ถอดบทเรียนก่อน ‘เปิดประตูเมือง กทม.’ กับ พงศกร ขวัญเมือง โฆษก กทม.

The Conversation
25 Oct 2021
เรื่องโดย:

สันทัด โพธิสา

1 พฤศจิกายนนี้ ดีเดย์ เปิดเมืองกันแล้วพี่น้องชาวไทย…

        กลายเป็นข่าวที่สร้างความคึกคักไม่น้อย สำหรับการแถลงวาระ ‘การเปิดประเทศ’ เพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยว ของ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เมื่อราว 2 สัปดาห์ก่อน พร้อมกับการคลายล็อก ยกเลิกเคอร์ฟิว รวมทั้งผ่อนปรนมาตรการต่างๆ ที่เป็นประกาศตามออกมาอีกมากมาย

        ถือเป็นวาระใหญ่ และเป็นการเตรียมความพร้อม ปัดกวาด เช็ดถู ประตูบ้านที่ชื่อ ‘เมืองไทย’ เพื่อให้สามารถเปิดรับแขกบ้านแขกเมืองได้อย่างสมบูรณ์แบบ

        และหนึ่งใน ‘บ้านหลังสำคัญ’ ที่ต้องเน้นให้หนัก ทั้งความปลอดภัย และมาตรการดูแลต่างๆ นั่นคือกรุงเทพมหานคร เนื่องจากเป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวต่างชาติ เรียกว่าเป็น ‘ประตูใหญ่’ ที่นักท่องเที่ยวต้องผ่านเข้ามาแทบจะเป็นด่านแรกๆ (ถ้าไม่นับการบินตรงเข้าภูเก็ต) 

        กว่า 7 เดือนมาแล้ว ที่ประตูบ้านหลังใหญ่นี้ ‘ปิด’ มายาวนาน มากไปกว่านั้น คือวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนในบ้านก็ถูกตรึงไว้ด้วยกฎกติกาต่างๆ มากมาย เพื่อความปลอดภัยในสถานการณ์โรคระบาดอย่างที่ทุกคนทราบกัน

        แต่เมื่อใกล้ถึงเวลา ‘เปิด’ จึงเป็นธรรมดาที่ต้องมีคำถาม ตลอดจนความสงสัยมากมาย อาทิ ปลอดภัยแน่แล้วใช่ไหม ผู้ติดเชื้อยังเฉียดหมื่นทุกวัน รับคนนอกเข้ามาเพิ่มอีก มั่นใจได้อย่างไรในเรื่องมาตรการการควบคุมดูแล และรวมถึงหากเกิดวิกฤตขึ้นมาอีกครั้ง สามารถรองรับหรือแก้ไขปัญหา ไม่มีดราม่าแน่ใช่ไหม?

        เมื่อเหล่าความสงสัยดาหน้ามาเป็นชุดเช่นนี้ a day BULLETIN จึงชวน ‘เอิร์ธ’ – พงศกร ขวัญเมือง ในฐานะโฆษกกรุงเทพมหานคร มาร่วมพูดคุย เพื่อคลี่คลายชุดความสงสัยเหล่านี้ รวมถึงมาร่วมกัน ‘ถอดบทเรียน’ จากวิกฤตครั้งล่าสุด ที่หนักหนาและยาวนาน

        ในฐานะ ‘คนทำงานด่านหน้า’ เขาได้เรียนรู้อะไร โดยเฉพาะชุดของการเรียนรู้ที่จะสะท้อนกลับไปเป็นประโยชน์ต่อประชาชนในยามวิกฤต ไปร่วมสนทนาเชิงสร้างสรรค์ นับถอยหลัง… ก่อนที่ประตูเมืองจะเปิดอย่างเป็นทางการได้เลย…

ถ้านับจากวันที่เราคุยกัน คุณให้กี่เปอร์เซนต์ ในเรื่องความพร้อมของการเปิดเมืองครั้งนี้

        ต้องอธิบายอย่างนี้ครับ ปกติมาตรฐานของการเปิดเมืองทั่วโลก จะมีหลักการสำคัญอยู่ 2 ปัจจัย ปัจจัยแรก คือเรื่องการฉีดวัคซีน และสองคืออัตราการครองเตียงของผู้ป่วย ทีนี้ลองมาพิจารณาที่ปัจจัยแรกก่อน ณ ขณะนี้ที่เราคุยกัน (14 ตุลาคม 2564) อัตราการฉีดวัคซีนเข็มสองอยู่ที่ 65-66% ซึ่งจากนี้จนถึงสิ้นเดือน หรืออีกราวๆ 15 วัน เราน่าจะฉีดได้ไปถึง 75%

