ฌอห์ณ จินดาโชติ: ให้กาลเวลาเล่าเรื่องที่ดี เพราะสิ่งดีๆ นั้นควรค่าแก่การเก็บไว้สอนใจ

The Conversation
3 Oct 2019
เรื่องโดย:

ทรรศน หาญเรืองเกียรติ, ชยพล ทองสวัสดิ์

“สวัสดีครับ อ่านหนังสือเล่มใหม่ของผมแล้วเป็นอย่างไรบ้าง”

        รอยยิ้มที่ใครหลายคนบอกว่ามีพลังทำลายล้างอย่างรุนแรงของนักแสดงหนุ่มหล่อคนนี้ที่เห็นมาแต่ไกล ยังไม่เท่ากับประโยคแรกที่ ฌอห์ณ จินดาโชติ เอ่ยทักทายมา เล่นเอาเราผงะไปสองสามวินาทีเนื่องจากไม่ได้เตรียมตัวว่าจะเป็นฝ่ายโดนถามกลับเสียเอง เพราะระหว่างที่เราเดินทางมาพบกับนักแสดงหนุ่มหน้าตาคมคายคนนี้ ในหัวก็มีแต่เรื่องที่อยากถามอยากคุยกับเขาเต็มไปหมด  

        พอตั้งสติได้เราก็ตอบเขาไปตามตรงว่า ให้กาลเวลาเล่าเรื่องที่ดี เป็นเหมือนภาคต่อของ Present Perfect เพราะวันนี้…ดีที่สุดแล้ว หนังสือเล่มแรกของเขา ที่มองโลกในแบบของคนที่โตขึ้น อาจเพราะว่าหนังสือเล่มนี้ทิ้งระยะห่างจากเล่มแรกเกือบๆ 5 ปี หลายอย่างที่ผ่านเข้ามาในชีวิตค่อยๆ สอนเขาให้เข้าใจโลก เข้าใจชีวิตได้ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นจากคนใกล้ตัว เหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น หรือสิ่งของที่บางครั้งก็ทำให้เขาพบวิธีคิดอีกแบบที่หลุดออกไปจากกรอบเดิมๆ จากที่เคยรู้มาตั้งแต่เด็ก

        เขานั่งฟังสิ่งที่เราเล่าอย่างตั้งใจ และก็เกริ่นถึงที่มาของหนังสือเล่มนี้ว่า คนที่เป็นแรงผลักดันให้เขาเขียนหนังสือเล่มที่สองนั้นคือหลานๆ และปู่ของเขาเอง “หลานชายและหลานสาวของผมอยู่ในช่วงวัยกำลังเรียนรู้ อ่านออกเขียนได้ และช่างจดจำ พวกเขากำลังวิ่งเล่นอย่างสนุกสนานบนสนามหญ้าของโลกความจริงยุคใหม่ที่ทุกสิ่งล้วนน่าตื่นตาตื่นใจ เกิดขึ้นเร็วในอัตราเร่ง และพร้อมจะหายลับไปอย่างรวดเร็ว ส่วนคุณปู่ของผมอยู่ในช่วงเวลาแห่งอดีต เรื่องราวของเขาผ่านมาเนิ่นนาน และกำลังอยู่ในช่วงเวลาของการลืมมากกว่าจำ ทุกสิ่งคล้ายเป็นภาพฝันอันพร่าเลือน คล้ายภาพเขียนที่สีกำลังหลุดล่อน แต่ถ้ามองดูช้าๆ อย่างพิจารณา ร่องรอยในภาพเก่านั้นกลับมีค่าและน่าจดจำ”

        ‘น้องเวลา’ คือหลานสาว และ ‘น้องที่ดี’ ก็คือหลายชายของเขา เมื่อฝ่ายหนึ่งกำลังจะจำ แต่อีกฝ่ายหนึ่งกำลังจะลืม เขาจึงเป็นเหมือนคนที่อยู่ระหว่างโลกคู่ขนาน และนั่นจึงทำให้เขาอยากจะสร้างสะพานให้ทั้งสองฝั่งเชื่อมโยงเข้าหากัน

        ด้วยเนื้อหาที่โตขึ้น การมองโลกที่เข้าใจมากขึ้น การสำรวจตัวตนของตัวเอง แม้ฟังดูจะไม่สดใสเหมือนหนังสือเล่มแรก แต่ก็เจือไปด้วยแสงแห่งความหวังของชีวิตซึ่งอ่านแล้วเหมือนเราได้คุยกับเพื่อนสนิทที่บางครั้งก็คล้อยตาม บางทีก็คัดค้าน หรือบางครั้งก็แค่รับรู้โดยไม่ตัดสินอะไร หนังสือเล่มนี้จึงเป็นงานเขียนที่เราพบว่าเป็นความจริงมากที่สุด ความจริงของชีวิตที่เป็นสีเทาๆ แบบนี้แหละ

       เขาบอกเราว่าในขั้นตอนท้ายๆ หลังจากที่เขาเกลาเรื่องราวจนกลมกล่อมทั้ง 30 ความเรียงแล้ว ก่อนหน้านั้นสิ่งที่เขาเขียนหม่นหมองกว่านี้มาก ทุกเรื่องที่เล่าราวกับคนที่เจ็บปวดและเจออะไรหนักๆ ในชีวิตจนแทบสิ้นหวัง แต่สุดท้ายเขาก็ตัดสินใจที่จะให้ความหวังกับคนอ่านมากกว่าจะพาพวกเราจมดิ่งไปกับความทุกข์ทนที่ไม่ส่งประโยชน์ในด้านดีอะไรให้กับใคร

        “เพราะเรื่องที่ดีนั้นควรค่าแก่การเก็บไว้สอนใจ มากกว่าจะทิ้งให้เลือนหายไปกับกาลเวลา”

 

ฌอห์ณ จินดาโชติ

ในคำนำของหนังสือ คุณเขียนไว้ว่า ‘ให้กาลเวลาเล่าเรื่องที่ดี คือหนังสือที่เกิดขึ้นขณะที่ผมยืนอยู่บนโลกคู่ขนานของโลกสองใบ ใบหนึ่งคือโลกอันทันสมัยและสดใหม่ของหลานสาวหลานชาย อีกใบคือโลกในอดีตที่กำลังเลือนหายของคุณปู่…’ คือบทเปิดที่คุณกำลังจะบอกกับคนอื่นใช่ไหมว่าหนังสือเล่มนี้จะพาไปพบกับความคิดของคุณที่จริงจังและหม่นหมองขึ้น

        ก็ไม่เชิงขนาดนั้น เพราะตอนแรก ให้กาลเวลาเล่าเรื่องที่ดี มีเนื้อหาที่เทากว่าที่เป็นในตอนนี้มาก แต่สุดท้ายเมื่อผมคุยกับทางสำนักพิมพ์ a book พวกเขาก็ให้ความเห็นกับผมว่าไม่อยากให้คนอ่านได้เจอกับสิ่งที่ทำให้คนไม่มีความหวัง

        และตอนแรกผมตั้งใจว่าจะไม่เขียนหนังสืออีกแล้ว เพราะผมทำตามความฝันของตัวเองได้แล้ว นั่นคือการมี Present Perfect เพราะวันนี้…ดีที่สุดแล้ว จนกระทั่งปู่ผมป่วยเป็นโรคอัลไซเมอร์ ทำให้ผมมีแรงผลักดันบางอย่างเกิดขึ้น ประกอบกับหลานผมที่กำลังจะเริ่มโต เลยคิดว่าคงจะดีถ้าหนังสือเล่มนี้จะเกิดจากมูลเหตุที่ไม่ได้มาจากตัวผมแล้ว เพราะใน Present Perfect เพราะวันนี้…ดีที่สุดแล้ว นั้นเป็นเรื่องของตัวผมเองมากๆ หนังสือเล่มแรกเกิดจากตัวผม ทัศนคติของผม มุมมองความคิดในเล่มจึงเป็นโทนสีฟ้า แต่สำหรับ ให้กาลเวลาเล่าเรื่องที่ดี ตอนแรกผมวางว่าจะเป็นสีดำทั้งเล่มเลยด้วยซ้ำ และใช้เวลาเข็นให้เสร็จนานมาก นับดูแล้วก็ใช้เวลาถึงสามปี เพราะผมตัดหลายๆ อย่างออกไปเยอะมาก และก็มีเขียนเพิ่มเข้าไปเยอะอยู่เหมือนกัน

