Magic Hours ของการเล่นดนตรี และเวลาแห่งการเติบโตของวงร็อกหัวมันที่ยังสนุกกับการทำเพลงเสมอ

The Conversation
5 Aug 2019
เรื่องโดย:

ชยพล ทองสวัสดิ์, ภาสกร ธวัชธาตรี

หากเปรียบวงดนตรีวงหนึ่งกับการเดินทาง โปเตโต้ ถือเป็นวงที่มีระยะการเดินทางที่ยาวนาน และหากเปรียบวงดนตรีวงหนึ่งกับเรื่องราวชีวิต โปเตโต้ถือเป็นวงที่มีหลากรสชาติ

     นับตั้งแต่ครั้งแรกที่ปรากฏตัวกับอัลบั้มที่มีชื่อเดียวกับชื่อวงจนถึงวันนี้ ระยะเวลา 18 ปีที่ผ่านไป ‘เร็วมาก’ ค่อยๆ หล่อหลอม ก่อร่าง วงร็อกหัวมันจากเด็กวัยรุ่นหน้าใสสู่ผู้ใหญ่วัยสามสิบปลายจนถึงสี่สิบต้น ที่เริ่มมีร่องรอยของกาลเวลาบนเค้าหน้า ได้พบ ‘ความทรงจำ’ ที่เป็นส่วนผสมของสุข ทุกข์ การสูญเสีย ความสำเร็จ การเปลี่ยนแปลง การเติบโต ความหวัง ที่เปลี่ยนทัศนคติในการมองชีวิต การมองโลก และการสร้างสรรค์งานดนตรี แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยน คือความรักและความซื่อสัตย์ในการทำงานเพลงอยู่ ‘ที่เดิม’ และมอบความรักที่ ‘เพียงพอ’ ให้แฟนเพลงเสมอมา

     สาเหตุหนึ่งที่ทำให้โปเตโต้ยังคงได้รับความนิยมไม่เสื่อมคลาย และทำให้แฟนเพลงต่าง ‘รอ’ การกลับมาอยู่เสมอ เป็นเพราะมิติของเนื้อหาที่พวกเขาเลือกมาเล่าให้ฟังผ่านเสียงเพลงนั้นสามารถเชื่อมโยงกับคนฟังในทุกยุคสมัยได้ง่าย ไม่ซับซ้อน แต่มีเสน่ห์เฉพาะตัวในแบบที่ ‘ไม่รู้จะอธิบายยังไง’ และเป็นสิ่งที่แฟนเพลงสามารถสัมผัสได้ด้วยหัวใจเสมอมา ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มแฟนเพลงดั้งเดิมหรือคนฟังรุ่นใหม่ๆ ก็ตามแต่

     ในปี 2019 นี้ ถือเป็นอีกหมุดหมายสำคัญ และเป็น ‘อรุณ’ รุ่งแห่งการเติบโตอีกหนึ่งขั้นของโปเตโต้ ที่มีสมาชิกอย่าง ‘ปั๊บ’ – พัฒน์ชัย ภักดีสู่สุข, ‘ชูหั่ง’ – ทีฆทัศน์ ทวิอารยกุล, ‘โอม’ – ปิยวัฒน์ อนุกูร และ กานต์ อ่ำสุพรรณ ทั้งการออกอัลบั้มล่าสุดอย่าง Chudteejed (ชุดที่ 7) ที่เต็มไปด้วยเรื่องราว การรอคอย ความตื่นเต้น ความสนุก และความแปลกใหม่ ที่ยังคงความพ็อพอันเป็นเอกลักษณ์ของโปเตโต้ในทุกยุค หลังจากว่างเว้นมากว่า 7 ปี และช่วงปลายปีที่กำลังจะมีคอนเสิร์ตใหญ่อย่าง Chang Music Connection presents : POTATO Magic Hours Concert #มันคือเรื่องจริง ที่จะทำให้แฟนๆ วงร็อกหัวมันมาร่วมสร้างความทรงจำ และย้อนรำลึกทุกเรื่องราวที่เคยก้าวผ่านด้วยกันมาอีกครั้ง

     ถึงแม้นี่จะไม่ใช่คอนเสิร์ตใหญ่ครั้งแรกของพวกเขา หากแต่ว่าสมาชิกโปเตโต้ทุกคนก็ยังคงตื่นเต้นและเฝ้ารอคอยความสนุกที่จะเกิดขึ้นในวันนั้นไม่ต่างจากวันแรกๆ ที่พวกเขากระโจนขึ้นเวที เพราะทุกช่วงเวลาที่ผ่านมาล้วนมี ‘เรื่องจริง’ อันเป็นส่วนผสมของความสุขและความทุกข์ที่มีคุณค่า และพาให้พวกเขามาถึงจุดนี้ต่อหน้าแฟนเพลงเสมอ ที่สำคัญ มันเป็นบทพิสูจน์ว่าพวกเขาคือศิลปินตัวจริงที่สามารถยืนระยะได้ ไม่ใช่หายไปตามกาลเวลา

     ว่ากันว่า Magic Hours จะเกิดขึ้นเพียงหนึ่งครั้งในแต่ละวัน ไม่ต้องแปลกใจเลยว่า ‘ช่วงเวลามหัศจรรย์’ ที่จะเกิดขึ้นในวันนั้นของโปเตโต้ คือการได้อยู่ต่อหน้าแฟนเพลงที่มีความรักให้กับพวกเขาเสมอมา และเปล่งเสียงร้องบทเพลงแห่งความทรงจำทุกช่วงเวลาของโปเตโต้ไปพร้อมๆ กัน

 

โปเตโต้

 

ตอนถ่ายภาพนิ่ง พวกคุณยิ้มแย้ม สนุกสนาน แต่ก็มีเค้าลางความเหนื่อยล้าอยู่เบื้องหลังใบหน้า โปเตโต้เองผ่านการถ่ายภาพมาเป็นร้อยเป็นพันครั้ง เวลาที่ช่างภาพนับ 5 4 3 2 ยิ้ม! พวกคุณมีวิธีเปิดสวิตช์ร่าเริงนี้ได้อย่างไร แล้วคุณคิดว่ามันเป็นหน้าที่การงานของเรา หรือว่าเป็นสิ่งที่เรารักและต้องทำให้เต็มที่ที่สุด

     โอม: อย่างแรกต้องตื่นก่อนครับ (หัวเราะ) ก่อนถ่ายจะแอบง่วง เพราะต้องรอคิวให้ถ่ายทีละคนเสร็จก่อนถ่ายรวม พอต้องนั่งรอนานๆ ก็จะเริ่มตาฉ่ำๆ ดูหน้าง่วงๆ แต่ทุกคนก็รู้หน้าที่อยู่แล้ว อีกอย่างคือพวกเราจะถามช่างภาพว่าอยากได้ภาพแบบไหน ขอให้เขาไกด์มา ถ้าเราคิดไปในทิศทางเดียวกับภาพที่เขาอยากได้ การทำงานก็จะง่ายขึ้น

 

     ปั๊บ: จริงๆ ข้างในก็สนุกแหละ แต่ว่าก่อนหน้านั้นก็อาจจะเหนื่อยบ้าง ถ้าพูดแบบกว้างๆ ไม่ได้เจาะมาที่วง ผมว่าทุกอาชีพน่าจะเป็นแบบนี้เหมือนกันนะ แต่ว่าสำหรับวงเรา เรื่องหนึ่งที่ทุกคนระลึกถึงเสมอไม่ใช่แค่เรื่องหน้าที่ แต่เป็นเรื่องว่าพอทำงานมาถึงจุดหนึ่ง ถ้าเราไม่สนุก สื่อต่างๆ ทั้งภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว เวลาเขาจับภาพไว้จะดูออกว่าเราไม่ได้สนุกจริง มันไม่เชิงกับต้องให้กำลังใจตัวเองนะ แต่ด้วยอาชีพของเราต้องเป็นแบบนั้นโดยธรรมชาติตั้งแต่แรกแล้ว 5 4 3 2 ปึ้ง! ต้องวางเรื่องที่กังวลใจหรือทุกข์ใจทั้งหมดไว้ก่อน อะ หนึ่งชั่วโมงครึ่งหรือเท่าไหร่ว่ากันไป เรื่องวันนี้เดี๋ยววางไว้ก่อน ออกไปลุยให้เต็มที่ พอคัตแล้วค่อยว่ากันใหม่

 

