การเรียนรู้ตลอดชีวิตคือคำตอบ ในวันที่เทคโนโลยีคือคู่แข่งของมนุษย์

The Conversation
1 Apr 2019
เรื่องโดย:

กฤตธกร สุทธิกิตติบุตร, ภัทรพร บุญนำอุดม

ต่อให้เราได้ยินคำว่า ‘การปฏิรูปการศึกษาไทย’ มาเป็นร้อย เป็นพัน หรือเป็นหมื่นๆ ครั้ง ไม่ว่าอย่างไร อย่าหมดหวังกับการเดินหน้าค้นหาวิธีการที่จะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้การศึกษาไทยไปต่อได้ในปัจจุบันและอนาคต 

การศึกษาคือต้นทุนของชีวิตที่กำหนดชนชั้นและสถานะของเราทุกคน ในประเทศที่การศึกษามีความเหลื่อมล้ำสูงประเทศนี้ เพียงเหลือบดูชื่อโรงเรียนก็ทำนายได้แล้วว่า เด็กคนหนึ่งจะเติบโตไปเป็นคนใหญ่คนโตหรือตกเป็นคนชายขอบของสังคม

     “โรงเรียนอินเตอร์ดีๆ ของคนมีสตางค์ทุกวันนี้มีเยอะแยะ แถมคุณภาพดีมากจนไม่ต้องเป็นห่วงเขาแล้ว เด็กที่อยู่ในครอบครัวที่พ่อแม่ฐานะดีเขาก็มีทางเลือกสบายๆ มากมาย เราต้องช่วยเหลือโรงเรียนยากจนก่อนเพราะพวกเขาคือเด็กส่วนใหญ่ของประเทศ ซึ่งถ้าเราพิสูจน์ให้เห็นว่าเราสามารถทำโรงเรียนให้ดีได้ภายใต้ทรัพยากรที่มีจำกัด ประเทศไทยจะมีความหวัง”

     ในสังคมอารยะ การศึกษาคือเรื่องของคนทั้งมวล การปฏิรูปการศึกษาต้องพัฒนาการจัดการเรียนรู้ในวงกว้างให้ทั่วถึงทุกคน ดอกเตอร์สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (Thailand Development Research Institute: TDRI) จึงได้ระดมความร่วมมือทั้งจากองค์กรภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคสังคม และอาสาสมัครจากทั่วประเทศ ในนามภาคีเพื่อการศึกษาไทย (Thailand Education Partnership: TEP) ที่มาช่วยกันลงแรง เงินทุน และมันสมอง โดยใช้วิธีการขยายผลจากโรงเรียนตัวอย่างไปสู่การศึกษากระแสหลัก ควบคู่กับการเปลี่ยนกระบวนทัศน์เกี่ยวกับการศึกษา จากแนวคิดมุ่งแข่งขันกันเรียนเพื่อให้เป็นที่หนึ่ง สู่การตระหนักคุณค่าของการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning)

     การศึกษาที่นิยามคับแคบไว้แค่ในห้องเรียนหรือฟังจากครูไม่กี่คนไม่เพียงพออีกแล้ว แต่การศึกษาจะต้องปลูกทัศนคติที่พร้อมรับความเปลี่ยนแปลงและสร้างเครื่องมือให้ผู้เรียนออกไปแสวงหาความรู้ได้ด้วยตัวเอง เพราะความสามารถในการเรียนรู้ตลอดชีวิตเท่านั้นทำให้มนุษย์อยู่รอดในวันที่เทคโนโลยีคือคู่แข่งคนสำคัญของเรา

 

สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์

 

ถ้าโจทย์คืออยากเรียนจบออกมาทำอะไรก็ได้ให้รวยเร็วๆ ประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุยังน้อย จะได้เกษียณออกมาใช้ชีวิตได้อย่างสบายใจ การศึกษาพอจะช่วยเราได้บ้างไหม

     ผมเป็นห่วงนะครับว่า หากคุณอยากประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุยังน้อย อยากรวยเร็วๆ แล้วอยากเกษียณตั้งแต่อายุ 30-40 ปี ความคิดแบบนี้กำลังสวนทางกับความเป็นจริงของโลก มันจะมียุคสมัยหนึ่งที่พวกสตาร์ทอัพบูม พวกเราได้รู้จักกับคนอย่าง อีลอน มัสก์ หรือ มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก โลกมีคนแบบนี้อยู่จำนวนหนึ่ง ในเอเชียก็มี แต่ว่าในหนึ่งล้านจะมีคนแบบนี้อยู่เพียง 1-2 คนเท่านั้น เรามีความฝันอยากเป็นแบบเขาได้ แต่ถ้าเราเอาความฝันมากะเกณฑ์ชีวิตคนจำนวนมากมันจะสวนทางกับความเป็นจริง สองคือถ้าอยากจะเกษียณเร็วๆ ผมถามว่า แล้วคุณจะไปทำอะไรหลังจากนั้น

 

คงเอาเวลากับเงินที่เหลือไปเดินทางท่องเที่ยว

     คนยุคต่อไปจะมีอายุยืนขึ้น แล้วรู้ไหมว่าตามข้อมูลทะเบียนราษฎรปี 2560 บอกว่า คนไทยอายุเกิน 100 ปี มี 27,000 คน อาจมีคลาดเคลื่อนอยู่บ้างจากจำนวนของคนที่เสียชีวิตไปแล้วแต่ไม่ได้ไปแจ้งเสียชีวิต แต่ที่แน่ๆ น่าจะเป็นหลักหมื่น แล้วต่อไปคนจะอยู่กันจนไปถึง 100 ปี เป็นเรื่องปกติ เพราะฉะนั้น ถ้าคุณจะเกษียณตอนอายุ 30 แล้วอีก 70 ปี คุณจะไปทำอะไร (หัวเราะ)