จะเรียกว่าเป็น Present Perfect ในวันที่เติบโตขึ้นได้ไหม

        ได้ครับ เพราะผมเองก็ไม่กล้าฉีกงานเขียนไปจากเดิม เพราะตอนแรกผมก็คิดว่าจะเขียน ให้กาลเวลาเล่าเรื่องที่ดี เป็นนวนิยายหรือเล่าเรื่องสถานการณ์ต่างๆ หรือเป็นเชิงข้อเท็จจริงยาวๆ แต่เมื่อคุยกับพี่แป้งร่ำ (ชมพูนุท ดีประวัติ, บรรณาธิการสำนักพิมพ์ a book) ก็แนะนำว่าให้เขียนสิ่งที่เป็นทางของเรามากที่สุด เราเขียนเรื่องสั้นเหมือนเดิมก็ได้เพียงแต่ขยายความจาก Present Perfect ให้คนรู้สึกเหมือนพัฒนาการต่อจะดีกว่า ซึ่งผมก็คิดว่าหนังสือเล่มนี้น่าจะเหมือนกับ แฮร์รี พอตเตอร์ ที่พอขึ้นปี 2 ปี 3 พวกเขาก็จะโตขึ้นไปเรื่อยๆ ถ้าผมจะฉีกออกไปเลยน่าจะทำเป็นโปรเจ็กต์แยกต่างหากดีกว่า และมีคนอ่านรอหนังสือของผมมาเกือบ 5 ปี ผมจึงตกลงที่จะทำให้หนังสือเล่มนี้ไม่ผิดรูปไปจากเดิมมาก

 

ฌอห์ณ จินดาโชติ

ในฐานะของคนเขียนหนังสือ คุณเองก็มีสิทธิ์ขาดในการจะคงเรื่องราวที่ตัวเองทำไว้ แต่อะไรที่ทำให้คุณคิดว่าคำแนะนำจากหลายคนนั้นมีน้ำหนักมากพอที่จะยอมลดทอนความหนักหน่วงของเนื้อหาลงไป

        เพราะสุดท้ายแล้ว ผมคิดว่าผมไม่ได้ทำหนังสือเล่มนี้เพื่อตัวเอง แต่ทำเพื่อให้หลานอ่านในอนาคตหนังสือเล่มนี้จึงไม่มีรูปผมบนหน้าปก ปกหลังก็ไม่มี หนังสือเล่มนี้แทบจะไม่มีรูปผมอยู่เลย และผมก็แจ้งกับทางสำนักพิมพ์ว่าผมไม่อยากใช้รูปตัวเอง เป้าหมายของผมคือเมื่อหลานๆ ได้มาอ่าน เขาต้องได้ประโยชน์จากหนังสือเล่มนี้ ผมจะบอกพวกเขาไว้ว่า ‘สุดท้ายแล้วไม่ต้องเชื่อในสิ่งที่น้าบอก เราต้องออกไปเจอกับมันเอง เรื่องแบบนี้ฟังกันสิบปากว่าก็ไม่ได้อะไรหรอก โลกของเรากับโลกของน้าไม่เหมือนกัน ทัศนคติของเราในภายภาคหน้าอาจจะไม่เหมือนกัน แต่สิ่งที่เล่าก็คือสิ่งที่น้าคนนี้ไปเจอมา’ ซึ่งผมหวังว่าหนังสือเล่มนี้จะมีประโยชน์ต่อพวกเขาในวันข้างหน้า ผมเลยทำกฎเล็กๆ ว่าในทุกๆ 5 ปี หลานผมต้องหยิบหนังสือเล่มนี้มาอ่าน เพื่อจะได้รู้ว่าระบบทัศนคติของเขานั้นเติบโตไปแค่ไหน นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมผมถึงต้องตัดบางส่วนออกไป คงเหมือนกับศิลปินนักร้องที่ทำเพลงออกมาสักหนึ่งอัลบั้ม ถ้าเป็นสมัยก่อนก็จะมีหน้า A และ B มีทั้งเพลงที่เราชอบ และเพลงที่คาดหวังว่าคนฟังคงจะชอบ

ใน Present Perfect เนื้อหาส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องของแรงบันดาลใจและการมองโลกในแง่บวก แต่คุณบอกว่าใน ให้กาลเวลาเล่าเรื่องที่ดี เนื้อหาจะเป็นสีเทาที่เจือด้วยความหวัง แล้วยังจะมีส่วนของการให้กำลังใจและการมองโลกในแง่บวกอยู่อีกไหม

        หนังสือเล่มนี้เหมือนการสำรวจอวัยวะภายในร่างกายผม ให้รู้จักอย่างถ่องแท้มากขึ้น เป็นช่วงที่ผมเข้าใจเลขสามสิบที่เป็นตัวเลขของอายุมากขึ้น เข้าใจคำว่าวุฒิภาวะของความเป็นผู้ใหญ่อย่างร้อยเปอร์เซ็นต์ ตอนนั้นระบบความคิดของ Present Perfect ถูกเขียนขึ้นมาตอนอายุประมาณ 22-23 ปี เป็นช่วงอายุของคนที่เพิ่งเรียนจบและเข้าสู่โหมดความจริง การเดินเข้าสู่โลกของการทำงาน ความฝัน การทำตามเป้าหมายของตัวเอง แต่พออายุสามสิบ ผมได้รู้ว่าบางอย่างในชีวิตคือความผิดหวัง ขอบเขตของชีวิตไม่ได้เป็นเหมือนตู้ปลาแบบในสมัยก่อนที่มีแต่การเลือกหยิบแต่สิ่งดีๆ มาใส่ไว้ แล้วก็อยู่แต่ในโลกที่เราจินตนาการ

        เมื่อเติบโตขึ้น เราต้องผ่านเรื่องราวของสังคม เรื่องที่เราไม่สามารถไปจำกัดขอบเขตว่าจะให้เป็นแบบไหน โดยเฉพาะสิ่งที่คนรอบตัวที่ผมได้พบก็เป็นเรื่องของความผิดหวังเสียมาก สุดท้ายแล้วชีวิตก็ไม่สามารถควบคุมปัจจัยอะไรได้ เราแค่เลือกที่จะจำมากกว่า ให้กาลเวลาเล่าเรื่องที่ดี ก็คือเรื่องที่ผมเจอมา สิ่งที่ดียังเก็บไว้แล้วเอามาเล่า ใน Present Perfect ผมให้มุมมองที่เป็นด้านบวกกับคน เป็นแรงบันดาลใจบางอย่างให้กับคนอ่าน ส่วน ให้กาลเวลาเล่าเรื่องที่ดี ผมเอาความรู้สึกตอนนี้ที่มันนิ่งมาก ไม่ได้เป็นบวกและไม่ได้เป็นลบ มาแจกจ่ายให้กับคนอ่าน

 

