน์ของศรีพันวา และบาบา บีช ผมก็ชอบแชตอะไรกวนๆ ไปหาพวกเขา เพราะอยากให้เขารู้สึกสนิทสนมและกล้าที่จะบอกเล่าถึงปัญหาต่างๆ ให้เราฟัง แล้วในช่วงสิบห้าปีที่เราทำรายได้ได้ดีมาโดยตลอด เราก็จ่ายโบนัสให้พนักงานทุกปี แล้วทุกคนก็แฮปปี้กันหมด 

 

ปลาวาฬ อิสสระ

ส่วนตัวคุณปลาวาฬเองล่ะ ชีวิตช่วงที่ผ่านมาเป็นอย่างไรบ้าง 

        ผมโชคดีที่ไม่ได้ติดแหง็กอยู่ที่คอนโดฯ ในกรุงเทพฯ แบบที่คนทำงานหลายๆ คนเป็นกัน ช่วงที่โรงแรมปิด เกาะปิด ผมใช้ชีวิตอยู่ที่ภูเก็ตตลอด ชิลมาก ถือโอกาสพักผ่อน นอนดูทีวีอยู่บนเตียง ไม่ทำอะไรเลย พ่อยังถามเลยว่าจะกลับกรุงเทพฯ ไปหาลูกหรือเปล่า ผมบอกเขาว่า ผมอยู่กับลูกมาทุกวันเป็นเวลาเกือบ 7 ปีแล้ว สถานการณ์ตอนนี้มันเป็นวิกฤต ถ้าลูกไม่มาหาผม ผมก็จะอยู่ที่ภูเก็ตนี่แหละ เพราะภูเก็ตคือบ้านของผม แต่กรุงเทพฯ ไม่ใช่บ้านของผม ที่ผมยังต้องไปกรุงเทพฯ เพราะผมต้องการไปหาลูกเท่านั้นเอง   

        แล้วมันก็เป็นช่วงเวลาสามเดือนที่ผมสบายที่สุดในชีวิต ผมไม่เคยมีความสุขเท่านี้มาก่อนเลย เพราะผมได้มีโรงแรมที่เป็นส่วนตัวจริงๆ ซึ่งก่อนหน้านั้นเวลาเดินเข้าไปในโซนร้านอาหารเราก็ต้องเจอลูกค้าอยู่ตลอดเวลา ก็ต้องสวัสดีทักทายกันแทบทุกคน มันก็เหมือนว่าเราต้องทำงานตลอดเวลา เวลาอยากพักผ่อนบางครั้งเราต้องหลีกเลี่ยงด้วยการไปกินข้าวเลตหน่อย เพื่อจะได้มีเวลาส่วนตัว แต่ช่วงโควิด-19 ผมได้ช่วงเวลาที่เป็นส่วนตัวเยอะมาก

        ผมมีเพื่อนที่เป็นอินฟลูเอนเซอร์อยู่ทั่วโลก มีหลายคนที่มาหาผมก่อนช่วงโควิด-19 ผมก็ชวนให้พวกเขาอยู่ต่อเพื่อทำคอนเทนต์เลย มีทั้งคนที่เป็นอินฟลูเอนเซอร์สายออกกำลังกาย เมกอัพอาร์ทิสต์ มีทั้งดารา ก็สนุกดีครับ มีสาวๆ 18 คน มาติดเกาะอยู่ด้วยกัน (หัวเราะ) ทุกวันก็จะมีการออกกำลังกาย มีกินข้าว มีการจัดดินเนอร์ปาร์ตี้ ซึ่งจริงอยู่ที่ว่าการทำคอนเทนต์แบบนี้มันไม่ได้เพิ่มยอดจองในช่วงเวลานั้น เพราะถ้าคนอยากมาก็เข้ามาไม่ได้ แต่เราก็ได้สร้าง awareness ให้คนเห็น ผมคิดว่ามันดีกว่าการที่เราจะบอกว่า Oh shit, we’re closed.  

