ดร. สันติธาร เสถียรไทย | อนาคตไล่ล่าเราด้วยความกลัว แต่ความหวังจะผลักสู่การเปลี่ยนแปลง

วงการสื่อ วงการธนาคาร วงการค้าปลีก วงการการศึกษา วงการการเมือง ฯลฯ ทุกสิ่งทุกอย่างเหมือนกำลังมีเมฆดำทะมึนของเทคโนโลยีดิจิตอลคืบคลานเข้ามาปกคลุม คลื่นลมแห่งความเปลี่ยนแปลงกำลังพัดโหมกระหน่ำจนธุรกิจและผู้คนถูกสั่นคลอนลึกลงไปจนถึงระดับรากฐาน 

ไม่ต้องยกตัวอย่างเรื่องไกลๆ เอาแค่เรื่องใกล้ตัวอย่างศึกการเลือกตั้ง ’62 ผ่านพ้นไป กับบทสรุปที่ยังเขียนไม่เสร็จ พร้อมกับสิ่งหนึ่งซึ่งเห็นได้ชัดเจนยิ่งขึ้นเรื่อยๆ คือความขัดแย้งของชุดความคิดระหว่างคนต่างรุ่น เทคโนโลยีได้แบ่งโลกเก่ากับโลกใหม่แตกเป็นรอยร้าวหยั่งลึก ปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ ทั้งกรณี Brexit ที่เป็นผลพวงการตัดสินใจของคนรุ่นเก่า ไล่มาจนถึงการประท้วงของ Greta Thunberg นักเคลื่อนไหววัย 16 ที่ปลุกกระแสให้เยาวชนและคนทั่วโลกแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศจริงจัง

นี่คือเสียงของคนรุ่นใหม่ที่สะท้อนกึกก้องไปในทิศทางเดียวกัน ว่าคนรุ่นเก่ากำลัง ‘ขโมย’ อนาคตของพวกเขาไป คนรุ่นใหม่เฝ้าฝันถึงการดิสรัปต์ตัวเอง ออกจากคอมฟอร์ตโซน รับมือความแตกต่าง เผชิญหน้าความเปลี่ยนแปลง …เหล่านี้เป็นคำคมที่ไหลเวียนอยู่ในยุคสมัยของเรา เราฟังเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับมันจนชาชินและรู้สึก cliche อย่างมาก และกำลังสงสัยว่าจะทำสิ่งเหล่านี้ให้เกิดขึ้นจริงได้อย่างไร เราจะเดินหน้าสู่อนาคตที่มืดหม่นอนธการนั้นไปอย่างไร

     ย้อนกลับไปราวปีครึ่ง ดร. สันติธาร เสถียรไทย หรือ ‘ต้นสน’ ยังคงทำงานอยู่ที่บริษัท Credit Suisse ในตำแหน่ง Head of Emerging Asia Economics Research จนเมื่อกระแส Digital Disruption เข้ามาพลิกโฉมหลายอุตสาหกรรมธุรกิจ เขาเห็นชุดข้อมูลความรู้มากมายที่น่าหวาดหวั่นพรั่นพรึง ทำให้รู้สึกหวาดกลัวและวิตกกังวลถึงอนาคตของลูกชาย รวมถึงอนาคตของคนรุ่นต่อไปทั้งหมด

     ในฐานะของนักเศรษฐศาสตร์ และในฐานะของคนที่ยืนอยู่ตรงกลางระหว่าง ‘คนรุ่นเก๋า’ กับ ‘คนรุ่นใหม่’ เขากำลังยืนเผชิญหน้ากับเมฆดำทะมึนของเทคโนโลยีดิจิตอล และคลื่นลมแห่งความเปลี่ยนแปลง แต่อย่างไรก็ตาม ความกลัวไม่ใช่สิ่งเลวร้ายไปเสียทั้งหมด ถ้าเรานำมันมาเป็นผลักดันสู่การเปลี่ยนแปลง โดยรักษาทัศนคติเชิงบวก และการมองโลกตามความจริง 

     ปัจจุบันเขาได้เบนเข็มจากภาคการเงิน และตำแหน่งการงานที่มั่นคงสุดๆ มาสู่บริษัทเทคโนโลยี Sea Limited ซึ่งเป็นร่มใหญ่ของธุรกิจมาแรงอย่าง Garena, Shopee และ AirPay

     เรื่องราวชีวิตและบทเรียนมากมายของดอกเตอร์สันติธารในช่วงแห่งการเปลี่ยนผ่านตลอดหลายปีที่ผ่านมา เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการก้าวออกจากพื้นที่ปลอดภัยของตัวเอง ออกไปพบปะพูดคุยกับผู้คนในหลากหลายวงการ เพื่อนำมาตกผลึกเป็นแนวความคิดสำหรับคนอื่นๆ และสำหรับยุคสมัยของเรา

     เขาถ่ายทอดแนวความคิดส่วนหนึ่งไว้ในหนังสือชื่อ ‘Futuration เปลี่ยนปัจจุบันทันอนาคต’ ของสำนักพิมพ์มติชน ที่เพิ่งเปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ในงานสัปดาห์หนังสือครั้งที่ผ่านมา ในเวลาใกล้เคียงกัน เขาก็ได้ถ่ายทอดประสบการณ์อีกส่วนหนึ่งไว้ในงาน Corporate Innovation Summit (CIS 2019) ซึ่งจัดโดย RISE – Regional Corporate Innovation Accelerator

     และที่น่าสนใจไม่แพ้กัน เขาได้มาช่วยสรุปแนวคิดและประสบการณ์ทั้งหมดเหล่านี้ไว้ในบทสัมภาษณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟกับ a day BULLETIN ทำให้เราได้เนื้อหาอันแสนคมคายและกระตุ้นต่อมความคิด สำหรับการเผชิญหน้ากับอนาคต ที่ไม่ต้องหวาดหวั่นพรั่นพรึง แต่เราสามารถมองโลกตามความจริง มีทัศนคติเชิงบวก และรับมือกับมันได้เป็นอย่างดี

 

สันติธาร เสถียรไทย

 

อะไรคือจุดเปลี่ยนที่ทำให้ตัดสินใจเปลี่ยนโลกการทำงาน จากแวดวงด้านการเงิน ย้ายมาทำงานที่ Sea Limited ซึ่งเป็นงานด้านเทคโนโลยี จนล่าสุดก็เขียนหนังสือในเรื่องนี้