ฌอห์ณ จินดาโชติ

ถ้าอย่างนั้นในวัยสามสิบ อะไรคือสิ่งที่เจ็บปวดสำหรับคุณที่สุด

        (นิ่งคิด) สิ่งที่เจ็บที่สุดคือการที่เราควบคุมสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้ ถ้าสมมติว่าเราทำในสิ่งที่ควบคุมได้ แล้วผลออกมาไม่ได้ดั่งใจ อย่างน้อยเราก็ได้ลงมือทำและได้ควบคุมการกระทำของตัวเราเอง แต่สิ่งที่เจ็บที่สุดคือสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้ แล้วเราไม่มีสิทธิ์ที่จะแสดงออกต่อสิ่งนั้น เหมือนเราถูกมัดมือมัดปาก แล้วให้นั่งอยู่ในที่ที่เราไม่อยากนั่ง ให้ทุกคนกระทำเราหรือพูดในสิ่งที่เราไม่ได้พูด อันนั้นน่ากลัวกว่า แต่ความเป็นผู้ใหญ่ก็คือความต้องรู้จักอดทน ความเข้าใจต่อสถานการณ์ และการเพิกเฉย นี่คือวุฒิภาวะของผู้ใหญ่ เพราะถ้าคุณกระทำเหมือนเด็ก คือพยายามแก้มัดตัวเองแล้ววิ่งเข้าไปชกคนที่เขาทำร้ายคุณ หรือพยายามตะโกนป่าวประกาศว่าคุณเป็นคนอย่างไร ถ้าตอนเด็ก ผู้ใหญ่ยังสนใจ แต่ถ้าเราเป็นผู้ใหญ่แล้วทำแบบนั้น เขาจะบอกว่าเรานิสัยเด็ก ฉะนั้น สิ่งที่ผมว่าน่าหนักใจและน่ากลัวคือบางครั้งการไม่ได้พูดในสิ่งที่เราอยากจะพูด การที่เราต้องเข้าใจในสภาวะสังคมทั้งที่เราไม่พร้อมจะเข้าใจ แต่เราต้องเข้าใจอย่างถ่องแท้ด้วย แล้วการที่เราต้องปล่อยให้สิ่งต่างๆ ที่เราอยากควบคุมมันแต่เราควบคุมไม่ได้ให้เดินผ่านหน้าเราไป แล้วบางอย่างก็มีผลกระทบต่อความรู้สึกของเรา

การที่คุณนิ่งขึ้นได้ นอกจากวัยที่เติบโตขึ้น แรงกระทบจากเรื่องดราม่าต่างๆ เป็นสารที่ช่วยเร่งให้จิตใจของคุณปล่อยวางได้มากขึ้นด้วยหรือไม่

        ในบทที่ชื่อว่า นักสร้างภาพ ผมก็พูดถึงเรื่องของโซเชียลเน็ตเวิร์ก เป็นเรื่องคนที่ผมรู้จักเคยโดนรุมประณาม ผมก็เอามาร้อยเรียงอยู่ในงานเขียนบทนี้ ผมรู้ว่าทุกคนไม่ชอบคำนี้หรอก แต่เราก็เป็นอย่างนั้นกันจริงๆ ตราบใดที่เรายังแต่งรูป ถ่ายรูปมาคุณก็ครอป หรือคุณเลือกที่จะลงแค่รูปเดียวในบรรดาสิบรูปที่ถ่ายมา เพราะคุณเองก็ต้องเลือกรูปที่ดีที่สุด ทำไมคนออกกำลังกายไม่เคยถ่ายรูปของตัวเองเวลาที่หน้าโทรมๆ และเลือกที่จะไปแต่งหน้ามาก่อน นั่นก็เพราะว่าเราเป็นนักสร้างภาพกันทั้งหมดนี่แหละ แต่สุดท้ายแล้วผมก็บอกว่า เราจะสร้างอะไรก็สร้างได้แต่อย่าลืมสร้างประโยชน์ให้คนอื่นด้วย

        สำหรับในส่วนของตัวผมเองก็เป็นกฎเหล็กที่ถ้าเราทำอาชีพนี้ก็ต้องยอมรับในแรงปะทะที่มี และเป็นกฎอย่างหนึ่งที่ข้อเท็จจริงเป็นแบบไหนไม่รู้ แต่เราก็ต้องอยู่เฉยๆ ไว้ ตอนแรกผมคิดอยู่ว่าจะเขียนเรื่องนี้ดีไหม แต่ผมไม่ต้องการให้เกิดข้อพิพาท ผมเป็นคนหนึ่งที่เคยอยู่ในจุดนั้น และมีหลายคนที่โดนผลกระทบจากตรงนั้น เช่น พี่ชายของผม ทำให้ผมรู้ว่าสิ่งที่น่ากลัวกว่าการถูกกฎหมายตัดสินคือการถูกวิพากษ์วิจารณ์ทางสังคม พี่ชายผมในทุกวันนี้ไม่มีงานในวงการบันเทิงเลยเพราะความผิดพลาดที่เกิดขึ้น ซึ่งก็ใช่ เขาก็ผิดด้วยส่วนหนึ่ง เป็นเพราะภาวะอารมณ์ แต่สังคมก็ไม่ควรจะไปด่าทอบุพการีเขาขนาดนั้น ไปด่าพ่อแม่เขาเวลาเดินห้าง เอาขี้เอาไข่ไปปาหน้าบ้าน เราไม่ใช่ผู้ผดุงความยุติธรรม เราแค่มีหน้าที่รับทราบว่ามีคนทำผิดก็ว่ากันไปตามผิด เราไม่ควรไปพิพากษาใคร สิ่งที่น่ากลัวกว่ากระสุนปืนคือนิ้วมือของเราในการพิมพ์นี่แหละ

เวลาที่เราบอกแบบนี้กับใคร มักจะโดนสวนกลับมาว่าทำไมเป็นคนโลกสวยจัง ยิ่งคุณเองเป็นนักแสดง และมีหน้าตาที่หล่อเหลา ก็คงเคยโดนหลายคนตอบกลับเจ็บๆ แบบนี้มาเหมือนกันบ้างใช่ไหม

        มีหลายคนพูดกับผมเหมือนกันว่าผมเป็นคนที่มองโลกสวยไปหรือเปล่า ซึ่งผมจะตอบเขาว่า มนุษย์ก็เป็นอย่างนี้ทุกคน เพราะสมองมนุษย์จะมีกลไกป้องกันตัวที่จะให้เราไม่คิดลบจนเกินไป เพราะจะทำให้เราดิ่งลงจนยากที่จะขึ้นมา ดังนั้น ผมมักจะถามว่าแล้วคิดแบบไหนดีกับตัวเรามากกว่ากันล่ะ ถ้าคิดบวก แต่เป็นการคิดแบบไม่มีเหตุและผลนั่นคือความโลกสวย แต่สิ่งที่ผมเขียนคือการคิดบวกและการตกผลึกที่ผ่านการคัดกรองจากบุคคลที่ 3 และ 4 ที่เราเป็นส่วนหนึ่งในเหตุการณ์

        ต้องถามกลับว่า เวลาคุณคิดอะไรที่เป็น positive คุณมีเหตุผลมากพอหรือเปล่า เรื่องนี้ไม่เหมือนความรักนะ เวลาที่คุณรักใครสักคน แบบนั้นไม่มีเหตุผลหรอก แต่ในการคิดแบบโลกสวย เราไม่มีเหตุผลอะไรที่ต้องไปคิดลบกับมัน ชีวิตก็เหนื่อยพออยู่แล้ว อย่างเช่น คุณออกไปทำงานได้เงิน 3,000 บาท แต่กับอีกคนที่บอกว่าออกไปทำไม เหนื่อยเปล่าๆ อยู่บ้านดีกว่า คนที่คิดแบบโลกสวยก็อาจจะคิดว่าอย่างน้อยเราออกไปทำตัวให้มีประโยชน์และได้เงินมา อาจจะดีกว่าที่นั่งเฉยๆ แล้วคอยเอาแต่ว่าคนนั้นคนนี้ก็ได้  คุณเลือกเอาว่าคุณจะเป็นแบบไหน ผมไม่เคยบอกว่าอะไรคือถูกหรือผิด แต่ถ้าคุณคิดบวกแต่ไม่มีเหตุผล ผมว่าคุณน่ะโลกสวย แต่ถ้าคุณมีเหตุผลประกอบที่มีน้ำหนักมันคือการคิดในแง่บวก

การเลือกเรื่องมาเล่าส่วนใหญ่เป็นการตกผลึกทางความคิดที่ได้ไปเจอกับคนต่างๆ มีทั้งนักแสดงรุ่นพี่ เพื่อนร่วมทาง ไปจนถึงเจ้าอาวาส คุณจัดการกับเรื่องต่างๆ อย่างไรเพื่อถ่ายทอดออกมาให้คนอ่านเข้าใจ