ได้ยินมาว่าคุณพิถีพิถันกับเรื่องการรักษาความสะอาดมาก แล้วโควิด-19 ทำให้คุณประสาทเสียบ้างไหม

        คือผมเป็นคนที่กลัวเชื้อโรคมากๆ กลัวมาตั้งแต่เด็กแล้ว โรงแรมของเราจึงต้องสะอาดมากๆ พนักงานทำความสะอาดของเราจะต้องเช็ดทุกอย่างในห้องพัก โดยเฉพาะสิ่งของที่แขกมีโอกาสจับต้องได้ ต้องบอกว่าเราทำโรงแรมห้าดาว เราเป็นโรงแรมที่ราคาอยู่ในอันดับท็อป 10 ของเอเชีย และอยู่ในอันดับท็อป 50 ของโลก ดังนั้น เราต้องดูแลใส่ใจเรื่องความสะอาดเป็นอย่างดีอยู่แล้ว กลิ่นต้องหอม ความสะอาดต้องเป๊ะ คือห้องของเราจะสะอาดมาก (เน้นเสียง) ดังนั้น นิวนอร์มอลของคนอื่นก็คือนอร์มอลของเราอยู่แล้ว จะมีแปลกไปจากเดิมตรงที่เราต้องใส่หน้ากากอนามัยเมื่อพูดคุยกันตลอดเวลาเท่านั้นเอง 

คุณคิดว่าในอนาคตธุรกิจการท่องเที่ยวและโรงแรมจะเป็นอย่างไร 

        (นิ่งคิด) ผมว่านักท่องเที่ยวจากต่างชาติน่าจะหายไปเยอะ ประเทศไทยจะแย่ลงไปอีก ซึ่งนักท่องเที่ยวอันดับต้นๆ ของเรานอกจากคนไทยก็คือคนอเมริกัน และยุโรป ซึ่งตอนนี้อเมริกาก็ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 อย่างหนักหน่วงจนหลายๆ ประเทศแบนไม่ให้คนอเมริกันเดินทางเข้าประเทศเขาแล้ว คงต้องรอดูว่าวัคซีนจะออกมาเมื่อไหร่ ส่วนคนจีนผมคิดว่าอีกหน่อยเขาคงจะมาเที่ยวไทยน้อยลง เพราะเศรษฐกิจของเขาจะไม่ดี และอย่าลืมว่าประเทศของเขามีแทบทุกอย่าง ไม่ว่าจะภูเขาหรือทะเล วัฒนธรรมของเขาพัฒนาเร็วกว่าไทยเยอะ ผมจึงคิดว่าเราคาดหวังจากตลาดจีนไม่ได้ เพราะมันไม่ยั่งยืน 

        นอกจากจะค้นพบวัคซีนที่ใช้ในการรักษาโรคได้สำเร็จ แต่เท่าที่ดูตอนนี้ผมคิดว่าธุรกิจท่องเที่ยวคงแย่ไปอีกนาน ส่วนเรื่องแผนการในอนาคต ผมใช้วิธีการดูเป็นสัปดาห์ต่อสัปดาห์เลย เพราะทุกอย่างสามารถเกิดขึ้นและเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็วจริงๆ 

คุณติดตามข่าวสารรายวันที่มีแต่เรื่องพิษเศรษฐกิจ เรื่องคนตกงานแล้วเครียดบ้างหรือเปล่า 

        ผมเป็นคนที่ดูข่าว อัพเดตข่าวสารตลอด เราเห็นว่าโลกกำลังเผชิญสถานการณ์อะไรอยู่ เราอยู่ในสถานการณ์ที่แย่ แต่มันมีคนอื่นที่แย่ยิ่งกว่าเราอีกเยอะ อีก 95 เปอร์เซ็นต์ แย่กว่าเรา ผมเห็นโรงแรมอื่นๆ ในภูเก็ตตอนที่ยังเปิดไม่ได้ เขาต้องตัดสินใจเลย์ออฟพนักงาน มีพนักงานเก่งๆ ที่ตกงานเยอะมาก ทำให้ตอนนี้ผมมีตัวเลือกที่ดีขึ้น ดังนั้น คนที่ทำงานกับผมก็ต้องพัฒนาตัวเองให้เก่งมากขึ้นด้วย เพราะนโยบายของผมคือ zero-tolerance for stupid mistakes ถ้าคุณทำงานห่วยๆ มา ผมให้ warning คุณ ถ้าคุณยังทำอีก ผมก็เชิญคุณออกได้เหมือนกัน เพระช่วงสองปีที่ผ่านมา ผมเห็นคนทำพลาดเยอะมาก ผมเครียดกับความผิดพลาดเหล่านั้นมาก และผมก็จัดการไปหลายคนแล้ว โดยเฉพาะคนในตำแหน่งเมเนเจอร์ที่ไม่ยอมให้ warning พนักงาน

 