     มี 2 ปัจจัยใหญ่ๆ อย่างแรกผมเป็นคนประเภทที่ชอบคิดอยากจะเปลี่ยนแปลงประเทศให้ดีขึ้น พอได้มาทำงานภาคการเงิน คือบริษัท Credit Suisse ซึ่งก็มีประโยชน์นะครับ แต่พอได้ทำงานให้คำแนะนำนักลงทุนไปเรื่อยๆ เป็นการลงทุนในระดับโลก ก็เลยได้เรียนรู้ไปด้วยว่ากลุ่มอุตสาหกรรมไหนที่มีความสำคัญมากๆ ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ พอยิ่งเห็นข้อมูลนี้มากขึ้น ก็ยิ่งตกผลึกกับตัวเองว่าเทคโนโลยีในยุคดิจิตอล เช่น อีคอมเมิร์ซ มันจะช่วยคนได้อย่างมหาศาล ไม่ว่าจะเป็นเอสเอ็มอี นักธุรกิจที่เป็นผู้หญิง หรือเด็กๆ รุ่นใหม่ ผมเลยอยากมาทำงานด้านเทคโนโลยี เพื่อเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงในภูมิภาค อยากดึงศักยภาพของแต่ละประเทศออกมา พัฒนาเศรษฐกิจในแต่ละพื้นที่ให้เต็มที่

     ส่วนอีกปัจจัยหนึ่ง ค่อนข้างเป็นเหตุผลส่วนตัว คือตอนช่วงท้ายๆ ของการทำงานที่ Credit Suisse ผมกำลังจะมีลูกชายคนที่สอง ก็เลยเกิดแรงบันดาลใจขึ้นมาตอนนั้นว่า คนรุ่นเราควรจะทำอย่างไรเพื่อเป็นการเตรียมตัวให้กับคนรุ่นลูกๆ เพื่อให้พวกเขาพร้อมสำหรับโลกอนาคต เพราะจากการทำงานมา ผมเห็นชัดเจนแล้วว่ามันกำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงเยอะมาก ทั้งหุ่นยนต์ ทั้งปัญญาประดิษฐ์ เทคโนโลยีที่เก่งไปเสียทุกด้าน และกำลังจะเข้ามาแทนที่คนงานในสารพัดตำแหน่ง แล้วก็เกิดความสงสัยว่าจะให้คนรุ่นลูกของเราเรียนอะไร จบออกมาทำอาชีพแบบไหน พอเกิดความสงสัยแบบนี้มากๆ เข้า ก็เริ่มเขียนบทความลงใน ประชาชาติธุรกิจ ชื่อคอลัมน์ ‘จดหมายแห่งอนาคต’

     ตอนนั้นผมได้ไปหาข้อมูลเพิ่มเติมและพูดคุยกับนักเทคโนโลยี นักการเงิน ฟิวเจอริสต์ และนักวิชาการจากหลากหลายสาขาในประเทศสิงคโปร์ ซึ่งเป็นความสนใจส่วนตัว อยู่นอกเหนือจากหน้าที่การงานประจำ จนได้คำตอบกับตัวเองว่า ถ้าเราอยู่ในคอมฟอร์ตโซน หรือทำสิ่งที่คุ้นเคยนานเกินไปจะเป็นอันตรายได้ เพราะเราจะเริ่มหมดความกระหาย เลิกขวนขวายอยากเรียนรู้สิ่งใหม่ ถึงแม้ในตอนนั้นการงานกำลังไปได้ดี แต่เราอาจจะรู้สึกคุ้นชินเกินไปหรือเปล่า ดังนั้น แทนที่จะรอให้ภาคการเงินถูกเทคโนโลยีเข้ามาดิสรัปต์ เราดิสรัปต์ตัวเอง คือออกไปก่อนเลยดีกว่าไหม

 

คนรุ่นใหม่น่าจะคุ้นเคยกับเรื่องเล่าประมาณนี้ ทั้งการออกจากคอมฟอร์ตโซน และการดิสรัปต์ตัวเองก่อน เราอยากรู้ว่าในใจจริงๆ ตอนนั้นกำลังเกิดอะไรขึ้น

     ผมคิดว่าการได้เริ่มต้นเขียนหนังสือถือเป็นแรงบันดาลใจสำคัญที่ทำให้ผมลาออกจากงานด้านการเงินที่ทำมานานกว่า 8 ปี ตอนนั้นทุกอย่างกำลังไปได้ดี แต่ผมอยากจะเริ่มทำสิ่งใหม่แล้ว และอยากหาแพสชันให้กับตัวเองอีกครั้ง จากนั้นจึงได้มาทำงานใน Sea Limited ซึ่งบ้านเราจะรู้จักกันดีในชื่อของ Garena ธุรกิจเกมออนไลน์หรืออีสปอร์ต และมี Shopee ซึ่งเป็นอีคอมเมิร์ซ และมีฟินเทคอย่าง Airpay

     ตำแหน่งงานของผมเป็นตำแหน่งใหม่ ผมบอกกับซีอีโอผู้ก่อตั้งบริษัทว่า บริษัทคุณควรจะมีตำแหน่ง Group Chief Economist เพราะบริษัท Sea ไม่ใช่สตาร์ทอัพแล้ว แต่กลายเป็นบริษัทเทคโนโลยีเต็มตัว และเป็นบริษัทแรกในอาเซียนที่ได้เข้าตลาดหลักทรัพย์ในนิวยอร์ก (NYSE) ไปเมื่อประมาณ 1 ปีครึ่ง ดังนั้น บริษัทต้องมีความเป็นผู้นำ เป็น Thought Leader และทำงานร่วมกันทั้งสตาร์ทอัพ องค์กรธุรกิจ Real Sector (ภาคเศรษฐกิจที่มีการผลิตสินค้าและบริการเกิดขึ้นจริง) และรัฐบาล โดยมีคนที่คอยดูแลภาพรวม สร้างองค์ความรู้ ทำหน้าที่เป็น Think Tank ในบริษัท และเชื่อมโยงทุกภาคส่วนเข้าด้วยกัน

     การออกจากคอมฟอร์ตโซนเหมือนกับการออกกำลังกาย ปกติเรามักจะนึกถึงภาพของการก้าวกระโดดออกไปทีเดียว แต่จริงๆ แล้วระหว่างทางมันมีกระบวนการที่ยาวเหมือนกัน ตอนเขียนหนังสือ ผมได้ฝึกบังคับตัวเองให้ไปเจอคนใหม่ๆ นอกวงการที่ไม่รู้จักมาก่อน มีคนจากสายเทคโนโลยีบ้าง สตาร์ทอัพบ้าง คริปโตเคอร์เรนซีบ้าง เวลาไปงานเขา มีเราใส่สูทไปแค่คนเดียว (หัวเราะ) ทุกคนในงานใส่เสื้อยืดขาสั้นกันหมด ก็รู้สึกผิดที่ผิดทางเหมือนกันนะ แต่ก็เปลี่ยนความแตกต่างให้เป็นความคิดสร้างสรรค์ได้ พอถึงจุดหนึ่งกล้ามเนื้อแข็งแรงขึ้น เริ่มปีกกล้าขาแข็ง อย่างนั้นเราลองอีกสเตปดีไหม โดยเปลี่ยนสิ่งที่ทำไปเลย ดังนั้น ถ้ามองย้อนกลับไป เราเห็นการเดินทางครั้งนี้เป็นการค่อยๆ ก้าว แต่อาจจะไม่รู้ตัว มารู้ตัวอีกทีคือตอนท้ายสุด คือเราก็กระโดดออกมา

