ฌอห์ณ จินดาโชติ | ไม่มีอะไรที่ยั่งยืน นอกจากคุณค่าของตัวเองที่เป็นเครื่องพิสูจน์ตัวตน

การสนทนากับ ฌอห์ณ จินดาโชติ นักแสดงหนุ่มที่เคยมีดีกรีเป็นถึง ‘สามีแห่งชาติ’ ซึ่งเขาก็หัวเราะอย่างอารมณ์ดีถึงฉายานี้ แล้วก็บอกว่าสุดท้ายตำแหน่งนี้ก็ค่อยๆ หายไปตามเวลาไม่มีอะไรที่ยั่งยืน นอกจากคุณค่าของตัวเองที่เป็นเครื่องพิสูจน์ตัวตนของคนคนนั้น และการเลือกรับงานละครถึงสองเรื่องที่กำลังจะออนแอร์ในเวลาที่ไล่เลี่ยกันนั่นคือ ลูกไม้ลายสนธยา และ บาปรัก เรื่องแรกเป็นละครที่ว่าด้วยความเชื่อ พงศาวดาร และไตรภูมิพระร่วง ส่วนอีกเรื่องเป็นละครรีเมกที่อิงกับความสัมพันธ์ด้านมืดของคนในปัจจุบัน สองเรื่องราวที่คอนทราสต์กันราวกับสีขาวและสีดำ โดยเฉพาะเรื่องหลังที่เขาต้องรับบทเป็นผู้ชายขายบริการเพราะต้องการเงิน

     “เป็นความยากของคนวัยผมที่มีทัศนคติต่ออาชีพแบบนั้นซึ่งถูกสั่งสมมานาน แต่ตอนนี้เราต้องเข้าใจและรักในตัวละครนั้นให้มากขึ้น

     ฌอห์ณบอกเราถึงการตีความตัวละครที่เขาต้องแสดง โดยเขาอธิบายว่าถ้าเรายังยึดแต่กรอบของตัวเองไว้ สุดท้ายเขาก็จะไม่ได้เล่นเป็นตัวละครนั้น แต่เล่นเป็นฌอห์ณ จินดาโชติ ที่มีอาชีพเป็นผู้ชายขายน้ำแค่นั้น ถึงแม้ในบทประพันธ์ ตัวละครอาจจะทำในสิ่งที่เขาไม่เชื่อหรือเขาไม่เห็นด้วย แต่ก็ต้องจำไว้เสมอว่านั่นไม่ใช่ตัวเรา นั่นคือชีวิตของตัวละครนั้นต่างหาก ต้องเคารพในการตัดสินใจของตัวละคร ต้องให้เกียรติกับตัวละคร และผู้ร่วมแสดงคนอื่นๆ นั่นคือความลึกซึ้งของอาชีพนักแสดงที่คนทั่วไปไม่เคยนึกถึง

 

ฌอห์ณ จินดาโชติ

 

คุณกำลังจะมีละครออนแอร์ถึงสองเรื่องพร้อมๆ กัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่อง ลูกไม้ลายสนธยา เป็นเรื่องเกี่ยวกับประวัติศาสตร์สมัยโบราณ เราคิดว่าคุณน่าจะสนใจบทบาทในเรื่องนี้