        ในส่วนของปัจจัยที่สอง คือเรื่องอัตราการครองเตียง ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงยอดผู้ติดเชื้อสะสม แต่หมายถึงยอดผู้ป่วยในโรงพยาบาล ที่ยังทำการรักษาอยู่ ซึ่งหากย้อนกลับไปเมื่อ 2-3 เดือนก่อนคือช่วงที่พีกมาก สถานการณ์ตอนนั้นเราไม่มีทั้งวัคซีน คนฉีดวัคซีนก็ยังมีปริมาณน้อย อัตราการติดเชื้อค่อนข้างสูง ทำให้การครองเตียงมีจำนวนมาก แต่ปัจจุบันการครองเตียงลดลงไปเหลือไม่ถึง 25% ดังนั้น ถ้าถามด้านความพร้อมตรงนี้ ก็ต้องเอา 25% มาลบ 100% ผลออกมาเป็น 75% นี่คือตัวเลขการครองเตียงที่สามาถรองรับได้หากเกิดเหตุฉุกเฉิน

        ทีนี้เมื่อเอาตัวเลขของทั้ง 2 ปัจจัยมาพิจารณาร่วมกัน คืออัตราการฉีดวัคซีนราว 75% และอัตราการครองเตียงที่เหลืออยู่กว่า 75% โดยรวมถือว่าเป็นไปทิศทางบวก ในมิติของคนทำงาน เราค่อนข้างมั่นใจในสถานการณ์ที่จะเปิดเมือง

ในมุมที่มียอดจำนวนผู้ติดเชื้อที่ยังเฉียดหมื่นต่อวัน จุดนี้มีมาตรการที่จะช่วยคลายความกังวลของประชาชนได้อย่างไรบ้าง

        โดยปกติการเปิดประเทศจะมีอยู่ 2 เรื่องที่ผู้คนกลัวกัน คือ กลัวคนต่างชาติจะเอาเชื้อมาติด กับกลัวติดเชื้อกันเอง อย่างกรณีแรก ถ้าเราดูเคสที่ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ อัตราของผู้ติดเชื้อที่เป็นผลตรวจก่อนเดินทางมา 72 ชั่วโมง ตัวเลขตรงนี้อยู่ที่ 0.01% ถือว่าค่อนข้างต่ำมาก แต่ที่ผ่านมามีข่าวว่าที่ภูเก็ตมีคนติดเชื้อเพิ่มขึ้น ซึ่งดูไม่เมกเซนส์กับที่ผมพูดไปใช่ไหมครับ แต่ถ้าเราไปดูในรายละเอียดกันจริงๆ คนที่ติดเชื้อในภูเก็ตคือกลุ่มแรงงานที่อยู่นอกระบบ ภูเก็ตมีลักษณะเป็นเกาะ มีสะพานเข้าออกสะพานเดียว คือสะพานสารสิน ทุกอย่างเหมือนถูกกั้นไว้ทุกอย่าง แต่ที่ยังติดได้ เพราะมีคนลักลอบเข้ามา ตรงนี้เป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวังมากที่สุด

        มาถึงกรณีที่สอง คือการกลัวติดเชื้อกันเอง ถ้าเปิดประเทศ เปิดเมือง เราจะมียอดผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอีกแค่ไหน?  ผมอธิบายอย่างนี้ จากนี้ไปเราจะมีมาตรการที่เข้มข้นขึ้นทั้งในสถานบริการ สถานประกอบการ หรือธุรกิจต่างๆ เราจะมีการควบคุมมากขึ้น ซึ่งตอนนี้เรามีการนำชุดตรวจ Antigen Test Kit หรือ ATK มาใช้อย่างเข้มข้น กรณีที่เป็นร้านอาหาร หรือร้านที่ต้องบริการประชาชน ต้องมีการตรวจ ATK ทุกสัปดาห์ อันนี้เป็นหลักการคร่าวๆ นะครับ เดี๋ยวเร็วๆ นี้จะมีรายละเอียดประกาศออกมาอย่างชัดเจน

