สมชาย ศักดิกุล: ความสุขในจุดที่ยืนอยู่ของนักแสดงพันหน้า ผู้ได้ชื่อว่าผงชูรสของวงการบันเทิงไทย

The Conversation
19 Oct 2020
เรื่องโดย:

ชยพล ทองสวัสดิ์

Highlights

ชายสูงวัยที่ยังดูแข็งแรงปฏิเสธจะกางร่มด้วยท่าทีที่เป็นมิตรและเดินฝ่าฝนปรอยเข้าสตูดิโอ บุคลิกเขาไม่ต่างจากที่เคยได้เห็นในภาพยนตร์ ละคร หรือสื่อต่างๆ รูปร่างสูง ผมยาวเปิดหน้าผาก มีริ้วรอยบนใบหน้า สายตาดุดัน และไว้หนวดใต้จมูก ไม่ว่าคุณจะจดจำ สมชาย ศักดิกุล หรือที่แฟนหนัง แฟนละคร เรียกติดปากว่า ‘สมเล็ก’ จากนักแสดงจอมขโมยซีน นักพากย์เทนนิส นักดนตรี หรือเสียงหัวเราะแห้งอันเป็นเอกลักษณ์ ปฏิเสธไม่ได้ว่าชายมากความสามารถคนนี้สร้างสีสันให้กับแวดวงบันเทิงบ้านเราเสมอมา

        แต่กว่าจะมาถึงจุดนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย จากชายผู้เริ่มต้นอาชีพด้วยเสียงเพลง เขาได้ผจญวิกฤตเศรษฐกิจในอดีต และเข้ามาสู่การเป็นนักพากย์เทนนิสอาชีพในช่วงตกต่ำจากความบังเอิญด้วยการผลักดันของเพื่อน ซึ่งเป็นอดีตปูชนียบุคคลในแวดวงกีฬาไทยอย่าง ย.โย่ง ก่อนชะตาพาพลิกอีกรอบ เขาก้าวเข้าวงการบันเทิงในวัยหลักสี่จากการด้นสดบทแสดงตอนแคสติ้งซึ่งดันไปเข้าตาผู้กำกับภาพยนตร์อย่าง เป็นเอก รัตนเรือง 

        และนับจาก ‘มนต์รักทรานซิสเตอร์’ ภาพยนตร์เรื่องแรกที่เขาปรากฏตัวสู่สาธารณชนในปี 2544 จนถึงวันนี้ กว่า 20 ปี ที่เขายืนหยัดอยู่ในแวดวงการแสดง ผ่านการรับบทมามากมาย และความคาแรกเตอร์จัดชัดเจนก็ทำให้ผู้คนต่างจดจำเขาในฐานะนักแสดงพันหน้าผู้เป็น ‘ผงชูรส’ ของวงการบันเทิง

        “ผมไม่ใช่คนนิสัยตั้งเป้าไว้สูง ผมคิดว่าทำอะไรก็ได้ที่ผ่านเกณฑ์โอเคก็ดีแล้ว แต่อย่าให้ต่ำกว่ามาตรฐาน ไม่จำเป็นต้องอยู่สูงที่สุดหรือเลอเลิศเป็นที่หนึ่ง คนอื่นมีร้อย ผมได้แค่เจ็ดสิบห้าก็พอ”

        แต่นั่นแหละ ชีวิตของเขาก็เหมือนอาชีพนักแสดงที่คุณไม่มีทางรู้ว่าบทต่อไปที่จะได้รับจะเป็นแบบไหน แต่ไม่ว่าจะต้องพานพบสิ่งใด อย่างน้อยที่สุดนั่นคือเส้นทางชีวิตที่คุณเลือกหันหน้าเผชิญด้วยตัวเอง และทำโอกาสนั้นให้ดีที่สุด ด้วยหวังว่ามันจะเปลี่ยนชีวิตคุณให้ดีขึ้น

        แม้จะต้องเผชิญพร้อมเสียงหัวเราะอันขมขื่นหรือเป็นสุขก็ตาม

        (หัวเราะแห้ง)

 

สมชาย ศักดิกุล

ในขณะที่คุณพ่อของคุณทำงานสถานทูต และพี่ๆ คุณก็ทำงานมั่นคงกันหมด แต่ตั้งแต่เรียนจบมหาวิทยาลัย คุณเลือกทำงานประจำพร้อมเล่นดนตรีจริงจังควบคู่มาตลอด เป็นเพราะอะไร

        ต้องย้อนกลับไปตั้งแต่สมัยเด็ก คุณพ่ออยากให้ผมเล่นดนตรีตั้งแต่อายุ 12 ขวบ พอผมได้เรียนก็รู้สึกซาบซึ้งในดนตรี และชอบดนตรี พอเรียนจบมหาวิทยาลัย ผมก็ทำงานประจำพร้อมกับเล่นดนตรีกลางคืนไปด้วย เพราะในช่วงนั้นจบปริญญาตรีมาได้เงินเดือน 1,750 บาท แต่ผมไปเล่นดนตรีช่วง happy hours ในโรงแรมที่มีชื่อเสียงตอนนั้น แค่สองสามชั่วโมงก็ได้ 5,000 บาท แล้ว เพราะฉะนั้นผมเลยเล่นดนตรีควบมาตลอด 

        จนกระทั่งมีช่วงหนึ่งที่บริษัทอยากให้ผมขึ้นเป็นระดับหัวหน้าแผนก เขาถามว่าเลิกเล่นดนตรีไหม ให้เวลาคิดหนึ่งเดือน ผมบอกว่าขอไปคิดก่อน เพราะผมเล่นดนตรีกลับดึก มาทำงานเช้า ต้องมาตอกบัตรแปดโมงเช้า ง่วงเหงาหาวนอน เขาเห็นกันทั้งบริษัทว่าตอนกลางวันเวลาคนไปกินข้าว ผมก็ไปนอนหลังตู้เอกสาร พอออดเรียกขึ้นมาทำงาน ผมก็รีบล้างหน้าแล้วลงไปกินข้าวข้างล่าง ใช้เวลาประมาณห้านาทีก็กลับขึ้นมา เป็นแบบนี้ทุกวันสามปี สุดท้ายผมเลยบอกหัวหน้าว่า ตัดสินใจได้แล้ว ตอนนั้นหัวหน้าบอกว่ายินดีด้วย แล้วจับมือผม เขาคิดว่าผมจะเลิกเล่นดนตรี แต่ผมบอกว่า ผมขอลาออกจากงานกลางวัน เพื่อมาเล่นดนตรีอย่างเดียวครับ (หัวเราะ) หลังจากนั้นก็อัดดนตรีมาตลอดยี่สิบกว่าปี