        ตอนที่เขียนผมตั้งเป้าตอนจบของเรื่องว่าจะสื่ออะไร แล้วผมก็เขียนโยงเป็นมายด์แม็ป เช่น เรื่องของเจ้าอาวาสกับหมูกระทะคือความสุขในระหว่างทางของเรา ในดราฟต์แรกผมเขียนจากความรู้สึกของตัวเอง ผมไม่ใช่คนที่เล่าเรื่องเก่ง แต่ผมเล่าเรื่องจริง ดังนั้น ในทุกเรื่องจะมีบทสนทนาอยู่ในทุกบท เพราะเวลาคุยกับใครผมจะจำว่าใครพูดอะไร และผมจะเป็นคนพกสมุดเสมอ ตอนอยู่กับท่านเจ้าอาวาสผมก็จะเขียนบันทึกลงไป ถ้าคุณเล่าความจริงจะเล่ากี่รอบก็ยังเหมือนเดิม และเรื่องจะสนุกถ้าคุณมีความสุขในตอนที่ตัวเองอยู่ในเหตุการณ์นั้น

 

ฌอห์ณ จินดาโชติ

คุณเล่าถึงการพาตัวเองออกไปเจอสถานการณ์ที่แปลกไปจากชีวิตปกติ ด้วยวิธีการนี้ทำให้คุณค้นหาความหมายบางอย่างที่สามารถนำมาใช้เป็นเรื่องเล่าที่ดีได้อย่างไร

        ผมมีโอกาสได้แจมทริปกับเพื่อนที่เรียนคนละสายกับผม ตอนไปผมไม่สนิทกับใครสักคน แต่ผมตั้งกฎเกณฑ์ไว้ว่าต้องเอาตัวไปในที่ที่เราไม่เคยไปบ้าง ไปเปิดสังคมกับคนใหม่ๆ แล้วให้สถานการณ์นำพา ได้รู้เห็นการแก้ปัญหา แล้วเป็นกระจกสะท้อนว่าเราเป็นคนแบบไหน ส่วนใหญ่ผมจะเป็นคนจัดทริปแบบนี้ คือไปเที่ยวกับเพื่อนทั้งสนิทและไม่สนิท เพื่อให้เห็นศักยภาพและนิสัยใจคอของตัวเองมากขึ้น

        บางทีอยู่กับคนใกล้ตัวหรือคนรู้จักมากๆ มันก็เหมือนเดิม แต่พอไปอยู่กับคนที่ไม่รู้จักก็จะเห็นการเปลี่ยนแปลง หลายๆ อย่างที่เล่าผ่านเหตุการณ์ส่วนใหญ่ก็จะเป็นเรื่องที่ไปเจอด้วยตัวเอง ได้ตระหนักอะไรบางอย่าง ตกตะกอน แล้วนำมาเขียน

ซึ่งการไปอยู่ในที่แบบนั้นมีทั้งความอึดอัด ความไม่สบายใจ อะไรเยอะแยะไปหมด คุณแค่อยากรู้ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นเท่านั้นเหรอ

        ผมเป็นคนที่ไม่ชอบอะไรเซฟโซนมาก ผมรู้สึกว่าการอยู่กับเซฟโซนมากๆ คือการอยู่กับที่ ในวัยที่เราโตขึ้นและทำงานอาชีพนี้ ไม่ค่อยมีคนตำหนิเราบ่อยหรอก หรือส่วนใหญ่ก็เป็นพาร์ตของงาน แต่ในชีวิตจริง นิสัยเราจริงๆ คนที่ตำหนิเรามีแค่คนใกล้ตัว ดังนั้น พอเอาตัวเองไปอยู่ในที่ที่ต้องลดความเป็นตัวเองลงมา มันต้องเกิดการขับเคลื่อนหรือการทำงานเกิดขึ้น ยิ่งกับคนที่ไม่สนิท มักจะเกิดคำพูดตรงไปตรงมา แล้วคำพูดเหล่านั้นนำมาแก้ไขตัวเองได้เร็วด้วย ผมเชื่อในระบบแบบนั้น

        ผมเชื่อว่าบางทีเราจะเจอสิ่งที่ดีที่สุดในสถานการณ์ที่เราไม่คาดหวังเสมอ ผมมักจะได้เพื่อนจากสถานการณ์แบบนี้ ได้รู้จักศักยภาพตัวเองที่มากขึ้น หรือพลังความคิดบวกก็มาจากสถานการณ์ที่ out of control มาก แต่เราก็พยายามคิดในทางที่บวกแบบมีสติ ไม่ใช่โลกสวยว่า เออ เรามาที่นี่อย่างน้อยได้มาเที่ยว อันนั้นคิดแบบไม่มีสติแล้ว แต่นี่คือ เออว่ะ กูได้รู้จักตัวเอง กูได้มีเพื่อนเป็นหมอเพิ่มมาอีกคนหนึ่ง ได้รู้จักการกินยาที่ถูกต้อง พยายามคิดแบบนั้น

เพราะอย่างนี้จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้คุณหยิบกล้องไปถ่ายรูปตามสถานที่ต่างๆ จนเกิดเป็นโปรเจ็กต์ที่บางแคเมื่อปลายปีที่แล้วใช่ไหม

        ใช่ มูลเหตุมาจากว่าอยากหาเงินช่วยคนที่อยู่อาศัยตรงนั้น แล้วเพื่อนของผมเป็นคนนอกวงการไปเลย เขาเป็นนักสังคมวิทยาอย่างที่เราเรียนกันมา ส่วนผมถ่ายภาพได้ประมาณหนึ่ง ก็เลยขอช่วยเท่าที่ช่วยได้ แล้วคิดว่าทำให้มันมีเรื่องราวขึ้นมาจากการเขียนน่าจะดี ก็เลยไปลงพื้นที่สามวัน ไปอยู่ไปดูว่าทำไมบางแคถึงเป็นถิ่นที่อสังหาฯ มาซื้อที่แล้วเขาไม่ยอมขาย ทำไมคนผูกพันกับที่นี่ ทำไมบางที่ขายได้เป็นแสนแต่ไม่ยอมปล่อย พอไปอยู่พื้นที่ตรงนั้นผมก็ได้เรื่องราวว่าเขาอยู่กันมานานตั้งแต่รุ่นคุณปู่คุณย่าแล้ว

        บางแคคือชุมชนของคนชนชั้นกลางระดับล่างที่เติบโตมา จนลูกหลานไปเรียน ไปทำงานในเมือง เขาก็ยังอยู่ เขารู้สึกว่ายังอยากเก็บต่อไป พอเราไปตีแผ่เรื่องแบบนั้นให้คนในเมืองเห็น กระแสตอบรับก็โอเคนะ ผมงงว่าผมขายภาพได้มาตั้งสองแสน ผมก็เอาเงินให้ตรงนั้น ก็รู้สึกภูมิใจในทีมของตัวเองนะ เรามีกัน 6 คน สละเวลาทำงานของเราทุกคนไปทำ ในวันเปิดงาน มีตายายเอาผลไม้มาฝาก มาขอบคุณ ชุมชนได้เงินไปสองสามแสน จริงๆ ถ้าเทียบกับเงินที่รัฐบาลให้ เราน้อยกว่าเขาเยอะ แต่อย่างน้อยก็เป็นการปลุกระดมความคิดที่ดี เพราะมีเด็กอีกหลายคนที่ต้องการทำอะไรบ้าง แต่เขาแค่ไม่มีพื้นที่

การที่คุณเอาตัวเองไปอยู่กับคนแปลกหน้าและสถานการณ์ที่ไม่คุ้นเคย อาจเป็นเพราะเราคือ ฌอห์ณ จินดาโชติ หรือเปล่า มันน่าจะมีข้อได้เปรียบบางอย่างกว่าคนโนเนมคนอื่น เพราะยังไงคนก็จะเกรงใจและพยายามเฟรนด์ลีกับคุณอยู่แล้ว

        ส่วนใหญ่เป็นทริปต่างประเทศคนที่ร่วมทริปจะไม่ค่อยรู้จักผมอยู่แล้ว อย่างเพื่อนที่ไปร่วมทริปก็จะมีความเกร็งอยู่ในช่วงแรก แต่พอเราเริ่มเปิด แล้วเขาเริ่มโอเค หลังจากนั้นพอผ่านไปสองสามวัน ด้วยความที่เป็นทริปลำบากหน่อยอย่างดาลัต เนปาล ไปแคชเมียร์ มันไม่ใช่ทริปที่สุนทรีย์กัน แต่เป็นทริปที่เราต้องเดินทางไปด้วยกัน เพราะฉะนั้น นิสัยของแต่ละคนก็จะออกมาเป็นธรรมชาติ

