ตรีชฎา เพชรรัตน์ | เติบโตอย่างเข้มแข็งจากบาดแผลที่เคยล้มขณะเดินตามเส้นทางฝัน

The Conversation
16 Jul 2018
เรื่องโดย:

ปริญญา ก้อนรัมย์, ภาสกร ธวัชธาตรี, มณิสร สุดประเสริฐ

“อยู่ที่ใจเรามากกว่า ว่าเราหนักแน่นในความฝันมากแค่ไหน” คำพูดของ ‘ปอย’- ตรีชฎา เพชรรัตน์ ที่ตอกย้ำและยืนยันได้เป็นอย่างดีว่า ความสำเร็จจากความพยายามและเอาจริงเอาจังเพื่อเป้าหมายและความฝันเกิดขึ้นได้เพราะใจที่หนักแน่นและไม่หวั่นไหวไปตามคำสบประมาทใดๆ และเปลี่ยนจุดอ่อนในวันวานของตัวเองให้เป็นจุดเด่น พร้อมที่จะเปิดรับสิ่งใหม่อยู่เสมอ

ณ วันนี้ลองถามตัวเองดูว่าคุณหนักแน่นในความฝันของตัวเองหรือยัง หากมันมากพอ ก็จงเดินตามความฝันต่อไป หรือหากมันยังไม่มากพอ ก็จงอย่าท้อถอย ให้ตั้งใจ ลงมือทำ และอย่าลืมว่าบนถนนแห่งความฝันมีเรื่องสนุกมากมายรออยู่

ปอย ตรีชฎา

 

มาจนถึงวันนี้ คุณมีผลงานมากมาย มีชื่อเสียงโด่งดัง คุณก้าวออกมาจากความกลัวและอุปสรรคในวัยเด็กได้อย่างไร

     ชีวิตของเราเกิดระหว่างการออกแบบ และวิวัฒนาการตามธรรมชาติ ที่เราจะต้องปรับตัวในทุกสถานการณ์ โดยหลักๆ แล้วจะเป็นปอยเองที่มีอุดมการณ์ทางความคิด และเรื่องของความเชื่อของตัวเองเป็นอาวุธอยู่แล้ว เอาไปใช้ได้ในทุกสถานการณ์ คือเราไม่สามารถออกแบบสถานการณ์ได้เลยว่าวันนี้หรือพรุ่งนี้เราจะเจออะไร ไม่สามารถคาดหวัง หรือเดาได้ แต่ว่าถ้าหากเรามีความมั่นคงในระดับความคิดของเรา ที่เป็นอาวุธในมือ แม้จะเจออุปสรรคอะไรก็แล้วแต่ เราก็สามารถหยิบมันมาใช้ได้ทุกสถานการณ์

     มองอีกมุม มันยากเสียด้วยซ้ำถ้าหากเราต้องใช้ชีวิตกับการออกแบบทุกอย่าง เรามองว่ามันไม่ค่อยธรรมชาติสักเท่าไหร่ หากออกแบบได้ทุกอย่างจริงๆ ก็เท่ากับเราคับแคบ ไม่เปิดรับสิ่งใหม่ๆ เลย การเปิดรับเป็นสิ่งที่ดี เป็นกำไรให้กับชีวิต บางคนคาดหวังว่าชีวิตจะต้องเจอแต่เส้นทางที่โรยด้วยกลีบกุหลาบ ซึ่งเป็นไปไม่ได้ หากคุณเก็บกำไรแต่กุหลาบอย่างเดียว หรือสิ่งที่ดีๆ อย่างเดียว เท่ากับคุณขาดทุนในวันที่คุณไปเจอสิ่งที่ไม่ดี เพราะพอคุณเจอสิ่งที่ไม่ดี สิ่งที่คุณสะสมไว้มันก็เหมือนกับถุงรั่ว แต่ถ้าคุณได้เรียนรู้จากด้านไม่ดีบ้าง มันจะทำให้คุณรู้วิธีเย็บถุงได้ทัน ดังนั้น สิ่งที่คุณเก็บไว้จะรั่วออกมาไม่มาก เราคิดว่าชีวิตต้องเจอทุกอย่างให้สมดุลทั้งด้านดีและไม่ดี ขึ้นอยู่กับเราว่าจะเลือกเก็บด้านไหน และเราจะบริหารจัดการอย่างไร

 