 

โจทย์แรกที่ได้รับในวันแรกของการทำงานที่ Sea Limited คืออะไร

     สิ่งสำคัญลำดับแรกๆ คือ บางทีคนเราอยากจะเปลี่ยนแปลง อยากเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของทีม หลายคนจะเข้ามาพร้อมกับไอเดียใหม่ๆ ไฟที่แรงกล้ามาก สิ่งนี้ต้องเอามาใช้ให้เป็นประโยชน์และใช้อย่างระมัดระวัง เพราะไฟที่แรงเกิน เช่น คนที่จะเข้ามาเปลี่ยนวัฒนธรรมของเขา หรือเปลี่ยนแปลงสิ่งนั้นสิ่งนี้ ผมเห็นมาเยอะว่าส่วนใหญ่มักไม่ค่อยสำเร็จ เพราะระบบเดิมของเขามีวัฒนธรรมองค์กร มีกระบวนการของเขาอยู่ ดังนั้น สิ่งสำคัญอันดับแรกคือ ผมอ่านแผนการของตัวเองก่อนว่าอยากจะทำอะไรบ้าง แล้วก็วางกระดาษนั้นลง ปิดมันไว้ก่อน แล้วเข้าไปรับผู้ร่วมงานให้มากที่สุด ตั้งแต่ระดับอาวุโสไปจนถึงระดับจูเนียร์ ให้เขาเป็นผู้สอนเราไปเรื่อยๆ

     งานแรกคือต้องลดอีโก้ตัวเอง เราเองอาจเคยเป็นอาจารย์ เคยเป็นที่ปรึกษาที่มีนักลงทุนทั่วโลกรับฟังเรา แต่ตอนนี้ได้ทิ้งไปหมดแล้ว เราจึงต้องฟังคนอื่น แม้แต่ทีมงานที่เด็กกว่าเป็นสิบปี นี่เป็นส่วนสำคัญมาก ในการทำงาน เราต้องเป็นผู้ฟังที่ดี แล้วค่อยเอากลับมานั่งคิดว่า ถ้าแผนเราเป็นแบบนี้ วัฒนธรรมและกระบวนการของเขาเป็นแบบนั้น หากอยากจะนำความเปลี่ยนแปลงเข้ามาในองค์กร เราจะเชื่อมโยงแต่ละส่วนเข้าด้วยกันอย่างไร มันเปรียบเหมือนกับการเชื่อมสายไฟทีละเส้นๆ พอมันเวิร์ก เราก็ทำต่อ แต่ถ้าพอมาถึง คุณเข้าไปดิสรัปต์ ไปเปลี่ยนแปลงสิ่งใหม่ๆ ทันที มันทำไม่ได้หรอก สุดท้ายแล้วการเปลี่ยนแปลงก็จะไม่เกิดขึ้นจริง หรือเกิดขึ้นได้แต่จะไม่ยั่งยืน ฉะนั้น สิ่งแรกที่ต้องทำคือรู้จักและทำความเข้าใจเขาก่อน

 

เหมือนกับในการทำงานเป็นทีม เราต้องให้ความสำคัญกับเรื่องคนอย่างมาก นี่คือจุดตัดระหว่างการทำงานของ AI และหุ่นยนต์อัตโนมัติ กับการทำงานของคนใช่ไหม

     ก็จริงอยู่ว่าพวกเรื่อง AI หรือ Automation มันมีความเสี่ยงที่จะเข้ามาแทนงานของคนหลายอย่าง พวกเราก็เห็นเทรนด์ในข่าวอยู่ทุกวันๆ แต่มันมีคำพูดหนึ่งของ Kai-Fu Lee (ผู้เขียนหนังสือ AI Super Powers) ที่ผมชอบมาก เขาบอกว่า ‘AI ไม่ได้มาแทนคน แต่มาเพื่อเตือนคนว่าอะไรทำให้เราเป็นมนุษย์’ ที่ผ่านๆ มาเราคุ้นชินกับการทำงานเหมือนหุ่นยนต์ คือทำอะไรๆ ให้มีประสิทธิภาพ เช่น จีนมีหุ่นยนต์รายงานข่าว เมื่อก่อนเรามองว่าคนที่อ่านข่าวเก่งต้องอ่านได้แม่นยำ ราบรื่น นักข่าวต้องเขียนข่าวให้เร็ว ซึ่งแน่นอนว่าต่อไปหุ่นยนต์จะทำเรื่องพวกนี้ได้ดีกว่าเรา นั่นแปลว่าเราต้องหาให้ได้ว่าความเป็นมนุษย์คืออะไร อะไรคือสิ่งที่หุ่นยนต์ทำไม่ได้ อย่างเช่น สิ่งที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์ หรือใช้ความเอื้ออาทรต่อกัน ในยุคที่หุ่นยนต์กำลังเข้ามา มนุษย์ยิ่งต้องใช้ความเป็นมนุษย์ให้มากขึ้น ทักษะเหล่านี้เรียกว่า soft skill จริงๆ มันไม่ soft หรอก แต่มันเป็นสิ่งสำคัญ ในเมืองไทยเรามีวัฒนธรรมของความเอื้ออาทร ความมีน้ำใจ มี service mind อยู่แล้ว สิ่งเหล่านี้อาจทำให้เราได้เปรียบประเทศอื่นๆ ดังนั้น ในยุคของ AI เรายิ่งต้องเน้นย้ำความเป็นคนและวัฒนธรรมเหล่านี้

 

สันติธาร เสถียรไทย

 

เรื่องนามธรรมแบบนี้จับต้องยาก เราจะเอามาสอนเด็กๆ รุ่นต่อไป เพื่อพัฒนาศักยภาพของเขาขึ้นมาได้อย่างไร

     ผมว่าพวกเราต้องเปลี่ยนวิธีคิดตั้งแต่ต้น มีอีกประโยคหนึ่งในหนังสือของผมที่บอกว่า ‘ไม่ใช่ทุกสิ่งที่นับได้จะเป็นสิ่งมีค่า และมีสิ่งที่มีค่าหลายสิ่งที่นับไม่ได้’

