สมบัติ จันทรวงศ์ | เราจะมีชีวิตที่ดีท่ามกลางโลกที่ไม่เป็นดั่งใจได้อย่างไร

The Conversation
17 Nov 2018
เรื่องโดย:

ภัทรพร บุญนำอุดม, ภาสกร ธวัชธาตรี

จนกระทั่งบัดนี้ สถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันก็ยังไม่สามารถมั่นใจได้เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าตกลงแล้วเราจะได้เลือกตั้งหรือไม่ หากได้เลือกตั้งแล้วโฉมหน้าของนักการเมืองจะเปลี่ยนไปไหม พวกเขาจะพาเราออกจากวิกฤตยืดเยื้อนับสิบๆ ปีไปได้จริงหรือเปล่า เราจะลืมตาอ้าปากจากพิษเศรษฐกิจซบเซาเรื้อรังได้จริงไหม ความวิตกกังวลเหล่านี้ทำให้เราคิดถึงคนคนหนึ่งซึ่งเป็นหนึ่งในนักคิดคนสำคัญของแวดวงวิชาการไทย ผู้เชี่ยวชาญในสาขาปรัชญาการเมือง

ศาสตราจารย์ ดร. สมบัติ จันทรวงศ์ อดีตอาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้ปักธงริเริ่มการสอนวิชาปรัชญาในมหาวิทยาลัยจนได้รับฉายาว่าเป็น ‘เพลโตเมืองไทย’ ผลงานแปลหนังสือของเขาหลายๆ เล่มก็กลายเป็นตำราสำคัญสำหรับผู้เรียนการเมืองและปรัชญา อย่างเช่น เจ้าผู้ปกครอง, ยูโทเปีย และบรรดาหนังสือปรัชญาการเมืองทั้งหลาย

     เขาคือปัญญาชนผู้มีชีวิตผ่านเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์การเมืองไทยตั้งแต่ยุคตุลาคม เดินจากบ้านย่านเทเวศร์ไปชุมนุมร่วมกับนิสิตนักศึกษาที่ปักหลักอยู่ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ออกมาแสดงทัศนะและเข้าร่วมชุมนุมเพื่อแสดงออกทางการเมืองในช่วงที่ประเทศเกิดวิกฤตก็หลายครั้ง แน่นอนว่าย่อมถูกใจบางคน และย่อมสร้างความระคายเคืองแก่บางคนเช่นกัน

     เมื่อเราไปถามถึงทัศนคติทางการเมืองในเวลานี้ของเขา เขาไม่ตอบมาตรงๆ แต่เลือกที่จะพาเราสำรวจสังคมที่แบ่งออกเป็น 3 มิติ ได้แก่ มิติทางเศรษฐกิจ มิติทางการเมือง และมิติทางสังคม แล้วค่อยๆ ให้คำอธิบายคลี่คลายไปทีละมิติ พร้อมบอกเป็นนัยยะว่า ต่อให้เขาเชื่อหรือไม่เชื่อในประชาธิปไตยก็ตาม แต่สังคมเราซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสังคมโลกไม่อาจหลีกเลี่ยงระบอบประชาธิปไตยไปได้แล้ว แต่ภายใต้ข้อจำกัดนี้เราจะแสวงหาประชาธิปไตยที่มีประสิทธิภาพได้อย่างไร จึงทำให้ข้อเสนอแนะของเขามุ่งไปที่การตั้งคำถามต่อระบอบประชาธิปไตยเสียเป็นส่วนใหญ่

     เวลาแสดงความคิดเห็นทางการเมืองเขามักออกตัวไว้ก่อนว่า หากพูดออกไปแล้วคนซึ่งชอบประชาธิปไตยจะหมั่นไส้ผมและจะพูดย้ำเตือนอยู่เสมอว่า ทุกอย่างมันไม่ได้มาง่ายๆ หลายข้อสงสัยของเราก็ได้รับคำตอบที่บางครั้งก็ทำให้เราเกิดขมวดคิ้วด้วยความสงสัย พอๆ กับอาการไม่ค่อยอยากยอมรับสิ่งที่เขาพยายามบอกว่ามันคือความจริง

     อาจเป็นเพราะเขาเคยผ่านการเป็นคนหนุ่มช่างติเตียนสังคมบ้านเมืองและมีความฝันอยากเห็นการเปลี่ยนแปลง ถึงขั้นโดนแซวว่าเป็นพวก Young Radical จนวันที่มีโอกาสเข้าไปทำงานการเมืองในฐานะเลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แม้จะเป็นเวลาสั้นๆ เพียง 11 เดือน แต่มันก็มากพอที่จะตอบคำถามต่อสิ่งที่เขาสงสัย ผ่านประสบการณ์ที่ช่วยเติมเต็มโลกทางวิชาการของเขาให้สมบูรณ์มากขึ้น และสำคัญที่สุดคือมันทำให้เขารู้ว่า ท่ามกลางโลกที่ไม่เหมือนอุดมคติและไม่เป็นดั่งใจใบนี้ เราควรประมาณตัวเองและรู้ว่าเราจะมีชีวิตที่ดีอยู่ท่ามกลางสิ่งเหล่านี้ได้ หากเราพยายามรักษาสามสิ่งสำคัญของชีวิตคือ การเงิน สุขภาพ และการได้ทำงานที่รัก

 

สมบัติ จันทรวงศ์

 

ยิ่งเข้าใกล้การเลือกตั้งมากขึ้นเท่าไร เราก็ยิ่งเห็นกลุ่มการเมืองต่างๆ ออกมาขายฝันว่าเขาจะพาพวกเราคนไทยไปสู่อนาคตที่ดีงาม พ้นจากวังวนแห่งความเกลียดชังและการเมืองแบบเผด็จการ สำหรับคุณแล้ว สังคมไทยในอนาคตดูมีความหวังบ้างไหม

     สำหรับผม เวลาจะให้พิจารณาสังคมที่เราอยู่เนี่ย มันสามารถแบ่งได้สามมิติ หนึ่ง คือมิติทางเศรษฐกิจ เราต้องทำมาหากินภายใต้กฎเกณฑ์ทางเศรษฐศาสตร์ ยังไงเราก็หนีไม่พ้นหรอก ยิ่งในยุคปัจจุบันหลังจากปี ค.ศ. 1989 ที่กำแพงเบอร์ลินถูกทำลาย จนต่อมาปี ค.ศ. 1991 สหภาพโซเวียตล่มสลาย นักรัฐศาสตร์ชาวอเมริกันถึงกับออกมาประกาศว่า นี่คือ ‘The end of history’ การต่อสู้ทางอุดมการณ์ระหว่างสังคมนิยมกับเสรีนิยมหมดแล้ว โลกทั้งใบต้องมุ่งไปหาทุนนิยมเสรีเท่านั้น แต่จะไปถึงอย่างไร จะช้าหรือเร็ว นั่นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ในมิติเศรษฐกิจนี้ผมคิดว่าเราไม่จำเป็นต้องมีความหวังหรือความฝันอะไรใหม่ๆ แล้ว ถ้าคุณจะเป็นผู้ประกอบการ คุณก็ต้องนึกถึงต้นทุนและกำไร หากทำงานก็ต้องเน้นประหยัดคุ้มทุน มีประสิทธิภาพ จะมาเอ้อระเหยลอยชายไม่ได้ นอกจากว่าคุณอยากจะไปเป็นคนชายขอบ ออกไปอยู่คนเดียวในโลกของคุณ แต่ว่ามันก็จะต้องพบกับปัญหาซ้ำซาก นั่นคือเราไม่สามารถอยู่ได้อย่างยั่งยืน เราฝืนไม่ได้ ในที่สุดมันก็จะถูกโลกภายนอกทำลายหมดอยู่ดี

     สอง คือมิติทางการเมืองในแง่หนึ่งมันก็ค่อนข้างจะตัดสินไปแล้วเหมือนกันว่าโลกจะต้องเป็นเสรีนิยมประชาธิปไตย คุณจะไปเป็นโลกสังคมนิยม คอมมิวนิสต์ หรืออะไรต่อมิอะไรก็ไม่ได้แล้ว แต่มิติทางการเมืองนี้น่าสนใจ เพราะมันมีความเคลื่อนไหว มีพลวัตที่ค่อนข้างสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเป็นการอ้างความชอบธรรมหรือการอ้างถึงความยุติธรรม มันเป็นสิ่งซึ่งยังถกเถียงกันได้อยู่เสมอ เพราะฉะนั้น ข้ออ้างทางการเมืองมันจะเป็นข้ออ้างที่ดึงดูดใจคน ทั้งๆ ที่บางคราวมันเป็นเรื่องซึ่งไม่ชอบด้วยเหตุผลเอาซะเลย แต่คนยังอยากจะเชื่อยังอยากจะฟังอยู่อย่างนั้น

 

เช่นการอ้างแบบไหนที่คุณคิดว่าไม่ชอบด้วยเหตุด้วยผล

     ยกตัวอย่างเช่น นโยบายประชานิยมไม่ว่าจะพรรคใดหรือรัฐบาลไหนก็ตาม ถ้าเราเอามาคิดในทางเศรษฐศาสตร์แล้วจะพบว่ามันเหลวไหล คุณจะเป็นรัฐบาลที่ไม่ขึ้นภาษีแล้วจะมีสวัสดิการนู่นนี่เยอะแยะไปหมดเลย คำถามคือ แล้วคุณจะเอาสตางค์มาจากไหน ถ้าสังเกตดูจะเห็นว่าเขาไม่ค่อยจะตอบเราตรงนี้นะ แต่ก็จะผลิตนโยบายประชานิยมออกมาอยู่เรื่อยๆ

 

ถ้าประชาชนกินดีอยู่ดี ปัจจัยพื้นฐานพร้อม การศึกษาดี เขาก็จะออกไปทำงานสร้างรายได้แล้วนำกลับมาหมุนเวียนเศรษฐกิจในประเทศให้ดีขึ้น