     ลูกไม้ลายสนธยา เป็นเรื่องที่ผมเข้าถึงได้มากกว่า นอกจากเรื่องประวัติศาสตร์ในพงศาวดารแล้ว โชคดีที่ผมถูกปลูกฝังมาในเรื่องการเข้าวัดเข้าวา การบวชเรียน การเชื่อในเรื่องของภพภูมิ ดังนั้น การได้มาเล่นละครเกี่ยวกับสิ่งที่ไม่รู้ว่ามีอยู่จริงหรือไม่ หรือเป็นเรื่องเล่ามาจากพงศาวดารฉบับต่างๆ หรือไตรภูมิพระร่วงก็ตาม ทุกครั้งที่เข้าฉาก ผมจะต้องมีความเชื่อที่ค่อนข้างจะมากกว่าคนอื่น เพราะการแต่งตัวในบทของเราก็ไม่เหมือนกับคนในยุคนี้ คำพูดคำจาบางอย่างถ้าเราเอามาพูดกันกับเพื่อนก็คงตลก ในการแสดงบทบาท เราต้องเป็นคนเดียวที่ยึดมั่นในสัจจะที่เราพูด การอ่านหนังสือที่มีเรื่องราวเหล่านี้มา ก็ทำให้รู้สึกว่ามันไม่ได้ไกลตัวจนเกินไป เพียงแต่เรากำลังเล่นกับความเชื่อและความศรัทธากับตัวเอง

 

แต่เราสนใจ บาปรัก ละครอีกเรื่องของคุณมากกว่า ที่คุณสวมบทบาทเป็นผู้ชายขายน้ำ

     (หัวเราะ) ตอนแรกก็ไม่กล้าเล่นหรอก เพราะบทมันค่อนข้างจะแรง แต่พี่ป้อน (นิพนธ์ ผิวเณร) ผู้บริหารช่องวัน เคยบอกไว้ว่า ทุกครั้งในการทำงาน เราต้องมีโจทย์ให้กับตัวเองว่างานนี้เราต้องการอะไร แล้วคนดูจะได้อะไร คุณอาจจะรับเพราะรายได้ หรือคุณจะรับเพราะการพัฒนาศักยภาพ หรือรับเพราะจะทำให้คุณเติบโตบนเส้นทางอาชีพ รับเพราะว่าช่วงนี้คุณไม่มีอะไรทำ มีเหตุผลมากมายตั้งร้อยแปด ผมก็ต้องให้เหตุผลกับตัวเองก่อนว่ารับงานนี้เพราะอะไร

     ผมก็บอกว่า พี่ ผมไม่เข้าใจมุมของผู้ชายขายน้ำ เขาก็บอกว่า อ้าว คุณก็รับบทนี้เพื่อจะได้ทำความเข้าใจว่าคนที่ทำอาชีพแบบนี้ก็มีชีวิตจิตใจ เขาก็รักแม่เขานะ ถามว่าเขามีทางเลือกในชีวิตไหม ที่เขาเลือกทางนี้ย่อมต้องมีมูลเหตุ เช่นเดียวกัน การที่ผมรับบทเป็น ตะวัน ผู้ชายขายน้ำ ผมก็มีมูลเหตุของผม คนเราไม่ใช่อยู่ดีๆ เกิดมาแล้วก็ไปเป็นผู้ชายขายน้ำเลย การได้เข้าไปอยู่ในโลกของเขาก็เป็นการเปิดโลกทัศน์ของผมเช่นกัน เป็นการเข้าไปทัศนศึกษาและทำความเข้าใจผู้ชายแบบนี้ โดยต้องใช้เวลา 7-8 เดือน ตลอดเวลานั้น ในโลกของผม ทุกคนล้วนแต่เป็นสีเทา ความจริงอยู่ที่เราจะนำเสนอออกไปแบบไหน

 

ในฐานะนักแสดงที่ต้องรับบทบาทตัวละครที่มีพื้นเพต่างกันมาก เราอยากรู้ว่าคุณทำงานกันอย่างไร ทำความเข้าใจตัวละครอย่างไร