     ถ้าคุณตามดูเทรนด์โลกในส่วนที่เกิดดิสรัปชันเยอะๆ ก็จะเห็นว่ามีช่องว่างที่แบ่งคนระหว่างรุ่นอยู่ มันมี Clash of Generations หรือการปะทะกันระหว่างเจเนอเรชัน คือ ‘กลุ่มคนรุ่นเก๋า’ กับ ‘กลุ่มคนรุ่นใหม่’ ซึ่งกลุ่มคนรุ่นใหม่จะชอบเรื่องข้อมูล เก่งและแม่นยำเรื่องเทคโนโลยี ชอบสิ่งที่วัดผลได้ ในขณะที่คนรุ่นเก๋าก็จะมีประสบการณ์ต่างๆ ส่วนผมเองขอนับตัวเองเป็นคนที่อยู่รุ่นตรงกลางนะ คือผมไม่เก๋า แต่ก็ไม่ได้เด็กขนาดนั้น ซึ่งทั้งสองรุ่นมีคุณสมบัติสำคัญอยู่

     ปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบันก็คือ เรายังไม่เคารพความแตกต่าง และยังไม่เห็นประโยชน์ของกันและกัน บ่อยครั้งที่องค์กรหลายแห่งกำลังเจอ Digital Transformation ผู้ใหญ่กดขี่ ไม่ให้โอกาสเด็ก บอกว่า ‘ฉันอาบน้ำร้อนมาก่อน เธอยังเด็ก เธอไม่รู้ประวัติศาสตร์’ แล้วก็ไม่ฟัง ไม่ให้โอกาส พวกเด็กๆ ก็หมดไฟ ยิ่งเด็กเก่งๆ ที่จัดการวิเคราะห์ข้อมูลมาอย่างดีทุกอย่าง แต่ผู้ใหญ่บอกไม่ดูหรอก ฉันเชื่อประสบการณ์ของฉัน ในเรื่องนี้ผู้ใหญ่เราผิดนะครับ

     ในขณะเดียวกัน องค์กรที่มีลักษณะเป็นสตาร์ทอัพมากๆ เด็กบางคนจะมองว่าถ้าผู้ใหญ่พูดอะไรมาโดยไม่มีข้อมูลมารองรับ พูดแต่เรื่องความเก๋าของตัวเอง ถือว่าพวกเขาเป็นไดโนเสาร์ แล้วคุณก็บ่นกันเองว่าเมื่อไหร่คนรุ่นเก่าจะออกไปสักที แบบนี้ก็ไม่ถูกเหมือนกันนะครับ เพราะว่าความเก๋าเหล่านั้นก็ถือเป็นดาต้าด้วยเหมือนกัน และประสบการณ์ที่เขาสั่งสมมา ถึงแม้บางอย่างอาจจะล้าสมัย แต่ก็มีหลายอย่างที่ยังไม่ล้าสมัย เพราะบางทีประวัติศาสตร์มันจะดำเนินซ้ำรอย ฉะนั้น เมื่อพาสองกลุ่มนี้มาจับมือกันได้ มันจึงจะเกิดพลังที่แท้จริง

     ย้อนไปเมื่อ 3-4 ปีที่แล้ว เราจะเห็นเทรนด์ที่ว่าสตาร์ทอัพเข้ามาเพื่อดิสรัปต์ และเกิดการแบ่งแยกเป็นสองฝ่ายชัดเจน สตาร์ทอัพมาเพื่อป่วน และผู้ถูกป่วนก็คือองค์กรใหญ่ จำพวกธนาคาร ห้างสรรพสินค้า แต่ในวันนี้เรามองว่าแต่ละฝ่ายจะจับมือร่วมกันอย่างไร ผมว่านั่นคือทางออก เพราะสุดท้ายคนรุ่นเก๋ากับคนรุ่นใหม่ ต้องจับมือกันและหาจุดเชื่อมโยงกันให้ได้ เมื่อทำได้แล้ว มันมีทั้งส่วนที่เป็นดาต้าที่วัดได้ ใช้หุ่นยนต์และเทคโนโลยีเข้ามา และมีส่วนที่เป็นความเก๋า ความเป็นมนุษย์ที่รับฟังกันและกัน

 

ทางออกสู่อนาคต คือการจับมือกันระหว่างสองรุ่นนี้ใช่ไหม

     ผมคิดถึงคำว่า ‘Future’ กับ ‘Generation’ มันก็เลยกลายเป็นคำว่า Futuration คือชื่อหนังสือของผม มันคือการเปลี่ยนปัจจุบันเพื่อไปให้ทันอนาคต ผมว่าการตั้งชื่อหนังสือเป็นส่วนที่ยากที่สุดในการเขียนหนังสือเลยนะ (หัวเราะ) เพราะเนื้อหาเป็นการรวบรวมมาจากคอลัมน์ ‘จดหมายในอนาคต’ ผมอยากให้ชื่อหนังสือแตกต่างไป แต่ยังคิดไม่ออก เพื่อนคนหนึ่งเลยพูดขึ้นมาว่า ‘คิดคำไม่ออก ก็คิดคำใหม่ไปเลย’ ปรากฏว่าพอลองคิดใหม่ ผมได้คำว่า ‘Future’ กับ ‘Generation’ เพราะรูปแบบการเขียนเป็นจดหมายที่พ่อเขียนถึงลูก พอลูกโตขึ้น อายุ 15-20 ปีแล้วค่อยมาอ่าน ผมเลยคิดว่าคำว่า Future Generation มันเวิร์ก เหมือนกับเราเขียนจดหมายถึงคนรุ่นต่อไป เลยเอาคำมารวมกันเป็น Futuration

     สิ่งที่ชอบคือมันมีความหมายลับที่ซ่อนอยู่อีกประการหนึ่ง คือคำว่า Generation มันมีความหมายถึงการสร้าง (Generate) ได้ด้วย เพราะฉะนั้น Futuration แปลได้ว่าการสร้างอนาคตของตัวเอง ซึ่งเป็นใจความสำคัญของหนังสือเล่มนี้ ตอนแรกๆ ผมเริ่มต้นเขียนด้วยความกลัว กลัวกับความไม่แน่นอนของอนาคต แต่สุดท้าย เมื่อเขียนไปเรื่อยๆ ก็ได้ตกผลึกกับตัวเอง มันจบลงด้วยความกล้าหาญและความหวัง ผมอยากให้คนได้ลองดิสรัปต์ตัวเอง หาสิ่งใหม่ๆ และเรียนรู้ตลอดชีวิต แล้วพวกเราจะได้ไม่ต้องกลัวความเปลี่ยนแปลง มันเป็นมุมมองเชิงบวกว่าเราสามารถสร้างอนาคตของเราได้

 

คุณมองอนาคตด้วยความกล้าหาญและความหวัง แต่สำหรับเรา กลับมองตรงข้ามเลย อย่างกรณี Brexit มันสะท้อนให้เห็นชัดว่าผู้คนจำนวนมากกำลังหวาดกลัวความเปลี่ยนแปลง

