รัสมี เวระนะ กับชีวิตในวันที่ก้าวเข้าสู่ความเป็นแม่ และเลี้ยงลูกในสไตล์ ‘หมอลำ’

The Conversation
9 Aug 2020
เรื่องโดย:

ศรัญญา อ่าวสมบัติกุล

‘นอนสาหล่าหลับตาแม่กล่อม นอนตื่นแล้วจั่งหลุกกินนม กินนมไฝ่บ่ปานนมแม่ กินนมแม่มันแซ่บมันหวาน’ …ท่อนขึ้นต้นของ ‘กลอนกล่อมลูกนอน’ ที่ ‘แป้ง’ – รัสมี เวระนะ หรือ ‘รัสมี อีสานโซล’ ดัดแปลงทำนองให้เป็นแนวอีสานประยุกต์ในอัลบั้มพิเศษ Rasmee Isan Soul-Lullabies อัลบัมคั่นกลางซึ่งทำระหว่างติดอยู่ที่จังหวัดชุมพรท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ก่อนที่อีกไม่นานเกินรอจะปล่อยอัลบั้มที่สามแบบเต็มรูปแบบออกมาให้ทุกคนได้ลองฟัง

        ปฏิเสธไม่ได้ว่า อีสานโซลได้ฉีกกฎทุกแนวเพลง จนทำให้โด่งดังไปไกลถึงระดับสากล แนวดนตรีที่ผสานไปกับท่วงทำนอง และเสียงร้องที่เอื้อนเอ่ยเนิบช้า สลับจังหวะเร็วๆ ในสำเนียงอีสานที่เธอร้องมาตั้งแต่อัลบั้มแรก ยิ่งฟังยิ่งรู้สึกอุ่นไปทั้งหัวใจ คล้ายกับได้ฟังคำสอนกลายๆ ของพี่สาวอย่างเพลง มายา หรือพยักหน้าไปกับเสียงสะท้อนถึงความเป็นหญิงอย่างเพลง ลำดวน ที่สอดแทรกความทรงจำที่ดีระหว่างเธอและยาย หรือการแสดงความคิดเห็นประเด็นสังคมเรื่องความเท่าเทียมทางด้านการศึกษากับเพลง เด็กหญิง

        จนมาถึงกลอนกล่อมลูกนอนแบบโบราณที่มีทั้งภาษาอีสาน และภาษาเขมร ที่ยังคงการร้องในสไตล์เดิม ได้ยินเสียงแคนเป็นเครื่องดนตรีที่เสนาะหู ที่เธอคงปรารถนาอยากจะขับกล่อมให้ทั้งเด็กน้อยและผู้ใหญ่อย่างเราใจเย็นลงอีกนิด เพื่อเปิดโอกาสให้เรียนรู้และเข้าใจโลกที่บิดเบี้ยวนี้อีกหน่อย แล้วค่อยๆ เติบโตทั้งร่างกายและความคิดไปในสังคมที่ขาดวิ่นนี้ได้อย่างตลอดรอดฝั่ง ผ่านบทสนทนาที่ต่อสายตรงไปที่จังหวัดเชียงใหม่ ให้เราได้รับรู้ด้วยหัวใจว่า รัสมี อีสานโซล ในวันที่เป็นแม่ ไม่เคยละบทบาทหน้าที่แม่แม้สักวินาทีเดียว และยังทำหน้าที่ของการเป็นนักร้องได้อย่างเต็มที่เหมือนที่เคยเป็นมาได้ไปพร้อมๆ กัน

 

รัสมี เวระนะ

เพลงของคุณทำให้เราเปลี่ยนความคุ้นชินกลายเป็นความแปลกใหม่ ยิ่งวันนี้เราได้ฟัง ‘กลอนกล่อมเด็กกินนมแม่’ เวอร์ชันนี้ของคุณ แทนเสียงเอื้อนของแม่ตัวเอง รู้สึกได้เลยว่าภายใต้เสียงนั้นมีบางอย่างสำคัญมากๆ ที่คุณอยากเล่าให้ฟัง

        ย้อนกลับไปตอนที่เราคลอดลูก ตอนนั้นโควิด-19 เพิ่งมาใหม่ๆ เราอยู่ที่เชียงใหม่ แต่ช่วงนั้นเชียงใหม่เองก็มีปัญหาเรื่องหมอกควันและฝุ่น ทำให้เราและสามีตัดสินใจพาลูกไปอยู่ในที่อากาศดีๆ มีที่กว้างๆ เลยลงใต้ ตั้งใจว่าจะอยู่ชุมพรสักเดือน ระนองอีกเดือนแล้วค่อยกลับบ้านที่เชียงใหม่ แต่แล้วพอเราถึงชุมพร โควิด-19 ก็มาเต็มที่ มีการล็อกดาวน์และห้ามเดินทางระหว่างจังหวัด