มันเป็นความรู้สึกต้องฝืนใจในขณะที่เราไม่ได้อยู่ในอารมณ์นั้นจนทำให้เก็บมาทุกข์ไหม

     ชูหั่ง: อย่างที่ถ่ายไปเมื่อกี้ ส่วนตัวผมว่าผมยังทำได้ไม่ค่อยดีนะ (หัวเราะ) ยอมรับว่าเมื่อคืนเราอาจจะนอนน้อย แต่พอมาถึง สิ่งที่ช่วยเราได้มากที่สุดก็คือทุกคนที่เขาทำงาน ยกตัวอย่าง พี่ที่เป็นตากล้องเขาจะส่งความรู้สึกดีๆ มาให้ เขาจะบอกให้ทำแบบนั้นแบบนี้ เขาอยากให้ผมยิ้ม เขาก็จะหัวเราะมาให้ผม ผมว่าความรู้สึกดีๆ ส่งผ่านมากับอากาศได้ พอเขายิ้มให้เรา เราก็สบายใจขึ้น รวมถึงพอมันเป็น group shot สมมติโอมอาจจะเหนื่อย แต่พอกานต์เข้ามาก็จะมีอินเนอร์ของกานต์ที่มาช่วยกันได้ หรือไม่เราก็จะหาวิธีช่วยกันทำให้สนุก เช่น บอกให้กานต์หัวเราะสักทีหนึ่ง (หัวเราะ) หรืออย่างเวลาเราขึ้นเวทีแล้วมีใครเปื่อยๆ พอปั๊บมาตบไหล่ปุ๊บ ก็เหมือนช่วยส่งพลังให้กัน

 

     ปั๊บ: ถามว่ามันฝืนไหม ถึงตรงนั้นต้องสนุก แล้วก็แอ็กทีฟตลอดเวลามากกว่า เหมือนเราจะลืมเรื่องอื่นๆ ไปเลย ก่อนหน้านั้นอาจจะรู้สึกแบบ ‘เหนื่อยจังเลย ต้องไปเจออะไรอีกแล้ว’ แต่พอมาทำงาน เราจะไม่ทันได้คิดเรื่องฝืนหรือไม่ฝืนเลย เราอาจจะเหนื่อยนะ แต่พวกเราก็โชคดีที่ได้เล่นดนตรี เหมือนได้ระบายความรู้สึกเหนื่อยออกไปด้วย

 

พูดถึงปีนี้สำหรับโปเตโต้เป็นปีสำคัญอีกปีของวงหรือเปล่า เพราะมีทั้งอัลบั้มหลังจากที่หายไป 7 ปี แถมมีคอนเสิร์ตใหญ่ด้วย

     ปั๊บ: ไม่ทันได้คิดเรื่องนี้เลย เพราะว่าทำแต่งาน (หัวเราะ) แต่ถ้ามานั่งปักหมุดกัน ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ใหญ่เหมือนกันนะ ใช่ไหม (หันไปหาสมาชิกในวง)

 

     ชูหั่ง: คือพวกเราก็ให้ความสำคัญกับทุกช่วงนะ ทีนี้พอให้ความสำคัญมาตลอดเลยไม่ได้รู้สึกว่าพิเศษกว่าอันอื่นๆ เพราะว่าในทุกช่วงที่ทำงานเราก็จะให้ความสำคัญอยู่แล้ว แต่ถ้าพูดถึงว่ามีอัลบั้มใหม่ที่ไม่มีมาตั้ง 7 ปีแล้ว แถมมีคอนเสิร์ตใหญ่อีก ก็น่าจะเป็นช่วงเวลาที่สำคัญครับ

 

โปเตโต้ทำงานมา 17-18 ปี ประสบความสำเร็จ มีทั้งอัลบั้ม มีทั้งคอนเสิร์ต การรักษาความสำเร็จเหล่านี้ต้องแลกมาด้วยอะไรบ้าง แถมพวกคุณแต่ละคนก็ทำดนตรีมาตั้งแต่วัยรุ่นเลย เคยมีความรู้สึกว่าเราสูญเสียอะไรไปบ้างไหม

     ปั๊บ: ตั้งแต่ผมทำงานมา ยังไม่เคยหยุดถึง 1 เดือนเลย แต่ผมไม่เคยรู้สึกว่าสูญเสียอะไรนะ กลับยิ่งรู้สึกตื่นเต้นว่าเราจะเจออะไรบ้างเสียอีก ตั้งแต่เข้ามาวงโปเตโต้เหมือนชีวิตใหม่ที่ผมได้เริ่มเรียนรู้ ไม่ว่าจะเป็นทักษะดนตรีหรือทักษะใช้ชีวิต ไม่ได้มีช่วงเวลาที่เราเสียดาย อาจจะเหนื่อยแล้วขอพักไปเที่ยวบ้าง แต่ไม่ได้รู้สึกเสียดายหรือขาดอะไรเลย อาจจะโชคดีที่ว่าเราไม่มีอะไรปิดบังสังคมมั้ง นึกออกไหม ทุกคนในวงก็เป็นไปตามปกติ เปลี่ยนไปตามวัย พี่หั่งก็มีครอบครัว พี่โอมก็มีครอบครัว พี่กานต์ก็มีครอบครัว ผมก็มีความรัก มีแฟน มีชีวิตส่วนตัวที่ไม่ได้ขัดกับสิ่งที่เราทำ ทุกคนที่เข้ามาในชีวิตก็เข้าอกเข้าใจดี ก็เลยรู้ว่ายังมีอะไรให้ต้องเผชิญอีกเยอะเลย ตื่นเต้นจัง (ยิ้ม)

 

     ชูหั่ง: ผมว่าเล่นดนตรีไม่มีสูญเสีย มีแต่ได้กับได้ เล่นเป็นงานอดิเรกก็ได้ความสนุก เล่นเป็นอาชีพก็ทำมาหากินได้ ผมว่าตัวผมตอนเริ่มต้นเล่นดนตรีมันแฮปปี้อยู่แล้ว เพราะเราตัวคนเดียว แต่หากต้องมี ก็คงเป็นเวลาที่ได้อยู่กับลูกตอนที่ยังเป็นเด็กเล็กๆ เพราะตอนเข้าวงโปเตโต้ ลูกผม 3 ขวบเอง แล้วผมอยู่มา 8-9 ปี เป็นช่วงวัยที่เขาควรได้ใกล้ชิดเรา นั่นอาจเป็นสิ่งที่ผมเสียไป แต่ในทางกลับกัน ผมก็ดูแลเขาได้ดีมากขึ้นเพราะดนตรีในเรื่องของปากท้อง แต่เราก็สูญเสียเวลาที่จะได้สัมผัสเขา ได้ใกล้ชิดเขา เพราะต้องออกไปทัวร์คอนเสิร์ต แต่เอาจริงๆ แล้วผมยังคิดว่าการเล่นดนตรีไม่ได้ทำให้รู้สึกสูญเสียอะไรนะ

 

ตอนวัยรุ่น พวกคุณน่าจะบ้าพลัง แล้วก็ลงแรงไปกับการทำดนตรีมากใช่ไหม

     กานต์: คือผมปักธงตั้งแต่เริ่มเล่นดนตรีแล้วว่าผมจะยึดอาชีพนี้ ผมบอกแม่ว่าอยากเรียนต่อด้านดนตรีโดยตรง อย่างน้อยจบมาก็เป็นครูดนตรี ผมเรียนครุศาสตร์ดนตรี แต่เป้าหมายคืออยากออกเทปอยู่แล้ว มันเลยเป็นความตั้งใจของผมแต่แรก แล้วก็อยู่ต่อมาจนทุกวันนี้

 

     โอม: ตั้งแต่อยู่มาฝันเป็นจริงหรือยังวะ มีเทปเป็นของตัวเองหรือยัง อัลบั้มแรกมาก็ซีดีแล้วไม่ใช่เหรอ (หัวเราะ) กูเสียใจด้วยนะกานต์ มึงไม่ทันออกเทปว่ะ

 

     ชูหั่ง: เดี๋ยวต้องทำพิเศษแบบเป็นเทปลิมิเต็ดเอดิชัน แต่ตอนนี้ถ้าจะทำเป็นเทปก็แพงอยู่นะ

 

     โอม: เอาหน่อยๆ ตามความฝันกานต์ครับ

 

     ชูหั่ง: ต้องบอกก่อนว่า ชุดหนึ่ง ชุดสอง โปเตโต้ไม่ได้ทำเอง แต่มีโปรดิวเซอร์คอยช่วยทำให้ แล้วปั๊บก็ไปลงเสียงร้อง แต่ชุดที่ 3 โปเตโต้อยากสร้างงานกันเอง ก็ทำงานกันบ้าคลั่งมาก ย้ายข้าวของไปอยู่บ้านวิน (มือกีตาร์คนเก่า) แล้วก็ซ้อมเพลง ทำเพลง ตอนนั้นผมก็เข้ามาทำเป็นโปรดิวเซอร์ด้วย ผมจะได้รับเดโมเยอะมาก มีเป็นคลิปสั้นๆ บ้าง จบเพลงบ้าง ทุกวันนี้ผมยังเก็บเดโมพวกนั้นอยู่เลย โปเตโต้ซ้อมกันบ้าคลั่ง หลายเพลงก็ได้เอามาใช้เป็นเพลงในอัลบั้มช่วงนั้น เช่น ที่เดิม วางไว้ ชุดที่สามถือว่ามีหลายเพลงเลยที่สร้างงานขึ้นมาเอง

 

 