     ก็ยอมรับว่ามันเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นทั่วโลก ทุกที่เลยนะเท่าที่เห็น ส่วนหนึ่งเกิดจากการเปลี่ยนแปลงในอัตราที่เร็วขึ้นอย่างผิดปกติ ต้องขออธิบายแบบนี้ก่อนว่า โลกเราไม่เคยผันแปรเร็วขนาดนี้มาก่อน และมันจะไม่เปลี่ยนแปลงช้าๆ แบบเดิมอีกแล้ว นี่เป็น quote ที่ผมใช้เปิดในหนังสือเล่มนี้ หมายความว่าโลกเราเปลี่ยนแปลงเร็วขึ้นทุกวัน มันจึงเป็นโจทย์ที่หินมาก เพราะเราถูกเทรนมาเป็นเส้นตรง ถ้าเปรียบกับรถยนต์วิ่งด้วยความเร็วคงที่ เราขับรถได้เร็วเท่านี้ แต่ถ้ารถมีความเร่ง ความเร็วกำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เราจะขับไม่ไหว หลบไม่ทัน และถูกชนในที่สุด ปัจจุบัน ยุคดิจิตอลก็เป็นแบบนั้น เทคโนโลยีทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปเร็วขึ้น มันก็จะเกิดการชนกันระหว่างคนรุ่นใหม่ที่ทันกับการเปลี่ยนแปลง กับคนรุ่นเก่าที่ยังปรับตัวไม่ทัน

     ถ้าพวกเราได้ถอยออกมาหนึ่งก้าว จะเห็นว่ามันไม่ใช่แค่เรื่องเทคโนโลยีใหม่ๆ เท่านั้น แต่มันคือสัญชาตญาณของมนุษย์ที่ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง และไม่ชอบความแตกต่าง นี่เป็นโจทย์ที่ใหญ่กว่า เทคโนโลยีผลักดันให้เรื่องเจเนอเรชันกลายเป็นประเด็นขึ้นมา ซึ่งจริง ๆ แล้วคนเราควรได้ฝึกอยู่กับความเปลี่ยนแปลงและความแตกต่างให้ได้เสียก่อน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสีผิว ศาสนา ชาติพันธุ์ เพศ หรืออื่นๆ อีกหลายเรื่อง เพียงแต่ในประเทศไทย สังคมเราไม่ได้มีหลากหลายมากขนาดนั้น และอยู่ด้วยกันอย่างสงบมาตลอด เราอาจไม่ค่อยชินกับความแตกต่าง เมื่อเทคโนโลยีใหม่มาทำให้คนมีมุมมองความคิดแตกต่างกันอย่างมหาศาล แล้วเราจะอยู่กันอย่างไรให้แตกต่างแต่ไม่แตกแยก จะเปลี่ยนความแตกต่างเป็นความสร้างสรรค์อย่างไร ซึ่งเป็นจุดที่เราต้องค่อยๆ พัฒนากล้ามเนื้อส่วนนี้อย่างมาก

     สุดท้ายแล้ว ถึงแม้ไม่ใช่ประเด็นเทคโนโลยี มันก็จะเป็นเรื่องอื่นอยู่ดี ตราบที่เรายังไม่คุ้นเคยกับการอยู่ร่วมกับความแตกต่าง พยายามไปทำให้ทุกคนคิดเหมือนกัน ผลลัพธ์ที่จะตามมา คือ 1. ไม่มีความยั่งยืน 2. ในโลกยุคใหม่มันจะไม่เกิดนวัตกรรมเลย เพราะนวัตกรรมส่วนใหญ่เกิดขึ้นจากความคิดที่แตกต่างกัน ซึ่งจะทำให้เราคิดนอกกรอบ เกิดความคิดสร้างสรรค์ ถ้าไปทำให้ทุกคนคิดเหมือนกันหมด นวัตกรรมหรือนโยบาย 4.0 ที่พูดถึงกันก็จะไม่เกิดเลย

 

อยากถามถึงเรื่องส่วนตัว ว่าคุณมีช่องว่างความแตกต่างกับคุณพ่อ (ดร. สุรเกียรติ์ เสถียรไทย) และคุณแม่ (ท่านผู้หญิงสุธาวัลย์ เสถียรไทย) บ้างไหม

     มี แต่ไม่เยอะครับ ผมโชคดีมาก แน่นอนว่าต้องมีความแตกต่างระหว่างรุ่นกันบ้าง แต่คุณพ่อคุณแม่ค่อนข้างสนใจเรื่องเทคโนโลยีอยู่แล้ว และเป็นคนประเภทที่ยอมรับฟัง เพราะฉะนั้น เวลาเจอกัน คุยกัน ผมก็จะอัพเดตชีวิตให้เขาฟัง แล้วเขาก็จะยอมรับฟังผมเยอะมาก ซึ่งผมเองก็เคารพในตัวคุณพ่อและประสบการณ์ของเขา ผมคิดว่าผู้ใหญ่มีความเก๋าที่มีประโยชน์จริงๆ ผมก็ยอมรับฟังท่านเหมือนกัน แน่นอนว่าช่องว่างมันต้องมีอยู่แล้ว อาจจะมีมากหน่อยก็คุณปู่ของผม ตอนผมจะย้ายงาน ผมก็ใช้เวลาอธิบายนานมาก จนถึงตอนนี้ เขาก็อาจจะยังไม่เข้าใจร้อยเปอร์เซ็นต์ เนื่องจากคุณปู่ของผมทำงานธนาคารมาก่อน และมองว่าเป็นงานที่ดีมาก ฉะนั้น คุณลองนึกภาพดู ถ้าอยู่ดีๆ ผมบอกว่าจะย้ายงานจากธนาคารมาทำงานบริษัทเกม (หัวเราะ) คุณปู่ซึ่งอายุเก้าสิบกว่า เขาก็ช็อกมากว่านี่มันเกิดอะไรขึ้น ผมยังต้องอธิบายมาจนถึงทุกวันนี้ แต่ตอนนี้ก็โอเคแล้ว ผมคิดว่าโชคดีที่เราเคารพความแตกต่างของกันและกันในครอบครัวมากพอสมควร

 

สันติธาร เสถียรไทย

 

ตอนที่ไปพูดคุยกับคนจากวงการต่างๆ คุณได้พบกับเรื่องราวในชีวิตของผู้คนในช่วงการดิสรัปต์และการออกจากคอมฟอร์ตโซนอย่างไรบ้าง มีเรื่องไหนบ้างที่น่าสนใจและให้ไอเดียกับคุณ