ย้อนกลับไปที่มุมของนักท่องเที่ยวที่จะเข้ามา มีมาตรการการคัดกรอง หรือการควบคุมดูแลต่างๆ อย่างไร

        ต้องยอมรับว่า ในช่วงแรกๆ อาจจะมีความติดขัดในเรื่องขั้นตอนการเดินทาง และมาตรการต่างๆ ที่อาจทำให้ไม่สะดวกอยู่บ้าง โดยเราแบ่งนักท่องเที่ยวเป็นสองส่วน หนึ่งคือกลุ่มประเทศที่มีความเสี่ยงต่ำ 46 ประเทศ กลุ่มนี้จะมีการตรวจหาเชื้อแบบ RT-PCR (Real Time-Polymerase Chain Reaction) คือมาถึงปุ๊บจะมีการตรวจและให้อยู่ในห้องรอผล 1 วัน จากนั้นก็สามารถเดินทางไปไหนได้โดยไม่ต้องกักตัว

        กับอีกกลุ่มหนึ่งคือประเทศเสี่ยงปานกลาง กลุ่มนี้จะต้องเดินทางไปในที่ที่มีความเสี่ยงน้อย หรือที่ที่ได้รับการรองรับมาตรฐานความปลอดภัย ซึ่งต้องอยู่ในมาตรฐานของโครงการยกระดับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยมาตรฐานความปลอดภัยด้านสุขอนามัย (Amazing Thailand Safety & Health Administration) หรือ SHA และ SHA+ (เพิ่มในส่วนของการฉีดวัคซีนให้พนักงานแล้วอย่างน้อย 70%) ซึ่งตรงนี้จะเน้นใน 7 วันแรก รวมทั้งต้องมีการดูแลอย่างใกล้ชิด ตลอดจนต้องมีการโหลดแอพพลิเคชันของรัฐบาล เพื่อให้สามารถติดตามหากเกิดเหตุไม่พึงประสงค์ขึ้นได้

        แต่ที่เล่ามาทั้งหมด ในอนาคตเราจะค่อยๆ มีการผ่อนปรนมาตรการลงไปเรื่อยๆ โดยมีหลักการพิจารณาอยู่ 2 อย่าง อย่างแรกคือ ความสำเร็จในการเปิดรับนักท่องเที่ยว และสองคือ เรื่องของอัตราการติดเชื้อของนักท่องเที่ยวจากประเทศต้นทาง พูดง่ายๆ หากทางประเทศเขามีคนติดเชื้อลดลง มาตรการต่างๆ ของทางเรา ก็จะลดหย่อนตามสถานการณ์ลงไปด้วยเช่นกัน

มีเรื่องไหนที่คุณยังค่อนข้างวิตกกังวลอยู่ ในการเปิดเมืองครั้งนี้

        ผมไม่ค่อยกังวลเรื่องชาวต่างชาติที่จะเอาเชื้อมาติด เพราะว่าเรามีกระบวนการคัด กระบวนการกรอง และกระบวนการดูแลอยู่แล้ว แต่ผมกลัวกรณีแรงงานต่างด้าวลักลอบเข้ามาในประเทศ อย่างที่ผมเล่าไปตอนต้น แม้กรุงเทพฯ จะไม่ได้อยู่ชายแดนก็จริง แต่สุดท้ายทุกคนจะมาอยู่รวมกันในกรุงเทพฯ นี่เอง

        มาตรการที่ลงมือทำอยู่ในตอนนี้ ทางกระทรวงแรงงานก็พยายามเร่งฉีดวัคซีนให้แรงงานต่างด้าวทั้งหมด ไม่ว่าจะอยู่ในระบบหรือนอกระบบ ต้องกระจายฉีดให้ทั่วถึงจริงๆ ผมสรุปง่ายๆ แบบนี้ดีกว่า หลักการปฏิบัติสำหรับกรุงเทพมหานคร คือ หนึ่ง เราต้องกระจายการฉีควัคซีนให้ได้ 70-75% เพื่อให้ประชาชนปลอดภัยก่อน ข้อต่อมาคือ กระจายฉีดวัคซีนให้แรงงานต่างด้าว  และสามคือ มีมาตรการควบคุมที่เข้มข้นและชัดเจน โดยนำการตรวจ ATK มาใช้ให้ครอบคลุมมากที่สุด

ปัจจัยเรื่องการตรวจหาเชื้อด้วย ATK จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้น พูดอย่างนี้ได้ไหม