เคยนับไหมว่าเดือนหนึ่งทำไปกี่เดโม

     ชูหั่ง: ตอนนั้นก็น่าจะ 7-8 เพลง หรือในช่วงเวลา 2-3 เดือน มีคลิปสั้นๆ มาเป็นสิบ ถือว่าเยอะอยู่นะ ส่วนตอนนั้นกานต์ยังไม่เข้าวง แต่เราก็รู้จักกันในฐานะนักดนตรี เขาก็ทำเดโมกับวงเก่า คือผมว่านักดนตรีที่มีความฝันอยากจะมีผลงานเป็นของตัวเอง ส่วนใหญ่เขาจะลงมือเล็กๆ น้อยๆ ทำเดโมเพลงเป็นปกติอยู่แล้ว อาจจะแค่เล่นเปียโน เล่นกีตาร์ หรือร้องมาสดๆ ก็ตาม อย่างปั๊บทุกวันนี้ก็ยังทำเพลงเองอยู่ มีกีตาร์ตัวหนึ่งดีดไปแล้วก็ร้องใส่โทรศัพท์ เดี๋ยวนี้โชคดีที่บันทึกใส่โทรศัพท์ได้เลย

 

ความฝันส่วนใหญ่ของคนที่เป็นศิลปินคือการออกอัลบั้ม มีคอนเสิร์ต ซึ่งเป็นมาตรวัดความสำเร็จ อย่างโปเตโต้ทุกวันนี้อัลบั้มก็มี คอนเสิร์ตก็มี นิยามความสำเร็จเมื่อก่อนกับตอนนี้เปลี่ยนไปหรือต่างกันเยอะไหม

     ปั๊บ: ผมว่าก็เยอะนะ แต่สิ่งที่ยังคงอยู่ก็เป็นเรื่องเดิม คือเพลงที่คนรัก คนชอบ คนอิน มันคือความสำเร็จของการทำเพลงในแบบที่จับต้องได้อย่างแท้จริง เพลงนี้คนชอบ เพลงนี้คนไม่ชอบ แต่ก็มีความสำเร็จในรูปแบบต่างๆ ที่ซึมซับผ่านเข้ามา คือความสำเร็จระหว่างพวกเราและทีมงานหรือองค์กร

     บางทีความสำเร็จในมาตรวัดทางสังคมอาจจะไม่เห็นภาพชัดเจน แต่ทางหลังบ้านมันเป็นความสำเร็จที่ประเมินค่าเป็นตัวเลขไม่ได้ เช่น ความรักในองค์กร เป็นอีกหนึ่งความสำเร็จที่ทางวงให้ความใส่ใจ ผลงานบางอันอาจจะดีมาก แต่เบื้องหลังเต็มไปด้วยการต่อสู้เพื่อให้งานออกมาดี ในวันนี้เราเรียนรู้ว่าถ้าทีมรักกันดีเวลาทำงาน ต่อให้ส่งเพลงออกไปแล้วผิดหวัง เราก็ยังมีแรงที่จะลุยต่อ ไม่มีใครมาโทษกันว่าเป็นเพราะส่วนนี้ไม่ดี คนนี้ไม่ดี ผมว่ามันเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จนะ

     เรายอมรับว่ามีหลายครั้งที่ช่วงระยะเวลา 8-9 ปี เราทำงานแล้วเพลงไม่ได้เป็นที่ยอมรับมากนัก แต่พวกเรามีความสุขและมีแพสชันทำต่อไป นั่นเพราะว่าความสำเร็จเริ่มจากในบ้านก่อน แล้วนอกบ้านค่อยว่ากัน

 

เวลาอ่านบทสัมภาษณ์ศิลปินแล้วมีคำถามทำนองว่า ‘เคยคิดไหมว่าดนตรีจะพาเรามาถึงจุดนี้ได้’ ส่วนใหญ่จะตอบว่า ‘ไม่เคยคิดเลย’ เราอยากรู้ว่าคนที่เป็นศิลปินไม่คิดอย่างนั้นจริงๆ เหรอ

     ชูหั่ง: ผมว่ามันจินตนาการไม่ออกมากกว่า แต่ทุกคนมีเป้าหมายอยากประสบความสำเร็จในฐานะนักดนตรีคนหนึ่งอยู่แล้ว แต่วันที่เริ่มต้นมันคิดไม่ออกหรอกว่าดนตรีจะพาเราไปถึงตรงไหน อย่างทุกวันนี้ ย้อนกลับไปวันที่ผมเริ่มต้น ผมไม่คิดหรอกว่าดนตรีจะพาเรามาถึงตรงนี้ แต่รู้แค่ว่าจะเล่นไปเรื่อยๆ

     ย้อนกลับไปคำถามเมื่อกี้ ผมว่ามาตรวัดความสำเร็จไม่เหมือนเดิมแล้วจริงๆ ในวันหนึ่งมันคือยอดขาย วันหนึ่งมันกลายเป็นยอดวิว ยอดดาวน์โหลด ซึ่งโปเตโต้ผ่านมาทุกยุคทุกสมัย แรกๆ ต้องเพลงฮิตติดชาร์ต ขึ้นชาร์ตอันดับหนึ่งวิทยุ ‘รักแท้ดูแลไม่ได้’ นี่ขึ้นชาร์ต Hot Wave 7 สัปดาห์ติด นั่นคือมาตรวัดความสำเร็จหนึ่งที่เราต้องการเพลงฮิต มันคือมาตรวัดว่าคนชอบหรือไม่ชอบ

     แต่ช่วง 8-9 ปีหลังจากที่เราทำเพลงกันมา มีทั้งประสบความสำเร็จและไม่ประสบความสำเร็จ มีอยู่ครั้งหนึ่งที่น้องคนทำงานเบื้องหลังมาคุยกับผมว่า ‘ผมไม่เข้าใจว่าวงกำลังทำอะไรอยู่’ แต่เชื่อไหม เมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ผมบังเอิญเจอเขาอีกทีในลิฟต์ ทักทายกันปกติ แล้วเขาก็บอกว่า ‘พี่ ผมรู้แล้วว่าพวกพี่กำลังจะบอกอะไรคนฟัง ที่ผมเคยบอกว่าไม่เข้าใจ ทุกวันนี้ผมเข้าใจทั้งหมดแล้ว’ ผมว่าอันนี้สำหรับผมสำเร็จเลย ผมพูดแล้วผมขนลุก เพราะว่าสิ่งที่ได้รับมันคือของจริง ถามว่าเรามีเพลงฮิตไหม อาจจะสู้เมื่อก่อนไม่ได้หรอก แต่สิ่งที่มันลึกซึ้งและประทับใจคือสิ่งที่เราทุ่มเททำกันมา แล้วอยากฝากข้อความบางอย่างลงไปในเพลงที่เราตั้งใจทำ มีแค่คนหนึ่งคนที่เขาเข้าใจ อันนั้นคือมาตรวัดความสำเร็จแล้ว

 

ความสำเร็จที่ต้องค่อยๆ สร้างมาแบบโปเตโต้ กับความสำเร็จที่มาแบบปุบปับ มีข้อดีข้อเสียต่างกันอย่างไร

     ปั๊บ: ข้อดีก็ชัดเจนว่าเราไม่มีการปิดกั้นทางสื่ออีกต่อไป ทุกคนสามารถแสดงสิทธิเสรีภาพทั้งทางกายภาพและทางความคิดได้อย่างเต็มที่ เรื่องเพลงคือโคตรอิสระ มีโอกาสเป็นที่รู้จักได้อย่างรวดเร็ว เป็นเรื่องที่ดี แต่อีกเรื่องที่น่ากลัวที่ตามมา คือความสำเร็จแบบนี้ไม่ใช่ความสำเร็จที่แท้จริง ไม่ได้เป็นสิ่งที่จีรัง ความสำเร็จเป็นเพียงแค่มายา แต่ผมว่าบางทีคนสมัยนี้อาจจะรู้อยู่แล้วก็ได้นะ

 

เหมือนที่คนชอบบอกกันว่า ศิลปินสมัยนี้จะไม่มีความเป็นตำนานเหมือนศิลปินรุ่นก่อนๆ แล้วหรือเปล่า เพราะอย่างศิลปินยุคก่อนเขาค่อยๆ สร้างความสำเร็จขึ้นมา เขามีรากที่แข็งแรงมาก แต่ทุกวันนี้ปุบปับก็ดังขึ้นมาเลย

     ชูหั่ง: ผมว่าไม่ใช่แบบนั้นนะ ไอ้ที่ปุบปับหลายๆ คน เดี๋ยวพอผ่านไป 20 ปี อาจจะเป็นตำนานก็ได้ เพราะมันนับกันวันนี้ไม่ได้ ถ้าพูดกันเรื่องตำนาน ผมว่าโปเตโต้ก็ยังไม่ใช่ตำนาน (หัวเราะ) ผมว่าโปเตโต้ยังมีอะไรต้องทำอีกเยอะ คือเราจะคุยกันสี่คนในวงเสมอว่า เราไม่อยากเป็นวงที่เขาเรียกว่าขึ้นหิ้งไปแล้ว เรายังมีอะไรให้ท้าทาย ยังอยากทำ อยากลองอะไรใหม่ๆ อยู่เสมอ

 

     ปั๊บ: พวกเรายังรู้สึกเร่าร้อนอยู่ เวลาโดนคอมเมนต์ก็ยังคิดว่า เฮ้ย ต้องทำให้ได้ ไม่ได้รู้สึกว่า แหม ชิลๆ ไม่สะทกสะท้าน อะไรแบบนั้นนะ (หัวเราะ)

 