บรรยากาศการเล่นดนตรีในผับหรือคนที่มาเที่ยวสมัยนั้นเป็นอย่างไร

        ในยุคนั้นจะมีไนต์คลับกับค็อกเทลเลาจน์ ซึ่งไม่ใช่ค็อกเทลเลาจน์ที่มีผู้หญิงมานั่งดื่มนะ เป็นมิวสิกเลาจน์จริงๆ ตามโรงแรม คนที่ไปนั่งฟังเพลงจะมีสองอย่าง คือวัยรุ่นที่ออกมาเต้นรำกันในไนต์คลับที่มีดนตรีเล่น อีกฝั่งหนึ่งจะเป็นมิวสิกเลาจน์ซึ่งฟังแต่เพลงอย่างเดียว ผมจะอยู่ฝั่งเล่นดนตรีเพราะตั้งวงมาเล่น สมาชิกในวงรุ่นแรกๆ จะมีพี่ปุ๊ อัญชลี อยู่ด้วย ตอนนั้นพี่ปุ๊จะเล่นเบส ส่วนสมาชิกคนอื่นก็มีผม มีพี่ชายพี่ปุ๊ และเพื่อนอีกสองคน พอเล่นกันอยู่พักหนึ่งก็กระจัดกระจาย แต่ละคนก็จะมีเพื่อนชวนไปเล่นที่อื่นๆ ถือเป็นส่วนหนึ่งที่ผมเคยเล่นมา แต่จริงๆ ผมผ่านมาหลายวงมาก

        วงผมจะเล่นแนว easy listening พวกเพลงบีจีส์เป็นหลัก แล้วคนที่จะเสพดนตรีสดๆ และเพลงดีๆ ก็ต้องมาฟัง แต่ถ้าจะเต้นรำเขาก็จะไปไนต์คลับ ช่วงนั้นที่เล่นอยู่ วงที่มาสลับคืออัสนี-วสันต์ ซึ่งตอนนั้นเขายังเป็นวงอิสซึ่นอยู่ และยังไม่ได้ออกอัลบั้มใดๆ ทั้งสิ้น เป็นวงอิสซึ่นที่มาหากินเหมือนเรา ผลัดกันเล่นคนละวง 

ช่วยร้องเพลงของบีจีส์ให้ฟังสักท่อนได้ไหม

        How can you mend this broken man?

        How can a loser ever win?

        Please help me mend my broken heart and let me live again

        ประมาณนี้ (ยิ้ม) แต่ตอนนี้ไม่ไหวแล้ว เสียงแย่แล้ว

หลังจากวางแพลนลาออกจากงานประจำเพื่อเป็นนักดนตรีอาชีพจริงจัง ครอบครัวคุณพูดอะไรบ้าง

        ช่วงนั้นพ่อจะเริ่มเคือง คือเขามองว่าทำงานกลางวันค่อนข้างยั่งยืนอยู่แล้ว แต่ถ้าเล่นดนตรีพอเราอายุมากๆ อีกหน่อยไม่มีใครจ้าง อาจจะลำบากตอนแก่ ก่อนพ่อจะเสียพ่อยังสั่งแม่ไว้ เขาบอกว่าเป็นห่วงเรามาก กลัวว่าเล่นดนตรีอย่างเดียว พอถึงเวลาอายุเยอะจะลำบาก

ช่วงยุคปี 40 ที่คุณเล่นดนตรีเป็นช่วงที่ฟองสบู่แตก นักดนตรี ผับ บาร์ ได้รับผลกระทบหมด คุณคิดอยากกลับไปหางานประจำมั่นคงทำไหม

        ไม่นะ ผมก็ยังดั้นด้นเล่นดนตรีอยู่ แต่พอเศรษฐกิจไม่ดี ผับบางแห่งก็ต้องปิดตัวลง ผมเล่นเป็นวงหลายชิ้น ร้านที่จ้างจะเสียค่าจ้างเยอะ ดังนั้น แทนที่เขาจะเลือกจ้างเราเป็นวง เขาก็ไปจ้างวงสองชิ้นที่เป็นดนตรีอิเล็กทรอนิกกับร้องแทน เพราะเซฟค่าใช้จ่ายของร้าน แล้วหลายร้านเลือกแบบนั้น แต่ผมพยายามรวมเป็นวงเหมือนเดิม ตอนนั้นจากเดือนหนึ่งเคยทำได้สูงสุดสามหมื่นกว่าบาทต่อคน ก็เหลือประมาณแปดเก้าพัน แต่ยังโอเค เรามีน้อยก็กินน้อย 

        แต่มีอยู่ช่วงหนึ่ง ผมเล่นอยู่ที่ผับชื่อดังแห่งหนึ่ง เขามีการเอาหมอดูไพ่ยิปซีมาอยู่บนชั้นลอยของผับเพื่อเปิดรับดูดวงให้แขกที่มา ทีนี้เจ้าของร้านก็บอกให้ผมช่วยโปรโมตหน่อย เพราะหมอดูคนนี้แม่นมาก แต่แขกหร็อมแหร็มมาก พอผมขึ้นเวทีอยู่กับไมโครโฟน ผมก็พูดโฆษณาให้เขาทั้งภาษาอังกฤษ ภาษาไทย ผมประกาศเวอร์ๆ ไปเลยว่า คนนี้เป็นคนที่ดูไพ่ยิปซีติดอันดับหนึ่งในห้าของโลก พูดตอแหลไปเรื่อย (หัวเราะ) ปรากฏคนก็เชื่อ ขึ้นไปดูไพ่ยิปซีกันเต็มเลย หลังจากนั้นสามวัน หมอดูเขามาหาผมที่กำลังพักระหว่างเล่นดนตรี เขามาขอบคุณว่าตั้งแต่ผมพูดโฆษณาไป คนมาดูดวงเยอะมาก เขาอยากตอบแทนบุญคุณโดยการดูไพ่ยิปซีให้ฟรี ทีแรกผมบอกไม่เป็นไร ผมมีเวลาน้อย ผมอยากนั่งคุยกับเพื่อน แต่เขาก็บอกไม่เสียเวลา แค่อธิษฐานแล้วแตะไพ่นิดเดียว ไม่เกินห้านาที ผมก็ตกลง พออธิษฐานแล้วเปิดไพ่ออกมา หมอดูบอกว่า ชีวิตผมกำลังจะรุ่งเลย รายได้จะเยอะ ผมนึกในใจ ขึ้นเหี้ยอะไรล่ะ ผมเพิ่งโดนผู้จัดการร้านลดวันเล่นดนตรีเหลือวันเดียว แต่เขาก็ยืนยันว่าไม่เกินหกเดือนหรือหนึ่งปี