มนุษย์มีขีดจำกัดในศักยภาพของตัวเองหรือเปล่า

     ปอยว่ามนุษย์ไม่มีขีดจำกัดในศักยภาพของตัวเอง แต่ทุกคนมีขีดจำกัดที่ขีดให้กับตัวเองไว้อยู่ ซึ่งอันนี้เป็นสิ่งที่เป็นอุปสรรคหนึ่งของพวกเรามากๆ เราต้องชัดในตัวเอง และเปิดใจในการสังเกตจากสิ่งแวดล้อมรอบตัว บางคนบอกว่าทำไมฉันถึงไม่เข้าใจอะไรเลย เราต้องมองตัวเองว่าเราเปิดรับไหม หรือเราใช้เวลาอยู่กับสิ่งเดิมๆ เรามีอีโก้หรือเปล่า พอมีคนมาบอกความเชื่อใหม่ๆ เราก็ปิดกั้นทันที ไม่ทันวิเคราะห์ ไม่ทันให้โอกาส หรือพอมีคนเสนอประสบการณ์ด้านใหม่ๆ เราก็กลัวที่จะไปลองมัน เพราะกลัวความล้มเหลว คิดว่าตัวเองเจ๋ง เก่งในสิ่งที่เราทำอยู่แล้ว

     สมมติว่าโลกมี 360 องศา เราอาจจะมองอยู่แค่ 20 องศา อีก 340 องศา เราอาจจะไม่เคยเห็นมันเลย บางคนอาจจะบอกว่ามันยากที่จะเริ่มทำในสิ่งที่เหลืออีก 340 องศา แต่ยังไม่ต้องคิดถึงเรื่องทำหรอก ไปเห็นก่อน แค่เพียงได้เห็นก่อน คุณก็จะรู้สึกว่าโลกมันมีอะไรมากกว่าสิ่งที่เราคิดเอาไว้เยอะ

 

ตั้งแต่เด็กๆ เราทุกคนถูกตีกรอบด้วยเงื่อนไขทางสังคมมากมาย เพศ ฐานะ และการศึกษา จนกลายเป็นความกลัว เป็นจุดอ่อนของตนเอง เราควรจะใช้ชีวิตอย่างไร

     สิ่งแวดล้อมในชีวิตของเราแต่ละคนแตกต่างกันไป ฉะนั้น เราไม่สามารถกำหนดได้ตายตัวว่าเป้าหมายในชีวิตของเราจะอยู่ที่ไหน ปอยอยากให้กลับมาดูที่ตัวเราเอง พยายามคิดว่าอะไรคือจุดแข็ง จุดอ่อนของเรา ความจริงแล้วเราทุกคนไม่ผิดอะไรที่จะมีจุดอ่อน เพียงแต่ว่าจะต้องใช้จุดอ่อนให้เป็นประโยชน์ จุดอ่อนในความคิดของปอยคือจุดเด่นที่ทำให้เราไม่เหมือนใคร แต่ทันทีที่เราเจอจุดเด่นของเรา เราต้องเน้นมันขึ้นมา ถ้าคุณไม่ทำให้คุณภาพของจุดเด่นของคุณดีที่สุดเสียก่อน มันก็จะเป็นแค่จุดเด่นแบนๆ ที่กลมกลืนอยู่กับทุกคน ฉะนั้น เมื่อเจอจุดเด่นแล้วจงสร้างมัน ปั้นมันให้เป็น the best version ของตัวเองแล้ว รับรองว่าต่อให้คุณไปอยู่ที่ไหนบนโลกใบนี้ คุณก็จะรู้สึกว่าคุณมีตัวตนและภูมิใจ

 

ปอย ตรีชฎา

 

ย้อนไปในอดีต จุดอ่อนที่คุณเจอในตัวเองคืออะไร

     จุดอ่อนของปอยตอนเด็กก็คือเรื่องเพศนี่เลยค่ะ ไม่ใช่แค่จุดอ่อนที่ปอยมองตัวเอง แต่เป็นจุดอ่อนที่คนรอบข้างมองปอยด้วยเช่นกัน แต่วันนี้ทุกคนเห็นชัดแล้วใช่ไหมคะ ว่าที่ปอยมีวันนี้ได้เป็นเพราะปอยทำให้จุดอ่อนของตัวเองเป็นจุดแข็งขึ้นมาได้ แต่ไม่ใช่ว่าอยู่ๆ มันจะเกิดขึ้น เราจะต้องฝึกปรือ จะต้องปั้นมัน ต้องทำความเข้าใจ วิเคราะห์เกมทั้งภายในและภายนอก มีหลายคนที่คิดในเรื่องนี้ได้ แล้วสุดท้ายพวกเขาจะโดดเด่นออกมาจากภาพรวม