        เป็นเวลากว่า 4 เดือนที่เราติดอยู่ที่ชุมพร ไม่มีงาน ไม่ได้ร้องเพลง เพลงที่เราร้องทุกวันก็คือกลอนกล่อมลูกนอน เราเลยคิดว่า อย่างนั้นก็ทำเป็นอัลบั้มพิเศษ เพลงกล่อมลูก Rasmee Isan Soul-Lullabies ตั้งใจว่าจะทำสัก 4-5 เพลง แต่สุดท้ายก็ได้แค่ 2 เพลง

        เพลงแรกคือ กลอนกล่อมเด็กกินนมแม่ Rasmee Isan Soul-Lullabies (COVER เพลงกล่อมเด็กโบราณ) ซึ่งกลอนลำนี้เป็นกลอนลำกล่อมเด็กโบราณ มีภาษาที่น่ารักและน่าสนใจมาก จึงหยิบเอามานำเสนอในแบบอีสานประยุกต์

        อีกเพลงกล่อมก็คือ เดกเด้อโกน (Dek der kon) เพลงกล่อมเด็กเขมร เรารู้สึกว่าเป็นภาษาที่ดี เราคุ้นเคยและร้องให้ลูกฟังอยู่แล้ว เพลงนี้เราแต่งเนื้อร้องขึ้นมาใหม่ ไม่ใช่การแปลจากของเดิม และเป็นเสียงร้องเปล่า ที่มีแรงบันดาลใจจากเสียงซอเอื้อนแบบเขมรที่แว่วเข้ามา แต่ตอนนั้นเราไม่มีซอ จึงใช้แค่เสียงตัวเอง เป็นการร้องเอื้อนที่ใช้ลูกเล่นแบบซอผ่านการ mix mastering เล็กน้อยเท่านั้น

        ทั้งสองเพลงที่เรานำเสนอและกล่อมลูกจริงๆ สำหรับลูกเราแล้ว เขาไม่ค่อยหลับเวลาที่กล่อม (หัวเราะ) เวลาที่เราร้องกล่อมเขา แต่เราสังเกตว่าเขาจะนิ่งแทบจะทันทีเมื่อเวลาเขาได้ยิน ยิ่งตอนที่เขาดื้อหรือซนมากๆ รู้สึกไม่ค่อยผ่อนคลายเท่าไหร่ พอเราร้องสองเพลงนี้ขึ้น เขาก็จะสงบ ยอมกินนม คงรู้สึกราวกับว่านี่คือเพลงของเขา

เสียงของแม่ เพลงที่แม่ร้อง เขาคงคุ้นเคยตั้งแต่ตอนอยู่ท้องแน่ๆ เลย

        คิดว่าใช่ เราจำได้ว่า ช่วงใกล้คลอดประมาณ 8 เดือน เรายังร้องเพลงอยู่เลย ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ประสาทหูของเขาทำงานได้ดี เริ่มได้ยินเสียงแล้ว ซึ่งจะมีมอนิเตอร์วัดระดับเดซิเบลอยู่ เราก็รู้ว่าดัง แต่เราค่อนข้างมั่นใจว่าทุกอย่างจะโอเค ทั้งๆ ที่ในใจลึกๆ ก็กลัวเหมือนกัน แต่เพราะเป็นงานและเป็นสิ่งที่เรารัก เราจึงตัดสินใจรับงาน แต่ไม่ได้ทำแบบนี้ทุกวัน อย่างเดือนหนึ่งมีสักสองครั้ง เราเองก็พยายามเลี่ยงเหมือนกัน และสิ่งที่ทำให้เรารู้สึกว่าเขารับรู้และรู้ว่าเราทำงาน หรือไม่ก็ชอบฟังเพลงที่แม่ร้อง เพราะทุกครั้งที่เราร้องเพลง เขาก็จะนิ่งมาก เงียบกริบ ไม่กวนเลย ต่างจากปกติที่ดิ้นเก่งสุดๆ

        หรือเมื่อไม่กี่วันมานี้ เรากำลังซ้อมเพลงกับน้องมือกีตาร์กันอยู่ เขาก็มานั่งฟังอยู่บนตักแม่ได้นาน ฟังเสียงกีตาร์ไป ฟังเสียงแม่ร้องเพลงไป แถมยังช่วยร้องส่งเสียงอือๆ อาๆ ตามไปด้วย

รู้มาว่า เด็กที่อารมณ์ดี มีความสุขง่าย นอกจากจะได้รับความรักและการเลี้ยงดูที่เหมาะสมตามวัยแล้ว การได้รับนมแม่จากอกอุ่นๆ จะยิ่งเสริมเรื่องเหล่านี้ด้วย คุณคิดแบบนี้หรือเปล่า

        นมแม่ดี แต่เราก็ไม่ใช่สายสุดโต่ง แน่นอนว่าคุณหมอในโรงพยาบาลก็จะแนะนำให้เรื่องนมแม่ แต่พอเอาเข้าจริงๆ ก็ตรงกันข้าม คือเราผ่าคลอด เมื่อลูกออกมาแล้ว ลูกเราอยู่ไหน ไม่เห็นให้มาดูดนมกระตุ้นการไหลของน้ำนมเราเลย แล้วป้อนนมผงลูกเราก่อนเลย แล้วมาบอกว่านมแม่ดี แต่สิ่งที่ทำคือตรงกันข้ามกับสิ่งที่บอกกับเรา ส่งผลให้เรากู้น้ำนมกลับมายาก แต่เราก็พยายามมาตลอด เราก็รู้อยู่แล้วว่านมแม่ดี มีคนมากมายยืนยัน แต่หารู้ไม่ว่าเราพยายามอย่างหนักอยู่ตลอดเวลา จนลูกมีภาวะขาดน้ำ เรามองว่าหากทางโรงพยาบาลยืนยันว่านมแม่ดี ก็ต้องละเอียดกว่านี้