     ก็ใช่ ถูกต้องเลย แต่คุณลองคิดดูง่ายๆ ว่าการศึกษาในประเทศไทยมันล้มเหลวโดยสิ้นเชิงหรือเปล่า เพราะถ้าจะลงทุนด้านการศึกษาคุณต้องใช้เวลาอย่างน้อยที่สุด 15 ปี กว่าการปฏิรูปการศึกษาจริงๆ จะเห็นผล แต่มันไม่เคยมีรัฐบาลไหนที่มองการณ์ไกลหรืออยู่ต่อไปจนทำให้มันเกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้น ประเทศเราใช้งบด้านการศึกษาสูงมากถ้าลองเทียบกับประเทศต่างๆ ในอาเซียน หรืออาจจะมากกว่าหลายๆ ประเทศในเอเชียเลยด้วยซ้ำ แต่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นมันกลับไม่ค่อยได้เรื่อง

     มิติทางการเมืองจะไม่ค่อยมีกฎเกณฑ์อะไรที่มันแน่นอนนะ ผมเพียงอยากบอกว่า เวลาเขายกอะไรขึ้นมาพูดมาเคลมทางการเมืองนี่มันดูยิ่งใหญ่มากนะ สมมติคุณได้รับการเลือกตั้งมาอย่างท่วมท้น คุณบอกว่าคุณมีความชอบธรรมเพราะคุณมาจากฉันทานุมัติของประชาชน เสียงประชาชนคือเสียงของสวรรค์ แต่ในความเป็นจริงมันเป็นอย่างนั้นหรือเปล่า มันจะมีคำถามแบบนี้ตามมาตลอด

 

จะมีอะไรชอบธรรมไปกว่าการที่คนส่วนใหญ่ได้ใช้เสียงของตัวเองในการเลือกผู้คอยทำหน้าที่บริหารประเทศให้พวกเขา

     เวลาผมพูดเรื่องนี้แล้วคนซึ่งชอบประชาธิปไตยจะหมั่นไส้ผมมากเลย แต่ผมก็จะพูดให้เขาฟังว่า ก่อนปี พ.ศ. 2475 เวลาที่มีการโจมตีการปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ก็จะมีทั้งการโจมตีในทางทฤษฎีว่า เฮ้ย คนเราเกิดมาต้องเท่ากันสิ เจ้าเป็นใครถึงจะมีอำนาจมาปกครองคนอื่น ส่วนในทางปฏิบัติ เขาบอกว่ารัฐบาลของรัชกาลที่ 7 ล้มเหลว ทำงานไม่ได้ผล อันนี้คือเมื่อคุณยังไม่มีอำนาจแล้วพูดเพื่อโจมตีฝ่ายที่อยู่ในอำนาจไง แถลงการณ์คณะราษฎร ฉบับที่ 1 อาจารย์ปรีดี พนมยงค์ เขียนบอกว่า เมื่อเราได้เปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครองแล้ว ต่อไปนี้ทุกอย่างจะดีไปหมดเหมือนโลกพระศรีอาริย์ อันนี้เข้าใจได้เพราะประชาธิปไตยยังไม่เคยเกิดขึ้น ทุกสิ่งที่คุณมองไปข้างหน้าจึงดูสวยไปทั้งนั้น คุณเอาจุดหมายปลายทางซึ่งเป็นอุดมคติมาพูด เวลาพูดถึงอุดมการณ์ประชาธิปไตยว่า ‘มนุษย์เสมอภาคเท่าเทียมกัน’ เรามักจะลืมมองไปว่ามันเป็นอุดมคติ มันเป็นสิ่งซึ่งอยู่ในเครื่องหมายคำพูด เป็นสิ่งซึ่งเราสมมติขึ้นมา เหมือนที่ฝรั่งสมมติว่ามันมีสภาพธรรมชาติ ซึ่งจริงๆ แล้วมันเคยมีไหม มนุษย์เราไม่เคยเกิดมาแล้วอยู่ในสภาพธรรมชาติหรอก

     เราเริ่มจากสิ่งซึ่งเป็นอุดมคติแล้วจบด้วยสิ่งซึ่งมันไม่ได้เป็นไปอย่างที่คิด เพราะฉะนั้น เวลาที่เราจะวิพากษ์ประชาธิปไตยในปัจจุบันนี้ เราอย่าไปยืนตรงจุดที่เป็นอุดมคติ เพราะมันไม่พาเราไปไหนแล้วล่ะ เราต้องพูดอยู่บนความจริงว่าประชาธิปไตยต้องเป็นแบบไหนถึงจะได้ผลและมีประสิทธิภาพ นักวิชาการฝรั่งบางคนเขาพูดน่าฟังนะ เขาบอกว่าสิ่งที่ประเทศอย่างเราๆ ต้องการอาจจะไม่ใช่ประชาธิปไตยที่มากขึ้นนะ แต่เราต้องการ Good Governance มากขึ้น เพราะประชาธิปไตยมากขึ้นไม่ได้หมายความว่ามันจะมีประสิทธิภาพมากขึ้น

     ตัวอย่างง่ายๆ คือกรณี Brexit นี่คือสุดยอดของประชาธิปไตยเลย แล้วเป็นไงล่ะ โอ้โฮ ตอนนี้รัฐบาลอังกฤษไปไม่ถูกเลย คนในประเทศก็เห็นกันแล้วล่ะว่าทำผิด แต่มันจะแก้ไขกันยังไงล่ะ ผมคิดว่าในโลกของประชาธิปไตยมันมีปัญหาจากการที่เราไม่ยอมรับว่าสิ่งที่เราใส่เข้าไปในความคิดเรื่องประชาธิปไตยมันเป็นอุดมคติ เป็นอุดมการณ์ซะเยอะ      

     ในปี ค.ศ. 2015 โลกตะวันตกมีการเฉลิมฉลองที่ยิ่งใหญ่มากเนื่องในโอกาสครบรอบ 800 ปีของแมกนา คาร์ตา ซึ่งเป็นกฎบัตรอันยิ่งใหญ่ที่เกิดขึ้นในสมัยพระเจ้าจอห์น ตอนนั้นกษัตริย์อังกฤษถูกพวกขุนนางบังคับให้ลงนามในสัญญาว่าต่อไปนี้จะต้องลดอำนาจของตัวเองลงจนมาเป็นลายลักษณ์อักษรเมื่อปี ค.ศ. 1215 เทียบกับไทยคือสมัยสุโขทัย ยุคศิลาจารึกพ่อขุนรามฯ นู่น วิวัฒนาการของการปกครองของอังกฤษกว่าจะมาถึงปัจจุบันมันยาวนานมาก แต่ของเรายังไม่ถึง 100 ปีเลยนะ แล้วเราก็เริ่มหมดความอดทนกันแล้ว ถ้าคิดในแง่เปรียบเทียบแล้วเราคงต้องมีสติมากกว่านี้

 

สมบัติ จันทรวงศ์

 

เหมือนคุณอยากจะเตือนสติฝั่งคนที่พยายามเรียกร้องประชาธิปไตยว่าอย่าเพิ่งใจร้อนมากนักใช่ไหม

     ผมก็เตือนทั้งสองฝ่ายนั่นแหละ ผมเคยสนใจไปค้นเอกสารเกี่ยวกับความคิดเรื่องการปฏิวัติฝรั่งเศสในไทย พบว่าก่อน พ.ศ. 2475 ไม่มีงานเขียนเกี่ยวกับการปฏิวัติฝรั่งเศสที่เป็นภาษาไทยเลย หมายความว่าเราปิดตัวเองโดยสิ้นเชิง เราไม่รู้อะไรเลย ซึ่งงานเขียนเกี่ยวกับการปฏิวัติฝรั่งเศสที่เขียนขึ้นหลังปี พ.ศ. 2475 เล่มแรกของไทย คืองานเขียนของพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภา เป็นเจ้าซึ่งสนับสนุนคณะราษฎร แต่หลังจากนั้นมาจนถึงกระทั่งปีที่ผมค้นคว้าก็ยังมีเพียงไม่กี่เล่ม ส่วนใหญ่ก็ไม่ค่อยได้ลงรายละเอียดลึกซึ้ง เพราะฉะนั้น องค์ความรู้ของเราเกี่ยวกับการปฏิวัติฝรั่งเศสจึงมีน้อยมาก แล้วผมรู้สึกว่าองค์ความรู้เกี่ยวกับการปฏิวัติฝรั่งเศสมันดีกับทุกฝ่าย เพราะเราจะได้เห็นว่าแต่ละฝ่ายทำอะไรกันไปบ้าง ไม่มีฝ่ายใดทำผิดทั้งหมดหรือทำถูกทั้งหมด ตรงนี้เราจึงพลาดไป กระทั่งปัจจุบันนี้ผมว่าก็ยังมีงานเขียนเรื่องนี้ในบ้านเราน้อยอยู่นะ ทั้งที่ประวัติศาสตร์เหล่านี้เป็นสิ่งที่เราควรจดจำเอามาเป็นบทเรียน

     ทีนี้จะพูดถึงมิติที่สาม คือมิติทางสังคม ผมคิดว่ามันเกิดเครื่องมือสื่อสารใหม่ๆ ที่ทำให้โลกกลายเป็นใบเดียว วัฒนธรรมหรือความคิดมันจึงไปถึงกันหมด คือถ้าจะให้มองบ้านเราเนี่ย มิติทางเศรษฐกิจยังถูกจำกัดอยู่ในกรอบ มิติทางการเมืองยังมีความไม่แน่นอนสูง แต่มิติทางสังคมมันไปอีกทางหนึ่งเลย เวลานี้เราทุกคนอยู่ในโลกซึ่งมีลักษณะแบบเดียวกันนี้แหละ ทางเศรษฐกิจคุณไม่ต้องไปกังวลหรอก เพราะว่ามันไม่มีทางออก ส่วนเรื่องทางการเมืองมันก็มีตัวเลือกเยอะดี แต่ระวังหน่อยแล้วกัน ส่วนทางสังคม ถ้าคุณมีลูกมีหลานก็ต้องเหนี่ยวๆ รั้งๆ ไว้หน่อยนะ แต่ถ้าเขาโตแล้วนั่นก็แล้วแต่คุณ (หัวเราะ)