     ชูหั่ง: สมมติพูดถึงเรื่องเพลง เวลาเราเสนอสิ่งใหม่แล้วยังไม่ฮิต เรารู้สึกท้าทายกว่าทำแบบเดิมแล้วไม่ฮิต เพราะทำแบบเดิมแล้วไม่ฮิตเจ็บกว่านะ เพราะฉะนั้น ทุกวันนี้เรายังอยากนำเสนออะไรใหม่ๆ ยังอยากหาอะไรท้าทาย หรือปล่อยเพลงแล้วยังรู้สึกหัวใจเต้นแรงอยู่เสมอ ไม่ใช่ว่าทำๆ ให้เสร็จไป ยังรู้สึกท้าทายตลอด ไม่ได้ถึงขั้นเป็นตำนานที่ปล่อยเพลงอะไรไปก็ได้ แต่ทุกวันนี้น้องๆ รุ่นใหม่ๆ บางคนก็เจ๋งจริงนะ บวกเครื่องมือทำให้เป็นที่รู้จักได้เร็วอีก เพียงแต่ผมว่าคำนี้ยังใช้ได้ตลอดคือ เป็นแชมป์เป็นง่าย รักษาแชมป์ยากกว่า ฉะนั้น ต้องดูระยะยาว คำว่าตำนานสำหรับน้องๆ ต้องดูไปอีก 10-20 ปี ถ้าน้องยังยืนระยะได้ก็เป็นเครื่องพิสูจน์ เพราะทุกวันนี้สื่อเข้าถึงทุกคนง่าย คนเจ๋งมีเยอะ ร้องเพลงดีมาก เล่นดนตรีดีมาก แต่การจะพิสูจน์ว่าครองใจคนได้นานหรือเปล่าต้องใช้เวลา

 

โปเตโต้
‘ปั๊บ’ – พัฒน์ชัย ภักดีสู่สุข

 

ตั้งแต่อัลบั้มแรกจนถึงชุดที่ 7 สิ่งที่โปเตโต้เปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจนที่สุดคืออะไร

     โอม: ผมหงอกกับอายุ (หัวเราะ)

 

     ปั๊บ: ถ้าเชิงรูปธรรมคือเรื่องของวัยที่ร่วงโรยไปตามเวลากับวิธีคิดมั้งครับ ที่เราคิดว่ามันผูกกับโปเตโต้ แล้วก็พยายามจะใส่เข้าไปในบทเพลงของเราเสมอ

 

เหมือนกับคราวก่อนที่เคยคุยกัน แล้วมีจุดหนึ่งที่ปั๊บพูดว่าโปเตโต้ทำเพลงรักที่ไม่ซับซ้อนเข้าถึงคนง่ายอย่างนั้นหรือเปล่า

     ปั๊บ: ใช่ โปเตโต้ก็ยังเป็นแบบนั้นอยู่นะครับ ไม่ได้ซับซ้อนจนเกินไป แต่ก็แฝงด้วยความรู้สึกที่เราตกผลึกกัน ซึ่งตรงนี้เป็นเรื่องที่ทุกคนในวงน่าจะอินแล้วเห็นตรงกัน จึงเกิดเป็นอัลบั้ม ชุดที่ 7 ในวันที่เราเริ่มสร้าง ณ ตอนนั้น

 

โปเตโต้มีแฟนเพลงที่ติดตามตั้งแต่ยังเป็นวัยรุ่น จนถึงทุกวันนี้ก็เริ่มโตขึ้น มีครอบครัว มีแฟน แต่งงาน หรืออาจจะเลิกฟังไปแล้ว พวกคุณเคยกังวลกับความเปลี่ยนแปลงของฐานแฟนเพลงเหล่านี้บ้างไหม

     ปั๊บ: ล่าสุดผมเจอพี่คนหนึ่งที่ร้านข้าว เขาดีใจมากเลยนะที่เจอผม เขาเดินมานั่งคุยแล้วบอกว่า ‘พี่แม่งต้องเป็นคนแพ้ว่ะ ผมอยากเห็นพี่ในวันนั้นอีก’ คือเหมือนผมถูกสตัฟฟ์ไว้ในวันที่เขาจำเราได้และชื่นชอบแบบนั้น อันนี้ผมแชร์ให้ฟังสนุกๆ นะ (หัวเราะ) คือมันมีหลายมิติที่คนมอง บางคนมองเราจากปัจจุบัน บางคนมองเราจากวันที่เขาจดจำเราได้ ถามว่าเคยกังวลไหม ไม่เคยนะ

     มีแต่กลัวว่าเราจะไม่จริงใจกับงานตัวเองมากกว่า นี่เป็นเรื่องสำคัญ คือเราต้องอินกับงานจริงๆ ผลค่อยว่าอีกที ต้องทำให้ในทีมให้รู้สึกอินก่อน ส่วนแฟนเพลงที่เลิกฟังก็เป็นสิทธิ์ของเขา ให้เราไปอ้อนวอนให้ช่วยฟังหน่อย เขาก็ทุกข์ที่เราไปเรียกร้องให้ฟังในสิ่งที่เขาไม่ชอบ เราก็ทุกข์ที่ไปเรียกร้องให้เขากลับมาฟัง ผมเชื่อว่าถ้าเรายังทำงานอย่างจริงใจอยู่จะมีคนหันกลับมาฟังว่าเรากำลังจะสื่อสารอะไร

     คนคนนั้นที่เดินมาคุยกับผมว่าเขาหยุดเวลาผมไปแล้ว เขาอาจจะเลิกฟังไปแล้ว แต่ก็ไม่ได้แปลว่าเขาไม่เคยรักวง ผมรู้สึกโอเคอยู่ที่เขาพูดแบบนี้ ผมแค่อยากบอกว่า พี่ครับ พี่ให้โอกาสผมเติบโตได้ไหม เท่านั้น แต่ว่าผมก็จะมีดีเอ็นเอเดิมเหลืออยู่นะ แต่ไม่ได้รู้สึกว่า ทำไมวะ เราเข้าใจว่าของแบบนี้เหมือนทำกับข้าว ต้องมีคนชอบและไม่ชอบ

 

อย่างปั๊บเองอยู่กับวงมาตั้งแต่แรก เจอความเปลี่ยนแปลงมาก่อน โดยเฉพาะเรื่องสมาชิกวง สิ่งนี้ส่งผลกระทบเรื่องการทำงานไหม

     ปั๊บ: จากที่ไม่ได้คิดอะไรกับชีวิตมากก็เริ่มคิดมากขึ้น เริ่มระวังอะไรกับชีวิตมากขึ้น เริ่มพารานอยด์ เริ่มคิดมาก เริ่มส่งกระแสความเครียดไปสู่คนทำงาน จนแบบ เฮ้ย พอ ไม่เครียดแล้ว สบายใจขึ้น แล้วก็มีลูปนี้กลับขึ้นมาใหม่ ผมคิดว่าอยู่ที่จะมองความเปลี่ยนแปลงอย่างไรมากกว่า โชคดีที่มีเพื่อนมีพี่เข้าอกเข้าใจ เลยทำให้ผมมองเป็นบวกมากขึ้น

 

จริงๆ แล้วการเปลี่ยนแปลงถือเป็นเรื่องปกติของมนุษย์ ไม่ว่ากับเรื่องอะไรก็ตาม

     ปั๊บ: ผมว่าเหมือนกันทุกคน เป็นเรื่องที่พวกผมก็ยังต้องเผชิญอยู่ ไม่ใช่แค่เรื่องสมาชิกเปลี่ยนอย่างเดียว มีเรื่องสภาพเศรษฐกิจ สังคม วิธีคิดของคนทั่วไป หรือวิธีคิดของเราที่เปลี่ยนไป ต้องปรับตัวไปเรื่อยๆ ตลอดเวลา ในวันที่เจอความเปลี่ยนแปลงเลยอาจจะไม่ได้ถึงจุดที่รู้สึกว่ามืดมนมากหรือแย่มากอะไรขนาดนั้นนะ

 

     ชูหั่ง: ผมชอบอะไรที่เปลี่ยนแปลงนะ คือมันมีเสน่ห์กว่า สมมติถ้าเราหยิบยกวงดนตรีอย่าง The Beatles ขึ้นมา จะเห็นว่าชุดแรกเขาเหมือนบอยแบนด์ที่ร้องเพลงรัก พอมาชุดสุดท้ายกลายเป็นเรื่องการเมือง เรื่องชีวิต ผมว่าแบบนี้มีเสน่ห์ เพราะเป็นธรรมชาติ มันคือชีวิต จากเด็กวัยรุ่นรักดนตรี ร้องเพลงจีบสาว จนคนรักทั้งโลก ผ่านช่วงเวลาเติบโต สิ่งที่เขานำเสนอก็เปลี่ยนไปตามธรรมชาติของชีวิต ผมฟังแล้วรู้สึกว่านี่คือชีวิตจริงๆ เพลงชุดหลังๆ อาจจะไม่ได้เป็นที่นิยมเหมือนชุดแรก แต่มีเสน่ห์ในแบบของมัน ผมว่าเป็นเรื่องดีที่ยังมีคนเปิดเพลงโปเตโต้ชุดแรกในวิทยุอยู่ หรือเพลงของโปเตโต้ยังอยู่ในลิสต์เพลงพี่ๆ ดีเจตามสถานีวิทยุอยู่ โปเตโต้คือเด็กคนหนึ่งที่โตแล้ว ถ้าคนฟังไม่ได้ปิดกั้นหรือสตัฟฟ์เราเอาไว้ แล้วลองเปิดใจ เขาจะรู้ว่านี่คือชีวิตจริงๆ