 

เราจัดการกับความกลัวในใจตัวเอง ความกลัวความคิดของคนอื่นได้อย่างไร

     ตอนเด็กๆ ที่เจอแรงกดดัน ปอยก็ต้องเสียใจอยู่แล้ว ตอนนั้นก็คอยคิดว่าจะแก้แค้นอย่างไรดี แต่โชคดีที่มีผู้ใหญ่รอบตัวช่วยบอกให้เรานิ่งเฉยไว้ ให้อดทน วันนี้ต้องขอบคุณผู้ใหญ่ทุกคนที่แนะนำแนวทางเหล่านั้น มันทำให้เราเป็นคนเข้มแข็งมากขึ้นเรื่อยๆ บางคนที่เขาวิจารณ์เรา ต้องเข้าใจก่อนว่าเขาต้องการให้เราตอบโต้กลับไป หากว่าเราไม่ตอบกลับไป เท่ากับเราตัดสายใยให้จบลง เขาจะรู้ทันทีว่าสิ่งที่เขาทำไปมันไม่มีความหมาย นอกจากเราจะเยียวยาตัวเองแล้วเรายังเยียวยาคนที่เขาวิจารณ์เราด้วย

เราแค่ต้องใช้ชีวิตทุกวันโดยการให้ในสิ่งที่เป็นบวกกับตัวเองและเป็นบวกกับคนอื่น ชีวิตที่ไม่รู้จักการให้คือชีวิตที่ไม่มีความหมายเลยนะ

     ถ้าหากว่าเรากลัว แต่ยังชอบวิจารณ์คนอื่น ปอยก็เคยเป็นค่ะ ปอยเป็นทุกอย่างที่ปอยพูด แม้แต่วันนี้ปอยคิดว่าก็ยังมีบ้าง แต่เชื่อปอยเถอะค่ะว่ามันเปลี่ยนได้ เปลี่ยนเป็นคนที่ให้สิ่งดีๆ กับคนอื่นได้

 

ถ้าคนเราต่างมีความเข้าใจถึงความแตกต่าง ก็คงจะไม่เกิดปัญหาเรื่องการเหยียดกัน

     มันจะเกิดขึ้นอยู่ดี เพียงแต่ว่าคงน้อยลงมาก การที่เราใช้มาตรฐานของตัวเองไปเปรียบเทียบกับมาตรฐานของคนอื่น มันไม่มีวันเท่ากันอยู่แล้ว หากเราใช้ชีวิตอยู่บนความเข้าใจความแตกต่าง เราจะรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องที่โคตรธรรมดา เวลาทุกๆ ลมหายใจที่คุณใช้ไปกับการตัดสินคนอื่น เท่ากับคุณไม่สามารถเอาเวลาที่สูญเสียไปกลับมาใช้ในการโฟกัสเป้าหมาย ฉะนั้น วันหนึ่งที่คุณรู้สึกว่าทำไมถึงไม่ประสบความสำเร็จเหมือนคนอื่น ก็ต้องกลับมาดูตัวเองว่าคุณให้เวลาในด้านใดมากกว่ากัน ระหว่างการตัดสินคนอื่น หรือการโฟกัสเป้าหมายของตัวเอง

 

ปอย ตรีชฎา

 

ดูคุณเข้าใจชีวิตมากๆ ถ้าเทียบกับอายุ

     เราไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองเข้าใจทุกอย่าง 100% แค่วันนี้เราเข้าใจอะไรมากขึ้นกว่าเมื่อวานเท่านั้นเอง เราพยายามเปิดรับประสบการณ์จากหลายๆ คนที่เกิดขึ้นรอบตัวในทุกๆ วัน ทุกประเทศ ทุกวัฒนธรรม ทุกอายุ และทุกฐานะ เราได้เก็บเกี่ยวไว้หมดทุกอย่าง มันทำให้เราเข้าใจอะไรที่มันเป็นเรื่องธรรมดาในโลกนี้มากขึ้น แต่ถามว่าถ้าถึงอายุ 60 เราก็ต้องเข้าใจอะไรมากกว่าวันนี้อยู่แล้ว ในวันนี้สิ่งที่เราเรียนรู้จากสิ่งแวดล้อมมันยังไม่สิ้นสุดเลย จนถึงวันสุดท้ายของชีวิตเราถึงจะบอกว่ามันคือการสิ้นสุด