 

ฌอห์ณ จินดาโชติ

แสดงว่าในวัยนี้ยังแสวงหาความลำบากให้ตัวเองอยู่เสมอ

        เสมอเลย เพราะว่าเราต้องรู้จักทุกส่วนของตัวเองและทุกส่วนของสังคม ก่อนที่เราจะไปบอกคนอื่นได้ว่าอะไรดีไม่ดี ผมต้องเคยลองกินเนื้อจระเข้ก่อน ก่อนที่จะรู้ว่ามันรสชาติเหมือนเนื้อไก่ ผมต้องเคยนอนพื้นกรวดหินก่อน ถึงจะบอกว่าตอนกลางคืนมันเย็นกว่านอนพื้นดิน ผมต้องเคยวิ่งแล้วหกล้ม ก่อนจะไปบอกหลานว่าอย่ากลัวที่จะวิ่งหกล้ม เพราะนี่ไม่ใช่สิ่งที่เจ็บที่สุดของการหกล้ม ตกบันไดหรือล้มคอนกรีตมันเจ็บกว่า ผมว่าเราต้องรู้ทุกภาคส่วนถึงจะตอบได้ว่าเราชอบหรือไม่ชอบสิ่งใด แล้วเราเป็นคนแบบไหน ตราบใดที่เรายังไม่รู้ เราก็พูดไม่ได้ว่าเราเป็นคนอย่างไร

คุณบอกว่าพอเราโตขึ้น เราจะใช้ชีวิตที่มีคุณภาพมากขึ้น แล้วคุณเคยมีเรื่องอะไรไหมที่รู้สึกสูญเปล่าไปมากๆ ในอดีต

        ช่วงเวลาตอนวัยรุ่นที่ผ่านมา ผมเอาตัวเองไปผูกติดกับความรู้สึกคนอื่นเยอะเกินไป แคร์ความรู้สึกเขาเยอะเกินไป แคร์ว่าคนอื่นจะคิดอย่างไร เขาจะพูดถึงเราอย่างไร จนเราสูญเสียเวลาสำคัญกับคนสำคัญไป และรู้สึกว่าความเป็นธรรมชาติของเราหายไป แต่บุคคลสำคัญที่เขาอยู่ใกล้เรา เช่น ครอบครัว เรากลับไม่ได้แคร์เขามาก ผมว่าผมเสียเวลาตรงนั้น

        ผมเลยบอกว่าพอโตขึ้นเราจะตัดเวลากับเรื่องไร้สาระออกไป จะเห็นได้เลยว่ากลไกร่างกายมันเตือนเราแล้ว เราไม่สามารถอยู่กลางคืนได้นานแล้วนะ พอคุณยี่สิบปลายๆ คุณจะเริ่มนอนเร็วขึ้น คุณจะหาวบ่อยในตอนกลางวัน คุณจะง่วงในตอนบ่าย เพราะว่าพลังงานร่างกายเราไม่เหมือนเดิม เหมือนกันกับเวลาชีวิตของเรา เราจะไม่เอาเวลาไปผูกติดกับคนอื่นมาเหมือนแต่ก่อน เราจะใช้เวลากับคนที่เราคิดว่าเกิดประโยชน์ ผมเลยตัดส่วนนั้นออกไปเยอะเหมือนกัน

        สังเกตได้ว่าในหนังสือเล่มนี้ คนที่อยู่รอบตัวจะลดลง เวลามันผ่านไปมากขึ้นเท่าไหร่ จำนวนเพื่อนก็จะลดลง เพราะเวลาจะคัดกรองคนในชีวิตออกไปเอง สมัยเรียนมัธยมเดินไปไหนมีเพื่อนล้อมรอบเป็นสิบ พออยู่มหาวิทยาลัยเหลือห้าคน ตอนทำงานเดินไปไหนหรือกินข้าวก็นั่งอยู่คนเดียว เพราะเราใช้เวลาในการใช้อยู่กับตัวเอง ใช้เวลาให้มีคุณค่ามากที่สุด

ทำให้เรานึกถึงเรื่องที่คุณเล่าไว้ในบทที่ชื่อ Love You to the Moon and Back: ข้างแรม ว่ายิ่งอายุมากขึ้น ความรักวิ่งเข้าหาเราน้อยลง

        มุมมองเรื่องความสัมพันธ์เป็นเรื่องที่ผมไม่ค่อยอยากเล่า เพราะรู้ว่ามีคนที่คิดกับผมว่าแกเองก็ไม่ได้ประสบความสำเร็จในความรักแล้วจะมาพูดเรื่องความรักได้ยังไง สุดท้ายผมก็เลือกที่จะเล่าว่าผมตกผลึกในเรื่องของความรักแบบนี้ เลยแบ่งการเล่าออกเป็นสองบทโดยใช้พระจันทร์เป็นตัวแทน นั่นคือข้างขึ้นกับข้างแรม สองบทนี้ผมเล่าถึงว่าคนที่คบกันควรแบไต๋ว่าเรามีข้อดีข้อเสียอะไร อีกฝ่ายจะได้รู้ เขาจะได้มีสิทธิ์เลือกก่อนที่จะลงหลักปักฐานไปด้วยกัน เพราะปัญหาส่วนใหญ่เริ่มต้นจากเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ทั้งนั้น

        เช่น ผมเป็นคนที่เวลาขับรถก่อนออกจากบ้านผมจะไม่เปิดแอร์ ต้องขับออกมาก่อนสักประมาณ 5 กิโลเมตร เพื่อให้เครื่องทำงานได้เต็มที่ก่อนค่อยเปิดแอร์ ส่วนผู้หญิงเป็นคนขี้ร้อนเขาจะเปิดแอร์เลย ผมก็จะบอกว่าทำแบบนั้นเครื่องยนต์ก็จะเสียเร็ว ผู้ชายเป็นคนรักรถ ผู้หญิงบอกว่าร้อน ผู้ชายก็บอกว่าให้เปิดหน้าต่าง ผู้หญิงก็บอกว่าฝุ่นมันเข้า แล้วพอเถียงกันไปเถียงกันมาผู้หญิงก็ตีผู้ชาย และกลายเป็นการสะสมเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง เรื่องที่ไม่เข้าใจกัน แล้วก็พาลไปที่เรื่องกินข้าวแล้วไม่เก็บจานชาม ต่อไปก็เป็นเรื่องผ้าปูที่นอนไม่เปลี่ยน ค่าเคเบิลทีวีจ่ายไม่เป็นเวลา เราอย่าลืมว่าผู้หญิงเป็นเพศที่เก็บรายละเอียดเก่ง ผู้ชายเป็นคนที่มองข้ามเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ได้ดี นี่คือสองสิ่งที่ธรรมชาติสร้างมาให้ไม่ตรงกันอยู่แล้ว การแก้ปัญหาคือต้องคุย บางคนอาจเหนื่อยที่จะคุย แต่ว่าปัญหาเล็กๆ สุดท้ายจะกลายเป็นปัญหาใหญ่ในภายภาคหน้า

ช่วงเวลาไหนในการที่เราควรจะคุยกันกับปัญหาพวกนี้ ระหว่างนั่งกินข้าว ระหว่างนั่งดูเน็ตฟลิกซ์อะไรแบบนี้เหรอ

        ผมว่าเรื่องของความสัมพันธ์ไม่มีฤกษ์งามยามดีที่จะเริ่มต้นเมื่อไหร่ คู่ของแต่ละคนเคมีไม่เหมือนกัน บางคนมีความสุขตอนกินข้าว บางคนมีความสุขตอนอาบน้ำ บางคนมีความสุขตอนอยู่ในรถ ผมบอกไม่ได้จริงๆ ว่าคืออะไร ผมไม่ใช่กูรู แต่ผมรู้สึกว่าตัวคุณพร้อม เขาดูนิ่งกว่าเดิม คุยได้ แต่ถ้าคุณยังไม่มีสติ คุณคุยกับเขาไม่ได้หรอก อย่าไปคุยตอนมีภาวะหรือตอนมีอารมณ์นำ ให้คุยตอนมีสมองนำมากกว่า