        แต่ต่อให้เป็นแบบนั้น เราก็ยังคงรู้สึกว่านมแม่ดีเสมอ เพราะได้ทั้งเรื่องของสัมผัสแม่ลูก ยิ่งเวลาได้ให้นมลูกเรามีความสุขมาก นี่แหละคือการให้ และได้เห็นเขาดูดนมเรา เรารู้สึกดี คนเป็นแม่จะรู้ว่าการให้ลูกเข้าเต้าคือความฟิน!

แสดงว่าคุณตั้งใจตั้งแต่ต้นแล้วเรื่องการให้นมจากอก ซึ่งเป็นวิธีธรรมชาติที่สุดและได้ใกล้ชิดกับลูกมากที่สุด

        ใช่ และเราก็พยายามมากด้วยการให้ลูกเข้าเต้าล้วน เพราะเราเป็นเคสที่ปั๊มนมไม่ออกหากไม่เห็นหน้าลูก ไม่มีลูกเป็นคนดูดกระตุ้นก็จะไม่ออก นี่คือหนึ่งเหตุผลที่เราไม่มีนมแม่เป็นสต็อก แต่หากออกไปทำงานหลายวัน เวลาเต้านมคัดจริงๆ แน่นมากๆ ก็ต้องปั๊มออกไป แต่ไม่ได้ปั๊มเพื่อเก็บเป็นสต็อก ซึ่งเราก็เห็นว่าแม่คนอื่นปั๊มนมได้เยอะมีเป็นร้อยๆ ถุง ตอนนั้นเราก็รู้สึกเริ่มท้อ คิดว่าทำไมน้ำนมเราน้อยแค่นี้ แม่คนอื่นน้ำนมพุ่งเลย เราก็อยากให้ลูกเรากินนมเราให้นานที่สุดเท่าที่จะนานได้ จนถึงตอนนี้ลูกได้ 8 เดือนแล้ว ยังได้กินนมแม่เป็นนมเสริมวันละสองครั้ง นมชงเป็นหลัก และกินอาหารครบสามมื้อ

 

รัสมี เวระนะ

อีกไม่นานก็ต้องได้เวลาหย่าเต้า ถึงตอนนั้นคุณคิดว่าจะรู้สึกอย่างไร  

        จริงๆ ตอนนี้เริ่มให้ลูกห่างเต้าแม่ ยิ่งรู้สึกแปลกๆ จริงเหรอ? นี่ลูกจะไม่ได้ดูดแม่แล้วเหรอ? เราเลยเลือกวิธีห่างเต้าแบบซอฟต์ๆ คือค่อยๆ ห่าง วันหนึ่งเข้าเต้าสองรอบ เพราะเราเองก็ยังตัดไม่ได้ เขาก็เหมือนกัน ใจจริงเราเองก็ไม่ได้อยากให้เขาเลิกเต้าหรอกนะ (หัวเราะ) แต่เราต้องทำงาน และต้องมีสักวันที่เขาต้องเลิกนมแม่อยู่ดี

น้ำนมแม่ก็ดี แต่การเลี้ยงดูก็สำคัญ อย่างสมัยก่อนพ่อแม่ของเรามักจะเลี้ยงลูกเป็นหลัก แต่สมัยนี้คือยายเป็นคนเลี้ยงหลัก คุณมีความคิดเห็นในเรื่องอย่างไรบ้าง

        เราเป็นคนหนึ่งที่เติบโตมาในชนบท แล้วเห็นแม่หลายๆ คนจำใจและจำเป็นที่ต้องส่งลูกน้อยให้ปู่ย่าตายายช่วยเลี้ยง แล้วกลับไปทำงาน เราเห็นแล้วก็อดคิดไม่ได้ว่า ยังไงเด็กก็ต้องคิดถึงและอยากอยู่กับพ่อแม่มากกว่าอยู่ดี พ่อแม่ก็ต้องเป็นคนเลี้ยงหลัก ซึ่งเราก็เข้าใจความจำเป็นนั้น หากถามเรา เราทำอย่างนั้นไม่ได้จริงๆ ยิ่งเราเคยเห็น เราก็ยิ่งไม่อยากให้ลูกเราอยู่แบบนั้น จึงขอให้แม่หรือญาติช่วยมาเลี้ยงหลานในช่วงเวลาสั้นๆ สามสี่วันบางครั้งบางคราว และเป็นทางออกที่ดีกว่า