หลังจากนั้นเป็นอย่างที่หมอดูทำนายไหม

        หลังจากหกเดือนคือผมเรียกว่าตกงานได้เลย (หัวเราะ) คือแทบไม่มีงานดนตรีแล้ว ตอนนั้นผมมีโอกาสได้เป็นนักร้องรับเชิญของวงเฉลียงเพลงหนึ่ง และได้ไปออกคอนเสิร์ตเฉลียง ปรากฏวันนั้นมีผู้กำกับโฆษณาดูอยู่ พอลงมาข้างล่างเขาก็เข้ามาหาผมที่ห้องพักข้างหลัง และแนะนำตัวว่ากำลังเขียนสตอรีบอร์ดโฆษณาตัวหนึ่ง คาแรกเตอร์ที่เขาวาดตรงกับผมมาก ให้ช่วยมาเล่นหน่อย ผมจึงเริ่มเข้าไปในแวดวงโฆษณา ตอนนั้นเป็นโฆษณารองเท้า คนที่เล่นกับผมตอนนั้น คือเป๊ก ผลิตโชค กับกิ๊ฟซ่า (ปิยา พงศ์กุลภา, สมาชิกวงเกิร์ลลีเบอร์รี) ซึ่งตอนนั้นยังเป็นเด็กอายุรุ่นสิบกว่า แต่ตอนนั้นผมประมาณสี่สิบกว่าแล้ว เขาให้ไปแต่งชุดนักเรียน เล่นกันในโรงเรียน ให้ผมไปจีบกิ๊ฟซ่า ไปเป็นเด็กเกเร ใส่รองเท้า ชกต่อยกันกลางฝนกับเป๊ก พอหลังจากโฆษณาออกปุ๊บ คราวนี้หนังตามมาเลย ชีวิตเริ่มเปลี่ยน กลายเป็นเริ่มเข้ารอยของหมอดูที่บอกผมว่าเราจะได้ทำงานและจะได้เงินมากขึ้น

        ความจริงก่อนหน้าที่ผมจะได้งานโฆษณาชิ้นนี้ เคยมีรุ่นน้องแถวบ้านที่ตีเทนนิสด้วยกันและเป็นแคสติ้ง เคยพาผมไปแคสต์มาแล้ว เขาให้ผมไปแคสต์ภาพนิ่งโฆษณาเครื่องนอน มีกล้องเหมือนโกโปรอยู่ข้างหน้าตัวหนึ่ง แล้วให้ผมไปแอ็กติ้งใส่ชุดนอน เขาให้ผมทำแบบเฮฮาปาร์ตี้ ผมก็ทำไปสองชั่วโมง โคตรเหนื่อย (หัวเราะ) ช่วงนั้นผมแคสต์งานไปประมาณสามตัว แต่เงียบกริบทั้งหมด ไม่มีใครเรียก 

 

สมชาย ศักดิกุล

ทราบว่าก่อนที่คุณจะเข้ามาวงการโฆษณาหรือภาพยนตร์ ในช่วงที่กำลังลำบากจากเศรษฐกิจและงานดนตรีถูกลด ก็เป็นช่วงที่คุณมีโอกาสได้เข้ามาในวงการพากย์เทนนิสด้วยใช่ไหม

        ผมเป็นคนเล่นเทนนิสมาตลอดตั้งแต่จบมหาวิทยาลัย จนกระทั่งช่วงเล่นดนตรีกลางคืน มีอยู่วันหนึ่งที่มีกลุ่มคนมาเที่ยว ในนั้นมี พิษณุ นิลกลัด และมี ย.โย่ง (เอกชัย นพจินดา) อยู่ด้วย ซึ่งตอนนั้นผมยังไม่รู้จักเขา หลังจากนั้นเพื่อนก็บอกว่าเขาคือคนที่พากย์ฟุตบอล ผมถึงจำได้ โย่งเขาชอบดนตรีที่ผมเล่นมาก เขามาขอเบอร์ไว้ พอเริ่มรู้จักกันก็ได้นั่งคุยกันหลังเลิกงานที่ร้านข้าวต้มจนสว่าง คุยกันถูกคอ เขาบอกว่าถ้าไปเล่นที่ไหนให้บอก พอผมย้ายไปเล่นที่ไหนเขาจะคอยตามไปเป็นลูกค้าประจำตลอด

        หลังรู้จักกันหลายปี มีหนึ่งที่ผมเล่นดนตรีในวันฝนตก โย่งก็มากับกลุ่มเพื่อน ใส่ชุดเทนนิสมาเลย เราทั้งคู่เลยเพิ่งรู้กันวันนั้นว่าต่างคนต่างเล่นเทนนิส เขาเลยชวนไปเล่นเทนนิสที่ช่องเจ็ดซึ่งมีสนามเทนนิสอยู่ เราก็ไปตีทุกวัน ช่วงนั้นอย่างที่บอกว่าเป็นช่วงฟองสบู่แตก ผมโดนลดวันเล่นดนตรีเหลือแค่อาทิตย์ละวัน โย่งเขาก็เห็นใจ เขาบอกว่าผมเล่นเทนนิสได้ก็น่าจะพากย์เทนนิสได้ ตอนนั้นน้องชายของโย่งเขากำลังหาคนพากย์เทนนิสให้กับช่องเคเบิล UTV (เปลี่ยนเป็น UBC และ True ภายหลัง) โย่งเลยเสนอชื่อผมไป ทาง UTV ก็โทร.กลับมา ผมก็ตกใจ ไม่คิดว่าเขาจะส่งชื่อไปจริง แต่โย่งบอกว่าเห็นเพื่อนลำบากอยู่ แต่ถ้าอยากเล่นดนตรีต่อไปแล้วคิดว่าไม่อยากทำก็ไม่เป็นไร ผมก็กลัวเพื่อนเสียหน้า เขาอุตส่าห์ส่งชื่อไปแล้ว ผมจึงลองไปแคสต์

บรรยากาศของการออดิชันนักพากย์เป็นอย่างไรบ้าง

        เขาจะมีจอมอนิเตอร์เล็กๆ ให้เราดูเทปเก่าๆ แล้วลองพากย์ไป บางช่วงในเทปมีการสัมภาษณ์นักเทนนิสเป็นภาษาอังกฤษเราก็แปลไป จำได้ว่าออดิชันอยู่ไม่ถึงห้านาที พวกนักพากย์รุ่นพี่เขาก็มายืนฟังอยู่นอกห้องกระจก แล้วยกมือบอกให้พอแล้ว ผมนึกในใจว่าฉิบหาย ยังไม่ทันได้ออกอาวุธเลย บอกให้เราเลิกแล้ว คงไม่ได้แน่ๆ ออกมาเดินคอตกเลย ปรากฏเขาบอกว่า อาทิตย์หน้ามีแข่งขันจริง ตกลงรับพี่แล้วนะ ผมก็งง รับแล้วเหรอ (หัวเราะ) ผมเลยถามเขาว่า ที่เขารับเพราะ เอกชัย นพจินดา แนะนำมาหรือเปล่า เขาบอกไม่ใช่ เขาแคสต์มา 11 คนแล้ว แต่เขาเลือกผม หลังจากนั้นผมบอกโย่งว่าอาทิตย์หน้าจะมีพากย์จริงแล้ว ขอให้เขาช่วยทำการบ้าน ช่วยโน้ตไว้ว่าต้องปรับปรุงอะไร เขาก็บอกว่าเดี๋ยวจัดการให้ แต่ทีนี้ก่อนถึงวันได้พากย์ประมาณสองสามวัน โย่งเกิดหัวใจล้มเหลวเสียก่อน ตอนนั้นผมเลยคิดว่าครูเราไม่อยู่แล้ว แต่นั่นเป็นที่มาของการเข้ามาพากย์เทนนิส

คุณมีวิธีปรับตัวหรือพัฒนาอย่างไร จากการเป็นนักดนตรีและคนที่ชอบเล่นเทนนิสธรรมดาๆ จนข้ามมาเป็นนักพากย์อาชีพ