     แรกสุด พอคุณได้ตัวละครมาหนึ่งตัว คุณต้องสร้างแบ็กกราวนด์ทั้งหมดในชีวิตของตัวละครขึ้นมา คุณเอง ผมเอง เราทุกคนเกิดมามีพ่อมีแม่ มีอาชีพที่แตกต่าง มีทัศนคติ การปลูกฝังชีวิตที่ผ่านมาแตกต่างกัน ตัวละครถึงแม้เป็นเรื่องแต่ง เกิดมาจากบทประพันธ์ของนักเขียนคนหนึ่ง เขาก็จะมีเรื่องราวก่อนที่เขาจะมาเจอเรา เช่น ต้องผ่านการเลี้ยงดูมาแบบไหน เขาเรียนโรงเรียนอะไร ชอบสีอะไร มีทัศนคติต่อโลกยังไง เคยอยู่โรงเรียนรัฐบาลหรือเอกชน แค่นี้ความรู้สึกก็แตกต่างกันแล้ว เด็กเคยอยู่เมืองนอกกับเด็กที่อยู่เมืองไทยก็ไม่เหมือนกัน เราต้องสร้างตรงนั้นก่อน

     พอเริ่มรู้จักกำพืดหรือพื้นฐานของตัวเอง เราจะรู้แล้วว่าแต่ละการกระทำของตัวละคร เขาทำเพราะอะไร อย่างท่านเหมหิรัญญ์ เขามีอายุเป็นพันปีเทียบเท่ากับเทพ 1 องค์ มีวาจาศักดิ์สิทธิ์ พูดสิ่งใดเกิดสิ่งนั้น รักใครยาก ถ้าเราไม่สร้างตัวละครว่าทำไมเขารักใครยาก พ่อเขาสอนอะไรมา เราก็จะกลายเป็นพูดตามที่บทเขียนให้พูด ความศรัทธาความเชื่อจะไม่เกิด

     เหมือนกับตัวละคร ตะวัน ใน บาปรัก ผมคิดถึงเรื่องราวปูมหลังว่าพ่อเขาทำกับแม่เอาไว้ไม่ดี เขามีอาชีพเป็นจิตรกรบำบัด รายได้ต่อเดือนไม่ถึงหมื่นห้า แต่ค่าทำคีโมของแม่สามหมื่นบาทต่อครั้ง แปลว่าหนึ่งเดือนผมต้องหาเงินให้แม่มากกว่าหกหมื่นถึงเก้าหมื่น ดังนั้น ทัศนคติการหาเงินของเราคือ เราทำอาชีพสุจริต สังคมอาจจะไม่ชอบ แต่เราไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน เลยสร้างแบ็กกราวนด์มาว่า การสร้างความสุขให้กับทุกคนเป็นสิ่งที่ถูกต้อง แล้วมันก็จะค่อยๆ คิดตามลำดับเหตุการณ์ไปเรื่อยๆ

 

 

ขอสารภาพว่าเราไม่ค่อยดูละคร เพราะคิดว่าเนื้อหาละครไทยผิวเผิน แต่พอได้รู้ถึงเบื้องหลังการทำงานของนักแสดงไทย ก็ชักจะรู้สึกว่ามันน่าสนใจกว่าที่คิดไว้

     อาชีพนี้น่าสนใจครับ ผมมีพี่สาวเป็นนักแสดง ตอนเด็กๆ ชีวิตผมมีโอกาส มีความสุขสบาย ได้สิ่งของต่างๆ ก็มาจากน้ำพักน้ำแรงของพี่สาว มันคือสัมมาอาชีพ คือการทำงานเพื่อช่วยเหลือครอบครัว และทำให้ผมเติบโตเป็นคนที่ดีขึ้น พี่สาวผมเรียนไปด้วยทำงานไปด้วย เธอทำให้ชีวิตผมมีความสุข ทำให้แม่มีความสุข นั่นถือว่าเป็นอาชีพแล้ว ไม่ใช่แค่พาร์ตไทม์ที่ทำไปเล่นๆ ถ้าทำไปเล่นๆ จะไม่คงทน จะไม่เกิดความจริงจัง นั่นคือภาพของงานนักแสดงที่ผมเห็นตั้งแต่เด็ก