 

แต่การมีชีวิตอยู่ของเราก็ควรจะมีส่วนช่วยแก้ไขเปลี่ยนแปลงสังคมให้ดีขึ้น มากกว่าการปล่อยให้มันจมปลักอยู่อย่างนั้นใช่ไหม

     สังคมมันต้องเปลี่ยนอยู่แล้วแหละ ไม่มีสังคมไหนที่ไม่มีการปรับตัวหรือไม่มีการเปลี่ยนแปลงเลย เพราะถ้าไม่มีการปรับตัวเปลี่ยนแปลงเลยมันอยู่ไม่ได้หรอก แต่เวลาที่คุณจะปรับปรุงหรือเปลี่ยนแปลงอะไรก็ตาม โดยหลักทั่วไปคือคุณต้องอยากเปลี่ยนไปสู่สิ่งที่ดีกว่า ไม่มีใครอยากเปลี่ยนไปสู่สิ่งที่เลวร้ายกว่า ในขณะเดียวกันคนซึ่งอยากจะคงรักษาอะไรเอาไว้ก็ต้องอยากจะคงรักษาสิ่งที่ดีไว้ ไม่ใช่รักษาสิ่งที่เลว เพราะฉะนั้น ที่สุดแล้วเราก็หนีไม่พ้นที่ทั้งสองฝ่ายจะต้องมาตั้งคำถามว่า แล้วอะไรคือดี ถ้าดีมันดีสำหรับใคร ซึ่งมันคงไม่ได้หมายความว่าจะสามารถดีได้กับเฉพาะคนกลุ่มหนึ่ง แต่ต้องหาจุดที่มันพอจะลงตัว พอจะประสานกันได้ ซึ่งถ้าเป็นอย่างนี้จริงๆ ผมไม่กลัวหรอก เพราะว่าเขาจะต้องโต้เถียงกัน แล้วถ้าเราอยู่ตรงกลาง เราก็ฟังดูว่ามันอาจจะมีคนที่สามซึ่งเสนอสิ่งที่ไม่ใช่ทั้งสองฝั่งนี้แล้วมันอาจจะเข้าท่ากว่าก็ได้

 

คุณเคยมีชีวิตช่วงไหนที่มีอุดมการณ์ทางการเมืองที่เข้มข้นกับเขาบ้างไหม

     มีๆ มีช่วงดุเดือดเหมือนกัน ผมเรียนจบรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ตอนอยู่ปีที่สาม ผมได้ทุนไปเรียนต่อต่างประเทศ พอไปถึงมันก็เปิดโลกเรา ได้อ่านหนังสือซึ่งเราไม่เคยอ่าน ได้ศึกษาวิชาซึ่งเราไม่เคยรู้เยอะแยะเลย แล้วในเมืองที่ผมอยู่ก็มีฝรั่งคนหนึ่งซึ่งเขาเป็นผู้อำนวยการของ Peace Corps หรืออาสาสมัครสันติภาพ เขาเชิญผมไปกินข้าวแล้วถามผมเรื่องการเมือง ผมก็โอ้โฮ ใส่ไปแหลกลาญเลยนะ พอกินข้าวเสร็จเขาก็บอกว่าผมเนี่ยเหมือนพวก Young Radical แล้วก็บอกต่อไปว่า อยากรู้ว่าพอผมอายุสักสี่สิบแล้วจะยังเป็นอย่างนี้หรือเปล่า (หัวเราะ) ตอนนั้นผมก็คิดว่ามันก็มีช่วงเวลาที่เราได้เห็นได้พบจากประสบการณ์ของเรา ซึ่งมันยังไม่พอหรอก เมื่อมาเจอชีวิตจริงจึงรู้ว่า โอ้โฮ มันต้องคำนวณใหม่เยอะพอสมควร แล้วสิ่งที่ผมคำนวณใหม่ตอนนี้ก็คือว่า สิ่งที่เราคิดๆ ไว้มันไม่ได้ง่ายนะ

 

ตอนยังเป็น Young Radical คุณอยากเปลี่ยนแปลงอะไร ไม่พอใจอะไร

     ก็พวกทหารที่เข้ามาปกครองประเทศไง ตอนที่จอมพลถนอมทำรัฐประหาร ผมยังเรียนหนังสือไม่จบนะ ยังอยู่ที่อเมริกา ผมก็โทรเลขถึงคณะปฏิวัติในเมืองไทยเลย บอกว่าผมไม่เห็นด้วยกับการปฏิวัติคราวนี้ แต่ไม่ได้ลงชื่อตัวเองนะ (หัวเราะ) บอกแค่ว่าผมเป็น a concerned Thai student เพราะรู้สึกว่า เฮ้ย ผมกำลังจะกลับไปสอนหนังสือนะ แล้วบ้านเมืองของผมตอนนี้มันถูกรัฐประหาร มันไม่เป็นประชาธิปไตย ผมจึงรู้สึกหงุดหงิด เพราะผมอยากจะไปสอนเรื่องที่มันจะเป็นประโยชน์กับประเทศที่จะเป็นประชาธิปไตย คือผมไปเรียนปรัชญาการเมืองกับสำนักซึ่งปัจจุบันก็คงจะเรียกว่าเป็นพวกคอนเซอร์เวทีฟน่ะ แต่ว่าในอเมริกาต่อให้จะเป็นคอนเซอร์เวทีฟหรือเป็นลิเบอรัล จะเป็นรีพับลิกันหรือว่าเดโมแครต มันล้วนอยู่ภายใต้ Democratic Republic ทั้งนั้นแหละ

 

ความดุเดือดในช่วงนั้นมันมีความจำเป็นมากแค่ไหนต่อการเติบโตเป็นผู้ใหญ่

     เอาเป็นว่าตอน 14 ตุลาฯ ช่วงที่เขาชุมนุมกันที่ธรรมศาสตร์ บ้านผมใกล้มาก อยู่ตรงเทเวศร์นี่เอง ผมก็ไปกับเขาทุกคืน แต่ว่าหลังจากนั้นไม่นานก็เริ่มจะมองเห็นว่ามันไม่ได้ง่ายอย่างที่เราคิด สมัยนั้นผมยังไร้เดียงสาทางการเมือง นี่สารภาพอย่างไม่อายเลยนะว่าไม่ได้รู้อะไรมากมายขนาดนั้น คิดว่ามันเปลี่ยนแค่นี้ก็น่าจะพอ แต่จริงๆ แล้วมันไม่พอหรอก ผมเคยเข้าไปเป็นเลขานุการรัฐมนตรีฯ ทำหน้าที่รองโฆษกฯ อยู่ในสมัยรัฐบาลเปรม 1 ก็เป็นอยู่ 11 เดือน คือตอนนั้นกำลังทำวิจัยอยู่ที่เบิร์กลีย์แล้วเกิดการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลพอดี วันก่อนผมเพิ่งค้นเอกสารเก่าๆ ไปเจอโทรเลขที่ อาจารย์สมศักดิ์ ชูโต ส่งไปหาผม บอกว่าให้กลับมาช่วยเป็นเลขานุการรัฐมนตรีหน่อย ผมก็กลับมาเพราะอยากจะรู้ว่าถ้าเข้าไปทำงานการเมืองแล้วมันจะเป็นยังไง โชคดีที่เขาติดต่อมาให้ผมเป็นรองโฆษกรัฐบาลด้วย ผมก็เลยได้ไปนั่งประชุม ครม. ด้วยทุกครั้ง ก็เรียนรู้เยอะจนได้บทสรุปว่า พอแล้ว รู้แค่นี้พอแล้ว (หัวเราะ) ให้มันเป็นประสบการณ์ส่วนตัว แล้วเราเอาความรู้ที่มีไปสอนหนังสือเถอะ

 

สมบัติ จันทรวงศ์

 

มีคนรุ่นใหม่มากมายที่อยากเข้าไปในโลกทางการเมือง ที่สุดแล้วเขาจะได้รับประสบการณ์คล้ายๆ คุณจนต้องกลับออกมาเหมือนกันใช่ไหม

     มันก็สุดแล้วแต่นะ เรื่องนี้คุยกันเล่นๆ อย่าไปถือซีเรียส ในช่วงที่ทำงานทางการเมืองมันทำให้ผมได้เข้าใจว่าคนที่ติดอำนาจในมือมันเป็นยังไง ตอนแรกผมเป็นอาจารย์กระจอกๆ คนหนึ่งใช่ไหม แต่พอมาสวมหัวโขนเป็นเลขานุการรัฐมนตรีเข้า คุณเดินเข้าไปทำเนียบ ยามตะเบ๊ะคุณอุตลุดเลย เข้าลิฟต์ก็มีคนมากดให้ ผมไปนั่งหน้าห้องรัฐมนตรีโดยที่ยังไม่เคยรู้มาก่อนว่าเลขานุการรัฐมนตรีทำหน้าที่อะไร ไปนั่งอยู่สักพักถึงได้รู้ว่า อ๋อ จริงๆ แล้วเราทำหน้าที่กรองงานทั้งปวงที่จะเข้าไปให้รัฐมนตรีเซ็นอนุมัติทั้งหมดต้องผ่านดุลพินิจของผมซึ่งเป็นเลขาฯ งานไหนที่คิดว่ายังมีปัญหาก็ยังไม่เอาเข้าไป ค้นข้อมูลก่อน ส่วนงานไหนที่ไม่มีอะไรก็ส่งเข้าไปเซ็นได้เลย แล้วคนที่มาติดต่องานก็ระดับอธิบดี ผู้ว่าฯ เจ้าของบริษัททีวี โฆษณา มานั่งรอพบผมเต็มเลย ถามว่า ‘เรื่องไปถึงไหนแล้วท่านเลขาฯ’ ‘กรุณาผ่านให้หรือยัง’ ทำไปสักพักหนึ่งคุณจะรู้ว่าถ้าคุณทำไปตามปกติมันก็โอเคนะ แต่ถ้าคุณอยากจะถ่วงมันไว้สักหน่อย คุณก็สามารถทำได้โดยไม่มีใครว่าอะไรเลย โอ้โฮ คุณมีอำนาจอันมหาศาลในมือซึ่งมันอาจจะนำไปสู่อะไรต่อมิอะไรเยอะแยะไปหมด