        ได้ครับ เรื่อง Antigen Test Kit หรือ ATK ต้องเรียนตามตรงว่า ก่อนหน้านี้เรามีปัญหาอยู่มาก ด้วยราคาที่ค่อนข้างสูง ซึ่งตรงนี้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องพยายามแก้ไขปัญหามาตลอด จนในที่สุด เราสามารถแก้ปัญหาเรื่องกลไกการตลาดได้ ทำให้ราคาตอนนี้ลดลงมาเหลือ 30-40 บาท ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดีมากๆ เพราะฉะนั้น ต่อไปไม่ว่าจะเป็นการตรวจด้วยเจ้าหน้าที่เอง หรือประชาชนมีไว้สำหรับตรวจให้ตัวเอง อุปกรณ์ชิ้นนี้จะเข้ามามีบทบาทในการช่วยยับยั้งการแพร่ระบาดอย่างมาก

        ผมขออนุญาตยกตัวอย่างที่สิงคโปร์ เป็นประเทศที่มีการฉีดวัคซีนครบโดสเป็นอันดับต้นๆ ของโลก แต่สิงคโปร์ก็มีการใช้ ATK เรียกว่าเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตประชาชนก็ว่าได้ เช่น กรณีคนจะไปในสถานที่ที่มีความแออัด สมมติไปงานแต่งงาน หรือไปงานคอนเสิร์ต เขาจะใช้วิธีการตรวจด้วย ATK เบื้องต้น ซึ่งสามารถคัดกรองผู้ติดเชื้อได้ทันที นี่คือข้อปฏิบัติที่เมืองไทยต้องนำมาใช้ในอนาคตอันใกล้นี้เช่นกัน

ถ้ามีการเปิดเมืองไปแล้ว มีสถานที่ไหนที่เจ้าหน้าที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษไหม

        สถานบันเทิง และสถานประกอบการที่มีคนมารวมตัวกันมากๆ แต่ผมเชื่อว่า ถ้าเรานำ ATK มาใช้ตรวจหาเชื้อจะช่วยได้มากขึ้น คือถ้าถามว่า วิธีใดที่ดีที่สุดในการไม่ให้เชื้อแพร่ระบาด ง่ายๆ คือปิดทุกอย่าง นี่คือดีที่สุด แต่ในวันนี้เราต้องยอมรับว่า เราต้องอยู่ให้ได้กับโควิด-19 ซึ่งต้องเป็นการอยู่ที่มีความปลอดภัย

        จากสถานการณ์ทั่วโลกก็เลือกที่จะใช้วิธีนี้ คือเลือกที่จะอยู่ร่วมกับมัน ใครที่ดูฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษ ก็จะเห็นว่า มีแฟนบอลเข้ามาดูในสนามเป็นหมื่นๆ คน แถมไม่ใส่แมสก์ด้วย ถามว่าทุกวันนี้ที่อังกฤษยังติดเชื้ออยู่ไหม ติดอยู่ แล้วติดวันละกว่า 4 หมื่นคน แต่คนเข้าโรงพยาบาลอยู่ที่หลักพัน เพราะที่เหลือรักษาตัวเองอยู่ที่บ้าน เนื่องจากเขาฉีดวัคซีนครบแล้ว มันสามารถผ่อนหนักเป็นเบาได้ ทั้งหมดเป็นวิถีที่เขาเลือกจะเป็นแบบนั้น   

        ที่ผ่านมา ทั่วโลกเคยใช้การล็อกดาวน์มาก่อน ติดเป็นล็อก ติดเป็นล็อก แต่ตอนนี้เขาไม่ใช้แล้ว นอกจากจะใช้วัคซีนเป็นตัวป้องกัน ลดทอนความรุนแรง ทุกวันนี้ยังมียามาเพิ่มอีกหลายตัว ทั้งฟาวิพิราเวียร์ เรมเดซิเวียร์ หรือโมลนูพิราเวียร์ เหล่านี้ช่วยลดอัตราการตายได้สูงขึ้น จึงทำให้เขาปรับตัว เลือกที่จะอยู่กับโรคมากขึ้น ในมุมของบ้านเรา เราต้องเปลี่ยนลักษณะการแก้ไขปัญหาเช่นกัน จากเมื่อต้นปีที่เราใช้การล็อกดาวน์ จนมาถึงตอนนี้ เราจำเป็นต้องปรับเปลี่ยน เพื่อให้ทั้งชีวิตและเศรษฐกิจเดินหน้าต่อไปได้