     เมื่อโตขึ้นผมก็รู้สึกว่าการแสดงก็เป็นศาสตร์อย่างหนึ่ง เป็นศิลปะ เหมือนกับการถ่ายภาพ ทำวาดภาพเหมือนจิตรกร หรือสถาปนิกต่างๆ ทุกอย่างคือศิลปะ พอมองว่ามีความสวยงามอยู่ตรงนั้น เริ่มรู้สึกว่าการแสดงมันยากนะ ยิ่งถ้าคุณเพิ่งโดนแฟนบอกเลิกตอนเจ็ดโมงเช้า แต่พอเก้าโมง คุณต้องแต่งหน้าเสร็จ พร้อมมารับบทเป็นคนที่ถูกลอตเตอรี่รางวัลที่หนึ่ง แล้วคุณจะทำงานนี้ได้อย่างไร คุณต้องทิ้งอดีตของตัวเองในสิ่งที่เพิ่งเกิดเมื่อสองชั่วโมงที่แล้วไว้เบื้องหลัง แล้วอยู่กับปัจจุบันของตัวละคร มันคือศิลปะที่คุณจะจัดการบริหาร ถ้าทำได้ดี คนจะเห็นคุณค่า และเมื่อเกิดเป็นกระแสนิยม คุณก็จะมีงานต่อๆ ไป

     สองเรื่องนี้เป็นทัศนคติที่ผมได้เห็นจากการทำงานของพี่สาว ที่ทำให้เห็นว่าไม่ใช่แค่งานเล่นๆ นะ มันคืออาชีพ เลี้ยงชีพได้ ทำไมถึงมีสมาคมนักแสดงอาวุโสอยู่ แสดงว่ามันคืออาชีพหนึ่ง ทำไมเราถึงต้องเสียภาษี เพราะมันถูกระบุว่าเป็นอาชีพ มันเป็นอาชีพที่คนอาจจะมองว่าง่ายๆ อะไรๆ เหมือนได้มาง่ายๆ แต่คุณอย่าลืมว่ามันก็เสียไปง่ายเหมือนกัน เพียงแค่คุณดีดนิ้ว คุณทำผิดหนึ่งอย่าง สังคมไทยหกสิบล้านคนประณามคุณ คุณอาจจะไม่มีงานต่อไปอีกเลยในวันพรุ่งนี้ แต่ถ้าคุณทำงานออฟฟิศ คุณโดนแค่คนในออฟฟิศแบน แต่คุณยังมีโอกาสไปทำงานในออฟฟิศใหม่ คุณต้องเข้าใจว่าระดับความรุนแรงมันต่างกัน

     และผมรู้สึกว่างานศิลปะ ทุกครั้งที่เราไปเล่น ไปทำการแสดง มันมีกลุ่มคนที่นั่งอยู่ตรงหน้าจอดูอยู่ ไม่ได้เสพความสุขอย่างเดียว แต่เสพงานศิลป์ เหมือนที่เราไปดูละครเวที เรามององค์ประกอบฉาก ดูการลำดับภาพ ดังนั้น ถ้าเราคิดให้ลึกกว่านี้ เราก็จะเห็นคุณค่าของอาชีพเรามากกว่านี้

 