     เวลาไปต่างจังหวัดก็มีรถนำขบวน มีคนคอยไล่ให้คนอื่นหลบไปข้างทาง ยิ่งไปต่างประเทศยิ่งเห็นชัด ผมยังมาเล่าให้เพื่อนๆ ฟังว่าตอนนั้นผมเพิ่งรู้ว่าวีไอพีในเมืองไทยมันเป็นยังไง ในวันเดินทาง ตั้งแต่ออกจากบ้านก็มีรถมารับคุณไปถึงสนามบิน เอกสารและกระเป๋าของเรา เขาก็เอาไปจัดการให้หมด คุณแค่เดินเข้าห้องวีไอพีไปนั่งกินขนมรอ พอถึงเวลาเขาก็เอารถมารับไปส่งที่ประตู ขึ้นเครื่องบินไปในขณะที่คนอื่นนั่งคอยคุณเต็มเครื่อง แล้วพอคุณลงจากเครื่องบินที่ต่างประเทศปั๊บ ก็มีรถจากสถานทูตมารับคุณทันที ไม่ต้องผ่านอะไรเลยสักอย่าง ถามว่าคุณไม่ติดในอำนาจไหวเหรอ ถ้าเทียบกับเวลาที่ผมต้องเดินทางไปเอง โห มันต้องผ่านขั้นตอนกระบวนการทุกอย่างที่สุดแสนจะทารุณนะ

 

ฟังดูเหมือนคุณขยาดในการมีอำนาจมากๆ

     ผมกลัวเหลิงน่ะ

 

เพราะเคยเหลิงไปแล้ว

     ไม่เหลิงๆ รู้ตัวตลอดเวลา แต่ถ้าไม่หยุดก็ไม่แน่เหมือนกันนะ (หัวเราะ) มาเป็นอาจารย์สอนหนังสือดีที่สุด เพราะในขณะที่ผมทำงานตรงนั้นผมก็ยังมีชั่วโมงสอนของผมอยู่ ไม่ได้เลิกสอน แน่นอน การทำงานทางการเมืองมันทำให้เราได้รู้ได้เห็นและยังได้เข้าใจด้วย นี่ยังเก็บเอกสารต่างๆ เอาไว้อยู่แต่ไม่กล้าเปิดเผยนะ

 

 

เป็นอาจารย์อยู่กับตำรา ดีกว่าโลกทางการเมืองที่พร้อมจะทำให้เราเสพติดอำนาจเยอะเลยใช่ไหม

     คือเดี๋ยวนี้ผมว่ามันคงเปิดกว้างมากขึ้นนะ ผู้คนคงจะรู้กันมากขึ้นแล้ว แต่สมัยนั้นเราไม่ค่อยได้รู้หรอกว่าตอนประชุม ครม. เขาประชุมยังไง พิจารณาอะไรกัน เราก็ถือว่าเข้าไปเรียนรู้ คือสมัยป๋าเปรมเป็นนายกฯ ก็มีนักการเมือง มีพรรคการเมืองทั้งหลาย แล้วก็มีฝ่ายข้าราชการประจำ ฝ่ายทหารอีก เราก็ไปนั่งฟังว่าเขาพูดคุยอะไรกัน สักพักหนึ่งเราก็จับได้ว่า เออ เรื่องที่ ครม. ตัดสินเป็นแบบนี้นี่เอง

     นักการเมืองจะทำอะไรก็ตามต้องอาศัยข้าราชการประจำ เพราะฉะนั้น สัมพันธภาพระหว่างนักการเมืองกับข้าราชการประจำมันแน่นแฟ้นและเหนียวแน่นมาก มันเป็นสิ่งซึ่งแยกไม่ได้หรือแยกได้ลำบากมากๆ ดังนั้น การที่เราคิดว่ามันเป็นประชาธิปไตยแล้ว มีตัวแทนเข้าไปเรียกร้องสิทธิของประชาชน มันมักจะไม่เกิดหรือเกิดยาก ถ้าข้าราชการประจำไม่ทำก็จบ หรือถ้าเขาชงลูกมาก็จบแล้ว

       

เมื่อโลกทางการเมืองในทางทฤษฎีมันต่างจากการปฏิบัติมาก ดังนั้น หนุ่มสาวที่เรียนเก่งมีอนาคตไกลก็ไม่น่าเอาตัวเองไปยุ่งกับโลกทางการเมืองใช่ไหม

     ไม่ๆ ผมไม่คิดอย่างนั้น มันไม่ได้เป็นสิ่งซึ่งต้องขัดแย้งกันนะ ไม่ใช่เลย โลกทางวิชาการของคุณจะสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น เมื่อรู้ว่าจริงๆ แล้วโลกเป็นยังไง เพียงแต่ว่าถ้าคุณได้เข้าไปอยู่ในโลกของความเป็นจริงทางการเมือง คุณอย่าเผลอ อย่าลืมตัวก็แล้วกัน อย่าไปเป็นเครื่องมือให้คนอื่น มันไม่คุ้มเลย

 

แล้วเราจะทำได้เหรอ มีอำนาจมากมายที่คอยบีบบังคับให้เราทำในสิ่งซึ่งขัดกับหลักการทางจิตใจของเรา

     เราก็อย่าทำสิ (หัวเราะ) คือตอนผมทำงานให้อาจารย์สมศักดิ์นี่ต้องถือว่าท่านเป็นรัฐมนตรีซึ่งไม่ได้สังกัดพรรคการเมือง คือพูดง่ายๆ ว่าเป็นคนของป๋าเปรมนั่นแหละ ในขณะเดียวกันก็มีคนอื่นซึ่งทำงานให้กับรัฐมนตรีซึ่งเป็นนักการเมือง มันก็คนละแบบ คนที่เขาให้มาทำงานด้วยมันก็คนละแบบ เห็นได้ชัดเลยว่าแบ็กกราวนด์ของรัฐมนตรีที่ไม่ได้มาจากพรรคการเมืองจะเป็นแบบหนึ่ง แต่ถ้าเป็นคนของพวกนักการเมืองก็จะเป็นอีกแบบหนึ่ง

     คนที่ชอบงานแบบนั้นเขาก็คงจะมีความสุข สนุกในแบบของเขา แต่สำหรับผมแล้วผมสนุกอีกแบบหนึ่งมากกว่า ผมยกตัวอย่างหนังเรื่อง ไททานิก แล้วกัน ในหนังเรื่องนี้มีฉากตอนที่เรือกำลังจะล่ม คนก็ต่างหวาดกลัวตกใจกันไปหมด แล้วในหนังเราจะเห็นว่ามีผู้โดยสารซึ่งอยู่ในชั้นเฟิสต์คลาสบางคนไม่ยอมให้ผู้หญิงกับเด็กลงเรือ ถึงกับต้องเอาปืนมาขู่กัน อันนี้คุณเชื่อหรือไม่ว่าในความเป็นจริงมันไม่ได้มีเหตุการณ์อย่างนั้นเกิดขึ้น ผู้โดยสารชั้นหนึ่งคือคนซึ่งมีสตางค์ เป็นเศรษฐี แล้วพวกนี้จะไปเรียนในโรงเรียนชั้นยอดของสหรัฐอเมริกา ตอนนั้นพวกโรงเรียนไอวีลีกที่ดังๆ เขาไม่ได้สนใจรับเอาเด็กเก่งเข้าไปเรียนหรอก แต่เขาจะรับเอาพวกลูกหลานของศิษย์เก่าที่มีสตางค์ให้เงินมหาวิทยาลัยเยอะๆ แล้วเขาก็จะไม่สอนให้คนพวกนี้ออกไปทำมาหากินหรอก เพราะมีสตางค์อยู่แล้ว แต่เขาจะบ่มเพาะให้คนเหล่านี้เป็นสุภาพบุรุษ เป็นคนที่แคร์คนอื่น คอยช่วยเหลือคนอื่น พวกเฟิสต์คลาสเหล่านี้ถูกฝึกมาว่าในยามคับขันให้ช่วยเด็กกับผู้หญิงก่อน แล้วเขาก็ทำตามนั้น

     ทีนี้ถามว่าคนสร้างหนังรู้เรื่องนี้ไหม เขาศึกษาแล้วก็รู้นะ แต่ว่าต้องเปลี่ยนบทด้วยเหตุผลที่ว่าถ้าทำตามเรื่องจริงแล้วจะไม่มีคนเชื่อว่า เฮ้ย ไอ้พวกเศรษฐี ไอ้พวกเฟิสต์คลาสนี่ใจคอมันเป็นลูกผู้ชายขนาดนั้นเลยเหรอ แต่ถ้าบอกว่ามันชั่ว มันเอาเปรียบนะ คนปัจจุบันจะเชื่อ เพราะฉะนั้น นี่คือวิกฤตของประเทศเรา เวลาเราพูดถึงสถาบันการศึกษาไม่ว่าจะตั้งแต่ชั้นล่างขึ้นไปถึงชั้นสูง เราต่างทึกทักเอาว่าทุกคนรู้แล้วว่าสิ่งที่ดีเป็นยังไง เพราะฉะนั้น เขาจะให้แต่เครื่องมือคุณไปหาเงิน แล้วคุณไปหาชีวิตที่ดีเอาเองนะ เพราะคุณรู้อยู่แล้วว่ามันคืออะไร เขาจึงสอนให้คุณเป็นวิศวกร เป็นนักบัญชี เป็นนายแพทย์ที่เก่ง แต่ไม่สนใจคาแร็กเตอร์หรือคุณสมบัติของบุคคล อันนี้เราไม่พูดถึงกันเลย