หากจะมีการถอดบทเรียนจากวิกฤตที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะระลอกไหนก็ตามที คุณคิดว่ามีเรื่องใดที่ควรนำมาใช้เป็นประโยชน์ในอนาคตบ้าง

        จากช่วงแรกๆ ที่เริ่มมีการระบาด ศูนย์กลางอยู่ที่เมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน แต่ในมุมกลับกัน Top Destination หรือเมืองที่ชาวอู่ฮั่นชื่นชอบมากที่สุดคือ กรุงเทพมหานคร ปรากฎว่าท่านผู้ว่า กทม. มีนโยบายล็อกดาวน์ ตอนนั้นถือเป็นเมืองต้นๆ ของโลกที่ใช้วิธีนี้ ซึ่งเราได้รับการวิพากษ์วิจารณ์ค่อนข้างเยอะ คนถามว่าทำไม กทม. ถึงล็อกดาวน์ ทำให้เศรษฐกิจย่ำแย่ แต่ผลสุดท้าย เราสามารถควบคุมโรคไว้ได้เป็นเวลาเกือบปี

        แต่สถานการณ์หลังจากนั้น มีเชื้อเดลต้าจากต่างประเทศเข้ามา ซึ่งในความเป็นจริงเชื้อไม่สามารถนั่งเครื่องบินหรือลอยน้ำเข้ามาได้ ถูกไหมครับ แต่มันเข้ามาได้ตามพรมแดน ดังนั้น ถามว่าบทเรียนจากกรณีนี้ สิ่งสำคัญที่สุดคือ การดูแลเรื่องของแรงงานที่ข้ามผ่านทางพรมแดนเข้ามา เป็นปัจจัยที่สำคัญมากๆ ที่อยากให้ทุกๆ ฝ่ายได้เรียนรู้และนำไปควบคุมดูแลอย่างเคร่งครัด

        อีกเรื่องที่ถือเป็นการเรียนรู้เช่นกัน คือ ภาคอาสาสมัครและการช่วยเหลือผู้ป่วย เราได้รับการช่วยเหลือจากภาคอาสาสมัครเยอะมาก โดยเฉพาะที่ขอเอ่ยชื่อ อย่าง ‘คุณได๋’ – ไดอาน่า จงจินตนาการ คุณหมอแล็บแพนด้า หรือกลุ่มต้องรอด และอื่นๆ อีกมากมาย แต่อยากเรียนอย่างนี้ครับว่า ไม่ใช่ว่า กทม. ไม่ทำอะไรเลย เรายืนยันว่า เจ้าหน้าที่ทุกคน ไม่ว่าจะเป็นทาง กทม. ก็ดี หรือทางกระทรวงสาธารณสุขก็ดี เราทำงานกันหนักมาก ทุกคนทำอย่างเต็มที่ ทุกๆ เคสที่เข้ามา กทม. รับประสานช่วยเรื่องหาเตียงให้ทั้งหมด ไม่มีละทิ้งแม้แต่เคสเดียว

        แต่ตอนนั้นก็ยอมรับว่าหนักมาก ถ้าไม่มีอาสาสมัครมาช่วย เราเหนื่อยยิ่งกว่านี้แน่นอน อย่างคุณได๋ได้เข้ามาช่วยสร้างศูนย์พักคอยให้จำนวน 3 ศูนย์ คือศูนย์ตันปัน ที่ได้ คุณตัน ภาสกรนที มาช่วยออกเงินให้ทั้งหมด และมีที่บางขุนเทียน พระรามสอง อีกแห่งคือศูนย์ที่ประเวศ นอกจากนี้ยังมีมูลนิธิร่วมกตัญญู มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ที่ช่วยเราอย่างมาก ซึ่งจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้เราได้สร้างเครือข่ายภาคการช่วยเหลือเหล่านี้เอาไว้ และสามารถสานต่อเรื่องการช่วยเหลือต่างๆ ได้อีกในอนาคต