     ในการใช้ชีวิต เราไม่ควรคิดว่าการทำงานเป็นวิธีในการหาเงินมาเพื่อหลังจากนั้นค่อยไปสนุกกับชีวิต คำถามคือ ชีวิตเหมือนกับการเดินขึ้นยอดเขาเอเวอเรสต์ ที่ทำงานหาเงินมาซื้อยานอวกาศแล้วขับไปจอดไว้ใกล้ๆ เดินต่ออีกนิดก็ถึงยอดเขา หรือที่จริงแล้วชีวิตคือการเดินขึ้นยอดเขาด้วยตัวเอง บางช่วงอาจจะชะลอ เดินชมวิว ดูธรรมชาติไปด้วย นั่นคือการท่องเที่ยวในตัวมันเองแล้ว ไม่ใช่ว่าไปถึงจุดหมายแล้วถึงจะเจอคำตอบ แต่กระบวนการและระหว่างทางนั้นก็คือคำตอบเช่นกัน

     มีคนส่วนหนึ่งที่ความสนุกในชีวิตของพวกเขาคือการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพราะชีวิตมีของแปลกๆ มีเรื่องที่เราไม่รู้ มีที่ที่เราไม่เคยไป มีของที่เราไม่เคยกิน ซึ่งคนอยากเกษียณเร็วๆ เขาก็อยากจะไปทำอย่างนั้นใช่ไหม แต่ผมอยากจะบอกว่าเขาทำได้ทุกวัน ชีวิตไม่ใช่การทำงานเป็นบ้าเป็นหลังอยู่สิบๆ ปี นั่นมันเป็นวัฒนธรรมของพวกซิลิคอนแวลลีย์ ซึ่งมันเป็นมุมมองที่แปลกประหลาดมาก ไม่ได้ฟิตอินกับชีวิตของคนจริงๆ เลย

 

เข้าใจว่าคนที่ซิลิคอนแวลลีย์มีความเครียดและความกดดันที่สูงมาก

     ใช่ สูงมาก ถ้าความสุขคือการทำงานเยอะๆ เพื่อให้ได้เงินเยอะๆ เอาไว้ไปเที่ยว ความสุขแบบนี้คือความสุขในนิยามหนึ่ง แต่ไม่ใช่ความสุขแบบเดียวที่มนุษย์จะมีได้ ชีวิตต้องแยกแยะให้ได้ระหว่างเป้าหมายกับเส้นทาง ถ้าให้คำนิยามว่าชีวิตคือเป้าหมาย เป้าหมายคือความสำเร็จ กับถ้านิยามให้ชีวิตเป็นเส้นทางหรือเป็นกระบวนการ ความหมายจะออกมาคนละแบบกันเลย ถ้านิยามว่าผมจะต้องเกษียณตอนสามสิบ แล้วชีวิตที่เหลือผมจะเที่ยว จะไปดาวเสาร์ ดาวศุกร์ หรืออะไรก็ตาม ความเป็นจริงคือมันจะมีคนทำอย่างนี้ได้ไม่กี่คนหรอก และสุดท้ายคนคนนั้นก็จะเบื่อ แล้วก็จะกลับมาทำนู่นทำนี่อยู่ดี

 

ชีวิตที่ไม่มีการมีงานทำชวนให้หดหู่ยิ่งกว่าชีวิตที่ต้องบากบั่นทำงานอีกใช่ไหม

     สำหรับคนสมัยใหม่ การทำงานคือการหาความหมายของชีวิตแบบหนึ่ง เราจะเจอว่ามีคนเกษียณไปแล้วเฉามากเพราะว่าไม่ได้สัมผัสคน ไม่ได้ใช้สมองแบบเดิม ร่างกายไม่ได้ดูแลรักษาแบบเดิม แน่นอนว่าการทำงานตลอดชีวิตแบบเครียดมากๆ ลำบากเหลือเกิน หรือทำแล้วไม่ได้สตางค์แถมยังรู้สึกคับข้องใจอยู่ทุกวันไม่ได้ทำให้ชีวิตมีความสุข ความท้าทายของคนยุคต่อไปก็คือ การหาสองสามอย่างที่มันตัดกันได้พอดี ทั้งเรื่องของความฝันของตัวเองและความถนัดของตัวเอง ซึ่งมันไม่เหมือนกันนะ

     ตอนเด็กๆ ผมอยากเป็นผู้กำกับหนัง แต่ความถนัดผมไม่มีเลย ผมรู้ตัวว่าทำไม่ได้แน่ๆ ซึ่งเราก็รู้ว่าความถนัดของเราคืออะไร แล้วสุดท้ายก็ต้องดูความจริงในสังคมด้วย ผมคิดว่าศิลปะในชีวิตคนคือการเอาสามสิ่งนี้มาเจอกันให้ได้

 

แต่ที่สุดแล้วการเรียนรู้ไม่ได้อยู่ที่เมืองไทยหรือเมืองนอก กรุงเทพฯ หรือต่างจังหวัด ไม่ใช่ว่าอยู่ในห้องเรียนหรือนอกห้องเรียน แต่การเรียนรู้คือชีวิตของคน

 

จริงไหมกับข่าวลือที่ว่าสมัยมัธยมคุณต้องย้ายเข้ากรุงเทพฯ มาเรียนต่อที่เตรียมอุดมศึกษา เพราะโรงเรียนเก่าสอนคุณไม่ได้แล้ว เนื่องจากคุณเก่งเกินไป