 

พ่อแม่เขาก็หวังแค่ให้เราเรียนวิชาชีพเหล่านี้ให้เก่งๆ เพื่อออกไปทำมาหากินแล้วกลับมาเลี้ยงดูเขา นี่คือชีวิตของชนชั้นกลางอย่างเราๆ

     แต่อันนี้มันเป็นเพียงส่วนหนึ่งนะ อริสโตเติลบอกว่า ทรัพย์สินเงินทองมันจำเป็นสำหรับชีวิตที่ดีไหม คำตอบคือจำเป็นนะครับ ถ้าคุณไม่มีเงินแล้วคุณต้องหาเช้ากินค่ำ คุณจะมีชีวิตที่มีความสุขไม่ได้เพราะว่าคุณต้องทำงานหาเงินมาตอบสนองต่อร่างกายของคุณตลอดเวลา ดังนั้น เงินจึงจำเป็น แต่อริสโตเติลบอกว่ามันไม่เพียงพอนะ มีเงินอย่างเดียวไม่ได้ทำให้คุณมีชีวิตที่ดี คุณต้องมีคุณธรรม มีความยุติธรรมคอยกำกับด้วย ผมมักจะถามนักศึกษาในคลาสเสมอๆ ว่า ถ้าคุณไปใช้ชีวิตอยู่ในต่างจังหวัดแล้วที่นั่นมีหมออยู่สองคน คนหนึ่งเป็นหมอซึ่งเก่งมากๆ เลย สอบได้บอร์ดอเมริกา ยุโรป สารพัดอย่าง เก่งนะ แต่ชั่ว ส่วนหมออีกคนหนึ่งเป็นหมอที่จบในประเทศธรรมดาๆ แต่เป็นคนดี ถามว่าเวลาคุณป่วย คุณจะไปหาหมอคนไหน

 

เลือกยากนะ คงภาวนาให้เรามีเงินเยอะๆ แล้วเอาไปจ้างหมอคนที่เก่งมารักษา

     หมอเก่งใช่ไหม โอเค ทีนี้ศาสตร์ของการเป็นแพทย์คืออะไร ผมไปถามหมอมาเลยนะ คำตอบคือ ศาสตร์ของการแพทย์คือศาสตร์ของการทำให้คนป่วยฟื้นคืนสู่สภาพเดิม โรงเรียนแพทย์เขาสอนคุณอย่างนี้ แต่เขาไม่ได้สอนคุณว่าคุณควรจะชาร์จค่ารักษาคนไข้เท่าไร อันนั้นไม่ใช่ศาสตร์ของการเป็นแพทย์ แต่เป็นศาสตร์ของการหาเงินที่มันจะควบคู่ไปกับศาสตร์ทุกชนิด เช่นเดียวกับช่างไม้ที่ทำโต๊ะทำตู้ได้แต่ว่าจะชาร์จค่าทำเท่าไรก็ไม่ได้อยู่ในศาสตร์ของการเป็นช่างไม้

     หมอที่ชั่วเขาไม่มองคุณเป็นคนไข้ เขาจะมองว่าคุณเป็นเหยื่อหรือเป็นลูกค้า ถ้าคุณไปหาหมอที่ชั่ว คุณจะแน่ใจได้ยังไงว่าเขาจะรักษาคุณให้หาย เขาอาจจะรักษาคุณเพื่อที่เขาจะได้ค่าตอบแทนเยอะๆ ป่วยไปนานๆ ก็ได้ ศาสตร์ทุกอย่างจึงเหมือนดาบสองคม ตำรวจก็คือคนที่สามารถจับผู้ร้ายและอาจจะทำตัวเป็นผู้ร้ายเสียเองได้เก่งด้วยใช่ไหม หมอก็คือคนคนเดียวกันซึ่งอาจจะวางยาพิษคุณก็ได้ ตอนวางยาพิษเขาก็ใช้ศาสตร์ของการเป็นแพทย์แต่ว่าไม่มีความยุติธรรมกำกับไง เพราะฉะนั้น คุณจะเป็นคนอย่างไรมันสำคัญพอๆ กับว่าคุณมีความสามารถอะไร ซึ่งสิ่งนี้มันอยู่ในโลกทางสังคมที่เราได้ปล่อยไปแล้ว

 

ถ้าเราบรรจุวิชาจริยศาสตร์เข้าไปในหลักสูตรการศึกษาทุกมหาวิทยาลัย คนเราจะดีกว่านี้ใช่ไหม

     การพร่ำสอนมันง่ายแต่การสอนจริงๆ คือมันต้องปฏิบัติให้ดู แล้วคุณมาให้โรงเรียนสอนอย่างเดียวไม่ได้ ถ้าพ่อแม่ไม่ทำให้เด็กดูเป็นตัวอย่างด้วย การฝึกในโรงเรียนอย่างเดียวก็อาจไม่เป็นผล แม้แต่ครูที่เอาแต่พูดในห้องเรียน พอออกไปนอกห้องเรียนแล้วไม่ทำ มันก็ไม่มีประโยชน์ มันต้องทำกันทั้งสังคม ยกตัวอย่างง่ายๆ เวลาคนไทยไปสิงคโปร์เรากล้าไปทิ้งขยะหรือไปถุยน้ำลายเรี่ยราด กล้าไปแซงคิวขึ้นรถเมล์ไหม ไม่กล้าเลย เพราะว่าที่นั่นเขาทำกันทั้งสังคม คุณไปทำอะไรแบบนั้นคุณจะโดนสังคมลงโทษ การศึกษาก็ต้องเป็นแบบนั้น มันถึงจะออกมาได้ผลไง

     เวลาจะขับเคลื่อนเรื่องนี้มันต้องไปทั้งสังคม ทำเฉพาะส่วนไม่ได้ แต่กระนั้นก็ตามแค่เฉพาะส่วนยังทำไม่ได้เลยด้วยซ้ำ ผมยกตัวอย่างในรั้วมหาวิทยาลัยเลย ผมพูดมาตั้งนานแล้วว่าขอให้ภายในรั้วมหาวิทยาลัยเป็นกรณียกเว้นไว้สักที่หนึ่งได้ไหม คือในมหาวิทยาลัยต้องไม่เหมือนข้างนอก ต้องมีระเบียบวินัย มีความสะอาด แล้วก็เป็นแบบอย่างของการรักษาสิ่งแวดล้อม ให้สิ่งเหล่านี้มันเกิดขึ้นได้จริงๆ แค่ชั่วยามในมหาวิทยาลัยก็ยังดี ออกไปข้างนอกคุณจะได้เห็นว่ามันแตกต่างกันยังไง แต่นี่พอเข้าไปแล้วคุณไม่เห็นความแตกต่างอะไรเลย ผมเคยแหย่ผู้บริหารมหาวิทยาลัยบางคนว่า โห นี่เรารับนักศึกษาอ่านหนังสือไม่ออกมาเรียนด้วยเหรอเนี่ย เขาถาม อาจารย์หมายความว่ายังไง ก็ผมขับรถไป ไม่เห็นมีใครหยุดตรงป้ายหยุดรถเลย นักศึกษาขับมอเตอร์ไซค์ก็ไม่สวมหมวกกันน็อก เจอป้ายให้หยุดก็ไม่หยุด ก็เพราะว่าอ่านหนังสือไม่ออกกันใช่ไหมล่ะ

 

นักศึกษาในยุคปัจจุบันกับสมัยที่คุณเป็นอาจารย์ตอนหนุ่มๆ มีการรักษาระเบียบวินัยหรือจริยธรรมที่ต่างกันไหม

     อืม คงไม่แตกต่างกันเท่าไรหรอก เราเป็นอย่างนี้กันมานานแล้ว ฟังแล้วไม่ค่อยให้กำลังใจเท่าไรใช่ไหม แต่มันคือความเป็นจริงนะ (หัวเราะ)

 

สมบัติ จันทรวงศ์

 

ถ้าให้ประเมินสังคมไทยเราตอนนี้มีความใกล้เคียงกับโลกแบบในหนังสือ ยูโทเปีย ที่คุณได้แปลเอาไว้มากน้อยแค่ไหน

     หูย สังคมไทยก็คือสังคมไทย ยูโทเปียชื่อมันก็บอกอยู่แล้วว่าไม่มีที่ไหน หมายความว่ามันไม่จริง มันเป็นเพียงสิ่งซึ่งหยิบยกขึ้นมาเพื่อเปรียบเทียบกับสิ่งซึ่งเป็นจริงอยู่ในปัจจุบัน แต่หลายสิ่งหลายอย่างในนั้นมันก็ทำให้เราหงุดหงิดเหมือนกันนะ เมื่อเห็นว่าบางทีเขาก็คิดอย่างง่ายๆ ธรรมดาๆ แต่เราดันทำในสิ่งซึ่งตรงข้ามเลย เดี๋ยวจะแจกให้คนละเล่ม (หัวเราะ)

       