        หลังจากที่เข้าไปพากย์เทนนิสซึ่งถือเป็นอาชีพใหม่ ผมคิดว่าเราจะยึดใครเป็นหลักดี ผมก็ลองฟังนักพากย์เทนนิสรุ่นพี่ก่อนหน้า ฟังคอมเมนเตเตอร์ฝรั่ง วิธีคอมเมนต์ วิธีพากย์ จากที่แค่เล่นเทนนิสธรรมดา ผมเริ่มศึกษาจริงจัง พอดีตอนนั้นมีเพื่อนของรุ่นพี่ผมชื่อพี่ใหญ่ เขาจบโค้ชชิงเทนนิสจากอเมริกา เขามีเทปรีลที่สอนเรื่องเทนนิสสมัยใหม่ สอนโค้ชชิงต่างๆ เขาเอามาให้ผมเป็นตั้งๆ เลย ผมก็เอามาเปิดดูตอนกลางคืน แล้วเรียนรู้ว่าฝรั่งเขาทำอย่างไร มีแท็กติกแบบไหน เทรนด์เทนนิสที่กำลังเล่นจะอยู่แค่นี้หรือไปข้างหน้าอีก ผมดูจนหมดและซึมซับได้วิชาตรงนั้นมา พอเราไปพากย์จริง ข้อมูลที่พูดไปก็คือสิ่งที่ได้เรียนรู้จากมืออาชีพต่างชาติมา ผมเลยถือว่าพี่ใหญ่เป็นอาจารย์อีกคนของผม แต่ว่าตอนนี้อาจารย์ผมทั้งสองคนเสียหมดแล้ว แต่ผมก็ได้อานิสงส์จากสิ่งที่ทั้งคู่สอน เป็นความรู้ที่เอามายึดอาชีพการพากย์เทนนิส และเป็นที่ยอมรับของนักเทนนิสในเมืองไทยว่า ที่เราพากย์ไปคือสิ่งที่ถูกต้อง

ชีวิตคุณฟังดูเหมือนได้ข้ามอาชีพโดยความบังเอิญเสมอ จากนักดนตรีเป็นนักพากย์ ได้มาแคสต์โฆษณาด้วยความบังเอิญ สุดท้ายก็เข้ามาสู่แวดวงภาพยนตร์ มันเกิดอะไรขึ้นกับคุณ 

        ในช่วงที่ผมเป็นนักพากย์ และโฆษณารองเท้าบาจาชิ้นแรกที่ผมไปเล่นออนแอร์ มันดันไปเข้าตารุ่นน้องที่เป็นแคสติ้งและเคยพาผมไปแคสต์โฆษณาหลายตัวที่ผ่านมาแต่ไม่เคยได้ เขาเห็นว่าเราเล่นได้จึงโทร.มาหา ตอนนั้นผมไปเมาเหล้ากับเพื่อนที่เชียงใหม่ คืนสุดท้ายไปเมากับเพื่อนเต็มที่ ตื่นเช้ามาแฮงก์ หน้าหนาวด้วย นอนขดอยู่กับเพื่อนสองคนซึ่งเขามีโทรศัพท์มือถือ ช่วงนั้นโทรศัพท์มือถือเพิ่งเข้ามาใหม่ๆ ไอ้เราไม่มีสตางค์ซื้อ เขาเลยโทร.เข้าโทรศัพท์เพื่อนผม ขอสายผมแล้วบอกว่าตอนนี้มีภาพยนตร์เรื่องหนึ่งที่บทดีมาก อยากให้ผมไปแคสต์ ผมคิดในใจว่าขนาดภาพนิ่งยังไม่ได้เลย ไม่อยากไปแล้ว เลยโกหกไปว่าให้ลองไปแคสต์คนอื่นก่อน ไม่ต้องรอผม เพราะผมต้องอยู่เชียงใหม่ทำธุรกรรมเรื่องที่ดิน กว่าจะเสร็จก็อีกสิบวัน แต่ความจริงคือจะกลับเย็นนี้แล้ว

        พอกลับมากรุงเทพฯ ได้สิบวัน เขาก็โทร.มาหาผมที่บ้าน ถามว่ากลับมาแล้วใช่ไหม ผมก็บอกว่ากลับมาตั้งแต่วันที่คุยกันวันนั้นแล้ว พอดีนึกได้ว่าโกหกไว้ เลยแก้ตัวไปว่ามีเพื่อนทำเรื่องที่ดินมาช่วยเร่งรัดให้ (หัวเราะ) เขาเลยให้มอเตอร์ไซค์มาส่งบทให้ผม พออ่านบทปุ๊บ โอ้โฮ บทตัวที่ผมแสดงยาวประมาณสิบบรรทัดได้ แล้วคู่สนทนาเราคือพระเอก แม่งพูดสั้นๆ ไม่เกินสองบรรทัด ผมดูแล้วคิดว่าไม่รอดแน่ เลยบอกเขาว่าจะให้เพื่อนไปแคสต์แทน ก็เอาบทให้มันท่องใหญ่เลย พอวันรุ่งขึ้นก็พาไปแคสต์ หลังจากแคสต์อยู่ประมาณ 15 นาที พอเสร็จก็คิดว่าจะกลับแล้ว ปรากฏว่าทีมงานเขาบอกให้ผมแคสต์ด้วย (หัวเราะ)

แล้วคุณแก้สถานการณ์ในตอนนั้นอย่างไร

        ผมคิดในใจว่าบทอะไรก็ไม่รู้เรื่องเลย ทีมงานเลยบอกว่าจะบรีฟให้สั้นๆ แล้วให้ผมด้นเอา พอเขาพูดว่าด้น ผมก็คิดว่า โอเค ตื๊อดีนัก ได้เลย ทีนี้เขาก็เอากล้องมาตั้งไว้เหมือนเดิม ผมก็บอกว่าขอไม่เล่นกับกล้อง เพราะแคสต์กับกล้องทีไรไม่เคยได้งานเลย (หัวเราะ) ผมบอกให้เอาผู้ช่วยมาอ่านบทที่ต้องสนทนากับผม แล้วผมจะด้นเอง กลายเป็นว่าทุกคนที่มาแคสต์เล่นกับกล้องหมด แต่ผมได้เล่นกับทีมงานตัวเป็นๆ เขาพูดบทเป๊ะเลย แต่ผมใส่ยับ ไม่เกี่ยวกับบท เล่นออกนอกลู่นอกทาง มีตบกบาล ถ่ายไปหัวเราะไป ห้านาทีก็เลิก เขาบอกพอแล้วพี่ ผมคิดในใจว่า คราวนี้ได้รู้แล้วนะ ไม่ต้องมาตื๊อแล้ว หลังกลับบ้านไปสองวัน เขาก็โทร.มาบอกว่าผู้กำกับ เป็นเอก รัตนเรือง ชอบมาก (หัวเราะ) ผมก็คิดว่าอุตส่าห์แคสต์เพื่อให้ไม่เอาแล้ว ยังเอาอีกเหรอ เขาบอกแคสต์มาสามสิบกว่าคน แต่ต้อมเลือกผม

 