        ผมเคยมีแฟนมาหลายรูปแบบ จึงเปรียบว่ามีแฟนก็เหมือนมีแม่ แม่เราเลือกไม่ได้ แต่แฟนเรายังโชคดีที่เลือกได้ เราเลือกไม่ได้ว่าจะมีแม่แบบไหน แม่ที่ใจร้อนหรือแม่ที่ใจเย็น แม่ของผมเป็นคนที่ตรงมาก อารมณ์ร้อน ขี้น้อยใจ แต่มีเหตุและผล เป็นคนที่ครบเครื่องทุกอย่าง เป็นสุดยอดซูเปอร์เกิร์ล ผมรู้อย่างเดียวว่าถ้าเรารักเขา เราก็จะเข้าใจเขา แล้วถ้าเราเข้าใจเขา เราก็จะยอมเขา ถ้าเรายอมเขา เราจะปรับตัว เราจะแก้ไข เขาอายุมากเกินกว่าจะปรับตัวได้แล้ว ผมรู้ว่าจะอยู่ในบ้านเดียวกันอย่างไรแล้วไม่ร้อน ถ้าทะเลาะกันแค่อย่าเดินหันหลังให้กัน ก็อยู่ในบริเวณเดียวกัน แล้วอย่าเพิ่งคุยกัน รอให้เย็นก่อนค่อยปรับความเข้าใจ เขาเป็นคนกินช้า เราเป็นคนกินเร็ว จะทำยังไงให้กินข้าวแล้วนั่งอยู่ด้วยกันได้ ผมก็ต้องลดสปีดตัวเองลง

        ผมผ่านคนมาหลายรูปแบบ สุดท้ายแล้ว ถ้าคนเรารักกันพอก็จะปรับตัวเข้าหากันได้ ผมเชื่อแบบนี้จริงๆ แต่ที่คนเลิกรากันเพราะเป้าหมายอนาคตไม่ได้อยู่ด้วยกัน คนนี้อยากแต่งงานแต่อีกฝ่ายไม่อยากแต่ง ผู้หญิงอยากมีแต่ผู้ชายไม่อยากมี ผู้ชายเป็นคนชอบเที่ยวกลางคืนแต่ผู้หญิงเป็นคนชอบอยู่บ้าน แบบนี้ก็เข้ากันไม่ได้ เพราะเรารักกันมากพอก็จะเข้าใจกันได้ ปัญหาจะไม่เกิดเลยถ้าเรารักกันมากกว่านี้

 

ฌอห์ณ จินดาโชติ

ถ้าเรื่องดราม่าในความรักที่เกิดขึ้นกับคุณช่วงที่ผ่านมาเกิดขึ้นกับตอนที่กำลังเขียน Present Perfect คุณจะมองสิ่งเหล่านั้นแตกต่างจากที่เป็นอยู่ในวันนี้แค่ไหน

        ผมคงทำความเข้าใจกับเรื่องราวยากกว่านี้ สังเกตได้ง่ายๆ เช่น การโต้ตอบของผมในแต่ละปีจะแสดงให้เห็นถึงความนิ่งเฉยขึ้นเรื่อยๆ ผมเชื่อว่าหลายๆ คนแม้แต่คุณเองที่อ่านข่าวนั้น ในเสี้ยววินาทีแรกคุณก็คงคิดว่าฌอห์ณนี่แม่ง… ถ้าเป็นในวัยที่ผมกำลังทำ Present Perfect ผมคงออกมาชี้แจงบ้างว่า ผมไม่ใช่แบบนั้น คุณรู้ไหมว่าตื้นลึกหนาบางคืออะไร แต่พออยู่ในช่วงของ ให้กาลเวลาเล่าเรื่องที่ดี ผมมองว่าไม่เป็นไร ปัจจัยจากตัวเราควบคุมได้ ปัจจัยภายนอกและสิ่งที่ออกจากปากของแต่ละคน เราควบคุมไม่ได้ เขาก็คงไม่เข้าใจ เขาก็พูดไป เราก็ไม่ว่ากัน ผมไม่จำเป็นต้องออกมาแฉใคร สิ่งที่เขาพูดก็มีส่วนผิดของผมอยู่ เราก็แก้ไขตัวเอง ให้เวลาบอกเอง ให้สังคมเขารับรู้เองว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร วิธีคิดต่างกันแค่กระบวนการความเข้าใจในการแก้ปัญหา

ในวันนี้คุณคิดอย่างไรกับคำพูดที่บอกว่า ‘สิ่งไหนเกิดขึ้นแล้ว สิ่งนั้นดีเสมอ’ คุณว่าประโยคนี้คือความจริงของชีวิตแค่ไหน

        ผมเชื่อว่าทุกช่วงเวลาเป็นช่วงที่ดีนะ แม้ช่วงเวลาที่เราเศร้าที่สุด เพราะมันทำให้เราอยู่กับตัวเอง เวลาที่มีความสุขเราจะไม่ได้อยู่กับตัวเองหรอก มันจะเตลิดไปไกลมาก แต่ว่าในวันที่เศร้า เราจะได้ทบทวนว่าทำไมถึงเป็นอย่างนั้น แล้วพอผ่านจุดแห่งการโศกเศร้าเสียใจ มันจะเป็นจุดของการเรียนรู้ พอเรียนรู้ก็จะคิดได้ มันก็เป็นข้อดีอย่างหนึ่ง

        คือในทุกเหตุการณ์ผมจะรู้จักตัวเองดีขึ้น รู้จักกมลสันดานตัวเองดีขึ้น ว่าฉันเป็นคนแบบนี้ ฉันต้องแก้ไขแบบไหน แล้วอะไรที่ดีก็จะบอกต่อ อะไรที่ไม่ดีก็ไม่ได้บอกนะ ไม่ต้องทำตาม ขอไปแก้ก่อน เพราะฉะนั้น ทุกช่วงเวลาของผมในทุก 5 ปี หรือ 10 ปี ต่อไป มันคือเรื่องที่ดีเสมอ สิ่งที่ดีที่สุดของผม ณ ตอนนี้

ฟังแล้วนึกถึงที่ผู้ใหญ่เคยพูดกับเราสมัยเด็กๆ ว่า ไม่ว่าจะมีปัญหาอะไรก็ตาม จะอกหัก ปัญหาชีวิต พอเราไปปรึกษาคนที่เขาโตกว่า เขาก็จะบอกว่า เอาน่าเดี๋ยวเวลาก็จะบอกเราเอง

        ใช่ จริงๆ มันเป็นคำที่เชยมาก แต่ก็ไม่คิดว่าจะเป็นเรื่องจริงนะ บางคนจะบอกเวลาไม่ช่วยอะไร แต่ผมเชื่อว่าเวลามันจะช่วยจริงๆ คืออาจจะไม่ทำให้คุณลืมหรอก คุณไม่มีทางลืมเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและมีผลต่อความรู้สึก แต่คุณจะได้เรียนรู้จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

แล้วเราจะต้องทำอย่างไรกับบางเรื่องที่ต้องรอให้เวลาจัดการ แต่เวลาเองก็ค่อยๆ กัดกร่อนจิตใจเราไปทีละเล็กทีละน้อยด้วย

        ผมว่าในชีวิตเราจะมีลิ้นชักหลายใบ มีลิ้นชักของความเจ็บปวดที่ได้เรียนรู้ ลิ้นชักที่ถูกเก็บฝังไว้และไม่จำเป็นต้องกู้ออกมา ลิ้นชักของคำว่าแรงผลักดันที่ทำให้เราก้าวต่อ มันอยู่ที่ว่าคุณจะหยิบเหตุการณ์นั้นไปใส่ในลิ้นชักไหนมากกว่า สุดท้ายแล้วผมบอกคุณไม่ได้จริงๆ เพราะมันอยู่พฤติกรรมของตัวเราเอง บางเรื่องเราสูญเสียความรักจากคนที่เรารักมาก แต่ถ้าเราไปวางในลิ้นชักของแรงผลักดัน ต่อไปฉันก็จะดูแลตัวเองได้ดีขึ้น และเมื่อฉันเจอคนที่ดี ฉันก็จะทำให้ดีกว่าคนที่ผ่านมา หรือคุณเอาไปฝังดินแล้วไม่อยากทำอะไรอีก ก็เป็นพาร์ตของคุณ แต่สุดท้ายเวลาช่วยอะไร ก็คือช่วยให้เราจัดระบบความคิด ช่วยให้เราวางเซกชันของตัวเอง บางคนเลือกที่จะกินนอนต่อไป บางคนเลือกที่จะลุกไปออกกำลังกาย