        ส่วนเรื่องการเลี้ยงดูย่อมต่างกันอยู่แล้ว ยิ่งการเลี้ยงลูกในอดีตคือเลี้ยงลูกไว้ทำงาน หากพูดกันตรงๆ ก็คือเลี้ยงลูกไว้เป็นทาส ยิ่งออกมาเยอะก็จะยิ่งแบ่งกันออกไปทำงาน อย่างสังคมชนบทก็จะให้ออกไปช่วยทำนา แต่ก็เรื่องที่นานมากๆ แล้ว พอมายุคที่เราเกิดวิธีการเลี้ยงดูก็อีกอย่างแตกต่างไป แต่ทุกวันนี้กลับกัน พ่อแม่เป็นทาสลูก จริงๆ นะ เพราะเราเองก็ไม่สามารถเลี้ยงลูกให้เป็นทาสแบบนั้นได้

แล้วแนวการเลี้ยงลูกของรัสมี อีสานโซล เป็นแบบไหน

        คงเป็นแนว ‘หมอลำ’ (หัวเราะ) เพราะมันมีหลายโมเมนต์ ได้ทั้งการพร่ำสอน สนุก สงบ เศร้าปะปนกันไป อีกอย่างเพลงหมอลำเป็นเรื่องเดียวกันกับ ‘คำสอน’ ผ่านการร้องเพลง แต่หากเปรียบเทียบกับการเลี้ยงลูกของเรากับแนวดนตรี เราคิดว่าเป็นคงแนวเฮฟวีเมทัลบ้าง สลับหมอลำบ้าง เพราะเด็กบางคนอาจต้องเลี้ยงดูสไตล์เรกเก้ ใช้ความนิ่งสงบสยบความเคลื่อนไหว แต่ลูกเราไม่ใช่ (หัวเราะ) 

        แต่เอาเข้าจริงๆ ก็คือผสมผสานหลายอย่าง (หัวเราะ) ส่วนหนึ่งคือพ่อเขาเป็นชาวสเปน เป็นชาวต่างชาติที่มีแนวการเลี้ยงลูกต่างจากคนเอเชียอย่างเรา คือเขาจะไม่ดุลูกเลย ค่อยๆ พูด แต่เรายังมีความไทย มีการเอ็ดลูกบ้าง ห้ามลูกบ้าง ซึ่งบางเรื่องก็ต้องห้ามกันบ้าง เพราะเราเองก็เคยเห็นพ่อแม่ต่างชาติบางคนเลี้ยงลูกฟรีสไตล์ ปล่อยลูก อยากเล่นก็ทำไปเลย จะทำอะไรก็ปล่อยลูกอิสระก็จริง แต่บางทีเราก็รู้สึกว่าเกินไป ยิ่งเวลาลูกดื้อไม่เชื่อฟัง ก็ไม่มีการว่ากล่าวตักเตือนเลย แต่เรามองว่าวัฒนธรรมไทยก็ต้องตักเตือน ต้องคอยบอกว่าสิ่งใดทำได้ สิ่งใดทำไม่ได้ควบคู่กับการปล่อยลูกให้ได้เรียนรู้ ซึ่งเป็นวิธีตามแบบบ้านเรา

ในฐานะที่เราเองก็เป็นแม่ลูกหนึ่ง บางครั้งก็อดเอ็ดลูกไม่ได้จริงๆ จนถึงขั้นต้องลงโทษด้วยการตีแบบเบาๆ บ้าง เพื่อให้เขารู้ว่านี่คือความเจ็บที่เกิดจากความผิด คุณใช้วิธีนี้หรือเปล่า

        มีเหมือนกัน แต่เราจะไม่ตีลูกถึงขั้นใช้ไม้เรียวฟาดเหมือนสมัยก่อน อาจมีตีมือเบาๆ บ้างบางครั้ง

แสดงว่ามีวิธีอื่นที่ดีกว่าการตี  

        เราคิดว่า คือการให้ลูกได้เล่น – เล่นกับธรรมชาติ ซึ่งเราเองก็เติบโตมาแบบนี้ แต่หากถามพ่อเขาซึ่งเป็นคนเมืองมาตลอด เขาก็จะไม่ค่อยเห็นด้วย และจะไม่ค่อยวางลูกให้เท้าสัมผัสดิน แต่เราไม่ใช่ เราอยากให้ลูกได้สัมผัสสิ่งต่างๆ รอบตัว เพื่อให้เขาเกิดการเรียนรู้ เช่น รู้จักว่านี่คือดิน นี่คือทราย และเราก็เห็นการเรียนรู้ของเขา รับรู้ความรู้สึกของเขาได้ก็ตอนที่ลูกอยู่ที่ชุมพร เขาเติบโตขึ้น จากเด็กทารกแรกเกิด สู่วัยที่คว่ำ นั่งและคลานได้ เราจึงลองพาเขาไปทะเล ก่อนไปพ่อเขาก็ทำท่าว่าจะไม่ยอม พร้อมมีคำถามว่า ลูกนั่งลงทรายแบบนี้จะดีหรอ ส่วนเราน่ะเหรอ เอาเลยลูก ลุยเลยลูก (หัวเราะ) เขาก็นั่งเล่นทรายของเขาไปได้ พอโตขึ้นมาอีกหน่อย ประมาณ 6-7 เดือน เราก็เริ่มพาลงน้ำทะเล ตอนนี้ 8 เดือนแล้ว ลูกชายชอบน้ำทะเลมาก ซึ่งตอนแรกเราคิดว่าเขาน่าจะกลัว เพราะตามปกติ เวลาอาบน้ำจะผสมน้ำอุ่นให้ลูก แต่พอลงทะเล น้ำจะเย็นกว่าน้ำอาบเยอะ แต่พอเขาลงไปแล้วกลับไม่งอแงเลย แถมยังเอนจอยอีกต่างหาก