สมชาย ศักดิกุล

พอได้เข้ามาสู่แวดวงภาพยนตร์ครั้งแรกมันเหมือนหรือต่างจากที่คุณคิดอย่างไรบ้าง

        วันที่เขานัดนักแสดงทุกคนไป read through บทกัน ผมไม่รู้จักใครสักคน ไม่รู้จักต๊อก (ศุภกรณ์ กิจสุวรรณ) ไม่รู้จักอุ้ม (สิริยากร พุกกะเวส มาร์ควอร์ท) ผมนั่งมองหน้าแต่ละคนแล้วก็คิดในใจ มันเป็นชีวิตที่ผมไม่เคย ผมเคยแต่ร้องเพลง เล่นดนตรีหากินทุกวัน แต่ต้องมานั่งอ่านบท ตอนถึงคิวคนอื่นอ่านบท ผมดูแล้วกว่าจะถึงผมอีกตั้งเจ็ดหน้า เลยขอลุกไปสูบบุหรี่ พอกลับเข้ามานั่งได้สองสามนาทีก็ถึงบทผม ผมก็อ่านตามบทไปจนหมดเรื่อง หลังจากนั้นก็มีวัดตัว และก็แยกย้ายกันกลับ เหลือผมคนเดียว เพราะผมตั้งใจว่าจะคุยกับผู้กำกับ 

        ผมบอกเขาไปว่า ผมเล่นไม่ได้หรอก ทั้งชีวิตเล่นแต่ดนตรีร้องเพลง ให้มาท่องบทยาวๆ หัวมันจำไม่ได้ แล้วสมัยนั้นใช้ฟิล์มถ่าย ม้วนหนึ่งก็แพง ผมบอกต้อมว่า หนึ่ง คุณจะต้องเปลืองฟิล์มที่ถ่ายแล้วต้องมาเทกผมบ่อยๆ สอง เกรงใจนักแสดงอาชีพที่คนอื่นต้องมาติดเพราะผม ผมเลยบอกให้หาคนมาแทน ต้อมก็ย้อนถามผมว่า ทำไมถึงคิดว่าตัวเองเล่นไม่ได้ ผมบอกว่าไม่มีความสามารถในการจำบทยาวๆ แต่เขาบอกว่า ที่ผมเล่นมาไม่อยู่ในบทเลย แต่ผมแม่งเข้าใจอารมณ์ฉิบหายเลย เขาจะให้ผมเล่นแบบนี้ เพราะฉะนั้น เขาจะเขียนบทให้ผมคร่าวๆ เป็นเรื่อง แล้วให้ผมคอมโพสบทเองเลย อยากพูดอะไรพูดเอง ผมก็ถามว่าตกลงเอาแบบนี้เลยเหรอ เขาบอก เอา เขาชอบแบบนี้

พอได้เล่นจริงๆ แล้วเป็นอย่างที่คุณหรือผู้กำกับคิดไหม

        วันไปเล่นจริง ผมเล่นกับต๊อก เขาจะท่องบทของเขามาเป๊ะ ส่วนผมก็ดูคร่าวๆ พอให้รู้ว่าต้องพูดอะไรบ้างหลักๆ แต่ว่าพูดไปแบบไม่ได้เรียงประโยค พอพูดจบประโยค แทนที่ต๊อกจะต้องต่อประโยค เขาก็นั่งอ้าปากค้าง จนต้อมต้องเข้าไปสะกิดแล้วหยิกต๊อก คือต๊อกงงว่าทำไมผมไม่ลงประโยคตามบท ต้อมเลยบอกว่าไม่ต้องรอตามบท เพราะผมไม่ได้พูดตามบท ถ้าผมพูดครบถ้วนแล้วให้พูดบทต่อได้เลย พอช่วงไปพักกินข้าว ต๊อกมาบอกว่า ตั้งแต่ชีวิตเขาเป็นนักแสดงมา ไม่เคยโดนผู้กำกับด่าเลย เพราะผมคนเดียว ‘พี่แม่งเล่นระบบเหี้ยอะไรของพี่เนี่ย’ (หัวเราะ) ผมก็บอกขอโทษ ผมไม่เคยเล่น ให้จำก็จำไม่ได้ หลังจากนั้น ต้อมเลยมานั่งอธิบายต๊อกว่า ไม่ต้องเรียงตามบท ไม่ต้องจำแบบเบอร์โทรศัพท์ ถ้าผมพูดครบแล้วก็ต่อเลย กลายเป็นว่า ผมทำให้คนอื่นเขาเดือดร้อน ช่วงนั้นรู้สึกผิดเหมือนกันนะ ไอ้ต๊อกก็โดนด่าไปหลายทีเลย (หัวเราะ)

ตอนไหนที่คุณเริ่มรู้สึกสนุกกับงานแสดงและคิดว่าเป็นอีกอาชีพหลักของตัวเองได้ 

        ความจริงตอนถ่ายเรื่องแรก มนต์รักทรานซิสเตอร์ ผมยอมรับว่าโคตรเครียดเลย ผมไม่เคยทำงานแบบนี้ ถ่ายไปหนึ่งฉาก พักครึ่งชั่วโมง เพื่อจัดแสง ย้ายโลเคชัน ใช้เวลาไม่ต่ำกว่าชั่วโมง ผมต้องรอและมาดูบทต่อไปว่าต้องเล่นอะไร ผมเครียดเพราะกลัวทำให้เขาเสียเวลา นักแสดงคนอื่นเขามืออาชีพด้วย เชื่อไหม ตั้งแต่จบมหาวิทยาลัยจนอายุสี่สิบผมเลิกสูบบุหรี่ แต่พอมาเล่นหนัง ผมต้องไปขอบุหรี่จากเด็กเดินไฟมาสูบ ผมเลิกบุหรี่มายี่สิบห้าปี พอเป่าไปสองที โคตรมึนเลย แต่ในความมึนก็ทำให้ผมลืมๆ ความเครียดได้บ้าง ต้อมเห็นก็ถามว่าสูบบุหรี่ด้วยเหรอ ผมก็บอกจริงๆ ไม่สูบ แต่เครียด ไม่เคยทำงานแบบนี้ วันแรกเครียดมาก เจอใครก็ไถบุหรี่หมด (หัวเราะ) ตั้งแต่วันนั้นมาทำให้ทุกวันนี้ผมยังเลิกสูบบุหรี่ไม่ได้ แต่ว่าจะสูบน้อยลง

        หลังจากถ่ายทำ มนต์รักทรานซิสเตอร์ เสร็จ ผมคิดว่าไม่เอาแล้วงานแบบนี้ เดี๋ยวหางานเล่นดนตรีเหมือนเดิมดีกว่า ปรากฏว่าหลังหนังฉาย โอ้โฮ คราวนี้โทรศัพท์มาเต็มเลย ภาพยนตร์ทั้งนั้นเลยที่ติดต่อเข้ามา หลายเรื่องมาก แล้วผมไม่มีผู้จัดการ ผมไม่อยากเล่นแล้ว ยังไม่ชินกับการแสดง ไม่อยากเครียด ตอนคนติดต่อมาผมก็เรียกค่าตัวเพิ่มไปเท่าตัว กะว่าเขาจะไม่เอา ปรากฏเขารับอีก พอเรื่องที่สามบวกไปอีกเท่าตัว คิดว่ายังไงก็คงไม่เอากู ปรากฏว่ายังเอาอีก (หัวเราะ) คราวนี้พอไปเล่นเรื่องที่สาม ผมเริ่มรู้ทางของกองถ่ายแล้วว่าเป็นอย่างไร มันเริ่มสนุก และเป็นที่มาขอการเป็นนักแสดงจนถึงปัจจุบันนี้