     เยอะมากเลยครับ ถ้านึกย้อนกลับไป มันมีเรื่องหนึ่งที่สำคัญมาก ผมคุยกับคนคนหนึ่งที่มาจากมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ ตอนนั้นมีกระแสเรื่องการเรียนรู้ตลอดชีวิต หรือ Lifelong Learning คนสิงคโปร์ตื่นตัวเรื่องนี้มาประมาณ 5–6 ปีที่แล้ว เขาพยายามทำโครงการต่างๆ เพื่อให้มีคอร์สออนไลน์เปิดให้ผู้ใหญ่ได้เข้ามาเรียนระดับปริญญาเยอะแยะเลย ผมคิดว่ามันเจ๋งมาก เราสามารถเอาโปรแกรม future skill ต่างๆ มาเป็นบทเรียนให้กับคนไทยได้ ก็เลยลองไปคุยกับคนนี้ เขาบอกว่าจริงๆ แล้วโครงการนี้ยังไม่เวิร์กเท่าไหร่นะ เพราะสุดท้ายแล้ว ถึงคนจะมีที่เรียน มีทรัพยากรในการเรียนรู้ทั้งหลาย แต่คนไม่อยากมาเรียน ไม่สนใจ

     ผมเลยไปศึกษาเรื่องนี้ต่อเนื่อง จนในที่สุดก็เข้าใจว่าในยุคปัจจุบันที่เราเรียนข้อมูลจากหลากหลายช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นยูทูบ หรือคอร์สออนไลน์ MOOC ส่วนที่ยากไม่ใช่การหาคำตอบ แต่เป็นการหาคำถาม ประเด็นก็คือเราไม่มีคำถามในใจ อย่างในวัยทำงาน เมื่อเราทำงานหนึ่งๆ มานาน หรือถ้าเราอยู่ในวัยเรียน เราอยู่ในห้องเรียนและฟังอาจารย์สอนไปวันๆ กลายเป็นว่าเราไม่มีคำถาม เราไม่กระหายขวนขวายที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ หลายคนจะมีมายด์เซตว่าฉันอยู่กับสิ่งเดิมที่มันดีอยู่แล้ว พอแล้ว มันทำให้ผมนึกขึ้นได้ว่า สิ่งสำคัญมากคือการกระตุ้นความอยากเรียนรู้ของตัวเอง ซึ่งต้องทำทุกขั้นตอนในชีวิตเลย

     ในบทความตอนหนึ่ง ผมอธิบายว่ามหาวิทยาลัยในอนาคตจะต้องเปลี่ยนหน้าตาไปอย่างไรถึงจะกระตุ้นให้คนอยากเรียนรู้ หรือแม้แต่ทำอย่างไรให้องค์กรที่เราทำงานกลายเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ ไม่ว่าจะภาครัฐ เอกชน หรือเอ็นจีโอ ทำให้ทุกคนอยากเรียนรู้ตลอดเวลา นี่คือโจทย์ที่ผมได้มาจากตอนนั้น และนั่งคิดศึกษาต่อไปเรื่อยๆ เพราะผมคิดว่าระบบการศึกษาในปัจจุบันมันทำลายความอยากเรียนรู้ เราได้รับข้อมูลมากมายเต็มไปหมด จนสุดท้ายเราก็เลือกอยู่ในคอมฟอร์ตโซน และทำในสิ่งที่เรารู้อยู่แล้ว โดยที่ไม่ได้กระหายอยากรู้สิ่งใหม่ เรื่องนี้ถือเป็นบทเรียนที่สำคัญที่สุดอันหนึ่ง

 

มีกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่รู้สึกว่าในประเทศเราคงทำไม่ได้แล้ว หลายคนคิดจะย้ายไปอยู่ต่างประเทศ หรือทำงานในสิงคโปร์แบบคุณบ้าง คุณมองเรื่องนี้อย่างไร

     ผมไม่ได้มองว่าเป็นเรื่องลบนะครับ ในโลกสมัยใหม่ ถ้าคนไทยได้ออกไปข้างนอก ได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ แล้วสุดท้ายจะได้กลับมาบ้านเรา ด้วยความพร้อม ความรู้ และเน็ตเวิร์ก นั่นเป็นสิ่งที่ดีด้วยซ้ำไป ยิ่งไปกว่านั้นด้วยระบบการสื่อสารที่ดีมาก คนที่ไปอยู่ต่างประเทศก็สามารถทำอะไรให้กับประเทศเราได้เยอะมากเหมือนกัน คนชอบพูดกันว่ากลัวสมองไหลออกนอกประเทศ แต่ผมกลับกลัวเรื่องหมดไฟมากกว่า เพราะสมองไหลก็ยังกลับเข้ามาได้ แต่ถ้าคนหมดไฟ หรือ Brain Drought พอพลังมันเหือดแห้งไปแล้ว มันหายไปเลย คำถามที่ผมเจอบ่อยๆ คือเรียนจบเศรษฐศาสตร์แล้วทำไมไม่กลับมาทำงานในประเทศบ้าง ผมคิดว่านักเศรษฐศาสตร์ในประเทศไทย หรือคนที่เรียนจบด้านเดียวกันมีคนเก่งๆ เยอะมาก แต่คนที่อยู่ในต่างประเทศก็สามารถเชื่อมไทยกับต่างประเทศ เชื่อมโลกสู่ไทยได้ ซึ่งตรงนี้ยังไม่ค่อยมี

 

ทำไมประเทศไทยยังคงไม่สามารถก้าวข้ามจากประเทศกำลังพัฒนาไปสู่ประเทศพัฒนา อะไรคือกับดักของเรา

     มันมีหลายชั้นเลยล่ะ ผมคิดว่าการเปลี่ยนแปลงต้องอย่าใจร้อน มันเหมือนกับการออกกำลังกาย สุดท้ายแล้วการพัฒนากล้ามเนื้อแต่ละมัดๆ ไม่ใช่ว่าเรายกเวตหนักๆ แล้วแขนของเราจะแข็งแรง แต่เราต้องใช้เวลานานเป็นปีๆ เราต้องเริ่มทำ หว่านเมล็ดลงไป รดน้ำพรวนดิน บางครั้งอากาศอาจเป็นใจ แต่บางครั้งก็ไม่ แต่เราก็ต้องตั้งใจทำทุกวัน แล้วค่อยๆ เปลี่ยนทีละนิด

     ผมคิดว่าไฟที่อยากเปลี่ยนแปลงให้สังคมดีขึ้นเป็นสิ่งที่ดีมาก และเห็นคนรุ่นใหม่หลายคนที่เป็นแบบนั้น แต่หลายคนกำลังจะหมดไฟเพราะว่าใจร้อนเกินไป อยากให้การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นทันที ในโลกของสตาร์ทอัพก็เหมือนกัน สุดท้ายแล้วมันมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นแน่ ขอแค่คุณอย่าเลิกทำก่อนจะเห็นผลของการเปลี่ยนแปลงแล้วกัน