     ไม่เชิงอย่างนั้นนะ ผมอยากเปิดหูเปิดตาตัวเอง อยากเข้ามาเรียนที่เตรียมอุดมฯ อยู่แล้ว คนจะชอบคิดกันว่าการเรียนรู้จะต้องอยู่ในห้องเรียนหรือเป็นหน้าที่ของครูเท่านั้น แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่เลย ตอนผมอยู่เตรียมอุดมฯ ครูเก่งๆ ทั้งนั้นเลยนะ แต่สิ่งที่ทำให้ผมได้เรียนรู้มากที่สุดคือเพื่อนๆ เพราะเพื่อนช่วยกันติว ช่วยกันหาวิธี

     สมมติมีโจทย์คณิตศาสตร์อยู่ข้อหนึ่ง แต่ละคนคิดคนละวิธีเลยนะ แต่ได้คำตอบเท่ากัน ซึ่งเมื่อโลกมันเปิด มันจึงมีหลายคำตอบ แล้วการเรียนเลยเป็นของสนุก

     แต่มีเฉพาะสยามประเทศนี่แหละที่สอนแล้วทุกอย่างมีคำตอบเดียว มันถึงไม่สนุก จริงๆ แล้วการศึกษาทั่วโลกที่ดีๆ มันเปิดกว้างให้มีวิธีการและคำตอบที่หลากหลายทั้งนั้น จำได้ไหมว่าสมัยเราเรียนหารสั้นหารยาว มันทุกข์มากนะ ทำไมบอกให้ทำอย่างนั้นอย่างนี้แล้วไม่มีความหมายอะไรเลย ยากก็ยาก ทำผิดกันก็เยอะ แต่ที่ญี่ปุ่นจะมีวิธีการสอนโดยให้เด็กแต่ละคนทำวิธีหนึ่งหรือสองวิธี แล้วมาคุยว่าทำอย่างไรกันบ้าง

 

สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์

 

เราหารสั้นหารยาวไปทำไม? เราท่องสูตรคณิตศาสตร์ยากๆ กันไปทำไม? ตอนเป็นนักเรียนคุณรู้คำตอบของคำถามเหล่านี้ไหม

     ตอนเรียนผมก็ไม่ได้มีคำตอบนะว่าเราทำมันไปทำไม แต่ตอนหลังๆ พอมาดูเรื่องการศึกษาแล้วพบว่ามันมีวิธีที่ทำให้คนสนใจเรียนได้ดีกว่านี้ เช่น คนจะไม่รู้ว่าทำไมเขาต้องเรียนเรื่องจำนวนเฉพาะ ที่ต้องท่องว่าจำนวนเฉพาะคือเลขที่มันหารได้เฉพาะตัวมันเองกับเลข 1 เท่านั้น แล้วเราจะเรียนกันไปทำไม?

     ถ้าให้ผมไปสอนเรื่องจำนวนเฉพาะกับเด็กๆ ผมจะบอกว่า ในอเมริกามีเมืองทางซีกตะวันออกหลายเมืองซึ่งจักจั่นจะขึ้นมาจากพื้นดิน มันไม่ได้ขึ้นมาทุกปี แต่มันจะมาทุก 11 ปี 13 ปี และทุก 17 ปี แล้วเพราะอะไรมันถึงโผล่มาทุก 11, 13 และ 17 ปี แทนที่จะโผล่ขึ้นมาทุก 10 หรือ 12 ปี จักจั่นมันรู้เหรอว่าจำนวนเฉพาะคืออะไร มันฉลาดจนสามารถแยกแฟกเตอร์เองได้เหรอ

     คำตอบคือ ถ้ามันโผล่ขึ้นมาทุก 10 ปี มันจะถูกนกที่โผล่มาทุก 2 ปี หรือนกที่โผล่มาทุก 5 ปี กินมัน เพราะ 2 กับ 5 มันหาร 10 ลงตัว นกกับจักจั่นต้องบังเอิญออกมาในอัตราปีเดียวกันถึงจะเจอกันได้ ด้วยเหตุนี้เมื่อจักจั่นโผล่มาทุกๆ ปีที่เป็นจำนวนเฉพาะ จักจั่นถึงอยู่รอดต่อไปได้

     นี่คือเรื่องจริงของวงจรชีวิตสัตว์ในธรรมชาติ เพราะฉะนั้น ถ้าจะสอนเด็กก็ควรจะเริ่มต้นจากแบบนี้ แล้วเด็กเขาจะสนใจไปหาต่อเองว่า เฮ้ย ทำไมจำนวนเฉพาะจึงเป็นของที่มีอยู่ในธรรมชาติ แน่นอนว่าความอยากรู้จะไม่ได้มาจากสิ่งที่ครูมาเขียนในกระดานว่าจำนวนเฉพาะคือเลขที่หารได้เฉพาะตัวมันเองและ 1 เท่านั้น คนเรียนก็ไม่รู้ว่าเราจะรู้ไปทำไม มันมีวิธีการที่ทำให้การเรียนรู้สนุกขึ้นได้อีกเยอะแยะ

 