ช่วงที่เข้ามาวงการภาพยนตร์คุณอายุสี่สิบกว่าแล้ว การมาเข้าวงการในวัยนี้มีข้อดีข้อเสียอย่างไร

        ผมว่าไม่เป็นข้อดีข้อเสียนะ สมมติผมได้เล่นตอนอายุยี่สิบกว่า ผมก็ไม่เกิดหรอก เพราะไม่ใช่คนหล่อ (หัวเราะ) แต่มันเป็นจังหวะที่เขาต้องการตัวแสดงในบทอายุประมาณสักห้าสิบกว่า ซึ่งตอนนั้นผมอายุ 48 ใบหน้าอยู่ในทรงนั้นพอดี ตอนนั้นเขาให้เล่นเป็นเกย์ใน มนต์รักทรานซิสเตอร์ ซึ่งไม่ใช่ฟีลผมเลย แต่เขาบอกว่าให้คาแรกเตอร์มันขัดกันแบบนี้แหละ พอถึงเวลาเข้าฉาก ตอนจะปล้ำไอ้ต๊อก เขาปล่อยผมเล่นเองเลยนะ มีกล้องหนึ่ง ผมจะหลอกล่ออย่างไรก็ได้ ให้คอมโพสเองได้เลย เขาให้โจทย์มาแค่นี้ ผมก็เล่นกับไอ้ต๊อกสองคนเลย ความจริงฉากนั้นกะไว้ว่าตีห้าจะปิดกองเลิก แต่ปรากฏว่าถ่ายคัตเดียวจบ คือถ่ายเสร็จตั้งแต่ตีสองครึ่ง ต้อมบอกปิดกองได้ ผมเล่นสดมาก เขาชอบ

จากที่เล่นมาหลายบทบาท คุณมีวิธีเลือกรับหรือไม่รับบทอย่างไร

        ความจริงผมไม่ค่อยเลือก แต่อะไรที่ผมเล่นไม่ได้ก็จะบอกเขา อย่างเช่นให้เล่นร้องไห้โฮ คือผมเป็นคนที่พ่อตายน้ำตายังไม่ไหล แค่ตาแดงๆ แล้วมีซึมๆ ที่หางตานิดหนึ่ง คือรู้สึกเสียใจมาก แต่น้ำตาไม่ออก ผมไม่ใช่คนน้ำตาแตกง่าย ถ้าให้ผมเล่นบทนั้นมันไม่ได้ ก็จะบอกไปตรงๆ แต่ส่วนใหญ่เขาก็บอกว่าไม่เป็นไร ไม่ต้องการน้ำตาแตกขนาดนั้น เดี๋ยวใช้เทคนิคช่วย (หัวเราะ)

        ดังนั้น บทดราม่า บทร้องไห้ เศร้ามากๆ ผมไม่ค่อยอยากเล่น ยกตัวอย่างเช่น เรารักลูกมาก แต่ในบทเราต้องตีลูกจนแทบตาย ตีไปร้องไห้ไป การอินกับบทที่มันเครียดแบบนี้ มันปวดหัวมาก เวลาร้องไห้ มันปวดขมับมาก แล้วยิ่งโดนไปหลายเทก ต้องหายาแก้ปวดกินเลย จริงๆ คนที่เล่นบทดราม่า บทเครียดจัด ต้องร้องไห้ โคตรน่าสงสารเลย นักแสดงบางคนบอกร้องไห้มากๆ ก็ปวดหัว เพราะมันต้องมาจากอารมณ์ ไม่ใช่ไปแกล้งร้อง ฉะนั้น มันต้องบีบคั้น ต้องกดดันมาก ถึงได้ร้องออกมาได้ ถ้าเจอแบบนี้ทั้งวัน ประสาทแดก ผมเลยคิดว่า สาธุ อย่าเจอบทเครียดมากเลย แต่ถ้าให้ทำก็ต้องทำ ถ้าไม่เล่นเดี๋ยวไม่มีแดกอีก (หัวเราะ)

 

สมชาย ศักดิกุล

คนจะชอบมองว่าคุณเป็นนักแสดงพันหน้า ความสนุกของการได้เล่นบทบาทที่หลากหลายมากกว่าจะยึดติดกับบทบาทหลักบทเดียวคืออะไร

        ผมว่าสนุกดีนะ อย่างบางทีบทตลก บทบ้าๆ บอๆ บทเจ้าพ่อเหี้ยมก็เหี้ยม ผมก็เล่นได้ แต่ส่วนใหญ่เขาไม่ค่อยอยากให้เหี้ยมแบบนั้น เขาจะอยากได้เจ้าพ่อดุจริงแต่โง่ด้วย (หัวเราะ) ทีนี้คาแรกเตอร์แบบนี้ก็เข้ากับหนังคอเมดี้ที่ไม่ต้องการให้ดุจริง หรือเรียลจนเกินไป แต่ต้องการความโง่ ความโก๊ะ ความติ๊งต๊อง ให้ออกมาด้วย ผมเลยได้รับบทแบบนี้ค่อนข้างเยอะ เหมือนเป็นมาเฟียจริง แต่ก็มีความเบาสมองด้วย ซึ่งเข้าทางผมเลย

        ความจริงเมื่อก่อนผมไม่ใช่เป็นคนแบบนี้เลย แต่เพราะผมเอาตัวละครมาใส่ในตัวเองจนกลายเป็นคนแบบนี้ไปแล้ว เมื่อก่อนเป็นคนเงียบ ขรึม ไม่ค่อยยิ้มให้ใคร วางฟอร์มด้วย ใครอย่ามายุ่ง ไม่ค่อยมาหัวเราะ หรือมาตลกอะไรแบบนี้ แต่ว่าพอไปเจอความเป็นละคร เป็นภาพยนตร์บ่อยๆ ผมก็เสพตรงนั้นมาเยอะ คนที่เคยรู้จักผมมาก่อนจะรู้ว่าผมไม่ใช่คนแบบนี้ ผมโคตรเงียบ

คุณอยู่ในวงการมาเกือบยี่สิบปีแล้ว ซึ่งถือว่านานพอสมควรสำหรับอาชีพนักแสดง คุณคิดว่าผ่านจุดสูงสุดหรือจุดต่ำที่สุดในอาชีพมาหรือยัง