เหมือนชีวิตนี้มีหลายสิ่งหลายอย่างที่คุณได้รับอิทธิพลมาจากพ่อและพี่สาว

     น่าจะเพราะผมถูกฝึกมาตั้งแต่เด็ก บ้านเราเป็นครอบครัวที่ไม่ได้สุขสบายมากนัก เป็นเหมือนชนเผ่าเร่ร่อนแบบพวกยิปซี บ้านเป็นนักเดินทาง คุณพ่อคุณแม่เกิดที่ใต้แล้วมาโตที่กรุงเทพฯ พี่สาวเกิดกรุงเทพฯ แล้วย้ายไปอยู่อเมริกา ส่วนผมเกิดที่อเมริกาแล้วก็ย้ายกลับมาอยู่ที่ไทย ในทุกๆ ซัมเมอร์ ผมต้องกลับไปอเมริกา เพราะเขาอยากให้ผมเรียนรู้การใช้ชีวิตแบบไม่ขอเงินพ่อแม่ แต่ต้องทำงานเอง ถ้าวันหนึ่งที่พ่อแม่ไม่อยู่แล้วจะทำยังไง ทำให้ผมเห็นคุณค่าของเงินตั้งแต่ 100, 200, 300 บาท รู้สึกว่าทุกอย่างเขามีการวางแผนไว้ ทุกอย่างต้องปล่อยให้ ‘เวลา’ ทำงาน ให้มีระบบความคิด มีแผนการ ถ้าเกิดมีความผิดพลาดเราจะได้แก้ไขทัน

     แต่ก็ไม่ใช่ไปฟิกซ์ว่าทุกอย่างเป็นแบบแผนทั้งหมด ถ้าเป็นอย่างนั้นชีวิตจะไม่สนุก ใช้ชีวิตให้เหมือนมีศิลปะอยู่ในตัวเองเสมอ นั่นคือที่พี่สาวเคยสอนผม อย่าไปกะเกณฑ์กับชีวิตมาก พี่สาวผมสอนว่า ยูต้องทำอะไรบ้าง พออายุ 15 ยูต้องรู้จักทำอะไรด้วยตัวเอง อายุ 18 อายุ 20 อายุ 25 อายุ 30 ยูต้องทำอะไร เลยเป็นปลูกฝังมา ในเรื่องของระเบียบวินัยกับเรื่องของความคิดส่วนหนึ่ง

 

ทราบมาว่าคุณเป็นคนชอบถ่ายภาพแนวสตรีทโฟโต้ การถ่ายรูปแบบนี้ช่วยฝึกกลไกในการมองโลกของคุณด้วยไหม

     ใช่ครับ และส่วนใหญ่ภาพของผมจะเป็นขาวดำ มีหลายคนมักบอกว่าถ่ายรูปขาวดำ แค่โหมดเดียวใครๆ ก็ถ่ายได้ ผมบอกเลยนะ ว่าสำหรับตัวผมเองนั้นเป็นการถ่ายที่ยากมาก เพราะต้องคุมเรื่องของความคอนทราสต์ในภาพขาวดำ คนเราเมื่อไม่มีสีสันมาล่อตาล่อใจ สายตาจะโฟกัสกับรายละเอียดมากขึ้น และสมองจะคิดเยอะขึ้น การเห็นสีสันจะทำให้เราเบี่ยงเบนความคิด เราก็จะมองไปตรงวัตถุที่สีฉูดฉาดนั้นจนขาดรายละเอียดอื่นๆ ของภาพ

     และอีกอย่างหนึ่ง พอเป็นรูปขาวดำ หลายคนจะบอกว่าทำไมภาพดูเศร้าจัง ผมพยายามจะถ่ายภาพงานเลี้ยงวันเกิดพ่อแม่ตัวเองให้เป็นขาวดำ ทุกคนก็ยังมองว่ามันเศร้าอยู่ แต่ผมรู้สึกว่ามันแฮปปี้นะ เราถูกทัศนคติจองจำกันมาตั้งแต่เด็กว่าขาวดำ คือ that’s life bad life ซึ่งจริงๆ ชีวิตคนเรามีสีเทา มีทั้งดีและไม่ดี ทำไมเราไม่ปรับความคิด ผมรู้สึกว่าการถ่ายภาพขาวดำนั้นท้าทายตัวเองมาก ผมจะถ่ายลุงเก็บขยะยังไงให้เขาไม่ดูเศร้า ถ่ายคนตาบอดที่อ่านตัวอักษรเบรลล์ยังไงให้ไม่ดูแย่ เลยพยายามฝึกฝนตัวเองไปเรื่อยๆ

 