 

รัสมี เวระนะ

การเล่นน่าจะเป็นเหมือนการวอร์มร่างกาย จิตใจและความคิด เพื่อเตรียมตัวให้พร้อมสู่สังคมในวัยที่โตขึ้น

        ใช่ ถึงแม้ว่าตอนนี้ลูกยังเล็กมาก สอนอะไรที่จริงจังยังไม่ได้มากก็จริง แต่เรามีแพลนให้เขา และที่คิดกันไว้ก็คือ ตอนนี้อากาศที่เชียงใหม่ก็ยังไม่ค่อยดี เราอยากจะย้ายไปอยู่ชุมพร เพราะเราตั้งใจว่าจะเลี้ยงลูกที่นั่น เพราะเขาจะมีโอกาสได้สัมผัสและซึมซับดิน น้ำ ต้นหญ้า อากาศดี หรือธรรมชาติ มากกว่าตึกแถวในเชียงใหม่ที่เราอยู่มากกว่า 20 ปี ลูกของเราควรที่จะได้รับธรรมชาติ มีที่ให้วิ่งเล่นจริงๆ ไม่ใช่แค่ก้าวพ้นประตูหน้าบ้านก็คือถนน แล้วการเดินเล่นของเขาก็ทำได้แค่อยู่ในบริเวณริมถนนหน้าบ้านของตัวเอง หรืออีกทางก็คือพาลูกขับรถออกไปเดินเล่นที่สวนสาธารณะ ทุกอย่างก็ต้องขับรถออกไป เราจึงคิดว่า สิ่งนี้คือสิ่งที่ลูกควรจะได้รับ ซึ่งปลายทางผลลัพธ์ของลูกก็จะได้ทั้งเชิงกายภาพ และทัศนคติ ทุกอย่างเลย แต่ก็แยกจากเรื่องของระบบการเรียนในโรงเรียนของลูกต่างหาก เราก็คิดเยอะ เพราะว่าที่เชียงใหม่มีโรงเรียนให้เลือกมากกว่าที่ชุมพร ซึ่งก็ต้องมาวางแผนกันที

เรื่องการวางแผนทั้งชีวิตตัวเอง ตารางการทำงาน และการเลี้ยงลูกของคุณเป็นอย่างไรบ้าง แม่หลายคนที่ต้องทำงานด้วยเลี้ยงลูกเองด้วย บางครั้งก็ท้อแท้ เพราะรู้สึกว่าการเลี้ยงลูกเป็นงานหนักและเหนื่อยมาก

        ไม่ต่างกันเลย อย่างบางบ้านจะมีญาติพี่น้องอยู่ช่วยกันเลี้ยง แต่สำหรับเราไม่มี มีแค่ตอนแรกๆ ที่มาช่วยบ้าง แต่หลักๆ ยังคงเป็นเราและสามีสองคน ยอมรับว่าเหนื่อยมาก เราทั้งคู่ต่างคนต่างต้องทำงานด้วย พวกเราจึงต้องแบ่งเวลาให้ชัดเจนมากๆ แต่ถ้าถามว่า เป็นแม่นี่ยากไหม เราเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าการเลี้ยงเด็กคนหนึ่ง จุดยากนั้นแตกต่างกันอย่างไร เพราะเราก็เพิ่งมีลูกคนแรก แต่สำหรับลูกเรา เขาก็ไม่ได้เลี้ยงยากเท่าไหร่ แต่ที่เรามักจะคิดว่า ‘ยาก’ คงเป็นเพราะเราไม่รู้ เราจึงเกิดคำถาม เช่น ทำไมลูกเรานอนน้อย กลางคืนตื่นบ่อยจัง ซึ่งหารู้ไม่ว่าพอเลี้ยงเขาไปเรื่อยๆ ก็อ๋อ… เป็นเพราะนมแม่ไม่พอ เด็กไม่กินอิ่ม เขาก็ตื่นบ่อยเพราะหิว เราเองก็เพิ่งมารู้ก็ตอนที่เริ่มให้กินนมผง แล้วเห็นว่าลูกหลับนานขึ้น

วันที่เหนื่อยมากๆ หรือต้องไปทำงานต่างจังหวัดหลายๆ วัน คุณจัดการความเหนื่อยนั้นอย่างไร