        ผมคิดว่าคงไม่ไปสูงกว่านี้แล้วแหละ (หัวเราะ) ชีวิตผมทำอะไรไม่เคยขึ้นไปสูงสุดหรอก สมมติว่าสูงอยู่นี่ ต่ำอยู่นี่ แม่งจะอยู่ประมาณนี้ (ยกมือไว้ตรงกลาง) อยู่ที่ประมาณสัก 75 เปอร์เซ็นต์ ตอนเรียนหนังสือไม่เคยได้เกรดเอ เต็มที่คือบี เอฟก็ไม่เคยได้ เต็มที่คือดี เล่นกีฬาเล่นเทนนิสผมก็ไม่ได้เก่งขนาดนั้น คือเก่งพอตัวประมาณหนึ่ง เล่นได้ระดับหนึ่ง แต่ว่าไม่ได้ไปถึงระดับสูงสุด เพราะฉะนั้น ก็จะอยู่ระดับปานกลางเสมอ คือค่อนข้างที่จะโอเค ผ่าน แต่ไม่ได้ถึงระดับท็อป

แต่นักแสดงหลายคนก็คิดว่าอยากพาไปเองไปสู่จุดสูงที่สุดเพื่อชื่อเสียงเงินทอง

        ผมคิดว่าจุดที่ผมอยู่โอเคดี ผมไม่ใช่คนนิสัยตั้งเป้าไว้สูงขนาดนั้น ผมคิดว่าทำอะไรก็ได้ที่ผ่านเกณฑ์โอเคก็ดีแล้ว แต่อย่าให้ต่ำกว่ามาตรฐาน ไม่จำเป็นต้องอยู่สูงที่สุดหรือเลอเลิศเป็นที่หนึ่ง คนอื่นมีร้อย ผมได้แค่เจ็ดสิบห้าก็พอแล้ว ฉะนั้น วิธีคิดจะเป็นแบบนี้มาตลอด ชีวิตทุกสิ่งทุกอย่างของผมก็จะอยู่ขนาดนี้ตลอด แต่ผมมีความสุขกับจุดที่ผมอยู่

ระยะเวลายี่สิบปีที่ผ่านมาที่คุณได้ลองทำหลายอาชีพ คุณสุขกับอะไรมากที่สุด

        การแสดงทำให้ผมมีความสุข ผมได้เจอคนมากมาย และได้เจอบทบาทหลายอย่างที่ต้องผ่านไปให้ได้ ส่วนเล่นดนตรีนี่มีความสุขแน่ ถึงเงินจะน้อยและไม่ได้ทำให้ชีวิตร่ำรวยหรือสบาย เวลาร้องเพลงเล่นดนตรี อารมณ์ไปอยู่ในดนตรี มันทำให้หลั่งสารแห่งความสุขออกมาเองโดยไม่รู้ตัว บางทีเหนื่อย ค่าตัวก็ไม่เท่าไหร่ แต่ได้เล่นดนตรีแล้วมีความสุข พื้นฐานผมชอบดนตรีมาแต่เด็ก ฟังเพลงอะไรก็เพราะ ฟังลูกทุ่งก็เพราะ ฟังบีจีส์ ฟังแจ๊ซ ฟังคันทรี ผมชอบหมด เพราะฉะนั้น ผมคิดว่าการเล่นดนตรีเป็นสิ่งที่รีแล็กซ์ที่สุด และมีความสุขที่สุด 

        เป็นนักแสดงก็มีความสุข แต่เหมือนเป็นหน้าที่ที่ต้องทำเพื่อเลี้ยงชีพด้วย แต่ผมก็อินให้มีความสุขได้ ที่บอกว่าบางครั้งไม่มีความสุขเพราะบางทีบางเรื่องถ่ายเสร็จดึก เช้าต้องถ่ายต่อ ต้องอดหลับอดนอน ปฏิเสธไม่ได้ว่าร่างกายไม่พร้อม พอไปเข้าฉากด้วยร่างกายที่แย่ก็ไม่มีความสุขหรอก โอเค ในระหว่างเล่นก็มีความสุข แต่ร่างกายเราบางครั้งมันสู้ไม่ได้ เพราะฉะนั้น ถ้าให้เทียบ ความสุขที่สุดของผมคือการอยู่กับดนตรี อยู่กับเพลงที่ชอบ รองลงมาก็คือการแสดง

แล้วยังมีอะไรที่คุณได้เรียนรู้ใหม่ๆ ในวงการบันเทิงอีกบ้างไหม

        (นิ่งคิด) ตั้งแต่เป็นนักแสดงมา ผมได้เล่นกับตั้งแต่รุ่นใหญ่ จนเจอเด็กรุ่นใหม่ๆ ก็คิดว่าเข้าได้กับทุกคน ส่วนเรื่องการแสดงก็เหมือนกัน ผู้กำกับต้องการให้นักแสดงที่เล่นอยู่ในบทบาท ในฟีล คุณเป็นตัวนี้ คุณต้องอยู่ในอารมณ์นี้ และเป็นอย่างที่ผู้กำกับต้องการให้ได้ ไม่ว่าไปอยู่บทไหน จะไปเป็นพ่อของลูก พ่อของนางเอก พ่อของตัวเหี้ย เป็นตัวเหี้ย คือเราต้องอยู่กับบทตรงนั้นให้ได้ พออินตรงนั้นได้มันก็ผ่านมาได้หมด ผมว่าไม่น่าจะมีอะไรแล้วล่ะ

ถ้าเปลี่ยนเป็นถามความท้าทายในการเป็นนักแสดงของคุณตอนนี้คืออะไร

        ผมผ่านมาหมดแล้ว ขึ้นสลิงก็เคยมาแล้ว โอ้โฮ โคตรทรมานเลย เอาคนแก่ไปขึ้นสลิง (หัวเราะ) ผมไปเล่นหนัง จับผมขึ้นสลิง ต้องไปตีลังกา พอไปเล่นละคร ต้องดำน้ำลึกประมาณสี่ห้าเมตร ดำไปหูแทบแตก ไม่คิดว่าอายุเยอะๆ หกสิบกว่า ต้องดำน้ำไปงมของ กล้องก็ตามถ่าย แล้วไม่ใช่เทกเดียว ขึ้นมาจากหิวข้าว กินข้าวไม่ลงเลย มีครั้งหนึ่งไปเล่นหนังเรื่อง หลวงพี่เท่ง ต้องกระโดดน้ำบนสะพานโคตรสูง ตอนนั้นใส่โสร่งด้วย พอลงน้ำมา โสร่งก็ตีกับน้ำเป็นลมอัดเข้าไป ขอโทษนะครับ ลูกกระโปกแทบแตก โคตรปวดเลย หน้ามืด ทีมงานก็ให้คนลงไปดู ผมเป็นอย่างไรบ้าง ไม่โผล่ขึ้นมาสักที (หัวเราะ) เท่งก็ลงไปทั้งจีวร ปวดแทบแตกเหมือนกัน ผมคิดว่าผ่านความลำบากมาหมดแล้ว ไม่น่าจะมีอะไรแล้ว