 

ความเปลี่ยนแปลงบ่อยๆ ไม่ได้ทำให้เรารู้สึกเหนื่อยกับการต้องเริ่มต้นใหม่ทุกครั้งหรอกเหรอ

     ปั๊บ: ไม่ต้องอ้างอิงใครเลยนะ ผมเชื่อว่าสำหรับวงเราไม่ได้รู้สึกว่าการเปลี่ยนแปลงแย่ รู้แต่ว่าต้องผ่านไปให้ได้ในทุกความเปลี่ยนแปลง จะดีจะร้ายก็ตามต้องผ่านไปด้วยกัน ในเมื่อมันมาแล้วก็ต้องลุยต่อไป ตั้งแต่ผมอยู่วงมาไม่เคยแม้แต่ครั้งเดียวเลยที่จะมีคนที่มีแนวคิดแบบ ‘ดูดิ เดี๋ยวนี้เป็นอย่างนั้น เดี๋ยวนี้เป็นอย่างนี้’ ไม่มีเลย ด้วยความสัตย์จริง มีแต่วิเคราะห์กันว่ามันเป็นยังไง เราต้องทำอะไรบ้าง ต้องลงทุนอะไรเพิ่มบ้าง ต้องปรับตัวอะไรบ้าง ซึ่งผมว่าเป็นโชคดี แม้กระทั่งทีมงานด้วย ผมเลยคิดว่าการเปลี่ยนแปลงมันทำให้เราเรียนรู้ที่จะ go on จริงๆ

 

โปเตโต้
‘ชูหั่ง’ – ทีฆทัศน์ ทวิอารยกุล

 

หากย้อนกลับไปในช่วงที่ยังเป็นวัยรุ่น การเกิดความสูญเสียเรื่องสมาชิกในวงไปอย่างไม่มีวันกลับ ณ ตอนนั้นมันทุกข์ขนาดไหน

     ปั๊บ: ทุกครั้งที่มีปัญหาแทบไม่ได้คิดเลยว่า แย่แล้ว มีแต่คิดว่าจะแก้ปัญหานี้ยังไง มันเลยไม่ได้มีช่วงเวลาที่แบบดิ่งมากๆ คือทุกคนช่วยเหลือกัน ผมเครียด เพื่อนก็รีแล็กซ์ โปรดิวเซอร์เครียด ทุกคนก็ช่วยกัน ไม่รู้จะคิดยังไงให้ดราม่าเลย

     แม้กระทั่งตอนที่เพื่อนเสียชีวิต แน่นอนเราเสียใจ เราเศร้า แต่ในฐานะคนทำงานอีกสามคนที่ยังเหลืออยู่ รู้สึกว่าเราก็ยังมีสิ่งที่รัก แล้วยังอยากทำต่อไป เราก็ต้องทำต่อไป หรือเวลามีคนออก มีการเปลี่ยนแปลงสมาชิก มีคนอาจจะไม่เข้าใจมากมายหรือโดนเสียงก่นด่า เราก็ต้องเตรียมใจรับ แต่ก็ยังอยู่บนพื้นฐานว่าเราอยากทำงานต่อไป เจตนารมณ์กับความจริงใจในการทำงานเป็นสิ่งสำคัญ งานก็เหมือนชีวิตที่เราต้องดูแล เลยไม่ค่อยมีช่วงเวลาที่ปวดร้าว แต่ก็อาจจะมีมั้ง พี่หั่งอาจจะเห็นช่วงที่ผมดาวน์ก็ได้ แต่ผมจำไม่ได้ (หันไปถามหั่ง)

 

     ชูหั่ง: ก็ไม่มีนะ จริงๆ ตอนที่ผมยังไม่ได้เข้าวงก็ไม่ค่อยได้ insight อยู่แล้ว แต่ถ้าถามในมุมโปรดิวเซอร์ สำหรับผม ผมทุกข์ แต่ในวงก็ยังทำงานกันตามปกติ คือก็มีปัญหาล่ะ แต่ก็ต้องเผชิญหน้ากันต่อไป งานก็ต้องทำอยู่ ปัญหาก็ต้องแก้กันไป

     อย่างแต่ก่อนที่เป็นยุคเว็บบอร์ด แล้วผมไม่ได้แก่ขนาดนี้ ตอนนั้นผมอาจจะทำงานในที่ปิด ผมก็มีความทุกข์นิดหน่อยเวลาไปอ่านแล้วเจอคนด่า ‘โปรดิวเซอร์หัว…’ อะไรแบบนี้ หรือเขียนโปรดิวเซอร์ เป็นโปรดิวเซ่อ ก็ทำอะไรไม่ได้ เราต้องแบกความทุกข์ไว้ แต่มันหายไปเองได้ด้วยระยะเวลา ความทุกข์เป็นประสบการณ์สอนให้เรารู้จักปล่อยวาง จริงๆ เจอบ่อยๆ ก็ดี ผมพูดตรงๆ ทุกวันนี้เวลามีคนด่า พวกเรามีภูมิต้านทานที่ดีมาก คือมันเหมือนตดนะ เหม็นแต่แป๊บเดียวก็หายไปแล้ว อันไหนมีประโยชน์ก็เอามาปรับปรุง แต่อันไหนที่เขาแค่สบถออกมา เราก็มองข้ามๆ ไป ตอนวัยรุ่นมันรู้สึกอยู่แล้ว เราก็ยังเลือดสูบฉีดอยู่ อ่านทีก็หัวร้อนหน่อย แต่ตอนนี้แทบไม่รู้สึกเลยนะ พอเราโตขึ้น วุฒิภาวะมากขึ้น เรารับมือกับความทุกข์ได้ดีขึ้น ผมว่าทุกข์สุขอยู่คู่กัน ถ้าไม่มีความทุกข์ ความสุขจะไม่สำคัญ

 

แล้วความสูญเสียที่ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งนั้น ถือเป็นช่วงที่ทำให้วงทบทวนเรื่องเส้นทางการทำวงดนตรีอย่างจริงจังเลยหรือเปล่า เพราะเราจำได้ว่ามันทำให้พวกคุณเลือกตั้งชื่ออัลบั้มที่สองว่า Go On

     ปั๊บ: ไม่เลยครับ ก่อนการสูญเสีย ทางวงเราคุยกันเข้มข้นแล้วว่าเราต้องจริงจังกับคำว่าดนตรีมากกว่านี้อีกหลายเท่าตัว มันเลยไม่ได้เกี่ยวข้องกันขนาดนั้น ก่อนจะเกิดการสูญเสียก็คุยกันแล้วว่าต้องทำอะไรสักอย่าง เช่น เวลาออกโชว์ตามทัวร์ผมก็จะร้อง 80% ส่วนพี่ปีย์เล่นกีตาร์เก่ง ก็อาจจะต้องมีการจัดผังวงใหม่ให้เล่นกีตาร์นำ แต่เขาก็ยังต้องร้องอยู่ แต่พอเกิดการสูญเสีย แน่นอน ในแง่หนึ่งก็ทำให้เราเข้มข้นกับงานขึ้น จนเป็นสิบปีแล้ว ความเข้มข้นก็ไม่ลดลงเลย เราตั้งใจทำงาน ซีเรียส คุยกับทีมงานทุกคน พีอาร์ โปรโมเตอร์ มีการลงไปอยู่ในทุกกระบวนการ ปวดหัวกับความเข้มข้นที่เราอยากให้งานออกมาดีที่สุด เถียงกับเจ้านาย ‘พี่ครับเพลงนี้เถอะ’ เจ้านายบอก ‘ถ้าจะเอาเพลงนี้ฉันไม่ทำให้เธอแล้วนะ’ (หัวเราะ) แต่สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดมันก็เป็นเรื่องที่ดีนะ

 

ในชีวิตของมนุษย์คนหนึ่ง บทเรียนของการก้าวผ่านความทุกข์กับบทเรียนการผ่านความสุขต่างกันอย่างไร

     โอม: เวลามีความสุข เราจะลืมความทุกข์ แต่เวลาเรามีความทุกข์ เราต้องอย่าไปลืมความสุข เราต้องคิดถึงความสุขเพื่อเราจะได้ผ่านความทุกข์ไปได้ ความทุกข์คือบทเรียน คืออะไรที่เราแบกกลับมา ต้องพยายามให้มันผ่านไปเพื่อไปเจอช่วงเวลาดีๆ ให้ได้

 

     ปั๊บ: ผมว่าเป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว ไม่มีใครอยากเจ็บปวด แต่ก็ไม่มีใครหนีความเจ็บปวดได้ เป็นสิ่งที่เราต้องสู้อยู่ในจิตใจ สำหรับผม ความสุขความทุกข์เป็นเรื่องที่นามธรรมมากๆ ยิ่งเราแสวงหามาก ยิ่งทุกข์มาก เหมือนทุกคนถูกสังคมบีบคั้นบอกว่าเราต้องมีความสุขสิ โห โคตรทุกข์เลยนะ เพราะมันเหมือนเราวิ่งไปหาสิ่งทำให้เราทุกข์