ในชีวิตคุณเคยเจอครูที่สอนสนุกๆ อย่างนี้บ้างหรือเปล่า

     ผมโชคดีที่ได้เจอครูดีๆ มาตั้งแต่เรียนอยู่ ป.1 แล้วนะ เพียงแต่ว่าไม่ได้เจอทุกปี สมัยที่ผมเป็นนักเรียนยังมีครูส่วนน้อยในเมืองไทยที่สอนแบบนี้ แต่อย่างที่บอกว่าเพื่อนมีส่วนสำคัญในการเรียนมาก เพื่อนสามารถสอนเรา เป็นครูให้เรา รวมถึงเราเองก็สามารถเป็นครูให้เพื่อนได้ โดยเฉพาะถ้าได้จับกลุ่มกับเพื่อนที่ชอบเรียนด้วยกัน เท่ากับว่าเราจะมีครูเก่งๆ เพิ่มขึ้นมาอีก 10-20 คนเลยนะ แล้วถ้าคุณไปเรียนมหาวิทยาลัยดีๆ ในเมืองนอก มันก็จะเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้แบบนั้นไปตลอดชีวิตเลย

     ผมเรียนอยู่ต่างจังหวัด คือโรงเรียนในอุดรธานี ก็เป็นโรงเรียนที่ใหญ่ มีครูดี แต่พอเข้ากรุงเทพฯ มาเรียนที่เตรียมอุดมฯ ก็เป็นอีกโลกหนึ่งเลยนะ ที่หนึ่งของทุกโรงเรียนมารวมตัวอยู่ด้วยกันมากมายเต็มไปหมด แล้วทุกคนชอบเรียนเหมือนกัน มันเลยสนุก เป็นการเปิดโลกอีกแบบหนึ่ง

     พอผมไปเรียนเมืองนอกก็เห็นว่าโลกมันใหญ่ขึ้นไปอีก แต่ที่สุดแล้วการเรียนรู้ไม่ได้อยู่ที่เมืองไทยหรือเมืองนอก กรุงเทพฯ หรือต่างจังหวัด ไม่ใช่ว่าอยู่ในห้องเรียนหรือนอกห้องเรียน แต่การเรียนรู้คือชีวิตของคน

 

จากเด็กที่สอบได้ที่ 1 ในโรงเรียนประจำจังหวัด เข้ามาเจอเด็กหัวกะทิในกรุงเทพฯ จนออกไปเผชิญโลกกว้างในต่างประเทศ อาจจะมีบางสนามที่เราเรียนสู้เขาไม่ได้

     เผอิญตอนนั้นก็ยังได้ที่ 1 อยู่นะ (ยิ้ม) แต่จริงๆ แล้วความสนุกมันไม่ใช่ว่าคุณได้ที่ 1 หรือเปล่า ถ้าเรามองเห็นโลกกว้าง เราจะรู้ว่าการแข่งขันกับเพื่อนไม่ใช่สาระสำคัญ ตัวคุณเองบรรลุศักยภาพของตัวเองได้แค่ไหน การที่คุณมีเพื่อนที่เก่งๆ ทำอะไรก็ได้ มันน่าทึ่ง มันสนุก

     ยุคนี้การแข่งขันกับเพื่อนเป็นของที่ไม่มีความหมาย สิ่งที่คนรุ่นต่อไปจะต้องแข่ง ไม่ว่าชอบหรือไม่ชอบก็คือ แข่งกับเทคโนโลยี คุณกับเพื่อนต้องมาช่วยกันคิดว่าคุณจะอยู่รอดอย่างสบายๆ ไม่ทุกข์ร้อนมากในโลกอนาคตที่เทคโนโลยีเปลี่ยนเร็วมากได้อย่างไร ในขณะที่คุณเองจะมีอายุยืนขึ้นด้วย สองสิ่งนี้คือความท้าทายสำหรับคนรุ่นต่อไป คุณอาจจะต้องทำงานจนถึงอายุประมาณสัก 70 ถึงจะเกษียณได้ แล้วคุณอาจจะต้องเปลี่ยนงาน 4-5 ครั้ง แล้วจะทำอย่างไรให้คุณยังรักษาความสามารถในการเรียนรู้ต่อไป

     คือพอคนเราอายุมากขึ้น จะติดนิสัยบางอย่างที่ทำให้เรียนรู้ได้ยากขึ้น จะหนืด เฉื่อย อนุรักษ์นิยมมากขึ้น รับการเปลี่ยนแปลงได้น้อยลง แต่สาระสำคัญของการเรียนรู้คือการเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเปลี่ยนวิธีคิด เปลี่ยนความเข้าใจ หรือเปลี่ยนพฤติกรรมก็ตาม โจทย์ยากของเด็กรุ่นต่อไปคือ จะทำอย่างไรให้เขาสามารถรับการเปลี่ยนแปลงที่มันเร็วขึ้น ในขณะที่ร่างกายของเขาอาจจะช้าลง ดังนั้น จึงไม่ใช่การแข่งกับเพื่อนแล้ว แต่เป็นการแข่งกับตัวเองและแข่งกับเทคโนโลยีมากกว่า

 

ทัศนคติของพ่อแม่สำคัญมาก ถ้าปลูกฝังให้เด็กคิดว่าจะต้องเก่งกว่าเพื่อน เด็กจะไม่พร้อมสำหรับการใช้ชีวิตในอนาคต ซึ่งผมเข้าใจนะ เพราะว่าพ่อแม่เขาเคยผ่านโลกอย่างนั้นมาก่อน ประสบการณ์สอนเขามาอย่างนั้น แต่ว่าโลกต่อไปมันจะไม่เป็นแบบนั้นแล้ว ในอดีตอาจจะเคยสำเร็จ แต่อนาคตจะไม่เป็นอย่างนั้น

 