        อีกส่วนที่เป็นการเรียนรู้ คือการสร้างระบบศูนย์พักคอย หรือที่เรียกกันว่า Community Isolation เราแบ่งวิธีการรับผู้ป่วยออกเป็น 3 เฟส เฟสแรกคือ ในช่วงที่มีจำนวนผู้ติดเชื้อน้อย เราได้ทำการขยายเตียงในโรงพยาบาลให้รองรับผู้ป่วยได้มากขึ้น ต่อมาเฟสที่สอง กรณีขยายเตียงแล้ว แต่ไม่เพียงพอ เราได้ดำเนินการทำศูนย์พักคอย ดูแลแบบ Primary Healthcare หรือดูแลเบื้องต้นได้ พอเวลาผ่านไป ศูนย์พักคอยเริ่มเต็ม จึงมีเฟสที่สามตามมา คือการทำ Home Isolation ให้คนบางส่วนอยู่รักษาตัวที่บ้าน

        ปัจจุบันศูนย์พักคอยกว่า 60 แห่ง ค่อยๆ ทยอยปิดตัวลงไปแล้วกว่า 40 แห่ง แต่หากว่าจะเกิดสถานการณ์ระบาดขึ้นใหม่ โครงสร้างการช่วยเหลือผู้ป่วยเหล่านี้ จะถูกเปิดใช้งานได้ทันที ภายใน 24 ชั่วโมง

หากสถานการณ์มีทีท่าว่าจะรุนแรงกว่าเดิม ได้มีการเตรียมการอะไรไว้หรือไม่

        มีครับ เราได้จำลองฉากทัศน์ หรือ Scenario เอาไว้ในกรณีที่สถานการณ์หนักกว่าเดิม แต่อย่างที่ผมบอกไปก่อนหน้านี้ ตอนที่สถานการณ์ระบาดหนักเมื่อ 2-3 เดือนก่อน เรายังไม่มีวัคซีนในการสู้รบ ดังนั้น การจำลองฉากทัศน์ในครั้งนี้เราต้องเอาวัคซีนเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย โดยเฉพาะคนที่ฉีดวัคซีนจำนวนสองเข็มแล้ว อัตราการเข้าโรงพยาบาลจะต่ำมาก ซึ่งกลไกเรื่องวัคซีนนี้เอง ที่เป็นตัวแปรทำให้สถานการณ์ไม่วิกฤต หรืออาจจะเรียกว่าต่างไปจากเดิม

ปฏิเสธไม่ได้ว่า ที่ผ่านมา กทม. ถูกกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากในเรื่องการช่วยเหลือผู้ป่วย รู้สึกอย่างไรกับเรื่องราวเหล่านี้

        ผมคิดว่าการเป็นที่พึ่งของประชาชน หากจะโดนตำหนิก็ถือเป็นเรื่องปกติ ในช่วงนั้นสถานการณ์การระบาดค่อนข้างรุนแรงมาก ซึ่งไม่ใช่แค่รุนแรงถึงขั้น กทม. รับไม่ได้ แต่รุนแรงถึงขั้นระบบสาธารณสุขของประเทศก็มีปัญหาเช่นกัน จำได้ไหมครับ ไม่ใช่ว่าเตียงของ กทม. เต็ม แต่ตอนนั้นเต็มถึงขั้นปริมณฑล หรือรอบปริมณฑล ดังนั้น ด้วยระบบสาธารณสุขที่ยังไม่เคยเจอสถานการณ์หนักหนาเท่านี้ เราจึงต้องยอมรับในเรื่องการถูกตำหนิ แต่เราก็พยายามแก้ไขปัญหาเหล่านั้นให้ดีมากขึ้นเป็นลำดับ

        แต่สิ่งหนึ่งที่เป็นเรื่องน่ายินดี และเป็นความโชคดีของเรา คือคนกรุงเทพฯ ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี เราผ่านการระบาดมาทั้งหมดสามครั้ง ผมไม่เคยเห็นครั้งไหนที่คนกรุงเทพฯ ไม่ให้ความร่วมมือ ครั้งแรกเราแทบหาคนติดเชื้อไม่ได้เลย มาครั้งที่สองก็ยังโอเคอยู่ คนให้ความร่วมมือดีมาก จนมาครั้งที่สาม ที่เป็นวิกฤตหนัก เราได้ความร่วมมือจากคนกรุงเทพฯ ได้รับความช่วยเหลือจากทุกๆ คน บางคนไม่ได้เป็นอาสาสมัคร แต่พร้อมที่จะเช้ามาช่วย ผมจึงอยากขอบคุณคนกรุงเทพฯ ที่ให้ความช่วยเหลือพวกเรามาตลอด ด้วยความช่วยเหลือเหล่านี้ ทำให้ผมเชื่อว่าต่อไปถ้าเราจะมีวิกฤตครั้งหน้า เราก็จะสามารถผ่านไปได้ เพราะด้วยความที่เราให้ความร่วมมือกัน