คุณสร้างลิ้นชักของตัวเองขึ้นมาตั้งแต่ตอนอายุเท่าไหร่

         ผมว่าน่าจะตั้งแต่ยี่สิบต้นๆ ผมก็วางแล้วนะ ก่อนที่จะสร้างลิ้นชัก ผมก็สร้างวงกลมก่อน เป็นวงกลมเซกชันแต่ละเซกชัน คนที่เราเคยเรียนมาในระบบ เขาจะมีวง แล้วก็วงแคบไปวงใหญ่เหมือนระบบสุริยะที่ไกลไปเรื่อยๆ ผมว่าคนเราไม่มีความเท่ากัน เราต้องจัดระบบความสัมพันธ์กับวงจรชีวิตก่อน พ่อแม่ เพื่อน แฟน เพื่อนร่วมงาน อยู่ตรงไหน หรือบริวารที่อยู่ในชีวิตของเรา บางคนอาจจะเป็นแค่ดาวเคราะห์ที่เจอแบบผ่านๆ บางคนเป็นอุกกาบาตเลย ผ่านมาส่งผลต่อชีวิตเราแล้วผ่านไป เราต้องแยกชนิดของคนแต่ละประเภทให้เป็นก่อน หลังจากนั้นเราค่อยมาจัดลิ้นชักให้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น บางคนมาเพื่อจดจำ บางคนมาเพื่อเรียนรู้ บางคนมาเพื่อเป็นแรงผลักดัน ถ้าเราจัดระบบความคิดของเราเป็น สิ่งต่างๆ ที่ตกกระทบต่อความรู้สึกหรือตัวเรา มันจะไม่ทำลายเรามาก และมันจะก่อเกิดประโยชน์มากกว่า

        ตอนจบของหนังสือผมเลยเขียนถึงเพลง In My Life เพราะผมรู้สึกว่านี่เป็นแทร็กที่อยู่ในชีวิตมาเป็นยี่สิบปีแล้ว แล้วเพลงนี้น่าจะตอบโจทย์ผู้อ่าน ถ้าตอนเด็ก คุณเป็นแฟนคลับ the Beatles คุณจะชอบเพลงที่มีกรูฟ แต่ถ้าคุณอายุยี่สิบขึ้นมา ผมว่าเพลงนี้ต้องอยู่ในหัวคุณแน่นอน คือมันเป็นเพลงที่ พอล แม็กคาร์ตนีย์ กับ จอห์น เลนนอน ช่วยกันแต่ง ปกติในวงจะแบ่งเซกชันกัน จอห์นจะแต่งเพลงที่เป็นปรัชญา ส่วนพอลจะเป็นเพลงที่หวานๆ เขาบอกว่า the Beatles ดังเพราะมีส่วนผสมที่ลงตัว ความหวานกลมกล่อมกับความจัดจ้านของดนตรี ฉะนั้น มันเลยกินได้ตลอดชีวิต ผมเลยบอกว่า In My Life ทุกท่อน ไม่ต้องเก่งภาษาอังกฤษก็แปลได้ เพราะคำมันง่ายมาก มันพูดถึงว่าชีวิตไม่ว่าจะผ่านอะไรมา มันก็ยังรักทุกส่วนอยู่เสมอ รักสิ่งที่ผ่าน รักคนที่เคยรัก รักคนที่ทำให้ร้องไห้ รักในชีวิตที่ยังอยู่ รักทั้งหมดทั้งมวลที่เกิดขึ้นและมีผลกระทบต่อความรู้สึก แต่สุดท้ายแล้ว ไม่ว่าจะรักอะไร ฉันรักเธอที่สุด ผมว่ามันก็มีทั้งความหวานปกนความเลี่ยนปนชีวิต

        ผมรู้สึกว่าหนังสือของผม พอยต์ของการแต่งมันคือแค่ขอบคุณทุกภาคส่วนที่เกิดขึ้นต่อชีวิตเรา ขอบคุณคนที่เข้ามา จากไป และคนในอนาคต ผมรู้สึกว่าผมอยู่ในวัยที่ไม่อายนะถ้าได้เจอคนที่ผมทำให้เขาเสียใจ ผมอยากจะเดินเข้าไปทัก เฮ้ย ขอโทษนะ ตอนนั้นภาวะเด็ก หรือคนที่เคยทำเราเสียใจ เราก็ไม่อายที่จะเดินไปหาเขานะ มันเป็นยุควัยแบบนี้จริงๆ เพราะมันเกิดการคิดได้แล้วว่าสุดท้ายชีวิตก็แค่นี้ แค่ตอนนั้นเคมีของเราและเขาไม่ตรงกัน แต่พอเราถอยออกมามันอาจจะเป็นเคมีที่ดีกว่าก็ได้

 

ฌอห์ณ จินดาโชติ

คุณเลือกที่จะมองมนุษย์อย่างมีความหวังกันต่อไป

        ใช่ ผมว่าทุกคนต้องมีความหวังนะ เพราะผมก็หวัง ผมออกไปทำงานเล่นละครเรื่องหนึ่งก็หวังว่ามันจะดี ตราบใดที่ลอตเตอรี่ยังมีอยู่เราก็ควรจะมีความเชื่อในความหวัง ตราบใดที่ยังมีความดีอยู่ และเราเชื่อว่าทำดีได้ดี ไม่อย่างนั้นทำชั่วทำง่ายกว่าผมทำไปแล้ว เหมือนหนังสือขายได้เยอะเท่าไหร่ หักเปอร์เซ็นต์ ให้วัดไปก็หมดแล้ว แต่อันนี้เราแค่มีความหวัง ผมชอบเอฟเฟ็กต์ของการที่คนเดินมาหาเรา แล้วไม่ได้บอกว่าชอบละครอะไร แต่ชอบบทนี้มาก มันทำให้เขากับแม่กลับมาเข้าใจกัน เราก็รู้สึกว่ามันมีเอฟเฟ็กต์ต่อชีวิตคนขนาดนี้ เราก็เลยรู้สึกว่าเราเป็นตัวเชื่อมความสัมพันธ์มันเป็นเรื่องดีนะ ก็อยากทำต่อ

ระยะเวลาคือการเติบโต และวันหนึ่งคุณก็มาถึงวัยที่เป็นช่วงบั้นปลายของชีวิต คุณเคยมองไปที่อนาคตตรงนั้นบ้างไหม

        ยิ่งโตขึ้นยิ่งรู้ว่าผมไม่ชอบอยู่ในที่สังคมหรือคนมากๆ ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลงแบบกะทันหัน วิถีชีวิตหรือไลฟ์สไตล์ไม่ค่อยเป็นคนเมืองหรือสมัยนิยมสักเท่าไหร่ เพิ่งมารู้ตัวว่าฟังเพลงเก่าทั้งนั้นเลย แล้วก็เป็นคนที่โหยหาความเป็นแอนะล็อกมากกว่าดิจิตอล รู้สึกเลยว่าเราเมื่อก่อนเราชอบเพลง 80s แล้วก็ฟังมาตลอด จนวงไทยไม่มีวงชอบเลยนะ แต่พอมาเจอ Polycat ก็ดันชอบ ก็เลยเข้าใจว่าความชอบของเรามันสะท้อนออกมา เลยเห็นบั้นปลายของตัวเองที่ดูจากสิ่งที่เราเลือก