ถ้าเราอ่านแล้วจะรู้สึกดีกับสังคมที่เราอยู่มากขึ้นหรือจะหดหู่มากขึ้น

     คืออย่างนี้ สังคมในอุดมคตินี่มันยากที่จะเกิดขึ้น ผมไม่คิดว่ามันจะเกิดขึ้นด้วย แต่สังคมมันหมายถึงชีวิตโดยส่วนรวม ชีวิตที่เราไปอยู่ร่วมกับคนอื่น แต่ตัวคุณเองจะสามารถทำตัวให้มีชีวิตที่ดีได้นะ แม้คุณจะอยู่ในสังคมที่มันไม่เพอร์เฟ็กต์ อย่าลืมตรงนี้ เพราะฉะนั้น ไม่ต้องไปมัวฝันว่าเราจะมีสังคมในอุดมคติก็ได้ แต่ว่าตัวของเราเนี่ยขอให้มีชีวิตที่ดีเถอะ

 

เราจะมีชีวิตที่ดีได้อย่างไร แค่ขับรถออกจากบ้านก็เจอรถติด คนบีบแตร ปาดหน้า แซงซ้ายขวากันเต็มท้องถนนไปหมด บางทีเราก็ทนไม่ไหวตะโกนด่าเขาออกไปเหมือนกันนะ

     เออ ด่าไปเหอะ ระบายไปไม่เป็นไรหรอก ผมก็แผ่เมตตาให้พวกเขาตลอดเหมือนกันแหละ (หัวเราะ)

 

แล้วถ้าอยากรู้ว่าชีวิตที่ดีคืออะไร เราควรจะอ่านหนังสือเล่มไหนดี

     (หัวเราะ) มันบอกอย่างนั้นไม่ได้หรอก แต่จริงๆ แล้วทุกคนมีสามัญสำนึกว่าอะไรคือสิ่งที่ถูก อะไรคือสิ่งที่ผิด ผมไม่เชื่อว่าเราไม่มี เพราะฉะนั้น เราพยายามอยู่ในกรอบนี้ให้ได้ อย่างง่ายที่สุดคือ หนึ่ง คุณอย่าทำผิดกฎหมาย แต่แค่ทำถูกกฎหมายไม่ใช่ว่าพอนะ เพราะกฎหมายมันบังคับเฉพาะสิ่งที่อยู่ภายนอกของคุณ กฎหมายไม่ได้บอกว่าคุณต้องคิดดีทำดี มันเพียงแต่บอกว่าคุณอย่าทำชั่วเท่านั้น ตราบเท่าที่คุณไม่ทำ คุณคิดเฉยๆ กฎหมายไม่เอาผิดคุณนะ สอง พยายามคิดในส่วนที่ดีเข้าไว้ คิดดีเป็นไง โห พวกเรารู้กันอยู่แล้วแหละ เพราะฉะนั้น เวลามีคนออกมาพูดว่า จริยธรรมคือการทำตามกฎหมาย อันนี้ผมว่ามันเพี้ยนแล้ว คุณลองคิดดูสิว่าถ้าชีวิตคนเราอยู่ในกรอบของกฎหมายเพียงอย่างเดียว คุณจะมีความสุขไหม ไม่มีความสุขนะ เพราะกฎหมายไม่ได้บังคับว่าคุณต้องโอบอ้อมอารี ไม่ได้บังคับว่าคุณต้องเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ถูกไหม มันบังคับแค่ว่าคุณอย่าลักขโมยเท่านั้น

 

ตอนนี้ถ้าออกมาพูดว่าเราจะทำความดี เราจะเป็นคนดี คนเขาก็ทำหน้ายี้ใส่เรากลับมาเหมือนกันนะ ความดีถูกท้าทายด้วยคำถามใหม่ๆ มากมาย

     มีคนเคยพูดแบบนี้กับผมเหมือนกัน เขาบอกว่าไอ้ความดีของอาจารย์มันนิยามลำบาก คนนู้นก็นิยามแบบนี้ คนนี้ก็นิยามแบบนั้น ผมก็บอกเขาว่า เอาตัวอย่างง่ายๆ แล้วกัน คุณบอกว่าคุณไม่เชื่อในเรื่องความดี แต่อย่างน้อยคุณต้องเชื่อในเรื่องความซื่อสัตย์ถูกไหม ไม่งั้นผมจะเชื่อคุณได้ยังไงว่าที่คุณพูดมามันหมายความอย่างนั้นจริงๆ คุณไปรับจ้างใครมาพูดแบบนี้หรือเปล่าก็ไม่รู้ ตกลงความซื่อสัตย์มันเป็นสิ่งที่ดีใช่ไหม อย่างน้อยคุณก็ควรซื่อสัตย์ ควรมีปิยวาจา แล้วมันก็จะตามมาอีกเยอะแยะเลยใช่ไหม เพราะฉะนั้น ถ้าคุณจะปฏิเสธหมดทุกอย่าง ผมถามว่าเป็นไปได้เหรอ คุณมีพ่อมีแม่ คุณกตัญญูกับพ่อแม่คุณไหม หรือคุณบอกว่าไม่ต้องกตัญญูรู้คุณ

 

แม้แต่ความกตัญญูก็อาจจะเป็นรูปแบบความคิดบางอย่างที่มีไว้เพื่อให้สังคมสงบสุขและมีแบบแผนเท่านั้น

     คุณลองไปอธิบายอย่างนี้ให้พ่อให้แม่คุณฟังสิ เอาไหมล่ะ ถ้าคุณอธิบายได้ผมอาจจะเชื่อนะ อย่าไปปฏิเสธเลย มีหลายอย่างที่เราปฏิเสธไม่ได้หรือบอกว่าไม่รู้ไม่ได้

 

แต่การที่เราทำดี เราซื่อสัตย์ หรือเรากตัญญูกตเวทีมากแค่ไหน ก็ไม่ได้การันตีว่าเราจะได้รับในสิ่งเหล่านี้กลับมาเลยสักนิด

     แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าสิ่งที่คุณทำมันไม่ดี ถูกไหม คนที่เขาไม่สำนึกต่างหากที่มีปัญหา ต้องไม่ใช่ตัวเราสิ

 

มันก็เจ็บปวดเหมือนกันนะเมื่อทำดีแต่กลับไม่ได้ดี

     การได้ดีต้องไม่ใช่อะไรที่เป็นการตอบแทนสิ แต่ความรู้สึกดีๆ ของเราเองเนี่ยคนอื่นเอาไปไม่ได้หรอก เราต้องทำดีเพราะว่ามันดีในตัวของมันเอง ไม่ใช่ว่าจะรอให้เขามาให้อะไรแก่เราตอบ เราช่วยให้คนอื่นพ้นทุกข์ เขาจะสำนึกในบุญคุณของเราหรือไม่มันก็เป็นเรื่องของเขา เพียงแต่เราเห็นเหตุการณ์อย่างนี้ เราต้องช่วยคนเราก็ช่วย

     คุณเชื่อไหมว่าคนที่สอนผมสมัยผมเรียนอยู่ที่โรงเรียนอัสสัมชัญศรีราชา เขาเป็นนักบวชต่างชาติ เขาสอนว่าเราทำดีเพราะว่ามันเป็นสิ่งที่ดีในตัวของมันเอง ไม่ใช่เพราะว่าเราจะได้อะไรตอบแทน สอนว่าความรักคือการที่เราอยากให้คนที่เรารักมีความสุข ไม่ได้หมายความว่าเราอยากทำให้ตัวเรามีความสุขนะ ผมจำได้แม่นเลยแล้วพอหวนกลับมาคิดถึงอีกครั้งในตอนนี้เนี่ย เฮ้ย จริงเว้ย สมัยนั้นบราเดอร์เขาต้องข้ามน้ำข้ามทะเลมาเรียนภาษาไทย ต้องอยู่อย่างยากลำบากท่ามกลางชีวิตที่ไม่เหมือนกับที่เคยอยู่มาก่อน แล้วต้องมาสอนหนังสือพวกเรา ซึ่ง โอ้โฮ สุดแสนจะเกเรเลย เขาก็ต้องรักเรานะ ถูกไหม แล้วเขาก็ต้องมีความสุขในสิ่งที่ทำด้วย

 

สมบัติ จันทรวงศ์

 

คุณคิดว่าความเชื่อเรื่องอะไรที่ทรงพลังมากๆ ในสังคมไทย

     เมื่อหลายสิบปีมาแล้วมีคนทำวิจัยแล้วพบว่า คนอินเดียเชื่อเรื่องกฎแห่งกรรมมาก แล้วความเชื่อเรื่องนี้เองที่ทำให้สังคมอินเดียค่อนข้างแข็งแรง ไม่อ่อนไหว ไม่ใช่อยู่ดีๆ ก็ปะทุขึ้นมา เพราะทุกคนยอมรับสภาพของตัวเองได้ไง คนนี้ยากลำบากถูกกดขี่ข่มเหง เขาก็ต้องยอมรับของเขาว่ามันเป็นกรรม เขาก็ต้องอดทน แต่ถ้าเมื่อไหร่คนเลิกเชื่อเรื่องพวกนี้นะ ความเปลี่ยนแปลงก็จะเกิดขึ้น คือมันต้องมีสิ่งซึ่งมาอธิบายได้ว่าทำไมฉันถึงต้องเป็นอย่างนี้ ผมว่าในสังคมไทยก็คงจะมีเรื่องแบบนี้อยู่เยอะเหมือนกัน แต่ถ้าคุณต้องการจะไปลบล้างสิ่งเหล่านี้ คุณก็อย่าลืมนะว่าคนไทยก็เชื่อเรื่องหวย เรื่องหมอดู เรื่องผีสางเทวดา อะไรเหล่านี้มันโยงกันหมด คุณจะไปคาดว่าเมื่อเขาเลิกเชื่อเรื่องนี้แล้วเขาจะเลิกเชื่อเรื่องอื่นด้วย ผมว่ามันคงไม่ใช่อย่างนั้น ถ้าคุณจะยกเลิกความเชื่อแบบนี้คุณต้องยกเลิกทั้งกระบิเลยนะ ซึ่งมันเป็นไปได้หรือเปล่า