ถ้าเปรียบสถานการณ์ในตอนนี้ เหมือน ‘ประตูบ้าน’ กำลังจะเปิด ที่ผ่านมา ประตูบ้านนี้ ‘ปิดๆ เปิดๆ’ มาหลายรอบ คุณคิดว่าจะทำอย่างไรให้ประตูบานนี้ เปิดได้แบบถาวร

        ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่า กรุงเทพฯ เป็นบ้านที่ผมรัก บ้านนี้อาจจะมีคนอาศัยค่อนข้างเยอะ และเป็นบ้านที่สำคัญที่สุดในหมู่บ้าน ถ้าถามว่า จะทำอย่างไรให้ประตูบ้านเปิดแบบยั่งยืน ประการแรก เราต้องทำให้คนในบ้านป่วยน้อยที่สุดก่อน ซึ่งผมคิดว่าวัคซีนช่วยได้ ทีนี้พอคนในบ้านมีความปลอดภัยในระดับหนึ่งแล้ว เราก็ต้องมาดูเพื่อนจากหมู่บ้านอื่นๆ ทำอย่างไรให้สามารถต้อนรับพวกเขา โดยที่คนในบ้านยังปลอดภัยด้วย อันนี้ท้าทายมาก (ยิ้ม)

        ผมคิดว่าการตรวจสอบอย่างเข้มข้นจะมีส่วนช่วยคัดกรองเพื่อนบ้านที่จะเข้ามาได้ มันอาจจะดูยุ่งยากในช่วงแรกไปบ้าง แต่เมื่อเวลาผ่านไป ไม่ว่าจะเป็นการฉีดวัคซีนก็ดี หรือการดูแลควบคุมความปลอดภัยก็ดี มันจะส่งผลให้สถานการณ์คลี่คลายลง กุญแจสำคัญที่สุดที่จะทำให้ประตูบ้านหลังนี้เปิดได้แบบถาวร คือเราต้องร่วมมือในเรื่องความปลอดภัย

หลังจากนี้ เมื่อเปิดประตูบ้านไปแล้ว ทางกรุงเทพมหานครจะมีโครงการอะไรที่น่าสนใจเพื่อสอดรับกับการเปิดเมืองบ้างหรือไม่

        ในช่วงที่ไม่มีคนเข้ามาบ้านเรา เราก็ได้ทำการปัดกวาดเช็ดถูบ้าน หรือเรียกว่าทำให้บ้านสวยงามขึ้น ขณะนี้มีอยู่ 6 โครงการที่กำลังดำเนินการอยู่ เริ่มต้นจากโครงการสะพานเขียว เป็นสะพานที่เชื่อมจากสวนเบญจกิติกับสวนลุมพินี คล้ายๆ สวนสาธารณะไฮไลน์ที่นิวยอร์ก ลักษณะเป็นสะพานที่เชื่อมระหว่าง 2 สวน เป็นความพยายามของเราที่อยากทำให้เกิดพื้นที่พักผ่อนหย่อนใจของคนเมืองกรุงมากขึ้น

        ต่อมา เป็นโครงการคลองผดุงกรุงเกษม เราพยายามพัฒนาคลองเก่าให้สามารถใช้เดินทางได้มากยิ่งขึ้น รวมทั้งใช้เป็นเส้นทางไว้เดินพักผ่อนหย่อนใจ เพราะคนกรุงเทพฯ ไม่ค่อยมีพื้นที่ที่ให้เดินแบบสบายๆ ผมเรียกว่าเดินแบบไม่ต้องคิดอะไร (หัวเราะ) คือเราต้องมีพื้นที่แบบนี้เพื่อให้คนได้ใช้พักผ่อนหย่อนใจ หรือแม้แต่ออกกำลังกาย  

        โครงการที่สาม ที่กำลังจะเสร็จสิ้นปลายปีนี้ คือการปรับปรุงคลองตรงบริเวณช่องนนทรี ใครที่เคยไปคลองชอง-กเยชอนที่ประเทศเกาหลีแล้วประทับใจ เรายกบรรยากาศแบบนั้นมาไว้ที่บริเวณช่องนนทรี แต่ผมเชื่อว่าเราทำดีกว่า (ยิ้ม) ที่ชอง-กเยชอนใช้น้ำประปามาทำเป็นคลอง แต่คลองของเราเป็นธรรมชาติกว่า ปลายปีนี้ได้พบกัน สวยงามมาก