การแข่งขันอย่างรุนแรงระหว่างคนกับเทคโนโลยีจะเริ่มต้นเมื่อไหร่

     ทุกวันนี้เริ่มแล้ว 10 ปีที่ผ่านมา โลกไม่ได้เปลี่ยนเร็วขนาดที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้ แต่การศึกษาไทย ณ วันนี้ยังช้าอยู่ วิธีที่จะทำให้คนไทยอยู่ได้ไม่ใช่จำกัดการศึกษาไว้เฉพาะในห้องเรียน แต่การเรียนรู้ตลอดชีวิตของแต่ละคนคือเรื่องสำคัญที่สุด

     คงต้องบอกว่าการศึกษาไทยมีเรื่องน่าทุกข์เยอะ แล้วเราก็ต้องแก้ไขมันนะ ทาง TDRI ก็พยายามทำการวิจัยร่วมกับภาคีเพื่อการศึกษาไทยในการที่จะเปลี่ยนแปลงการศึกษาไทยให้ดีขึ้น เป็นการปฏิรูปการศึกษาด้วยการขยายผลโรงเรียนคุณภาพดีในประเทศไทย โดยในช่วงเริ่มต้นเราอยากจะทำห้องเรียนตัวอย่างให้ดูก่อน ซึ่งเรามีภาคีต่างๆ ที่เข้ามาช่วยกันทำ เช่น สํานักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) สถาบันอาศรมศิลป์ มูลนิธิสยามกัมมาจล ฯลฯ รวมถึงองค์กรต่างๆ กว่า 20-30 แห่ง เราจะทำตัวอย่างของห้องเรียนที่ดี โรงเรียนที่ดี เขตการศึกษาที่ดี เพื่อเป็นตัวอย่างที่จะนำไปสู่การขยายผลทั่วประเทศ

 

โครงการขยายผลโรงเรียนคุณภาพดี ที่คุณว่ามานี้ทำอะไร อย่างไร และใช้ระยะเวลาเท่าไหร่ถึงจะเห็นผลลัพธ์ของการเปลี่ยนแปลง

     เริ่มตั้งแต่ทำหลักสูตรรูปแบบใหม่ให้เป็นหลักสูตรที่จะสร้างทักษะสำหรับศตวรรษที่ 21 ให้คนอยู่ในโลกอนาคต แปลว่า ต้องคิดวิเคราะห์ได้ ตั้งคำถามเป็น ทำงานเป็นทีมได้ มีทักษะความรู้และทัศนคติในการดำรงชีวิต ซึ่งสิ่งเหล่านี้สำคัญมากกว่าการมุ่งแข่งขันกันเรียนกับเพื่อนเยอะ มีค่ามากกว่าเรียนเก่งหรือสอบได้ที่ 1 เพราะความรู้เป็นเพียง 1 ใน 3 ส่วนสำหรับการดำรงชีวิตในอนาคตเท่านั้น

     นอกจากมีความรู้ยังต้องมีทักษะในการทำงาน มีทัศนคติต่อตัวเองและต่อโลกของเราด้วย โรงเรียนไทยเน้นเอาแต่ความรู้เป็นตัวตั้ง แถมยังเป็นความรู้โบราณด้วย ทักษะก็ไม่ค่อยได้ แถมทัศนคติก็ยังไม่ถูกอีก

     ขณะนี้โครงการของเรากำลังอยู่ในช่วงของการทดลอง เริ่มจากจังหวัดที่ประชากรมีฐานะยากจนอย่างศรีสะเกษ สตูล และระยองในพื้นที่ยากจน เริ่มต้นจากโรงเรียนที่ขาดแคลนก่อน เพราะโรงเรียนอินเตอร์ดีๆ ของคนมีสตางค์ทุกวันนี้มีเยอะแยะแถมคุณภาพดีมากจนไม่ต้องเป็นห่วงเขาแล้ว เด็กที่อยู่ในครอบครัวที่พ่อแม่ฐานะดีเขาก็มีทางเลือกสบายๆ มากมาย เราต้องช่วยเหลือโรงเรียนยากจนก่อนเพราะพวกเขาคือเด็กส่วนใหญ่ของประเทศ

     ซึ่งถ้าเราพิสูจน์ให้เห็นว่าเราสามารถทำโรงเรียนให้ดีได้ภายใต้ทรัพยากรที่มีจำกัด ประเทศไทยจะมีความหวัง TDRI และภาคเพื่อการศึกษาไทยจึงลงแรงร่วมกันอย่างเต็มที่ โดยตั้งใจว่าน่าจะทดลองกันสัก 5 ปี พอเห็นผลก็จะเริ่มขยับขยาย ซึ่งเรากำลังจะเริ่มต้นกันอย่างจริงจังในเทอมแรกของปี 2562 หรือเดือนพฤษภาคมที่จะถึงนี้ 

 

คีย์แมนของโครงการนี้มีใครบ้าง

     กระทรวงศึกษาธิการก็เอาด้วย เราชอบไปว่ากระทรวงศึกษาธิการกัน แต่จริงๆ แล้วภายในกระทรวงศึกษาฯ เขามีความอยากปรับเปลี่ยนเยอะมาก ซึ่งนี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น ยังมีอีกส่วนที่สำคัญมากคือที่บ้าน ความเข้าใจของพ่อแม่สำคัญที่สุด ในข้อนี้ภาคีเพื่อการศึกษาไทยพยายามรณรงค์เปลี่ยนทัศนคติพ่อแม่และเด็กโดยเราเสนอทางเลือกให้เห็นว่า วิธีมองการเรียนรู้ในอนาคตควรเป็นอย่างไร ไม่ใช่มองว่าการเรียนรู้คือการกวดวิชา สอบให้ได้คะแนนดีๆ ทำอาชีพอยู่เพียงสองสามอย่างที่คิดว่าทำแล้วรวยแน่ๆ