พออยู่กับวงการมานาน คุณเห็นความเปลี่ยนแปลงของวงการในมุมไหนบ้างหรือไม่

        วงการบันเทิงตอนนี้เปลี่ยนไปสู่โลกดิจิตอลมากขึ้น อีกหน่อยจะไปสู่อะไรก็ไม่รู้ ตอนนี้ค่อนข้างจะคาดเดายากว่าอีกหน่อยอาชีพนักแสดงจะลำบากหรือสบายกว่านี้ ผมกังวลนิดหนึ่ง แต่ไม่เป็นไร ผมอายุเยอะแล้ว ไม่ได้คิดว่าจะยึดอาชีพนี้ไปตลอด ตอนแรกวางเป้าไว้ถึงหกสิบจะเลิก ผ่านมาหกสิบห้าว่าจะเลิก ตอนนี้เลยหกสิบห้าแล้ว ก็ตีว่าเดี๋ยวเจ็ดสิบจะเลิก แต่ไม่รู้ว่าจะได้เลิกไหม นอกจากจะไม่มีคนจ้างเรา แต่ว่าตอนนี้มีความสุขกับการทำงานอยู่ เมื่อไหร่ที่ได้ออกกองผมมีความสุขทุกครั้ง ได้ไปเจอคนรู้จัก นายจ้างก็มีเจ้าเดิมบ้าง มีเจ้าใหม่บ้าง ทีมงาน เสื้อผ้าหน้าผม นักแสดง พอไปเจอกันก็มีความสุข

มีคำชมไหนที่คุณเคยได้รับแล้วประทับใจมากๆ จากการแสดงบ้าง

        ตอนผมไปถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง โหมโรง ที่ราชภัฏพระนคร ช่วงพักเบรก ครูแอ๋ว (อรชุมา ยุทธวงศ์) ก็มาแนะนำตัวว่าเป็นครูสอนการศิลปะการแสดงอยู่ที่จุฬา และเป็นครูในวงการที่สอนแอ็กติ้งโค้ชให้นักแสดงด้วย ท่านบอกผมว่า ‘ทุกครั้งที่ไปสอนนิสิตจุฬาเกี่ยวกับการแสดง ฉันจะยกตัวอย่างการแสดงของคุณสมเล็กให้เด็กๆ ดูว่าคุณสมเล็กแสดงอย่างไรจึงดึงความรู้สึกจริงๆ ที่เป็นธรรมชาติออกมา โดยไม่ได้ท่องเป็นนกแก้วนกขุนทอง’ แล้วก่อนหน้านั้นผมไม่เคยรู้จักครูแอ๋วมาก่อน เพราะตอนนั้นเพิ่งเข้าวงการได้ประมาณสามปี พอได้รับคำชมจากครูสอนการแสดง ก็ทำให้ผมปลื้มใจมาจนถึงทุกวันนี้

 

สมชาย ศักดิกุล

คุณอยากให้คนจดจำ สมชาย ศักดิกุล ในวงการแบบไหน

        ในแบบที่เขาอยากจดจำเลย รู้ไหม ผมไปเดินตามถนนที่เชียงใหม่ ระหว่างกำลังข้ามถนนจู่ๆ ก็มีเด็กมหาวิทยาลัยวิ่งมาดึงแล้วบอก ‘น้าๆ ผมไหว้แล้ว น้าด่าผมสักทีเถอะ’ กลางถนนที่รถกำลังมาเลยนะ กลางคืนด้วย ผมบอก ‘โอ้โฮ มึงนี่อยู่ดีๆ เป็นเหี้ยอะไร มายืนกลางถนนแล้วจะให้กูด่า ไอ้เหี้ย’ พอด่าไป เขาบอก นี่แหละที่อยากให้ด่า แต่ผมด่าจริงนะ เดี๋ยวโดนรถชนตาย (หัวเราะ) บางทีเจอเด็กมัธยมเข้ามาเรียก ‘ลุงๆ ด่าผมหน่อย’ โห หลานเอ๊ย เรียนหนังสือไปเถอะ ให้ลุงด่าทำไม เขาคงจำอะไรลักษณะแบบนี้ คำพูดที่ไม่ค่อยจะไพเราะสักเท่าไหร่ (หัวเราะ)

แต่ละช่วงวัยคนเราจะมีความคิดแตกต่างกันไป ในช่วงวัยนี้คุณคิดกับเรื่องอะไรเป็นพิเศษบ้าง

        พออายุเยอะขึ้น ผมไม่ต้องการอะไรมากมายแล้ว สิ่งที่กังวลมากที่สุดคือสุขภาพตัวเอง ทุกวันนี้ถึงยังต้องเล่นเทนนิสอยู่ ผมเป็นคนเล่นเทนนิสมาตลอดชีวิต อย่างน้อยอาทิตย์หนึ่งต้องมีสองวัน เล่นครั้งหนึ่งหกโมงเย็นถึงสี่ห้าทุ่ม เสื้อผ้าเปียกชุ่มหมด แต่ผมไปดูเพื่อนวัยเดียวกันที่ไม่ได้ออกกำลัง ไม่ได้เล่นกีฬา โห ร่างกายเขาแย่มาก ดังนั้น คิดว่า ช่วงเวลาที่เหลืออยู่ไม่รู้กี่ปี ขออย่าเป็นโรคร้าย อย่าเป็นมะเร็ง อย่าเป็นโรคอะไรที่ทรมาน เจอเพื่อนพบปะสังสรรค์บ้าง ให้เป็นคนที่ได้ทำงานอะไรบ้าง มีงานทำบ้าง ละครไม่ต้องมาก มีทำแก้เหงา คิดว่าชีวิตก็พอแล้ว 

ชีวิตที่ดีหรือมีความหมาย ณ เวลานี้ หรือความสุขในช่วงวัยนี้ของคุณคืออะไร

        ผมไม่สามารถทิ้งสิ่งที่ชอบไปได้ วงดนตรีที่ผมเคยเล่นประจำเขายังเล่นอยู่อาทิตย์ละวัน คือวันพุธ หากอาทิตย์ไหนผมไม่มีงานวันพฤหัสบดี ผมจะแบกกีตาร์ไปเล่นกับวงดนตรีทุกวันพุธ พอเล่นผมก็จะได้ฟีลของการเล่นดนตรีที่ชอบ ส่วนกีฬาก็จะเล่นจนกว่าข้อเข่าหรือข้อเท้าจะมีปัญหา แต่เราก็รู้ว่าถึงวันนั้นที่เราเลิกเล่นกีฬาแล้ว ร่างกายเราคงจะเริ่มถดถอยไปเรื่อยแล้ว ดังนั้น ผมจะพยายามทำให้ร่างกายรักษาสภาพดีที่สุดได้นานที่สุด ไม่มีหนี้ มีบ้านอยู่สบาย มีน้อยกินน้อย มีมากก็กินมากบ้าง ก็ถือว่ามีความสุขที่สุดแล้ว ไม่ต้องการอะไรมากกว่านี้แล้ว

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

ชยพล ทองสวัสดิ์

กอง บก. ชาวเชียงใหม่ ผู้ทำเพลงในชื่อ TCNX เชื่อว่ามนุษย์ต่างดาวมีจริง เกิดและเติบโตในยุค 90s แต่มักฝันถึงชีวิตในยุค 60s อยู่บ่อยๆ

ภาพโดย

ธนดิษ ศรียานงค์

ช่างภาพที่ชอบการเดินทาง แต่จำทางไม่ค่อยได้ นิ่งเป็นหลับ ขยับเป็นหลง