        โชคดีที่สามีคอยช่วยเป็นหลัก รองลงมาก็คือน้องสาวและมีคุณแม่ที่สลับกันมาหากต้องไปร้องเพลง ซึ่งที่ผ่านมาเราออกไปร้องเพลงอยู่สองครั้ง ครั้งแรกตอนลูกอายุ 2 เดือน ไป 2 วัน 1 คืน แล้วเรารู้สึกผิดมาก ที่วันนั้นลูกไม่ได้ดูดนมเรา เรารู้สึกแย่มาก นมก็คัด งานก็ต้องทำ ลูกก็เป็นห่วง พอกลับมาหาลูกก็คิดแล้วว่าฉันจะไม่ทำแบบนี้อีกแล้ว ผ่านไป 4-5 เดือน ก็มีเหตุจำเป็นต้องไปร้องเพลงต่างจังหวัด 3 วัน 2 คืน สำหรับคนเป็นแม่ลูกอ่อน นี่คือเวลาที่นานมาก ต่อให้ลูกเริ่มโตแล้ว เราเองก็ยังรู้สึกผิด มีแต่คำถามว่า ทำไมเราถึงต้องทิ้งเขาไว้ แล้วคอยบอกทุกคนที่บ้านว่า เวลาไปทำงานห้ามติดต่อมาหาเรานะ ห้ามให้เราเห็นหน้าหรือได้ยินเสียงลูก เราจะปล่อยเลย ให้อยู่กับสามีและน้องสาวที่มาอยู่ช่วยเลี้ยง พอเอาเข้าจริงๆ เครื่องบินจอดที่สนามบิน เราก็เป็นฝ่ายโทร.หาเขาเอง

ความเหนื่อยในวันนี้ ทำให้เรานึกถึงแม่ตัวเองที่มักจะเตือนเขาตอนวัยรุ่นว่า ยังไม่มีลูกไม่รู้ซึ้งหรอก หากยังไม่เป็นแม่ก็ไม่เข้าใจหรอก วันนี้เป็นแม่เต็มตัวแล้ว รู้สึกอย่างไรจากคำของแม่ที่กล่าวประมาณนี้

        เราเพิ่งเห็นคุณค่า เพิ่งมารู้สึกว่าแม่เลี้ยงเรามาเหนื่อยขนาดนี้เลยหรอวะ และจากที่ไม่เคยใส่ใจแม่ เจอหน้าเพียงปีละครั้ง โทรศัพท์ไปหาก็ไม่ค่อยบ่อย วันนี้เป็นแม่ก็รู้ซึ้งในความหมายนั้นเลย หากไม่มีลูกและไม่ได้เป็นแม่ เราเองก็คงไม่มีทางรู้

เราคิดว่า คำขู่ที่น่ากลัวของแม่ในตอนนั้น ไม่สู้ความน่ากลัวของสังคม โดยเฉพาะในตอนนี้

        จริง และเราก็กลัวมาก เมืองไทยนี่ติดอันดับต้นๆ เรื่องความบ้าบอของโซเซียลมีเดียมาก กระแสต่างๆ ก็ไหลมาจากโซเซียลฯ แล้วทุกคนก็ดันยึดโซเซียลฯ ไว้เป็นหลัก เราเลยคุยกับสามีและวางแผนกันว่า เราไม่อยากให้ลูกเติบโตในช่วงวัยรุ่นที่เมืองไทยเลย อาจจะส่งเขาไปเรียนที่สเปน ซึ่งเป็นบ้านเกิดของพ่อเขา จากที่เราเคยไปมา เราเองก็ยังไม่แน่ใจว่าที่นั่นสังคมแห่งโซเซียลฯ จะเป็นอย่างไร เรารู้แค่ว่า ไม่ได้เป็นอย่างเมืองไทยแน่ๆ

 

รัสมี เวระนะ

ในมุมมองของคุณ โซเซียลมีเดียเมืองไทยดูมีแต่แง่ลบ

        สำหรับเรา โซเซียลฯ เมืองไทยมีความสปอยล์เด็กสูง ใครๆ ต่างพากันนำลูกออกสื่อ ใครๆ ก็อยากให้ลูกดัง และดังด้วยตัวเองก็ได้ ไม่จำเป็นต้องไปออกโทรทัศน์เหมือนในสมัยก่อนอีกต่อไป เพราะทุกวันนี้ขอแค่มีโทรศัพท์มือถือหรือกล้อง และอินเทอร์เน็ต ก็เป็นเหมือนทีวีแล้ว ทีนี้จะทำอะไรก็ได้ด้วยตัวเอง เราก็กลัวว่าเขาจะกลายเป็นเด็กสปอยล์ เราอยากให้เขาเป็นเด็กที่ใช้ความสามารถของเขาจริงๆ ไม่ใช่ตามกระแส ไม่ใช่ว่าพอเป็นลูกครึ่งแล้วจะต้องเป็นดาราเท่านั้นหรอ แล้วลูกครึ่งจะเป็นหมอที่ดี เป็นนักวิทยาศาสตร์เก่งๆ ไม่ได้หรอ เราสองคนคิดตรงกันว่า อยากให้ลูกเป็นแบบนี้มากกว่า เราจึงแพลนกันว่า เมื่อลูกโตขึ้นเข้าสู่วัยรุ่น วัยหัวเลี้ยวหัวต่อ เราจะส่งเขาไปเรียนที่สเปนน่าจะดีที่สุดแล้ว