     ทัศนคติของพ่อแม่สำคัญมาก ถ้าปลูกฝังให้เด็กคิดว่าจะต้องเก่งกว่าเพื่อน เด็กจะไม่พร้อมสำหรับการใช้ชีวิตในอนาคต ซึ่งผมเข้าใจนะ เพราะว่าพ่อแม่เขาเคยผ่านโลกอย่างนั้นมาก่อน ประสบการณ์สอนเขามาอย่างนั้น แต่ว่าโลกต่อไปมันจะไม่เป็นแบบนั้นแล้ว ในอดีตอาจจะเคยสำเร็จ แต่อนาคตจะไม่เป็นอย่างนั้น

 

แล้วพ่อแม่จะเข้ามามีส่วนร่วมกับภาคีเพื่อการศึกษาไทยของคุณได้ไหม

     สิ่งที่เราให้ความสำคัญไม่แพ้กันคือการเปลี่ยนทัศนคติพ่อแม่ ครู และประชาชน โดยเราจะมีเวทีจัดขึ้นเป็นระยะๆ ตามพื้นที่ต่างๆ ซึ่งตอนนี้ที่เชียงใหม่ก็จัดไปแล้ว ต่อมาที่ระยอง เราจัดให้มีเวทีพูดคุยเพื่อหาทางเลือกให้ลูกตัวเองในอนาคต และอีกส่วนที่สำคัญที่สุดคือการเรียนรู้ตลอดชีวิตที่จะเกิดขึ้นในโลกจริงๆ ของพวกคุณ หลังจากเรียนจบปริญญาในสถาบันการศึกษาที่เป็นทางการ ยังมีสิ่งที่คุณจะต้องออกไปเจอ นั่นก็คือชีวิตจริง เพราะฉะนั้น ความสามารถในการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องจึงสำคัญมากๆ

     การจะใช้ชีวิตอยู่ในโลกปัจจุบันให้ได้ คุณจำเป็นต้องมีทักษะหลากหลาย เช่น การคิดวิเคราะห์ เมื่อมีข่าวข่าวหนึ่งออกมา คุณสามารถตัดสินได้ว่าจริงหรือไม่จริง มีคนมาขายสินค้าแล้วบอกว่าสิ่งนี้จะใช้รักษาโรคมะเร็งได้ คุณต้องรู้ว่ามันจริงหรือเปล่า เอาข้อมูลมาตรวจสอบเป็น มีความรู้คณิตศาสตร์พื้นฐาน ไม่จำเป็นต้องเป็นคณิตศาสตร์ขั้นสูงนะ เอาแค่คิดดอกเบี้ยเป็นก็พอแล้ว เพราะถ้าดอกเบี้ยยังคิดไม่เป็นก็คงไม่รู้ว่าจะเอาไปลงทุนอย่างไร หรือถ้าติดหนี้สินก็คงไม่รู้ว่าจะใช้หนี้หมดหรือไม่หมด สำหรับชีวิตที่จะยืนยาวขึ้น คนต้องวางแผนให้ได้ ไหนจะเรื่องของการสื่อสาร หรือการทำงานเป็นทีมอีก

 

 

อย่างคนที่อายุมาก อนุรักษ์นิยมสูง ความสามารถในการเปลี่ยนแปลงน้อย สุดท้ายพวกเขาก็จะโดนทิ้งไว้ข้างหลังใช่หรือเปล่า

     คงต้องมีอีกกลไกหนึ่งที่จะช่วยให้เขามีทักษะการเรียนรู้มากขึ้น เพื่อให้เขาช่วยเหลือตัวเองได้ด้วย เช่นในหลายๆ ประเทศ รัฐบาลมีนโยบายช่วยให้คนได้เรียนรู้ อย่างที่สิงคโปร์ ปีหนึ่งๆ เขาจะให้คูปองแก่ประชาชน เข้าใจว่าประมาณ 500 ดอลลาร์ฯ เพื่อให้คนเขาไปเรียนอะไรก็ได้ อยากจะไปเรียนทำกับข้าว อยากจะไปเรียนต่อวงจรวิทยุ ทำโน่นทำนี่ รัฐบาลเขาให้สตางค์คุณไปเรียนเลย ซึ่งที่ TDRI ก็มีแบบนี้นะ ให้เงินนักวิจัยเดือนละ 1,000 บาท เขาจะเอาไปซื้อหนังสือหรือไปเข้าคอร์สอะไรที่เป็นประโยชน์ก็ได้ แต่ต้องมีใบเสร็จมานะว่าไปเรียน ไม่ใช่เอาไปกินบุฟเฟต์ (หัวเราะ)

 

ประเทศเรามีลักษณะพิเศษอยู่อย่างหนึ่งคือ ชอบลอกเลียนนโยบายของชาวบ้านเขา เช่น เวลาเห็นโรงเรียนในต่างประเทศไม่มีการบ้าน เราก็ออกนโยบายให้โรงเรียนไทยไม่มีการบ้าน หรือในบางประเทศเราเห็นเขาลดชั่วโมงเรียนให้เด็ก เราก็อยากเอาบ้าง

     มันต้องเข้าใจสภาพแวดล้อมความเป็นจริงของแต่ละสังคมเป็นตัวตั้ง ผมคิดว่าการไปรู้ประสบการณ์ดีๆ จากต่างประเทศนับเป็นเรื่องดีอยู่ แต่เวลาจะหยิบมาใช้ คุณต้องหยิบเอาแก่นมา ไม่ใช่เอามาเฉพาะเปลือก มันจะไม่มีประโยชน์