 

คุณค่าในชีวิตของคนเราจริงๆ แล้วคืออะไร

     การให้เป็นสิ่งที่ทำให้รู้ว่าเรายังมีคุณค่าอยู่ในโลกใบนี้ ลองนึกดูสิ หากว่าเรารวยมาก มีเงินอยู่แสนล้าน แต่เราไม่เคยให้ใครเลย แสดงว่าจะไม่มีคนมาบอกว่าเรารวยเลย เขาแค่จะบอกว่ามีตังค์ แต่ถ้าเมื่อไหร่เราเริ่มแบ่งปันให้เขาหนึ่งร้อย หนึ่งพัน คนก็จะมาบอกว่าเรารวย หากว่าเรามีอะไรในตัวแต่ไม่รู้จักให้ใครเลย เท่ากับสิ่งที่เรามีไม่มีความหมาย และพอเรารู้สึกว่ามันไม่มีความหมาย มันก็จะลดทอนคุณค่าในตัวเรา คือค่าเฉลี่ยในช่วงชีวิตของมนุษย์ 90 ปี เราเกิดมาและใช้ผลประโยชน์ในโลกใบนี้ โดยที่จะต้องทำอะไรเพื่อตอบแทนบ้าง ไม่ใช่มาใช้แต่ประโยชน์อย่างเดียว ปอยเชื่อว่าทุกๆ อย่างที่เราได้มาควรจะสมดุลโดยการที่รับและให้ รับอย่างเดียวก็ไม่มีความสุขหรอกค่ะ ให้อย่างเดียวก็ไม่มีความสุขเช่นกัน เราต้องสมดุลในชีวิตให้ได้ นี่คือความหมายชีวิตของปอยในวันนี้

 

สมดุลในชีวิตที่ว่าเราสร้างมันอย่างไร 

     ง่ายๆ คือเราต้องมีสติ สติคือการที่เราดึงตัวเองกลับมาได้ ปอยว่าอันนี้คือสิ่งที่เราต้องทำเสมอ และจะทำให้เราบาลานซ์ชีวิตให้สมดุลได้ ชีวิตมันมีอะไรมากระทบตลอดเวลาแหละ ทำให้เรากลับไปอยู่ในจุดที่ไม่ถูกไม่ควร แต่หากว่าเรามีสติก็จะเหมือนในหนังเรื่อง The Matrix ที่เราจะมองทุกอย่างเป็นโค้ด คือเราก็จะจับมันทำว่านี่เป็นโค้ดที่ดี อันนี้เป็นโค้ดที่ไม่ดี บางคนกำลังจะนินทาแต่ไม่นินทาดีกว่า อย่าเพิ่งไปหวังว่าเราจะเป็นคนบริสุทธิ์ขนาดที่มองโลกในแง่บวก ธรรมชาติของมนุษย์ไม่แปลกที่จะมีทั้งคิดลบและบวก เพียงแต่ว่าถ้าเรารู้ว่าโทษของการคิดลบไม่ดี ก็อย่าปล่อยให้จิตเตลิดเปิดเปิงไปแค่นั้นเอง

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

ปริญญา ก้อนรัมย์

ชื่นชอบการถามเพื่อนว่า “ชีวิตช่วงนี้เป็นไงบ้าง?” ส่วนถ้าช่วงนี้ใครถามกลับมา จะตอบไปว่า “กำลังหามรุ่งหามค่ำเพื่อชีวิตเอกเขนก...”

เรื่องโดย

ภาสกร ธวัชธาตรี

ช่างภาพประจำกอง a day BULLETIN

เรื่องโดย

มณิสร สุดประเสริฐ

มนุษย์ผู้ชอบสะสมสมุด ชอบกาแฟพอๆ กับชอบบทสนทนาที่ดี และคิดเสมอว่าการค้นพบอาหารอร่อย กับเพลงเพราะๆ ก็เหมือนกับโคลัมบัสค้นพบทวีปอเมริกา