ปลาวาฬ อิสสระ

คุณปลาวาฬดุหรือเปล่า 

        ไม่ดุครับ แต่โหด ถ้าเป็นเรื่องงาน ตอนนี้ผมมีพนักงานอยู่ราวๆ 800 คน ถ้ามีคนสัก 20 เปอร์เซ็นต์ ที่ทำงานไม่ดี ก็เหมือนว่าเราปล่อยให้เขามาฉุดรั้งคนดีคนอื่นๆ ลงไปด้วย ที่สุดแล้วเราก็จะอยู่ไม่รอดน่ะสิ ดังนั้น เราต้องโหดเพื่อการงาน เราต้องเห็นใจพนักงานที่ตั้งใจทำงาน เขาไม่มาทำงานสาย เขาทำงานแบบมีสติ ซึ่งถ้าเกิดมันมีพวกที่ไม่ดี เราก็ต้องตัดพวกเขาออกไป 

        สำหรับผม การให้ warning คือสิ่งสำคัญของคนทำงานบริหาร เมื่อพนักงานของคุณทำผิดพลาดแล้วคุณกลับไม่ให้ warning พวกเขา นั่นแปลว่าคุณบริหารงานไม่ได้ พนักงานระดับเมเนเจอร์ในแต่ละแผนกของผมมีสองถึงสามคน ซึ่งแต่ละแผนกมีพนักงานอยู่ 70-80 คน แล้วผมคนเดียวจะบริหารงานทั่วถึงได้ยังไง ก็ต้องเป็นเมเนเจอร์ที่คอยทำหน้าที่สอดส่องดูแลให้ มีช่วงหนึ่งผมบอกเมเนเจอร์เลยว่าคุณต้องให้ warning พนักงานของคุณมากขึ้น นั่นก็เพราะว่าเวลาผมลงมาออนฟลอร์ทีไร ผมเห็นพนักงานทำงานพลาดตลอด 

ความผิดพลาดแบบไหนที่คุณให้อภัยไม่ได้

        ทำผิดซ้ำๆ ในเรื่องง่ายๆ ถ้าเป็นเรื่องใหม่ผมไม่แคร์ แต่ถ้าเกิดเป็นเรื่องที่ผมเห็นซ้ำๆ ผมจะระเบิดลง เช่น เช็กอินผิดห้อง หรือแม่บ้านเข้าไปทำความสะอาดผิดห้อง เรื่องแค่นี้เอง ทำไมถึงไม่ดูป้ายให้ดี แต่ถ้าเป็นปัญหาใหญ่ๆ อย่างเช่นการขโมยของ มันไม่เคยเกิดขึ้นในโรงแรมของผมเลย ส่วนใหญ่จะเป็นปัญหารายวันมากกว่า 

        ถามว่าทำไมเราต้องโหดขนาดนี้ ก็เพราะว่าถ้าลูกค้าของเราจ่ายเงินมาขนาดนี้แล้ว เขาก็ไม่ควรได้รับการบริการที่ผิดพลาดกลับไป พนักงานของเราได้เงินเดือนเยอะที่สุด และต้องบอกว่าเป็นพนักงานที่รวยที่สุดในวงการโรงแรม เมื่อผมเองก็จ่ายเงินให้พนักงานเยอะขนาดนี้แล้ว ผมก็คาดหวังว่าผมไม่ควรจะต้องมานั่งเคลียร์ขี้ให้คุณเหมือนกัน

ตัวคุณเองเคยผิดพลาดบ้างไหม หรือว่าเป็นคนที่เป๊ะตลอดเวลา 

        โดยส่วนใหญ่ก็เป๊ะตลอดนะ แต่เคยมีพลาดเหมือนกัน มีบางโปรเจ็กต์ที่เราเข้าไปดูไม่ลึกพอ แล้วเรา compromise เกินไป ซึ่งช่วงนั้นเราอาจจะกำลังเครียดกับเรื่องอื่นๆ ในชีวิต เช่น เรื่องการหย่า เราก็เออๆ ทำๆ ไป พอมาเห็นตอนหลังแล้วพบว่า เฮ้ย มันไม่ใช่ดีเทลของเรา ซึ่งมันเกิดจากการที่เรา compromise ไปเองนั่นแหละ ตอนนี้ผมก็เลยไม่มีการ compromise อีกเลย อย่างเช่นโปรเจ็กต์ศรีพันว่าที่ไห่หนาน ประเทศจีน ผมคนเดียวเท่านั้นที่จะเป็นคนตัดสินใจเลือกทุกอย่าง ทั้งเฟอร์นิเจอร์ สี และดีเทลอื่นๆ ด้วย 