ฌอห์ณ จินดาโชติ

 

มีภาพยนตร์ฮ่องกงอยู่เรื่องหนึ่ง ชื่อ Sparrow (2008) ซึ่งงานอดิเรกของตัวเอกคือ ขับจักรยานไปถ่ายรูปสตรีทในแต่ละวัน และเขาถ่ายแต่รูปขาวดำเหมือนคุณเลย และตัวละครในหนังก็ถามเขาว่าทำไมเอาแต่ถ่ายรูปขาวดำ ตัวเอกคนนั้นก็ตอบว่า ‘รูปขาวดำมันจริงกว่า’ คุณคิดแบบเดียวกันไหม

     จริงนะ ดูอย่างเมื่อก่อนสิ โทรทัศน์ก็เป็นขาวดำ กล้องถ่ายรูปตอนแรกก็ถ่ายได้แต่แบบขาวดำ สรรพสัตว์ส่วนใหญ่มองเห็นเป็นขาวดำ มีแต่ชิมแปนซีกับมนุษย์ที่มองเป็นภาพสี แปลว่าประชากรส่วนมากของโลกใบนี้เห็นด้วยกับการเห็นภาพขาวดำมากกว่า ไม่อย่างนั้นทำไมพระเจ้าไม่สร้างให้สิงโต ให้หมา เห็นเป็นภาพสีเหมือนเรา โอเค ฟังแล้วเหมือนไม่แฟร์เลยนะ ผมว่านะถ้าภาพสีนั้นดีจริง ทุกคนต้องได้เห็นเท่ากันหมด แต่ทีนี้ประชากรที่เห็นเป็นขาวดำมันมากกว่า แปลว่ามันต้องมีอะไรบางอย่าง นั่นอาจจะเป็นความจริง (Real) ผมรู้สึกว่าทุกคนชอบการ back to basic เสมอ โดยเฉพาะตอนนี้ที่ดิจิตอลมันล้ำไปถึงขั้น 4k แต่ทำไมเรายังเห็นเด็กวัยรุ่นที่เดินอยู่แถวถนนพระอาทิตย์ยังหยิบกล้องฟิล์มมาถ่าย ทำไมคนยังโหยหาแอนะล็อก เพราะมันอมตะ ผมรู้สึกว่าภาพขาวดำน่าจะเป็นความจริงที่สุดที่คนยังโหยหาสิ่งนั้นอยู่ เพราะมันมีความลำบากกว่าจะได้มา

 

ช่วงปลายปีคุณกำลังจะมีนิทรรศการแสดงภาพถ่ายของตัวเองอีกครั้ง แต่ครั้งนี้พิเศษขึ้นเพราะมีการใช้ตัวอักษรเบรลล์มาเป็นส่วนหนึ่งของงานด้วย ทำไมถึงสนใจเรื่องของคนตาบอดคุณไปพบเห็นอะไรมา

     ความสนใจนี้มาจากงานนิทรรศการครั้งที่แล้วที่ผมไปร่วมงานกับชุมชนบางแค ผมมีเพื่อนที่เกิดและเติบโตที่นั่น พวกเขาเล่าให้ผมฟังว่าชุมชนบางแคเป็นหนึ่งในสามของชุมชนที่ใหญ่ที่สุดของกรุงเทพฯ เป็นชุมชนที่พลังมวลชนเยอะมากในการที่จะต่อรองทำถนน ทำรถไฟฟ้า เพราะว่าคนเฒ่าคนแก่เยอะ และผมมีโอกาสได้ไปที่บ้านบางแค ทางเจ้าหน้าที่ก็พูดถึงเรื่องสิ่งที่ขาด ตอนแรกเราก็เข้าใจว่าน่าจะขาดเงินหรือปัจจัย 4 แต่ปรากฏว่าไม่ใช่ ที่นี่มีคนมาทำบุญวันเกิด มีคนเอาอาหารมาเลี้ยงตลอด แต่พวกเขาขาดเครื่องทำความสะอาด ขาดเรื่องความใส่ใจ ผมจึงใช้เรื่องบ้านบางแคและชุมชนบางแคมาทำเป็นภาพถ่าย ซึ่งก็หารายได้ช่วยเหลือบ้านบางแคกับชุมชน