        เราชอบพื้นที่โล่งๆ เราชอบอยู่กับคนน้อยๆ ถามว่าอยากมีครอบครัวไหม อยาก แต่ยังมองตัวเองไม่เห็นว่าคู่ครองของเราจะเป็นใคร เลยข้ามตรงนั้นไป แต่รู้สึกว่าเราคงเป็นคนไม่ทำอะไรหวือหวาฟู่ฟ่า เพราะรู้สึกเลยว่าตัวเองไม่ชอบทำอะไรอยู่ในกระแสนิยม คงคิดว่าจะทำสิ่งที่ทำอยู่เป็นกิจวัตร อาจจะทำธุรกิจอะไรเล็กๆ น้อยๆ แต่สิ่งหนึ่งที่อยากทำมากคืออยากเปิดร้านหนังสือ คือเคยบอกแม่ว่าอยากเปิดร้านหนังสือที่มีร้านกาแฟอยู่ในร้าน เพราะเรารู้สึกว่าเราเป็นคนหนึ่งที่เติบโตมาตรงนั้น แล้วคิดว่าอีกสี่สิบปีข้างหน้าหนังสือคงห่างไปแล้ว แล้วอาจจะทำสังคมเล็กๆ เพราะเราเรียนมาเรื่องเกี่ยวกับการพัฒนาชุมชน อยากอยู่ในพื้นที่ชุมชนมากกว่า อาจจะดูโลกสวย แต่ว่ามันผ่านการตกผลึกจากสิ่งที่เราชอบในปัจจุบัน แล้วก็รู้จักตัวเองมากขึ้น

ในอนาคตคุณจะสอนหลานๆ อย่างไรในเรื่องของทัศนคติ เมื่อสภาพสังคมในทุกวันนี้มีการขับเคลื่อนที่รวดเร็ว เรื่องดาร์กๆ มีมากกว่าเรื่องดีๆ และผู้คนก็พร้อมจะบวกกันตลอดเวลาในอินเทอร์เน็ต ความคิด ความเชื่อ ความเข้าใจผิดๆ หลายเรื่องถูกบิดจนกลายเป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่เข้าใจว่าเรื่องปกติไปแล้ว

        ผมก็คิดถึงเหมือนกันว่ายุคนี้น่ากลัวมาก โดยเฉพาะใครที่ติดตามผม จะรู้ว่าแคปชันในอินสตาแกรมผมสั้นลงเยอะ ทัศนคติของคนเปลี่ยนไปจากห้าปีก่อนค่อนข้างเยอะ รูปบางรูปผมเขียนให้กำลังใจคน หรือบางรูปผมอยากเป็นแรงบันดาลใจให้กับคน กลายเป็นมีคนบอกว่าผมกำลังพูดถึงสังคมอีกชนชั้นหรือเปล่า เดี๋ยวนี้คนนิยมเสพข่าวดราม่ามากกว่าเรื่องดีๆ ข่าวน้ำท่วมมีปริมาณเยอะเท่ากับข่าวคนตายก็จริง แต่คนก็ให้ความสนใจข่าวน้ำท่วมน้อยกว่าข่าวชู้สาวอยู่ดี ทั้งในโซเชียลฯ ทวิตเตอร์ หรือนักสืบไซเบอร์ต่างตามล่าหาความจริงว่าใครเป็นชู้กับใคร ใครนอกใจใคร มากกว่าจะไปตามว่าปัญหาน้ำท่วมหรือปัญหาอุทกภัยตอนนี้ไปถึงไหนแล้ว ใครแก้ปัญหาไปจนถึงจุดไหนบ้าง สังคมมีพลวัตในการเคลื่อนที่ไปข้างหน้าแบบที่เราคาดการณ์ไม่ได้

        สุดท้ายสิ่งที่ผมจะบอกหลานคือไม่ว่าหลานจะอยู่ในสังคมแบบไหนหรือสังคมจะผลักดันให้เราเป็นอย่างไร การเป็นตัวเองคือสิ่งที่ดีที่สุด แต่อย่าลืมว่าสัดส่วนที่ดีต้องมากกว่านะ หลานจะพูดถึงใครก็แล้วแต่ ต้องพูดถึงเขาในทางที่ดีมากกว่าทางที่เสีย จะคิดจะทำอะไร จะอยู่นอกกรอบก็ได้แต่อย่าอยู่นอกระบบ การอยู่นอกกรอบเราสามารถทำได้ เขาบอกให้เราอยู่ในสนามฟุตบอล คุณเองไม่จำเป็นต้องไปเป็นนักฟุตบอลก็ได้ คุณไปยืนตรงหัวธงก็ได้ คุณจะไปอยู่ตรงมุมก็ได้ ไปช่วยเขาเก็บลูกบอลก็ได้ ไม่ต้องเป็นผู้เล่นก็ได้ แต่ต้องทำตัวมีประโยชน์ต่อในพื้นที่ตรงนั้น ผมไม่สามารถกำหนดได้ว่าในอีก 5 ปีหรือ 10 ปีข้างหน้า ระบบการเมืองไทยหรือสังคมไทยจะเดินทางไปทางไหน แต่สิ่งที่ผมจะบอกกับหลานๆ คืออย่ากลัวที่จะเป็นตัวเอง

ถ้าวันหนึ่งกาลเวลาทำให้ชื่อเสียงของคุณจางหายไปล่ะ คุณจะโหยหา ปล่อยวาง หรือพยายามเรียกมันกลับคืนมาไหม

        ผมเคยอยู่ช่วงที่ตัวเองพีกมากๆ แล้วช่วงหนึ่งที่ผมไม่มีงาน เคยมีคนเดินผ่านมาชี้หน้าแล้วบอก เคยเห็นคนนี้ที่ไหนวะ ครั้งแรกคือเฟลมาก แต่หลังจากนั้นก็คิดได้ว่ามันคือวัฏจักร เมื่อก่อนเราเคยเป็นเหมือนเด็ก ที่พอดังแล้วเริ่มมีความมั่นใจในตัวเอง แต่เดี๋ยวนี้เราง่ายๆ อะไรก็ได้ เหมือนเราผ่านจุดที่ยึดติดมาแล้ว ตอนนี้แค่อยากให้คนที่เดินผ่านเราพูดว่า จำคนนี้ได้นะ เคยเล่นเรื่องนี้ดีมากเลย หรือเคยทำสิ่งนี้ไว้ดีมาก จะรู้สึกดีกว่าการที่เขาลืมเราไป เราแค่คิดว่าถ้าวันหนึ่งที่เราเดินจากไป เราต้องมีสิ่งบางอย่างที่ทำให้เขาคิดถึง แต่ไม่ได้จากไปพร้อมกับอะไรก็ไม่รู้

สุดท้ายถ้าในวันนั้นเป็นแบบนี้จริงๆ อยากให้โลกคิดถึงคุณในแบบไหน

        ถ้าวันหนึ่งมีคนเดินมาหาผมแล้วพูดว่า คนนี้มีฝีมือในการเล่นละครที่ดีนะ เป็นเด็กแอบดื้อ แหกคอกนิดหนึ่ง จำได้ว่าเราเขียนหนังสือ ทุกครั้งที่เขียนก็โอเคนะ เอาไปต่อยอความคิดได้ ประมาณนี้ คือไม่ต้องเป็นดาราซูเปอร์สตาร์เหมือน พี่นก ฉัตรชัย คงไม่ถึงจุดนั้น แต่ผมแค่รู้สึกว่า ถ้าเขาบอกว่าสิ่งที่เด็กคนนี้ทำไว้มันมีประโยชน์ต่อลูกหลานของเขา เคยทำแล้วเด็กชอบ เด็กคิดต่อได้ หรือเด็กเอาไปเป็นแบบอย่างได้ ก็โอเคแล้ว

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

ทรรศน หาญเรืองเกียรติ

หมาป่าขาวล่ำขนาดสามคนโอบของหมู่บ้านบุญละติน (a day BULLETIN) รักการติดตามคาเมนไรเดอร์ยุคเฮย์เซย์ พอๆ กับการออกเดินทางไปเพื่อหาเรื่องราวสนุกๆ มาเล่าให้กับคนอ่านในทุกสัปดาห์ ,, IG/Twitter : @Matt_Doraemon

เรื่องโดย

ชยพล ทองสวัสดิ์

เด็กเชียงใหม่ที่พูดคำเมืองไม่ได้ เลิฟดนตรี หนังสือ และรูปถ่าย เชื่อว่ามนุษย์ต่างดาวมีจริง เติบโตมาในยุค 90s แต่มักฝันถึงชีวิตในยุค 60s อยู่บ่อยๆ

ภาพโดย

กฤตธกร สุทธิกิตติบุตร

หัวหน้าช่างภาพกอง a day BULLETIN