        ส่วนโครงการที่สี่ คือการปรับปรุงทางเท้าทั่วกรุงเทพมหานคร เริ่มแล้วที่พระรามหนึ่ง เราตั้งใจจะยกระดับทางเท้ากรุงเทพฯ ให้ดีขึ้นแบบจริงจัง เตรียมพบโฉมใหม่กันไว้เลย มาถึงโครงการที่ห้า เราจะปรับย่านถนนสีลมให้เป็นถนนตัวอย่าง และโครงการที่หก คือการปรับสวนลุมพินี ในอนาคตเราจะทำให้สวนลุมพินีเป็นเหมือนโรงบำบัดน้ำ หรือเรียกว่าเป็นสวนที่บำบัดน้ำ เราจะสูบน้ำเข้ามาเพื่อบำบัด จากนั้นก็จะอัดน้ำออกไปตามคลองน้อยใหญ่ต่างๆ เช่น คลองไผ่สิงโต คลองต้นสน แล้วไปออกแถวๆ ทองหล่อ อันนี้แค่ลูปเดียว แต่ลูปเดียวก็กินพื้นที่เป็นสิบๆ เขต เป้าหมายของเราคือ อยากให้คลองมีความสะอาดขึ้น แล้วไหลเชื่อมต่อกันไปทั่วทั้ง กทม.

ถ้าไม่มีสถานการณ์พลิกผันขึ้นอีก แปลว่ากรุงเทพมหานครจะมีโครงการดีๆ เกิดขึ้นหลังการเปิดเมืองอย่างแน่นอน

        ใช่ ยังมีโครงการที่รอดำเนินการอีกมากมาย เท่าที่เล่าได้ตอนนี้นะครับ เช่น การฟื้นเมือง การเชื่อมย่านด้วยคลอง หรือการหาพื้นที่รองรับน้ำ เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วม เหล่านี้กำลังจะเกิดขึ้น ควบคู่ไปกับโครงการที่เล่ามาทั้งหมด

ก่อนปิดท้ายการสนทนา ขออนุญาตกลับไปในวันที่ ‘หนักหนาที่สุด’ คุณจำบรรยากาศได้ไหมว่าเป็นอย่างไร

        ช่วงสี่ทุ่มถึงตีสอง ถือเป็นช่วงที่พีกที่สุดของทุกๆ วัน มักจะมีการรายงานผู้ป่วยที่ขอความช่วยเหลือเข้ามามากที่สุด ซึ่งทุกเคสที่แจ้งมา เรารับส่งต่อ ให้ความช่วยเหลือทุกคนอย่างเต็มกำลังสุดความสามารถ ผมยังยืนยันเหมือนเดิมว่า ถ้าวิกฤตจะเกิดขึ้นครั้งใหม่ เราก็จะทำทุกอย่าง ที่สามารถช่วยเหลือคนให้ได้มากที่สุดเหมือนเดิม

อยากรู้ตอนนั้นคุณนอนวันละกี่ชั่วโมง

        ไม่เยอะ แต่ส่วนใหญ่จะนอนไม่หลับมากกว่า (ยิ้ม)

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

สันทัด โพธิสา

นักเขียน นักสัมภาษณ์ ที่เดินทางท่องยุทธจักรโลกแห่งนิตยสารมากว่า 20 ปี ถึงวันนี้ผันตัวมาทำคอนเทนต์ออนไลน์ แต่ก็ยังสนุกกับการได้นั่งพูดคุยกับผู้คน รวมทั้งพยายามผลิตคอนเทนต์ที่สร้างสรรค์ แค่อ่านแล้วได้คิดต่อเพียงแค่หนึ่งบรรทัด ก็เป็นความสำเร็จของเขาแล้ว

ภาพโดย

เชิดวุฒิ สกลยา

จบป.ตรีศิลปะ ไปเป็นช่างภาพนิตยสาร รับงานเอเจนซี เก็บเงินเดินทางไกลไปเรียนต่อมหา'ลัยโลกกว้าง จนโลกมอบใบปริญญาบัตรให้ แล้วกลับมาทํางานศิลปะต่อจนถึงปัจจุบัน