คุณจึงให้ความสำคัญกับเรื่องสิทธิของลูก

        หลายคนก็พยายามผลักดันให้ลูกออกสื่อ อันนี้ที่เราเห็น แต่สำหรับเรา เราไม่อยากเป็นแบบนั้น เพราะเด็กเองยังไม่มีภาวะการตัดสินใจด้วยตัวเองอยู่แล้ว อันนี้เป็นการให้เกียรติลูกเราอย่างหนึ่ง แล้วเมื่อเขาโตขึ้นค่อยให้ตัดสินใจเองว่าจะชอบไปในด้านการแสดงหรืองานบันเทิงหรือเปล่า หากชอบ เราก็ไม่ได้ห้าม แต่ตอนนี้เขายังเล็ก แม่อย่างเราก็ต้องปกป้องสิทธิของเขานิดหนึ่ง เราไม่ถือวิสาสะในความเป็นแม่ แล้วจะทำอะไรกับเขาก็ได้ เราเองก็โพสต์รูปลูกบ้างในเฟซบุ๊กส่วนตัว ข้อดีคือ เป็นความทรงจำเตือนเรา แต่หากให้ถ่ายรูปลูกเพื่อลงสื่อ หรือถ่ายทำลงยูทูบ ส่วนตัวเราไม่ทำ เพราะเป็นไปได้ว่า เมื่อเขาโตขึ้น เขาอาจจะมีคำถามประมาณว่า แม่ทำอะไรไม่ถามผมเลย เรามองว่าเป็นเรื่องของสิทธิมากกว่า

โซเซียลมีเดียกับเด็กเพิ่งจะเข้ามาในช่วงไม่กี่ปีนี้ เรามองว่าเองยังไม่มีผลลัพธ์ปลายทาง

        มีแล้วนะจ๊ะ กรณีแล้วที่เมืองนอก ลูกฟ้องพ่อแม่ที่เอาหน้าเขาลงโซเซียลฯ ซึ่งเราก็มองว่าสุดโต่งเกินไปหน่อย แต่ก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ ในขณะที่บ้านเราผู้ใหญ่มักจะบอกว่าไม่เป็นอะไร เด็กๆ เองก็ชอบด้วย เพราะเหมือนเป็นวัฒนธรรมการปลูกฝังกันมา แต่ก็มีข้อดีของอยู่บ้าง สำหรับเราคือ ทำให้ญาติๆ ได้เห็นหน้าหลาน โซเซียลฯ ก็มีช่วยให้หายความคิดถึงไปได้บ้าง อีกอย่างเราไม่ค่อยใช้โซเซียลฯ อยู่แล้ว หากจะรู้จักเรา ก็ขอให้ติดตามผลงานดีกว่า แต่บางคนอาจจะชอบ อันนี้ก็ไม่ว่ากัน

นอกจากโซเซียลมีเดียที่บิดเบี้ยวแล้ว ยังมีโรคระบาดที่หนักหนาสาหัสสากันเข้ามาซ้ำเติมอีก

        ถูก เมื่อก่อนเราอยากมีลูกมาก ตอนอายุไม่ถึง 30 ปี เวลาล่วงมาจนเรา 35 ก็ทำให้ไม่อยากมี พอตอนท้องเรื่องฝุ่นหรือโควิด-19 ก็ยังไม่มา แต่ดันมาตอนที่เราคลอดพอดี ยอมรับเลยว่ากังวลมาก เราก็คิดเลยว่า ตายแล้ว! ทำไมลูกของฉันต้องมาเกิดในยุค walking dead ด้วย คือมันน่ากลัวมากเลยนะ เราและสามีต้องซื้อเจลล้างมือติดไว้ในรถ ใส่หน้ากาก ทุกคนรอบข้างบอกว่า พวกเราเป็นเอามาก จะประสาทกินเอา

        เขาไม่เข้าใจหรอกหัวอกคนมีลูกอ่อน หากลูกหรือเราติดโรคระบาดขึ้นมาแล้วโดยกักตัว ใครจะดูแลลูก ทำให้เราออกจากบ้านเช่าที่ชุมพรน้อยมาก มีแค่สลับกันไปตลาดเท่านั้น อีกอย่างช่วงนั้นน้องสาวเดินทางมาอยู่ด้วย เราก็มีกฎประจำบ้านให้ทำสามอย่างคือ ใส่แมสก์ ล้างมือ และห้ามกินอาหารกึ่งสุกกึ่งดิบ ตอนแรกๆ น้องสาวก็ไม่เข้าใจ ยังคิดว่าไม่น่ามีอะไร แต่สุดท้ายน้องสาวและคนในชุมชนก็เห็นแล้วว่าโรคนี้มันร้ายแรงขึ้นเรื่อยๆ แล้วสิ่งที่เราทำนั้นจึงไม่ใช่เรื่องที่เกินไป

 

รัสมี เวระนะ

หลายคนบอกว่า แม่ต้องเสียสละชีวิตตัวเองและการทำงาน ดังนั้น ทุกอย่างในชีวิตจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปหากมีลูก สำหรับคุณคิดแบบนี้ด้วยหรือเปล่า