     ผมเป็นคนชอบถ่ายรูป แต่ไม่ได้เก่งระดับที่จะเป็นตากล้องมืออาชีพ แต่ชอบความรู้สึกที่สามารถใช้รูปถ่ายของเราให้ดียิ่งขึ้น เกิดประโยชน์กับส่วนรวม สิ่งที่ชอบน่าจะเปลี่ยนแปลงหรือกระตุกต่อมความคิดของใครบางคนได้ร้อยละหนึ่งก็ยังโอเค

     ผมมีเพื่อนที่เรียนสังคมวิทยาและการพัฒนาชุมชนมาด้วยกัน เลยคุยกันว่าเราลองมาทำกันไหม งบมีอยู่แค่นี้ ก็มาขึงผ้าและทำการโปรโมตกัน ไปๆ มาๆ ก็ได้เงินกลับมาพอสมควร ผมก็เอาไปให้บ้านบางแค พวกเขาก็แฮปปี้ รู้สึกว่ามีเด็กมาใส่ใจเขา มีประโยคหนึ่งที่แม่บอกผมว่า ‘อย่าหยุดทำความดี เพราะความดีมันขี้เกียจได้ง่ายมาก ทำไม่ดีมันเร็วกว่า’ ผมจึงอยากทำเรื่องของกลุ่มคนหนึ่งที่ใกล้ตัวมาก แต่เราไม่เคยรู้ ก็เลยนึกถึงเรื่องที่เคยถามเพื่อนว่า ถ้าวันหนึ่งเรากลายเป็นคนพิการ อวัยวะส่วนไหนที่เสียไปแล้วจะเสียใจที่สุด คำตอบคือการเป็นผู้พิการทางสายตา การที่จะไม่ได้เห็นสิ่งสวยงามอีกต่อไป เป็นเรื่องที่ใจเรารู้สึกว่า เรื่องนี้น่าเอามาเล่า

     ผมจึงไปใช้ชีวิตคลุกคลีที่โรงเรียนคนตาบอด เริ่มจากการฝึกอ่านภาษาเบรลล์ ดูภาพอักษรนูน ดูวิธีการที่เขาเรียน เพิ่งรู้เหมือนกันว่าคนพิการทางสายตาสามารถถ่ายภาพได้ โดยเฉพาะพอร์เทรตระยะ 35 มม. และคนพิการทางสายตามีหูดีกว่าคนปกติเกือบสามเท่าตัว ประสาทการรับกลิ่นก็ดีกว่า นี่เป็นเรื่องมหัศจรรย์มาก แค่ผมเดินผ่านเขาก็จำกลิ่นตัวผมได้ทันที ต่อให้ผมมาอีกทีอาทิตย์หน้า เขาก็จะจำกลิ่นตัวผมได้ เลยรู้สึกว่าเรื่องแบบนี้ น่าเอามาเล่า ผมจึงรวมทีมกันอีกครั้งหนึ่ง

Share Post
Like 3 View 809

Author

ทรรศน หาญเรืองเกียรติ

หมาป่าขาวอวบขนาดสามคนโอบของหมู่บ้านบุญละติน (a day BULLETIN) รักการติดตามคาเมนไรเดอร์ยุคเฮย์เซย์ พอๆ กับการออกเดินทางไปเพื่อหาเรื่องราวสนุกๆ มาเล่าให้กับคนอ่านในทุกสัปดาห์IG/Twitter : @Matt_Doraemon

ภาสกร ธวัชธาตรี

ช่างภาพประจำกอง a day BULLETIN