     เปลือกก็คือโรงเรียนในฟินแลนด์ บ่ายสองบ่ายสามก็เลิกแล้ว จู่ๆ ประเทศไทยก็บอกว่าโรงเรียนเราจะเลิกบ่ายสองบ่ายสามเหมือนกัน ถามว่าเลิกแล้วจะอย่างไรต่อล่ะ คือมันไม่ได้ถูกคิดมาด้วยเหตุด้วยผลอย่างที่เขาคิด หรือเราอาจจะเห็นว่าครูฟินแลนด์ส่วนใหญ่เรียนจบปริญญาโทขึ้นไป เราก็จะเอาบ้าง แต่การสอนครูในเมืองไทยยังเป็นแบบโบราณอยู่เลย แล้วจะได้ผลไหม หลายๆ ประเทศมีความน่าสนใจทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นฟินแลนด์ ญี่ปุ่น หรือสิงคโปร์ แต่เราต้องหาแก่นที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จให้เจอ

 

มีแก่นของความสำเร็จในการจัดการศึกษาของประเทศไหนบ้างที่น่าสนใจในช่วงนี้

     อย่างที่ญี่ปุ่น คณิตศาสตร์ของเขาติดอันดับท็อป 10 ของโลกมาตลอด ซึ่งวิธีการสอนของเขาคือ ถ้าสอนเด็กเล็กๆ ให้หารเศษส่วน เอาเศษส่วนมาบวกกัน เขาจะให้เด็กแต่ละคนหาวิธีทำที่ไม่เหมือนกันแล้วให้เด็กนำมาคุยกัน มาสอนกันเองในห้อง แล้วครูคอยทำหน้าที่โค้ชให้ไปถูกทาง เป็นตัวอย่างการเรียนรู้ที่แจ๋วมาก

     เมืองไทยก็เริ่มแล้วที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น โดย รศ. ดร. ไมตรี อินทร์ประสิทธิ์ เป็นผู้นำมาทดลองปรับใช้ในห้องเรียน เรียกว่าเป็นการทำ Lesson Study ซึ่งสิ่งนี้นับว่าเป็นเพชรล้ำค่าของญี่ปุ่นเลย

     เขาทดลองทำที่มหาวิทยาลัยขอนแก่นก่อน แล้วจะมาทดลองในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาที่ระยอง และศรีสะเกษ ฯลฯ หากเราไปดูการศึกษาในประเทศชั้นนำอย่างฟินแลนด์ ญี่ปุ่น หรือว่าที่ใดๆ ก็ตาม หากการศึกษาจะดี ครูจะต้องเรียนรู้ไปด้วยกัน คือพวกคุณครูจะมาปรึกษาหารือกันว่าเราจะสอนบทเรียนนี้ให้ดีขึ้นได้อย่างไร ปีที่แล้วสอนแบบนี้มา เด็กไม่เข้าใจ ปีนี้จะสอนให้ดีขึ้นได้อย่างไร เอาครูมาคุย มาแลกเปลี่ยนกัน

 

เราสามารถคาดหวังจากครูไทยได้มากน้อยแค่ไหน

     ต้องบอกว่าเรื่องการศึกษาไทยมีปัญหาเยอะ แต่ก็มีคนที่มีใจอยากทำอะไรดีๆ เยอะเช่นกัน พอเราประกาศโครงการของภาคีเพื่อการศึกษาไทยออกไปก็มีคนสมัครเข้ามา อาสาอยากทำนู่นนี่เยอะเลย หลายเพศหลายวัยด้วย ภาคธุรกิจก็อยากให้สตางค์ คือยังมีคนที่มีใจกับการศึกษาอยู่ คนเหล่านี้มีพลังแต่กระจัดกระจายกันอยู่ตามที่ต่างๆ เต็มไปหมด เราจึงต้องนำคนเหล่านี้มาร้อยเรียงเข้าด้วยกัน ต้องคิดว่าทำอย่างไรจึงจะต่อจิ๊กซอว์แล้วครบ ซึ่งผมเชื่อว่าประเทศไทยจะทำได้

     Lesson Study อาจไม่ใช่คำตอบสุดท้าย แต่มันคือวิธีที่สำคัญมาก การพัฒนาการศึกษามีอีกสารพัดวิธี แล้วแต่ความถนัดของครู แล้วแต่วัฒนธรรมของโรงเรียนต่างๆ แต่ก่อนอื่นต้องเริ่มต้นเอามาทดลอง เอามาดูกันก่อน

 

เด็กจบใหม่เดี๋ยวนี้มีความฝันอยากเป็นครูกันบ้างไหม

     ถ้าเราดูจากโครงการที่คนรุ่นใหม่ลงมือทำกันจะพบว่ามีดีเยอะเลย เช่น Teach for Thailand ซึ่งชี้ให้เห็นว่าเขาได้ ควานหาครูเก่งๆ ที่จบจากมหาวิทยาลัยดีๆ หรือจบมาจากเมืองนอกก็มีนะ แล้วก็มี Saturday School หรือโรงเรียนวันเสาร์ที่เปิดสอนรายวิชาที่แตกต่างจากวิชากระแสหลักในห้องเรียน โดยมีครูอาสาสมัครมาจากสาขาอาชีพต่างๆ จะเห็นได้ว่าคนอยากช่วยทำอะไรดีๆ เยอะ