 

คุณรู้สึกมีความหวังหรือหมดหวังต่อสังคมของเราในอนาคตที่กำลังจะมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นในไม่ช้า

     ผมไม่ค่อยสนใจเรื่องการเมืองเท่าไรนะตอนนี้ อย่างที่บอกว่าเราไม่มีทางไปทางอื่นนอกจากจะต้องเป็นประชาธิปไตย แต่จะไปแบบไหน อย่างไร นั่นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ว่าเป้าหมายนี้ผมก็ว่าชัดเจนนะ คือประชาธิปไตยในเครื่องหมายคำพูดนั่นแหละ จะกลับไปเป็นการปกครองโดยเผด็จการทหารแบบเก่ามันก็คงไม่ได้แล้วแหละ แต่ถามว่ามันจะเกิดขึ้นอย่างฉับพลันทันทีไหม ผมก็ว่าไม่ มันอาจต้องมีซิกแซ็กเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวา มีสะดุดหยุดบ้างเป็นธรรมดา แต่ที่ผมเป็นห่วงคือสังคม มันไปไกลมากเลย ประชาธิปไตยยังไม่ได้ตกลงกันเลยว่ามันควรจะเป็นแบบไหน แต่สังคมมันไปถึงนู่นแล้ว และไม่ค่อยมีใครสนใจดูด้วยว่าเป็นยังไง ผมเป็นห่วงนะ เพราะว่าผมเห็นเด็กเล็กๆ ก็เล่นมือถือกันหมดแล้ว คุณคิดดูสิว่าคนเอาแต่นั่งกดๆ แล้วคนเหล่านี้จะเป็นยังไง เวลาออกไปกินข้าวนอกบ้าน เจอพ่อแม่ลูกมานั่งกินข้าวกันแล้วทุกคนเอาแต่ก้มหน้ากดมือถือของตัวเอง สังคมมันจะเป็นยังไงล่ะเนี่ย กินข้าวด้วยกันแต่มันไม่คุยกันเลย นี่มันชีวิตครอบครัวแบบไหนกัน

 

คุณเล่นอะไรพวกนี้บ้างไหม

     ไม่เลย เหตุผลง่ายๆ คือ คุณยังสามารถติดต่อผมได้ ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปเลย ก่อนที่จะมีสิ่งเหล่านี้ผู้คนซึ่งมีธุระจำเป็นต้องติดต่อผมก็สามารถติดต่อผมได้ตลอดเวลา ทางโทรศัพท์บ้านนี่แหละ ไม่เห็นมีปัญหาเลย ไม่เคยมีใครบอกว่าติดต่ออาจารย์สมบัติไม่ได้ ไม่จริง คุณโทร.มาที่บ้านเลย ส่วนใหญ่ผมอยู่บ้านเกือบตลอดเวลา ถ้านัดแล้วก็จะลงบันทึกไว้ ไปแน่นอน ผมคิดแบบเข้าข้างตัวเองง่ายๆ ว่า ถ้าผมใช้เครื่องมือเหล่านี้ ชีวิตผมจะไม่เป็นสุขน่ะ

 

ถึงขั้นไม่เป็นสุขเลยเหรอ

     ก็คุณคุมมันไม่ได้ เบอร์คุณนี่คุณคุมไม่ได้เลยนะว่าใครจะรู้บ้าง มันไปได้หมดเลย โอ้โฮ เรื่องขี้หมูราขี้หมาแห้งก็โทร.มา แล้วคุณจะนั่งทำงานได้ไงถ้าคุณมีสิ่งเหล่านี้เข้ามาอยู่ตลอดเวลา (หัวเราะ)

 

แต่เรื่องทางสังคมที่เกิดขึ้นในโซเชียลมีเดียนี่เราจะไม่ทันคนอื่นนะ

     ผมดูยูทูบไง ผมเลือกได้ หนังสือพิมพ์ ไทยรัฐ ผมก็อ่านเพื่อที่จะได้รู้ข่าวชาวบ้านทั้งหลาย แล้วของต่างประเทศผมก็ดูหมด

 

แต่คุณรู้ไหมว่ายูทูบมันช้ากว่าทวิตเตอร์หรือเฟซบุ๊กเยอะเลยนะ

     ใช่ๆ แต่อย่างการส่งข่าวจากไลน์อย่างนี้ผมถือว่าเป็นขยะแทบจะร้อยทั้งร้อยเลยนะ ส่วนใหญ่มันเป็นเรื่องไร้สาระทั้งนั้น ผมถึงพูดไงว่านี่คือเรื่องทางสังคม ซึ่งเรากำลังเจอกับสิ่งเหล่านี้ประดังเข้ามา แล้วพอไม่มีการกลั่นกรอง มันจะเกิดอะไรขึ้นกับสมองกับสติปัญญาของเด็กที่รับเข้าไป

 

เวลาคุณอยากรู้เรื่องการเมือง คุณยังเอาตัวเข้าไปทำงานการเมือง แล้วพอทุกวันนี้เราอยากเข้าใจพฤติกรรมของเด็ก สิ่งที่เขาต้องเจอในโลกโซเชียลมีเดีย คุณไม่ลองเอาตัวเองเข้าไปอยู่ในนั้นเพื่อที่จะรู้หน่อยเหรอว่าทำไมเขาถึงทำแบบนั้น

     ผมมีงานวิจัยที่ให้ใครต่อใครทำ หลายเรื่องที่เป็นเรื่องทำนองนี้ แต่ก็รู้เท่านี้ก็พอแล้ว ไม่ต้องเอาตัวเข้าไปขนาดนั้นหรอก

 

แล้ววันๆ คุณอยู่กับอะไรบ้าง

     ออกกำลังกาย ผมปั่นจักรยาน ผมเล่นกอล์ฟ ผมเล่นกายบริหาร ผมเดินแล้วก็สอนหนังสือ อ่านหนังสือ ทำวิจัย ก็เหมือนตอนยังไม่เกษียณ แต่ว่าดีหน่อยตรงที่ว่าไม่ต้องสอนระดับปริญญาตรี สอนนักศึกษาเยอะๆ ไม่มีแล้ว สอนที่จุฬาฯ ธรรมศาสตร์ สอนพวกปริญญาโทกับปริญญาเอกเท่านั้น ปัญหาของมนุษย์เราเนี่ย อย่างหนึ่งก็คือว่าเราเซย์โนไม่ค่อยเป็น

 

เราเซย์โนไม่เป็น หรือว่าจริงๆ แล้วเราเซย์โนไม่ได้กันแน่

     ลองพิจารณาทีละอย่างดู มันมีสิ่งที่คุณสามารถจะเซย์โนได้โดยที่ไม่ได้เกิดผลลัพธ์อะไรที่มันเสียหาย แล้วก็เซย์เยสเท่าที่จำเป็นหรือเท่าที่มันมีประโยชน์กับเราจริงๆ ผมเตือนคุณไว้อย่างหนึ่งว่า เมื่อคุณมีอายุมากกว่านี้สักหน่อยตอนที่คุณเริ่มคิดถึงการเกษียณน่ะ ส่วนใหญ่คุณจะนึกถึงการเตรียมตัวในด้านการเงินเท่านั้น ซึ่งอันนั้นมันเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้นนะ ยังไม่ครบ คุณต้องเตรียมร่างกาย สุขภาพของคุณ ต้องฝึกตั้งแต่ตอนนี้ ผมพยายามฝึกตัวเองมาตั้งแต่อายุประมาณ 30 กว่า ไปไหนก็ตามต้องมีกิจกรรมออกกำลังกาย

     ตอนนั้นผมทำรายการโทรทัศน์ ความรู้คือประทีป แล้วผมต้องไปสัมภาษณ์ คุณหมออุดมศิลป์ ศรีแสงนาม แกเป็นนักวิ่งด้วย แล้วก็ได้ไปถ่าย หมอเกล้า ณ ระนอง อายุ 85 ปีแล้วแต่ยังไปวิ่งรอบสวนลุมฯ วันละ 5 กิโลเมตรทุกๆ วัน ผมเป็นพิธีกรก็ต้องตื่นไปวิ่งกับแกด้วย จนผมเกิดความคิดว่า เฮ้ย คนอายุ 80 กว่าแล้วเขาวิ่งได้ทุกวันนะ ทำไมผมจะไม่ทำอะไรที่มันดีกับตัวเองบ้าง ตั้งแต่นั้นมาผมก็เอาเลย ซิตอัพ พุชอัพทุกวัน มันช่วยคลายเครียดด้วยนะ ปั่นจักรยานไปหูก็ฟังข่าวอะไรไป ผมปั่นจักรยานในหมู่บ้านเช้า 15 รอบ เย็นอีก 15 รอบ รวมแล้วก็ 12 กิโลเมตร ฟังข่าวหมดพอดี ไม่ต้องไปอ่านหนังสือพิมพ์อะไรมากแล้ว รู้หมด ทีวีก็แทบไม่ต้องดู กลางคืนก็หลับสบาย

 

อายุ 30 กว่าๆ เรื่องการเงินต้องมี เรื่องสุขภาพก็ต้องเริ่มใส่ใจ แล้วยังมีอะไรอีกไหมที่หนุ่มสาวต้องเตรียมพร้อม