        ไม่นะ เพราะเรามีการวางแผนตั้งแต่ก่อนคลอด พวกเราแพลนกันไว้เลยว่า หากแม่ต้องทำงานจริง และงานเข้าเยอะมาก พ่อและลูกต้องไปด้วยกัน อาจจองโรงแรมใกล้ๆ ที่จัดงาน แล้วแม่จะวิ่งมาให้นมลูกแล้ววิ่งกลับไปร้องเพลง เราจะต้องทำ to do list ในแต่ละวัน ทั้งงานบ้าน งานเพลง และลูก แล้วแบ่งหน้าที่กันให้ชัดเจน ซึ่งที่ผ่านมาโชคดีมากที่สามีเข้าใจและคอยช่วยเปลี่ยนมือดูแลลูกได้ในวันที่ต้องทำงาน โดยเขาจะอยู่ take over ช่วงกลางคืน แล้วอุ้มลูกมาให้กินนมหากเขาหิว ส่วนเราจะรับช่วงตอนกลางวัน

        เราพยายามบอกตัวเองว่า ต่อให้เรามีลูกเราก็จะทำงานให้ได้ด้วย เราจะลบคำที่หลายคนมักบอกว่า เดี๋ยวมีลูก ชีวิตก็จะไม่เหมือนเดิม ลบคำขู่ที่บอกว่า คอยดูเถอะเดี๋ยวอีกหน่อยงานเพลงก็จะค่อยๆ เฟดลง ซึ่งไม่จริง เราจะทำให้เห็นว่า เราทำงานได้และเราทำเพลงอยู่ตลอด อย่างตอนนี้นอกจากโปรเจ็กต์พิเศษ กลอนกล่อมลูกนอน ที่เราทำเองทุกอย่าง ตั้งแต่ร้อง อัด ถ่ายคลิป และตัดต่อทีละเล็กละน้อย แต่ในกระบวนเหล่านั้น สำหรับแม่ลูกอ่อนอย่างเราถือว่าเยอะมาก ยอมรับว่าเหนื่อย แต่เราก็ยังอยากทำแบบที่ตั้งใจกับน้องๆ ในทีมไว้ว่าจะต้องออกอัลบั้มสาม และเราก็ทำได้ ตอนนี้ก็เริ่มอัดเดโม อีกไม่นานก็จะเสร็จ

อะไรคือแรงผลักดันให้เลือกที่จะทะยานไปข้างหน้า โดยมีลูกอยู่เคียงข้าง

        ‘ลูก’ เพราะเขาทำให้ชีวิตของเราเปลี่ยนไป แต่เปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นเป็นอย่งมาก สมัยก่อนเราเป็นคนหนึ่งที่สูบบุหรี่ กินเหล้าเมาเละเทะน่าดู แต่พอมีลูกเราเป็นแบบนั้นไม่ได้อีกต่อไป ใจของเราอยากกลับมาหาลูก ความคิดของเราจึงเปลี่ยน

        จากเมื่อก่อนไม่มีแพลนอะไรเลยให้ชีวิต ฉันจะอยู่อย่างไงก็ได้ ไม่เคยคิดจะซื้อบ้าน ซื้อรถ ไม่เคยคิดถึงเรื่องเหล่านี้ แต่พอมีลูก เราเรียกว่าเป็น ‘การบังคับที่ดี’ ลูกทำให้เราเลิกบุหรี่ได้ทันทีตั้งแต่วินาทีแรกที่รู้ว่าท้อง เลิกเหล้าเพราะเราให้นมลูกเอง ตอนไปทำงานร้องเพลงก็เลือกที่จะไม่อยู่อาฟเตอร์ปาร์ตี้หลังงานคอนเสิร์ต เราจะรีบกลับบ้านมาหาลูก ความคิดถึงลูกทำให้เราคิดว่า ต่อจากนี้จะใช้ชีวิตที่เหมือนตอนตัวคนเดียวไม่ได้อีกแล้ว ไม่ใช่เพราะมีลูก แต่เพราะเราอยากอยู่เพื่อเห็นเขาเติบโตไปในทุกๆ วัน

หากย้อนกลับไปที่จุดเริ่มต้นตั้งแต่ก่อนท้อง คุณคิดว่าจังหวะชีวิตของคุณยกให้กับตัวโน๊ตใด 

        (เงียบไปสักครู่) คงเป็น ‘โด’ โน้ตตัวแรก เมื่อเริ่มต้นดี ทุกอย่างก็จะดี แล้วก็จะทำให้เรามีเมโลดี้อื่นๆ ต่อๆ มา 

 


ภาพถ่าย: วชิระ ศรีมารัตน์

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

ศรัญญา อ่าวสมบัติกุล

กองบรรณาธิการ นิตยสาร a day BULLETIN ปัจจุบันดำรงตำแหน่งคุณแม่ half time เลี้ยงลูกชายวัยเบบี๋ครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งหนึ่ง (ของชีวิต) ต้องปั่นต้นฉบับส่งให้คุณอ่านกันรัวๆ