        เป้าหมายของผมคือ ผมต้องอยู่ในสิ่งที่ผมสร้างได้ ถ้าผมอยู่ไม่ได้ผมก็ไม่สร้าง คือไม่ได้หยิ่งนะ เราอาจจะรวยกว่านี้เยอะเลยถ้าเราสร้างคอนโดฯ ที่เป็นโครงสร้างราคาสามล้านสี่ล้านแล้วเน้นขายเยอะๆ แต่มันไม่ใช่สิ่งที่ผมชอบไง ดังนั้น ผมจะต้องอยู่ในที่นั้นๆ ได้ด้วย เหมือนที่ผมสร้างโรงแรมขึ้นมาก็เพื่อที่จะอยู่เองด้วยนะ (หัวเราะ) ผมไม่ชอบโรงแรมที่ห้องเล็กๆ แล้วผมจะเลือกพักเฉพาะลักชัวรีเท่านั้น เพราะฉะนั้น อยู่ดีๆ ให้ผม spin-off มาขายแบบ 3 ดาว ผมไม่ทำ 

 

ปลาวาฬ อิสสระ

อะไรคือบทเรียนสำคัญที่สุดที่ได้เรียนรู้จากวิกฤตโควิด-19 

        ผมไม่ได้เอาพนักงานของผมออกแม้สักคนเดียว นี่คือสิ่งที่ภูมิใจ (ยิ้มกว้าง) การที่เราเอาคนทำงานที่สนิทๆ ออกไป มันเหมือนการตัดแขนตัดขาเลยนะ เลิกกับคนรักอาจจะยังดีกว่าด้วยซ้ำ (หัวเราะ) เพราะคนรักคือสิ่งที่ extra แต่พนักงานคือชีวิตจิตใจของโรงแรม ซึ่งการมีพวกเขาทำให้เรามีอย่างทุกวันนี้ได้ 

แต่ดูเหมือนว่าความคิดเห็นของทีมคงจะสำคัญน้อยกว่าการตัดสินใจของคุณ 

        ในการทำงานกับทีมผมว่าเรายึดถือประชาธิปไตยนะครับ เรามีพนักงานระดับเมเนเจอร์ทั้งหมด 53 คน แล้วทุกอย่างต้องโหวตทั้งหมด แต่ในบางทีผมอาจจะขอใช้ความเห็นส่วนตัวบ้าง ซึ่งผมจะบอกเลยว่าถ้าผิดผมรับผิดชอบเอง หรือเรื่องนี้ขอเถอะ แต่ส่วนใหญ่แล้วพวกเขาจะบริหารกันเอง สมัยแรกๆ ผมเป็นผู้บริหารที่มีลักษณะของการ Micro Management มากๆ ซึ่งเราจี้จนเขาเข้าใจกับแล้ว จากนั้นก็ปล่อย ภายใต้ข้อแม้ว่าถ้ามีอะไรก็ต้องปรึกษากัน ให้เราเห็นด้วยก่อน แต่ถ้ามาเปลี่ยนแปลงอะไรโดยที่ไม่บอกก่อนก็โดน 

        มีเคสที่เพิ่งเกิดขึ้นเร็วๆ นี้ ก็คือช่วงที่เราเพิ่งกลับมาเปิดบาบา บีช คลับ หัวหิน ผมไปนั่งที่โรงแรม เอ๊ะ ทำไมไม่มีผ้าเช็ดปาก เขาก็รายงานมาว่า อ๋อ เปลี่ยนมาใช้ทิชชูเพราะเซฟเรื่องโควิด-19 ผมบอกเลยว่า อันนี้ผมยังไม่ได้สั่งให้เปลี่ยนเลย แล้วทำไมคุณถึงคิดว่าใช้ทิชชูแล้วเซฟกว่า เพราะใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้งเหรอ ไม่จริง ถ้าเราใช้ผ้าเช็ดปากเสร็จเราจะวางบนตัก แต่พอใช้ทิชชู เราจะวางบนโต๊ะ ขี้ปากไปโดนโต๊ะมากกว่า ผมเห็นคนนั่งกินอาหารกันมีทิชชูกองเต็มโต๊ะเลย แล้วสิ่งนี้มันเป็นอันตรายต่อพนักงานของผมมากว่าเสียอีกนะ เพราะเชื้อโรคมันแพร่กระจายไปได้หมดเลย ผมก็ให้ warning คนที่ตัดสินใจเปลี่ยนแปลงเรื่องนี้ไป เพราะถือว่าไม่ปรึกษากันก่อน เคสอย่างนี้ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ๆ ที่ผมเจอกับการเปิดโรงแรมมา นอกนั้นผมโอเคหมดนะ 

 


สถานที่: โครงการอิสสระ เรสซิเดนซ์ พระราม 9

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

ภัทรพร บุญนำอุดม

บรรณาธิการออนไลน์ a day BULLETIN 

ภาพโดย

ธนดิษ ศรียานงค์

ช่างภาพที่ชอบการเดินทาง แต่จำทางไม่ค่อยได้ นิ่งเป็นหลับ ขยับเป็นหลง