     คืออย่างนี้ ผมมองว่าตัวเองโชคดีที่ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรัก แล้วในขณะเดียวกันก็สามารถหาเงินเลี้ยงตัวเองได้ด้วย ถ้าไม่เช่นนั้นคุณต้องทำอะไรสองอย่าง คือทำอะไรบางอย่างที่คุณอาจจะชอบหรือไม่ชอบก็ไม่รู้ แต่เพื่อ make a living เพื่อที่จะได้มีเงินเอามาใช้จ่ายหรือไปทำสิ่งที่คุณรัก แต่การที่ผมเป็นอาจารย์ มันเท่ากับว่าผมได้ทั้งสองอย่างพร้อมกันเลย คือผมชอบอ่านหนังสือ แล้วผมก็ชอบเอาไปถ่ายทอดต่อและเขาก็จ่ายเงินเพื่อให้ผมทำในสิ่งนี้ด้วย เพอร์เฟ็กต์สิ แต่ผมก็ไม่รู้ว่าคุณชอบทำอาชีพของคุณอยู่หรือเปล่านะ ถ้าชอบก็ถือว่านี่คือชีวิตที่ดีนะ

 

ตอนนี้มันมีคำที่ใช้เรียกสิ่งนี้อยู่นะ แล้วก็ฮิปมากๆ เลยในหมู่คนทำงานหนุ่มสาว มันคือคำว่า ‘อิคิไก’ เราได้ทำงานที่เรารัก มีรายได้กลับมาหล่อเลี้ยงชีวิต แล้วงานเรามีคนต้องการ อีกทั้งยังมีประโยชน์ต่อโลกของเรา

     อ๋อเหรอ เมื่อหลายสิบปีมาแล้วมีกรรมกรท่าเรือคนหนึ่งที่อเมริกาชื่อ เอริก ฮอฟเฟอร์ เขาเป็นกรรมกรท่าเรือแต่ชอบอ่านหนังสือและเขียนหนังสือ มันก็จะมีหนังสือของเขาซึ่งเป็นรูปเขากำลังนั่งอ่านหนังสือในชุดกรรมกร ถามว่าเป็นกรรมกรคุณชอบไหม ใครจะไปชอบแบกหาม ไม่มีใครชอบหรอก แต่ว่าต้องทำเพื่อ make a living แล้วพอตอนพักเที่ยงกินข้าว เขาก็ไปอ่านและเขียนหนังสือ นี่คือชีวิตที่สองสิ่งยังแยกกันอยู่ ฉะนั้น คุณต้องหาสองสิ่งที่มันเป็นอันหนึ่งเดียวกัน แล้วคุณก็จะได้ไม่ต้องมาถามผมว่าผมอยากจะไปทำงานทางการเมืองไหม (หัวเราะ) ไม่อยาก แต่ว่าการทำงานการเมืองตอนนั้นมันเป็นส่วนหนึ่งของการทำงานเท่านั้นเอง

 

รู้สึกว่าชีวิตมันมาลงล็อกพอดีแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่      

     โอ้โฮ ตั้งแต่ผมไปเรียนหนังสือที่อเมริกาแล้ว พอไปเรียนผมก็รู้เลยว่าผมอยากจะสอนหนังสือ เพราะว่าผมได้เรียนในสิ่งที่ไม่เคยเจอมาก่อน ผมก็อยากจะให้นักศึกษาได้มีโอกาสในการเรียนรู้ประสบการณ์เดียวกันนี้ด้วย

 

สมบัติ จันทรวงศ์

 

ก่อนหน้านั้นคุณเคยคิดอยากเป็นอย่างอื่นบ้างไหม

     โอ๊ย ผมเรียนรัฐศาสตร์มาผมก็อยากเป็นนายอำเภอ ทำงานปกครอง หรือเป็นผู้ว่าฯ อะไรต่อมิอะไรน่ะ ค่านิยมของสมัยนั้นด้วย

 

เดี๋ยวนี้พอคนเราพยายามหาการงานที่เรารักมากขึ้น แล้วพอไม่เจอสักทีนี่มันสร้างความทุกข์ยิ่งกว่าการที่เราก้มหน้าก้มตาทำไปไม่คิดอะไรอีกนะ

     บางครั้งมันต้องใช้เวลานะกว่าคุณจะรู้ว่าคุณชอบอะไรจริงๆ อย่างผมตอนผมเรียนหนังสือ ผมยังมีสมุดประจำตัวนักเรียน นี่ๆ ผมเก็บไว้ ผมค้นเจอ (ยื่นสมุดประจำตัวนักเรียนมาให้) โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา แผนกวิทยาศาสตร์ ผมเนี่ยไปเรียนแผนกวิทยาศาสตร์โรงเรียนเตรียมอุดมฯ เพราะว่าผมไม่รู้ว่าผมอยากเป็นอะไร แต่เขาพูดกันว่าเรียนวิทยาศาสตร์มันดีกว่าเรียนศิลปะ ดีกว่าเรียนอักษรศาสตร์ ผมก็ไปเรียน

     พอเข้าปีแรกผมก็มีปัญหากับอาจารย์แล้ว เขาเป็นอาจารย์สอนฟิสิกส์ เขาถามเราว่า ก้อนหินมันหล่นจากยอดตึกสูงเท่านั้นมันใช้เวลากี่วินาทีจึงตกมาถึงพื้น? ผมก็เลยถามอาจารย์ว่า แล้วผมจะรู้ไปทำไมเนี่ย รถไฟสองขบวนวิ่งมาด้วยความเร็วเท่านี้ ความยาวเท่านี้ ถ้ามันผ่านกันได้หมด มันจะผ่านภายในกี่วินาที? ผมจะรู้ไปทำไม ผมคำนวณได้นะที่อาจารย์บอกมา แต่ผมอยากจะรู้ว่าเรารู้มันไปทำไม แต่อาจารย์กลับบอกว่า ‘เธอมีหน้าที่เรียนก็เรียนไป’ ผมก็ว่า เอ๊ะ มันไม่ค่อยเข้าท่าแล้วนะ เรียนอะไรแบบนี้เนี่ย แต่ถ้าเรียนภาษาอังกฤษผมรู้ว่ามันใช้ประโยชน์ได้ เรียนคณิตศาสตร์ก็คำนวณได้ แต่การเรียนชีววิทยาหรือเคมี โอ้โฮ ท่องกันแหลกลาญ ผมก็ถามคำถามเดียวกันว่า เรียนไปทำไม? ถ้าผมจะเป็นหมอแล้วทำไมผมต้องมาผ่าไส้เดือน? คือถ้าแกตอบว่า เออ คุณก็ต้องเรียนรู้จากสิ่งที่มันง่ายไปสู่สิ่งที่ยากไง ผมอาจจะอยากเรียนก็ได้ แต่แกกลับบอกว่า ‘คุณมีหน้าที่เรียนก็เรียนไป’

     พอขึ้นปีสอง ผมก็ไปอ่านจนเจอว่าผมอยากจะเรียนอะไร ผมจะเรียนวิชารัฐศาสตร์เว้ย เพราะมันตอบคำถามเยอะดี คุณเชื่อไหม ตอนผมเรียนเตรียมอุดมฯ ปี 2 ผมเอาเวลาทั้งหมดมาอ่านสังคมศาสตร์เพราะผมไม่ได้เรียนมาเลย ผมก็ต้องไปอ่านความรู้พวกนี้ใหม่ทั้งหมด ส่วนวิชาในชั้นเรียน ตอนที่เขาสอนผมก็จดแต่ตัวอย่าง คณิตศาสตร์ผมก็รู้แต่สูตร แล้วผมไม่เรียนเลย เอาเวลาที่เขาสอนไปนั่งอ่านหนังสือเพื่อสอบเข้ารัฐศาสตร์เท่านั้น เชื่อไหม ผมสอบได้ที่หนึ่งของคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ จากคนซึ่งเรียนวิทยาศาสตร์มา ไม่ได้รู้เรื่องสังคมเลยนะ

 

จากคำถามที่คุณถามอาจารย์มันก็พอจะบ่งบอกแล้วนะว่าคุณเหมาะกับการเรียนปรัชญามากกว่า

     ก็ไม่รู้อะ อาจารย์เขาไม่ตอบผมนี่ อาจารย์เขาบอกผมว่า คุณมีหน้าที่เรียนก็เรียนไป

 

พอสอบติด ได้เรียนคณะรัฐศาสตร์แล้วรู้สึกดีขึ้นมากเลยใช่ไหม

     ไม่ดี (หัวเราะ) ก็ไม่ดี เพราะว่ามันต้องเรียนกฎหมาย รัฐศาสตร์มันต้องเรียนกฎหมายปกครอง ซึ่งมันไม่ใช่ แต่พอผมไปเจออาจารย์ที่เขาสอนเรื่องโสเครตีส ผมก็เจอกับประโยคว่า ‘I know that I know nothing.’ โอ้โฮ เสร็จเลย ประโยคนี้มาปุ๊บ ผมบอกตัวเองเลยว่า ผมรู้แล้วว่าผมจะเรียนอะไร

 

ชีวิตเราบางทีก็คือการเฝ้าตามหาประโยคหนึ่งประโยคที่ผ่านมาโดยบังเอิญ เพื่อที่มันจะอยู่กับเราไปตลอดชีวิต

     โสเครตีสบอกว่า ผมไม่รู้ว่าความตายคืออะไร แต่พวกคุณทั้งหลายที่ตัดสินประหารชีวิตผม พวกคุณเนี่ยกลัวความตายทุกคน ซึ่งพวกคุณไม่รู้ว่ามันดีหรือไม่ดีนะ แต่คุณกลัวมัน แต่ผมเนี่ยไม่รู้ก็บอกไม่รู้ แล้วผมก็รู้ว่าผมดีกว่าคุณตรงที่ผมรู้ว่าผมไม่รู้อะไร ในขณะที่คุณคิดว่าคุณรู้ เจออะไรแบบนี้เข้าไปผมเสร็จเลย อันนี้แหละวะคือเส้นทางของเรา

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

ภัทรพร บุญนำอุดม

บรรณาธิการออนไลน์ a day BULLETIN 

เรื่องโดย

ภาสกร ธวัชธาตรี

ช่างภาพประจำกอง a day BULLETIN