 

     โอม: โจอี้ บอย ได้ให้นิยามไว้ว่า คนเราชอบหาความทุกข์ใหม่ๆ แล้วเรียกมันว่าความสุข

 

     ปั๊บ: จริงๆ แล้วความทุกข์กับความสุขคือสิ่งเดียวกัน แค่แต่ละคนรู้สึกว่ามันต่างกัน ผมว่ามันแทบจะซ้อนทับมาตลอดเวลาอยู่แล้ว ฟังแล้วอาจจะดูโหดร้ายแต่มันเป็นเรื่องจริง พูดง่ายๆ ทำไมเราชอบดูหนังเศร้า มันคือความรู้สึกเศร้านะ แต่บางทีในทางวิทยาศาสตร์ เวลาเราร้องไห้ มันเป็นการล้างความเศร้าใจบางอย่างออกมา บางคนเลยชอบดูหนังดราม่า มันไม่ได้แปลว่าเขาเสพความทุกข์ ผมว่ามันซับซ้อน อธิบายให้เป็นหนึ่งเดียวมันยาก ผมเลยมองว่าสองสิ่งนี้เหมือนจะเป็นสิ่งเดียวกัน แค่เรามองกันคนละมุมเท่านั้นเอง

 

     ชูหั่ง: ผ่านความทุกข์มาแล้วรู้สึกว่าอย่าทุกข์มากอย่าสุขมาก ให้อยู่ตรงกลาง

 

     ปั๊บ : ถูกต้อง มีความสุขก็ต้องไม่ประมาท มีความทุกข์ก็ต้องไม่ประมาท น่าจะเป็นสิ่งที่ทำให้เรามีชีวิต ตื่นเต้นด้วยนะ เพราะเหมือนต้องเตรียมตัวตลอด มีความสุข แต่ก็รู้ว่ามันไม่อยู่กับเรานาน พอมีความทุกข์ เราก็จะรู้สึกว่า เฮ้ย วันนี้แย่เดี๋ยวพรุ่งนี้ก็ดี ประหลาดมาก เหมือนเราต้องถ่วงกันอยู่ข้างใน เพราะเราเกิดมาเป็นคนไง ถึงต้องเป็นแบบนี้ การแสวงหาที่ขาวสว่างไสวอย่างเดียวเจ็บปวดนะ ผมรู้สึกเศร้าเวลาคนพูดว่า โลกต้องสวยงาม ผมเจ็บปวดมาก มันน่ากลัวมาก เพราะองค์ประกอบของสิ่งมีชีวิตไม่ได้มีหนึ่งเดียว

 

     ชูหั่ง: เคยเล่นเกมแล้วโกงเกมไหม เวลาเราใส่สูตรเราจะมีความสุขอยู่แป๊บหนึ่ง เล่นไปสักพักจะเริ่มน่าเบื่อ เพราะไม่มีอะไรชนะเราได้เลย เราเป็นอมตะ โคตรไม่สนุก มันต้องมีอะไรท้าทาย ต้องตกหลุมบ้าง พลังลดบ้าง ผมว่ามันคือแบบนั้น ต้องมีทั้งสุขทุกข์ปนกันไป ไม่ใช่ว่าผ่านความทุกข์มาแล้วจะมีความสุขอย่างเดียว ไม่หรอก เดี๋ยวทุกข์ก็มาอีกแหละ แต่เราพยายามให้อยู่ตรงกลาง แล้วชีวิตจะมีเสน่ห์มาก

 

     ปั๊บ: แต่ที่พูดไม่ใช่ว่าพวกผมทำได้นะ พวกผมก็ยังต้องเรียนรู้และต้องสู้กันต่อไป ไม่ใช่พูดแล้วเหมือนว่าเราทำได้ ปลงได้ทุกอย่างแล้ว ไม่ใช่นะ เราก็ยังต้องเรียนรู้ไปเรื่อยๆ แต่แค่เราเริ่มเข้าใจมันมากขึ้น ว่ามันเป็นประมาณนี้เท่านั้นเอง ทัศนคติการมองความสุขความทุกข์ สิ่งที่เรียกว่าประสบการณ์สำคัญกว่าอายุนะ เพราะบางคนเด็กกว่าผมเยอะมาก แต่เขากลับเข้าใจเรื่องพวกนี้ หรือกลับมีชีวิตเรียนรู้กับสิ่งที่เป็นแบบนี้ได้มากกว่าเราด้วยซ้ำไป

 

ถ้ามองในมุมกว้าง ทุกวันนี้คนเราทุกข์มากขึ้นไหม บางทีมีข่าวเด็กสอบไม่ติดฆ่าตัวตาย ขอเงินซื้อของมากเกินไป พ่อแม่ไม่ให้ก็ฆ่าตัวตาย

      ปั๊บ: ถ้าในมุมของผม ที่ทุกข์มากขึ้นเพราะตามหาความสุขมากเกินไป ในโซเซียลฯ มันแสดงแต่สิ่งที่สวยงามเยอะ เราเกิดมาพร้อมความอยาก กิเลส หิวก็ร้อง เสียใจก็ร้อง เราเรียกร้องมาตั้งแต่เด็ก พอมาอยู่ในยุคที่ในสิ่งที่เห็นอะไรได้ง่าย โห คนนี้ดีจัง ทำให้เกิดการเปรียบเทียบในชีวิต จนบางทีก็อยากได้ในสิ่งที่เราไม่มี

 

     ชูหั่ง: ผมว่าคนเรารู้จักตัวเองมากกว่ารู้จักคนอื่น แต่เราดันพยายามไปรู้จักคนอื่นผ่านโลกมายาที่เรียกว่าโซเซียลเน็ตเวิร์ก ซึ่งไม่ค่อยมีใครลงความทุกข์ตัวเองให้คนอื่นดูนะ เราจะเห็นแต่ความสุขเต็มไปหมดเลย แล้วเอามาเปรียบเทียบกับตัวเอง เรารู้ว่าเราทุกข์อะไร แต่เราไม่รู้ว่าเขาทุกข์อะไร เราแค่ไปเอาความสุขของเขามาเปรียบเทียบกับตัวเราเลยทำให้รู้สึกว่า ทำไมเรามันต่ำต้อยจัง โห เขาไปกินนู่นนี่นั่น ทำไมเรายังกินข้าวไข่เจียวที่บ้าน กลายเป็นว่าข้าวไข่เจียวที่แม่ทอดมันไม่มีความสุขเท่ากับเขาไปกินบนดาดฟ้าชั้น 40 ของโรงแรม มันเลยทำให้คนที่เสพก็ทุกข์มากขึ้นไปอีก

 

     ปั๊บ: แต่ผมเดาว่าก็มีคนที่เวลาเห็นคนมีความสุขแล้วรู้สึกยินดีไปด้วยนะ

 

     ชูหั่ง: ใช่ๆ คนที่เข้าใจก็มี แต่ถ้าโฟกัสเฉพาะคนที่ทุกข์ก็น่าจะมาจากอะไรแบบนี้ อะไรนิดหน่อยก็ฆ่าตัวตาย หรือกลายเป็นโรคซึมเศร้า ผมสาเหตุหนึ่งมาจากตรงนี้

 

     ปั๊บ: แต่สังคมจะไม่ค่อยวิพากษ์เรื่องว่า ‘คนนี้เข้าใจเรื่องนี้แล้ว’ เพราะมันไม่น่าสนใจ ลองเทียบระหว่าง ‘คนอ่านโซเซียลฯ แล้วฆ่าตัวตาย’ คนก็จะคิดว่า โห ขนาดนี้เลยเหรอ แต่ถ้าบอกว่า ‘ฉันอ่านโซเชียลฯ นี้แล้วฉันยินดีกับเธอด้วย’ คอนเทนต์ก็กลายเป็นเฉยๆ ผมว่าจริงๆ แล้วมันคือสัญชาตญาณดิบของมนุษย์ที่เราชอบเสพอะไรแบบนี้มากกว่า

 

     ชูหั่ง : เรามาสร้างโซเซียลฯ The trash book ไหม (หัวเราะ) ใครทุกข์เอาเรื่องมาโพสต์ เดี๋ยวเราเข้าไปเสพ จะได้รู้ว่าในโลกมีคนทุกข์เยอะนะ

 

     ปั๊บ: แต่สุดท้ายทุกคนก็ให้กำลังใจกันแหละ เหมือนเหรียญมีสองด้าน ในความดีมีความเลว ในความเลวมีความดี

 

โปเตโต้
กานต์ อ่ำสุพรรณ

 

อีกประเด็นในสังคมที่เรามักเห็นบ่อยๆ คือการที่วัยรุ่นยุคนี้มีความคิดอยากออกไปอยู่ที่อื่นมากขึ้น พวกคุณคิดเห็นอย่างไรกับปรากฏการณ์นี้