     เพราะในความเป็นจริง การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญส่วนใหญ่ ดำเนินไปแบบนั้น ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงแบบ Big Bang เช่น คุณเข้าไปในองค์กรแล้วประกาศว่าอยากจะเปลี่ยนแปลงองค์กรนี้ หรือแม้แต่ประเทศนี้ เวลาคนที่อยู่ในระบบได้ยินคุณพูดแบบนี้ เขาจะโต้กลับว่าคุณจะมาทำลายเขาใช่ไหม เขารีบจะยกการ์ดขึ้น เหมือนกับภูมิคุ้มกันในร่างกายของคนเรา จะยิ่งผลิตเม็ดเลือดขาวออกมาเยอะๆ เมื่อเจอเชื้อโรค แต่ถ้าคุณเข้าไปแบบเม็ดเลือดแดง แล้วค่อยๆ เปลี่ยนทีละน้อย มันก็เปลี่ยนได้

 

สันติธาร เสถียรไทย

 

อีกปัญหาในอนาคตที่เรากลัวกัน คือสังคมไทยจะกลายเป็นสังคมผู้สูงอายุ เราจะอยู่ท่ามกลางความแตกต่างที่ถ่างออกไปกว่านี้อีก

     จริงเลยครับ นี่ถือเป็นโจทย์ที่สำคัญมากที่สุดของประเทศไทย ถ้าลองสวมหมวกนักเศรษฐศาสตร์หรือนักการเงินที่ดูแลทั้งเอเชีย ถามว่าประเทศไทยมีโจทย์ที่แตกต่างอะไรจากประเทศอื่นมากที่สุด ผมว่ามันคือเรื่องสังคมสูงอายุ ประเทศอื่นๆ ที่เข้าสู่สังคมสูงอายุ เขารวยไปแล้ว มีแต่ไทยประเทศเดียวเท่านั้นที่ยังไม่รวย เพราะฉะนั้น เราแก่ก่อนที่เราจะรวย แปลว่าช่องว่างความแตกต่างระหว่างรุ่นที่มีคนรุ่นเก๋ากับคนรุ่นใหม่ มันไม่หายไปไหน มีแต่จะกว้างขึ้นเรื่อยๆ ถ้าตอนนี้เราไม่สร้างสะพานเชื่อมระหว่างสองรุ่น มันจะยิ่งเป็นปัญหาหนักสำหรับประเทศเรา

     การจะดึงคนรุ่นเก๋าให้กลับมาด้วย เราต้องเชื่อมโยงและละลายพฤติกรรมกัน ยกตัวอย่างเช่น ในบริษัท Sea เราเคยจับกลุ่มกันสอนให้ผู้สูงอายุมาเล่นเกม ROV มาตีป้อมกันเลยนะ (หัวเราะ) เราสอนขายของบน Shopee ด้วยนะ เพื่อที่จะให้เขาเข้าใจว่าหลานเขากำลังเล่นอะไร มีชีวิตอย่างไร มันมีเรื่องสังคม เรื่องทีมเวิร์กด้วย ไม่ใช่แค่เล่นเกมอย่างเดียว นี่เป็นแค่จุดเล็กๆ ที่เราทำ แล้วเราจะเห็นช่องว่างต่างๆ มันเป็นเรื่องสมมติทั้งนั้น พอเปิดใจกันมากขึ้น สุดท้ายเราก็เข้าใจกันได้

 

ขอถามจริงๆ ภาพอนาคตของประเทศไทยในอีก 5-10 ปีข้างหน้า ในสายตาของนักเศรษฐศาสตร์ที่ผันตัวมาทำงานในบริษัทเทคโนโลยี เรายังมีหวังบ้างไหม

     มีสิ มีอยู่แล้ว อย่างหนึ่งที่ผมเขียนสรุปไว้ในหนังสือก็คือ ยิ่งถ้าเราพยายามมองอนาคตไปไกลมากๆ ต้องยอมรับว่าเราไม่สามารถมองอนาคตได้ไกลขนาดนั้น เพราะมนุษย์เราไม่ได้ถูกฝึกมาให้คิดเรื่อง 5-10 ปี ได้แม่นยำขนาดนั้น เราคิดเป็น scenario ได้ แต่สุดท้ายแล้วมันจะผิดไปเยอะมากเหมือนกัน เพราะการเปลี่ยนแปลงที่เร็วยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นยุค 5G หรือ AI ซึ่งจะทำให้เราคาดไม่ถึง

     สิ่งที่น่าจะได้เห็นกันคือ วงการการศึกษาคงต้องเปลี่ยนแปลงมหาศาล เราเริ่มเห็นภาคอื่นๆ เปลี่ยนแปลงมากพอสมควรแล้ว เมื่อเทคโนโลยีเข้าไปตามที่ต่างๆ มากมาย แต่ผมคิดว่าภาคการศึกษาเป็นภาคที่สำคัญที่สุดในเวลานี้ เพราะเป็นภาคที่สร้างคน ผลิตคน ลงทุนในคนให้เข้าไปอยู่ในโลกอนาคตของการเปลี่ยนแปลงได้ แต่ตอนนี้ภาคการศึกษากลับเปลี่ยนแปลงน้อยที่สุด ยังถูกดิสรัปต์น้อยที่สุด

     ผมเขียนคาดการณ์ไว้ในหนังสือว่ามหาวิทยาลัยทั่วโลกควรจะเปลี่ยนไปในทิศทางใดบ้าง หรือผมอยากให้มันเปลี่ยนไปในทิศทางนั้น มีบทหนึ่งที่ชื่อแปลกๆ บอกว่า ‘หรือว่ามหาวิทยาลัยจะเดินตามรอยเท้าโลกดนตรี’ ซึ่งฟังดูประหลาดมาก แต่ว่าจริงๆ แล้วมี 2-3 ประเด็นที่น่าสนใจ

     ประเด็นแรก สมัยเด็กๆ ผมอยากฟังเพลงของวงโมเดิร์นด็อก ผมอาจชอบเพลงเดียวหรือสองเพลง แต่ก็ต้องซื้อทั้งอัลบั้มใช่ไหม ตอนเด็กๆ เราเคยได้ยินเรื่องการอัดเทปมิกซ์เพลงให้แฟน ซึ่งคนสมัยนี้จะไม่เข้าใจว่าจะไปมิกซ์เทปทำไม เราจะฟังอะไรก็ได้ ถ้าเปรียบเทียบกับตอนนี้ เราไม่ต้องทำแบบนั้นแล้ว แค่เราสมัครเป็นสมาชิกของ Spotify หรือ Apple Music ก็ฟังได้แล้ว ถ้าไม่แน่ใจว่าชอบแนวเพลงอะไร ก็มีเพลย์ลิสต์แนะนำให้ลองฟัง