     ปั๊บ: ผมว่าอยู่ที่ไหนก็เหมือนกัน เพราะเราคือมนุษย์ มีพระท่านสอนผมเรื่องหนึ่งว่า ‘การที่เราคิดว่าเราคือคนอะไรสักอย่างหนึ่ง มันทำให้เราทุกข์มาก’ แต่ถ้าเราคิดว่าเราคือมนุษย์โลก เมื่อเราไปอยู่ในมุมไหนของโลกใบนี้ มันก็คือคนคนนั้นแหละ มันไม่ได้แปลว่าการที่คุณอยู่ต่างประเทศแล้วชีวิตจะดีขึ้นหรอก ผมเข้าใจนะว่าทำไมเขาถึงคิดอย่างนั้น แต่ผมว่าถ้าเราอยากมีความสุข การคิดอย่างนั้นไม่ได้แปลว่าทำให้เราหายทุกข์ แน่นอน เราอยู่บนพื้นที่ที่เป็นแบบนี้ซึ่งค่อนข้างละเอียดอ่อน แต่ผมแค่คิดว่า ผมเป็นคนไทยที่เป็นมนุษย์โลก ผมอยากไปที่ไหนก็ได้ เหมือนไปเที่ยวแล้วผมก็กลับมาอยู่ที่บ้าน ผมไปนู่นไปนี่ บ้านมันอยู่ที่ข้างในใจมากกว่านะ

 

     กานต์: ผมว่ามันมีปัญหาทุกที่ ถ้าบอกว่าจะหนีบ้านเราเพราะบ้านเรามีปัญหา ไปที่อื่นมีปัญหาหมดนะ แค่เราไม่รู้เท่านั้นเอง เพราะเราดูแต่ข่าวคนไทย

 

     ปั๊บ: เห็นไหม เรื่องก็เกิดจากการเปรียบเทียบอีกใช่ไหมว่า เฮ้ย ดูประเทศนี้สิ ดีจังเลย การศึกษาดีจังเลย แต่มันก็จะไม่รู้จบไปเรื่อยๆ ในมุมบ้านเราก็มีสิ่งที่ดีๆ ซ่อนอยู่เยอะ มีมุมที่ดีๆ มีโรงเรียนที่สอนนั่งสมาธิ มีโรงเรียนสอนให้เด็กทำไร่ทำนา แต่เราก็ไม่ได้เห็นไง ไม่รู้นะ ต่างประเทศก็มีความสุขแต่ก็เปลืองฉิบหายเลย (หัวเราะทั้งวง) ผมก็สนุกนะ ไปเจออากาศเย็นๆ ก็ชอบ แต่ก็เปลือง

 

พูดถึงคอนเสิร์ต POTATO Magic Hours Concert (2019) อยากรู้ว่า Magic Hours ในการเล่นดนตรีของโปเตโต้คือช่วงไหน

     ชูหั่ง: จริงๆ แล้วคำนี้มันก็คือช่วงเวลาพิเศษในหนึ่งวัน อย่างตอนที่เล่นคอนเสิร์ตจะรู้สึกแฮปปี้มากเวลาเราเห็นแววตาของคนดู มีคนที่สนุกไปกับเรา มีคนที่เขามองเรา แววตาเขาบริสุทธิ์ แววตาเขายิ้มแย้มแจ่มใส กระโดดโลดเต้น เอนจอยกับเรา คือเราจะรู้เลยว่า วันนี้มันมี Magic Hours หรือไม่มี เราสามารถสัมผัสได้จากบนเวทีเลยว่าวันนี้คือมวลพลังของช่วงเวลาที่มีความสุขจริงๆ

 

แล้วอย่างในช่วงเวลาชีวิตปกติ Magic Hours ของพวกคุณคือช่วงไหน ต้องเป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่มากๆ หรือเป็นแค่ช่วงเวลาเล็กๆ อย่างเช่นการตื่นเช้ารับแสงของวันใหม่

     ชูหั่ง: อย่างผมคือช่วงเวลาที่ได้อยู่กับลูกสาว ได้อยู่กับครอบครัว ได้เลิกงานกลับบ้าน ไปนั่งเล่นเกมกับลูก ทำกิจกรรมกับลูก ลูกผมจะชอบเล่นเป็นคุณครู ผมก็จะไปนั่งให้เขาสอนภาษาอังกฤษ (หัวเราะ) คือเรารู้สึกเลยว่าช่วงเวลานั้นมันคือ Magic Hours ของเรา

 

     ปั๊บ: ถ้าของผมตอนนี้ก็คงเป็นช่วงเวลาที่ได้ท่องเที่ยวนะ โดยเฉพาะเวลาได้ไปช่วงจังหวะที่ดี เพราะผมจะชอบช่วงตอนเย็นๆ แสงสวยๆ หรือช่วงที่ทุกคนกลับบ้านสงบๆ ไปนั่งอยู่ริมทะเล ชมพระอาทิตย์กำลังตก ช่วงเย็นๆ ที่ฟ้าเปลี่ยนสีก่อนที่จะเข้าไปสู่กลางคืน ไม่ว่าจะเป็นวันฝนตกหรือฟ้ามืด ผมว่ามันสวยทุกวันเลย นั่นแหละคือ Magic Hours แล้วมันคือเรื่องหลักเลยที่ทำให้เรามาตั้งชื่อเป็นคอนเสิร์ต การที่เราแฮปปี้ เราก็อยากให้คนที่เรามีความสุขมาอยู่ด้วยกัน ที่สำคัญมันคือเรื่องจริงด้วย ไม่ใช่ความฝันอีกต่อไป

 

     โอม: ของผมเป็นช่วงเวลาจะกลับบ้าน (หัวเราะ) กับบางวันที่รู้สึกว่าตัวเองนอนเต็มอิ่ม ถ้าสมมติว่าได้พักผ่อนเต็มที่ ตื่นมาจะสดชื่น ผมว่านั่นแหละคือช่วงเวลา Magic Hours ทุกวันนี้คือตื่นเพราะนาฬิกาปลุก แล้วก็จะงงๆ ว่า เฮ้ย ต้องตื่นแล้วนี่หว่า แต่ถ้าตื่นโดยที่จะตื่นกี่โมงก็ได้ เวลาตื่นมานั่นแหละคือช่วงเวลาที่ดีที่สุด

 

     กานต์: ของผมจะเป็นช่วงบ่ายสามบ่ายสี่โมงเย็น ทุกวันที่ 1 กับวันที่ 16 วันหวยออก (หัวเราะ) พูดเล่น ช่วงเวลาเย็นๆ ครับ

 

แล้วช่วงเวลาเหล่านั้นทำให้คุณได้กลับมาทบทวนเรื่องอะไรในชีวิตตัวเองบ้างไหม

     ปั๊บ: ผมว่ามันทำให้เราหยุดคิดมากกว่า ทำให้เรารู้สึกสงบ เหมือนร่างกายได้จัดเรียงใหม่ เพราะว่าพอเราหยุดคิด สมองเราก็เริ่มจัดเรียงใหม่ เพื่อเอาไปใช้งานในวันต่อไป บางทีก็ทำให้เรารู้สึกปล่อย ลอยๆ เหม่อๆ ไม่ต้องคิดอะไร เสพแต่เรื่องดีๆ ทั้งนี้ทั้งนั้นก็แล้วแต่ว่าไปเจออะไรมาในแต่ละวัน มันอาจจะทุกข์ก็ได้ อาจจะดิ่งก็ได้

 

โปเตโต้
‘โอม’ – ปิยวัฒน์ อนุกูร

 

ในคลิปโปรโมตคอนเสิร์ตมีช่วงที่พูดถึงว่า ‘17-18 ปีที่ผ่านมา เราผ่านอะไรมาบ้าง มีใครที่แวะเวียนเข้ามาในชีวิตบ้าง ใครที่เป็นคนสำคัญ’ แสดงว่าเราอาจได้เห็นการรวมตัวของสมาชิกรุ่นเก่าหรือเปล่า

     ปั๊บ: ด้วยความสัตย์จริง ผมยังไม่ได้คิดไปถึงจุดนั้นนะ แค่คิดว่าพอมันผ่านมาสักระยะหนึ่ง ถ้าให้นั่งทบทวนดีๆ ก็มีทั้งเรื่องที่ดีมาก ดีน้อย แล้วก็เรื่องที่อาจจะทำให้เราขุ่นข้องหมองใจในชีวิต วันนั้นน่าจะเป็นอีกวันหนึ่งที่ได้รวมคนที่รักกัน ไม่ว่าจะรูปแบบไหนก็ตาม เพลง รักกันเอง เชียร์เพื่อน เพื่อนมาด้วย อยากมาร้องเพลงเก่า อยากมาร้องเพลงที่เรารักด้วยกัน คือมันเต็มไปด้วยความรู้สึกที่ดี ผมว่าเป็นช่วงเวลาที่ต้องมาเจอกันแล้ว คือไม่ได้คิดไปว่าจะต้องมีรียูเนียนขนาดนั้น เพราะว่าเรากับสมาชิกเก่าก็ยังติดต่อกันอยู่เรื่อยๆ นะ

 