     ทีนี้ถามว่า มันเปรียบเหมือนกับเรื่องการศึกษาอย่างไร การศึกษาระดับปริญญาก็เหมือนกับเทปม้วนหนึ่ง เวลาคุณอยากเรียนเกี่ยวกับธุรกิจ ก็ต้องเรียนบัญชี ไฟแนนซ์ บริหารจัดการ ภาษาอังกฤษสำหรับธุรกิจ ซึ่งจะกำหนดตายตัวมาเลยเหมือนกับอัลบั้มเพลง คุณอาจเลือกได้บ้าง แต่น้อยมากในช่วงปีท้ายๆ ของการเรียน จะเรียนข้ามคณะก็ยากอีก เรื่องนี้ต้องเปลี่ยนแล้ว มันอาจกลายเป็นโมเดลคล้ายๆ กับ Spotify พอลงทะเบียนจ่ายค่าเล่าเรียนมหาวิทยาลัยปุ๊บ คุณจะเรียนอะไรก็ได้ เช่น เรียนศิลปะผสมกับ Data Science กับประวัติศาสตร์ หรือการจัดการกับอีสปอร์ตได้หมดเลย ถ้าสับสนไม่รู้ว่าจะเรียนอะไร ก็มีแนะแนวให้เหมือนกับ recommended playlist สมมติว่าคุณอยากจะทำงานประมาณนี้ คุณต้องเรียนวิชานี้

     ประเด็นที่สอง การเรียนรู้ด้วยประสบการณ์ (Experiential Learning) อาจารย์อาจเปลี่ยนมาเป็นโค้ช ถ้าใครเคยเรียนดนตรีจะรู้ว่าเราจะไม่มานั่งฟังอาจารย์สอนในห้องเรียนว่าเล่นเพลงนี้อย่างไร แต่จะฟังเพลงและซ้อมมาก่อนจากบ้าน แล้วมาเล่นให้อาจารย์ดู ช่วยแก้ไขจุดอ่อนให้ เราจะเริ่มเห็นเทรนด์การศึกษาออนไลน์ที่ฟังเลกเชอร์มาจากบ้าน ถึงเวลาเรียนก็มาทำแบบฝึกหัดร่วมกัน โดยมีซอฟต์แวร์ที่ระบุได้ว่าใครมีจุดอ่อนด้านไหนบ้าง จับคู่คนนี้มาติวกันได้ไหม ขณะที่อาจารย์ก็เป็นโค้ชที่คอยดูแลจัดการ ช่วยแก้จุดอ่อนให้

     ประเด็นที่สาม สุดท้าย มหาวิทยาลัยจะไม่ใช่ที่ที่คุณเข้ามาฟังเลกเชอร์อย่างเดียว แต่จะมารับฟังความเห็นที่หลากหลายของคนอื่น มาเพื่อได้บรรยากาศของการเรียนรู้ เหมือนกับการไปเทศกาลดนตรี เราไปฟังเพลงด้วยส่วนหนึ่ง และไปเจอเพื่อน พบปะสังสรรค์คนต่างๆ ผมคิดว่าการศึกษาสามารถเรียนรู้ได้จากอุตสาหกรรมดนตรีเยอะเหมือนกัน

 

ทำไมคุณจึงรักษาการมองโลกในแง่บวกไว้ได้ ทำไมคุณจึงมองอนาคตที่เต็มไปด้วยปัญหาและอุปสรรคในเชิงบวก

     ส่วนหนึ่งคงเพราะผมมองด้านลบมานานมากแล้วมั้ง (หัวเราะ) ก็เลยรู้สึกว่าการมองบวกเป็นทักษะสำคัญ แต่เราต้องแยกระหว่างการมองโลกแง่บวก กับความอ่อนต่อโลก (naive) มันไม่เหมือนกัน ผมบอกได้เลยผมเป็นคนที่ค่อนข้างดาร์กๆ อยู่แล้วโดยธรรมชาติ การหัดมองโลกในแง่บวกบ้าง จึงช่วยให้เรามองโลกตามความเป็นจริง แต่ในขณะเดียวกันเราก็คอยหาโอกาสในวิกฤต ไม่อย่างนั้นเราจะมัวแต่บ่น มีแต่พลังลบ ซึ่งมันไม่สร้างสรรค์ พอมีความคิดเชิงบวกมากขึ้น ทำให้เราคว้าโอกาสต่างๆ ได้ทัน

     ผมมีคติพจน์หนึ่งที่ตลกมาก เพราะได้มาจากคุกกี้เสี่ยงทายในร้านอาหารจีนที่อเมริกา คำทำนายเขาเขียนไว้ว่า ‘Luck is when opportunity meets preparation’ เวลาเราเห็นใครโชคดี มันไม่ใช่โชค แต่จริงๆ แล้วมันคือโอกาสที่มาพร้อมกับความสามารถในการคว้าโอกาสนั้น 

     เหมือนกับเราเล่นเซิร์ฟบอร์ดในทะเล คนที่พร้อมจะคอยดูว่าคลื่นกำลังจะมา พอคลื่นมา เขาจะขึ้นบอร์ดและโต้คลื่นไปได้ไกล แต่คนที่ไม่พร้อม เจอคลื่นลมก็จะจม ซึ่งมันก็เป็นไปได้ว่าเราเตรียมพร้อมรอจังหวะ แต่คลื่นยังไม่มาสักที เราก็ต้องรอไปแบบนั้น ต้องเตรียมพร้อมอยู่ตลอด เพราะฉะนั้น การมีทัศนคติเชิงบวก หรือพยายามมองโลกในแง่ดี มันทำให้เราพร้อมมากกว่า และสามารถรอคอยได้ วันนี้ยังไม่มีโอกาส ความเปลี่ยนแปลงที่เราต้องการอาจยังมาไม่ถึง แต่มันจะมาสักวันหนึ่ง และเมื่อมันมา เราพร้อมที่จะหยิบบอร์ดขึ้นมา มีความกล้าที่จะยืนบนนั้น และเราก็จะได้ท่องออกไป

 

อนาคตจึงไม่ได้ไล่ล่าเรา แต่เป็นเราต่างหากที่กำลังจะตามล่ามันใช่ไหม

     (หัวเราะ) ใช่ๆ เหมือนกับประโยคสุดท้ายในหนังสือผมบอกไว้ว่า ‘ขอให้อยู่ในปัจจุบัน แต่สนุกกับอนาคต’ คือทำปัจจุบันให้ดีที่สุด อย่าไปคิดว่าความไม่แน่นอนเป็นแค่ความเสี่ยง แต่เป็นโอกาสของการเปลี่ยนแปลงสิ่งใหม่ๆ เช่นกัน

 


ขอขอบคุณ: Corporate Innovation Summit (CIS 2019) ซึ่งจัดโดย RISE – Regional Corporate Innovation Accelerator

Share Post
Like 0 View 1909

Author

กฤตธกร สุทธิกิตติบุตร

หัวหน้าช่างภาพกอง a day BULLETIN

ปิยพร อรุณเกรียงไกร

ทำงานเกี่ยวกับคอนเทนต์ เลยเรียกตัวเองว่าเป็น Content Creator ชอบดื่มกาแฟ พยายามเข้าใจโลกศิลปะ สนุกกับการมองเทรนด์โลก และเป็นโปรดิวเซอร์รายการพอดแคสต์