ปั๊บพูดด้วยว่า ‘เราไม่รู้ว่าเราจะพาวงนี้ไปถึงไหน แต่เอาเป็นว่าจะอยู่เป็นเพื่อนกันไปเรื่อยๆ จนกว่าจะแก่ จนกว่าจะฉลองกันไม่ไหว’ ตอนนี้คุณเริ่มรู้สึกแก่หรือยัง กังวลเรื่อง Mid-life Crisis กันบ้างไหม

     ชูหั่ง: (นิ่งคิด) ผมกลัวนะ เพราะก็จะบอกอยู่เสมอว่า ผมชอบเวลาที่ยังทำเพลงแบบท้าทายกันอยู่ หรือยังหาอะไรใหม่ๆ ทำกัน เพราะมันทำให้ยังตื่นเต้นอยู่ แต่ถ้าเราทำอะไรเดิมๆ ซ้ำๆ ผมว่ามันจะเริ่มเข้าสู่ภาวะจำเจ ไม่มีอะไรท้าทายแล้ว

      ย้อนกลับไปในวันที่เราเริ่มทำเพลง เราไม่คิดอะไรเลยนะ เราก็แค่อยากทำแบบนี้ๆ แต่พอเริ่มมีกรอบปุ๊บ ก็จะเริ่มทำอะไรอยู่ในกรอบ แล้วไม่ต้องคิดถึงตัวเองก็ได้ ผมว่าภาวะวัยกลางคนของทุกคนมันเกิดจากตรงนั้นแหละ พอทำอะไรอยู่ในกรอบเรื่อยๆ ก็เหมือนเราเป็นปลาที่ว่ายอยู่ในตู้ปลา ก็จะวนๆ อยู่อย่างนั้น เลยเป็นเรื่องที่เราพยายามคุยกันว่าต้องหาอะไรใหม่ๆ นิดหนึ่ง จะได้กระตุ้นเลือดลมให้มันสูบฉีดหน่อย จะได้มีอะไรท้าทาย

 

     ปั๊บ: ผมว่าวงยังไม่มีภาวะนั้น เราไม่ได้คิดว่าแก่หรือไม่แก่ด้วย อาจจะมีโมเมนต์ว่า เฮ้ย ริ้วรอยมาแล้วว่ะ (หัวเราะ) คือถ้าตามกายภาพก็รู้สึกเหมือนกันว่าเราคงหนีไม่พ้นนะ แต่ในความรู้สึกๆ ก็ยังคุยตลอดว่า ‘รีบทำอัลบั้มกันเถอะ’ คือรู้สึกว่ายังอยากทำอะไรอยู่เลย แล้วไม่หาเหตุผลซัพพอร์ตความรู้สึกแบบนี้ดีกว่า แค่ที่เรายังรู้สึกแบบนี้อยู่ ก็เป็นเครื่องเตือนใจที่ดีว่าเรายังไปกันต่อได้

 

     โอม: เนี่ย จะสี่สิบกว่าแล้ว เดี๋ยวต่อไปวงเราจะเป็นวัยทองกันหมดแล้ว (หัวเราะ) ถามตอนนี้ก็ยังไม่ได้คิดถึงตอนนั้นหรอก แต่ก็เริ่มคิดแล้วว่าเดี๋ยวสักวันก็คงจะมีภาวะนั้น

 

     ชูหั่ง : แต่ผมว่าโอมไม่เป็น เพราะเขากิจกรรมเยอะ เขาเบื่อเขาก็ออกไปหาอะไรทำได้

 

     ปั๊บ: ผมว่าดนตรีจะพาเราไปเจอสิ่งที่ดี ถ้าเราซื่อสัตย์กับดนตรี อาชีพอื่นๆ ก็จะคล้ายๆ กัน เดี๋ยวก็คงจะเปลี่ยนไปตามกาลเวลาแหละ แต่มันจะไปต่อได้ รู้สึกอย่างนั้นจริงๆ ผมนึกไม่ออกเลยว่า ทำไมจะต้องไม่ไปต่อ

 

     ชูหั่ง: ผมว่านักดนตรีเป็นอาชีพที่น่าอิจฉานะ ผมไม่ได้หมายถึงตัวเอง แต่บางทีผมไปนั่งฟังคุณลุงอายุ 60 เล่นกีตาร์เพลงแจ๊ซ เขายังดูมีความสุขกับการบรรเลงอยู่ หรือเวลาไปตามต่างจังหวัด เจอโรงแรมที่มีเปียโน แล้วเจอคุณลุงแก่ๆ มานั่งเล่นบรรเลงเปียโนในล็อบบี้ เราก็รู้สึกว่ามันเป็นอาชีพที่ไม่ต้องเกษียณก็ยังทำงานต่อไปได้ ผมยังเคยคุยกับมือคีย์บอร์ดที่วงว่า ‘อั้ม มึงแม่งดีว่ะ เล่นเปียโนแบบนี้ ถึงเวลาอายุเยอะๆ ก็สามารถไปเล่นให้ความสุขได้ ให้ความสุขตัวเองด้วย ให้ความสุขคนอื่นด้วย ได้เงินด้วย’ ก็เป็นอาชีพที่ผมว่าทำได้จนกว่าจะถึงวันที่นอนติดเตียง ปั๊บก็ยังบอกอยู่เลยว่า จะเล่นไปเรื่อยๆ กระโดดไม่ไหวก็นั่งเล่น เหมือนเป็นอคูสติกก็ได้

 

ความฝัน ความหวังในอนาคต ของพวกคุณคืออะไร ยังมีอะไรอีกไหมที่อยากทำแต่ยังไม่ได้ทำ

     ปั๊บ: ผมก็ยังอยากทำอัลบั้มชุดที่แปดอยู่ อยากทำเพลง อยากร็อกแอนด์โรล (หัวเราะ) ไม่รู้นะ ถ้าถามผมวันนี้ ผมยังรู้สึกแบบนั้นอยู่ ไม่รู้คนอื่นรู้สึกหรือเปล่า แต่คือใจผมมันมีแพสชันกับดนตรี ยังอยากทำเพลงอยู่เรื่อยๆ

 

     โอม: ผมก็ยังอยากเดินไปทำเพลงกับมันอยู่ทุกครั้งที่มันชวน (ยิ้ม)

 

     กานต์: คงเป็นเรื่องดนตรีเหมือนกัน เพราะว่าก็เหมือนต่อยอดความสำเร็จในชีวิตไปเรื่อยๆ ถามว่าอะไรที่อยากทำ แต่ยังไม่ได้ทำ ก็คงเป็นอัลบั้มชุดที่ 8 นี่แหละที่ยังไม่ได้ทำ (หัวเราะ)

 

     ชูหั่ง: ผมคุยกับปั๊บว่าความฝันอย่างหนึ่งก็คือดนตรีนี่แหละ แต่ว่าอยากไปทำเพลงกันที่ทิเบต ไปอัดเพลงกันที่นั่น ผมเคยดูหนังเรื่อง ชัมบาลา แล้วก็ได้คุยกับปั๊บด้วย เขาก็บอกว่าน่าไปหาแรงบันดาลใจจากที่นั่นนะ มันเป็นจุดที่เป็นหลังคาโลก คงเต็มไปด้วยความรู้สึก นี่ความฝัน แต่อาจจะไม่เกิดก็ได้ แล้วผมมีความฝันเล็กๆ อีกอย่างคื ทำไร่ ทำสวนนิดหน่อย (เสียงสมาชิกในวงแซว “มาแล้ว Mid-life Crisis” และหัวเราะ) แต่ว่าทำเป็นแบบบ้านไร่ เอาไว้พักผ่อน หลังจากทำงานแล้วก็ไปพักได้ แล้วก็มีฟุ้งๆ เรื่องสตูดิโอเอาไว้ทำเพลง ทั้งหมดก็ยังอยู่ในเรื่องของดนตรี

 

     ปั๊บ: มันน่าจะทำอะไรได้อีกเยอะเลยนะ สนุกจัง (ยิ้ม)

 

โปเตโต้

 

Chang Music Connection presents “POTATO Magic Hours Concert #มันคือเรื่องจริง”

ซื้อบัตรที่: http://bit.ly/31nyr81

วันที่เริ่มจําหน่ายบัตร: วันอาทิตย์ที่ 4 สิงหาคม 2562 เวลา 10 โมง เป็นต้นไป

ราคา: บัตรนั่ง 2,500 / 1,800 / 1,000 บาท บัตรยืน 1,800 บาท

วันแสดง: รอบวันเสาร์ที่ 30 พฤศจิกายน 2562 เวลาแสดง 19:00 น. / รอบวันอาทิตย์ที่ 1 ธันวาคม 2562 เวลาแสดง 17:00 น

สถานที่: อิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี

รายละเอียดเพิ่มเติม: http://bit.ly/2KpS2NT

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

ชยพล ทองสวัสดิ์

เด็กเชียงใหม่ที่พูดคำเมืองไม่ได้ เลิฟดนตรี หนังสือ และรูปถ่าย เชื่อว่ามนุษย์ต่างดาวมีจริง เติบโตมาในยุค 90s แต่มักฝันถึงชีวิตในยุค 60s อยู่บ่อยๆ

เรื่องโดย

ภาสกร ธวัชธาตรี

ช่างภาพประจำกอง a day BULLETIN