     การศึกษาไทยเต็มไปด้วยปัญหา แต่เราต้องระดมพลังจากส่วนต่างๆ มาช่วยกันให้ได้ และต้องเปิดกว้าง ที่สำคัญมากคือทำให้คนข้างบนกับคนข้างล่างมาเจอกัน ถ้าไม่เจอมันไม่ทะลุนะ เวลาคนข้างบนสั่งการลงมาจะสั่งผิดเยอะ การส่งเสียงจากข้างล่างขึ้นไปจึงดีกว่า เพียงแต่ว่าถ้าไม่จับมาเจอกันมันก็กระจายออกไปไม่ได้ ซึ่งพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาที่ภาคีเพื่อการศึกษาไทยกับกระทรวงศึกษาธิการร่วมกันทำอยู่จึงน่าจะเป็นตัวอย่างที่จะทำให้เห็นว่า เมื่อข้างล่างกับข้างบนมาเจอกัน มันน่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงได้บ้าง

 

สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์

 

หากมีการเปลี่ยนรัฐบาล นโยบายการศึกษาจะมีชะตากรรมเหมือนนโยบายอื่นๆ ที่สุดท้ายก็ถูกระงับ ตัดตอน การเปลี่ยนแปลงที่หวังไว้ที่สุดแล้วก็จะไม่มีผลลัพธ์ใดๆ เกิดขึ้นเลย

     เป็นไปได้ เพราะฉะนั้น เมื่อปลายปีที่ผ่านมาเราถึงได้จัดงานหนึ่งซึ่งเชิญพรรคการเมืองต่างๆ มาพูดคุยกันเรื่องการศึกษา วันนั้นเราได้คุยกับ 7 พรรคการเมือง ในเรื่องนโยบายพื้นที่นวัตกรรมเพื่อการศึกษา ทุกพรรคก็บอกว่าเขาเอาด้วยหมดนะ บรรยากาศที่เกิดขึ้นในวันนั้นดีมาก ทุกพรรคบอกว่าเรื่องการศึกษาอย่ามาทะเลาะกัน เรื่องดีต้องสานต่อ เรื่องไม่ดีต้องเลิก หรือถ้าจะมีการกำหนดนโยบายอะไร จะมีการปรึกษาหารือ จะมีการฟังเสียงคนมากขึ้น ซึ่งเรายังไม่รู้หรอกว่าของจริงจะเป็นอย่างไร แต่อย่างน้อยสิ่งที่ปรากฏในวันนั้นมันเป็นสัญญาณที่ดีนะ เพราะเรื่องการศึกษามันยาก คนที่รู้จึงต้องมาคุยกับเขา เขาเองก็มีความตั้งใจอยากทำอะไรดีๆ เยอะ

     ภาคีเพื่อการศึกษาไทยบอกเขาไปว่า อย่าไปเปลี่ยนรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาฯ บ่อยๆ เลย เลือกคนดีๆ มาแล้วคุณอย่าไปเปลี่ยนบ่อย เพราะเปลี่ยนทีหนึ่งมันก็ไม่นิ่ง แล้วมันจะทำเรื่องยากๆ ไม่ได้เลย

     20 ปีที่ผ่านมา เรามีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ 21 คน ทั้งที่นายกฯ มี 8 คนเท่านั้น ขนาดกระทรวงการคลังที่มีคนอยากเข้าไปเป็นรัฐมนตรีมากๆ เขายังมีแค่ 14 คนเลย เพราะฉะนั้น เราอยากจะบอกว่า ให้เลือกคนดีๆ แจ๋วๆ ของคุณมาเป็นเลย ถ้าได้กระทรวงศึกษาฯ ก็อยู่ไปยาวๆ นะ อย่าไปเปลี่ยนเขาบ่อย

 

ทุกพรรคการเมืองเขารับปากคุณใช่ไหม

     ถึงเวลาก็คงต้องคุยกันอีกที คงต้องมีตามการบ้านกันบ้าง (ยิ้ม) คือเรื่องแบบนี้ถ้าไม่อยากให้มันจบตอนเปลี่ยนรัฐบาลก็ต้องมีการสื่อสารกันอย่างต่อเนื่อง เราสื่อสารกับทุกพรรคการเมืองว่า ไม่ว่าใครจะเป็นรัฐบาล เราจะไปถามไปคุย อย่างน้อยมันมีสัญญาณบวกว่าพื้นฐานความเข้าใจของทุกคนตรงกัน ว่าเรื่องการศึกษาต้องปรับนโยบายให้เปิดรับมากขึ้น ลดการสั่งการลงมาจากกระทรวงฯ และทำงานร่วมกันกับหลายๆ ฝ่ายมากขึ้น เรื่องแบบนี้ทุกคนเห็นตรงกัน

 

แต่ถ้าหากโชคร้าย นโยบายถูกระงับไปในที่สุด

     มองในแง่ดีครับ (หัวเราะ) บ้านเมืองเราที่ผ่านมามีเรื่องแย่ๆ น่าท้อแท้ใจมาเยอะแล้ว เรื่องการศึกษามองในแง่ดี มีความหวังบ้าง เราจะเห็นพลังที่มีอยู่เต็มไปหมด แล้วสิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างคือ ช่วงที่มีรัฐประหาร พรรคการเมืองต่างๆ ตกงานกันเยอะ เขาก็มีลูกกัน นี่ไม่ใช่มุกตลกนะ มีอยู่พรรคหนึ่งไม่เอ่ยว่าพรรคไหนแล้วกัน เขามาเล่าให้ฟังว่าคนในพรรคคนหนึ่งมีลูก 6 คน อีกคนมีลูก 4 คน แล้วพอมีลูก เขาก็สนใจเรื่องการศึกษาสิ แล้วเขาเข้าใจนะว่าการศึกษาที่ดีเป็นอย่างไร ผมถือว่าเป็นสัญญาณที่ดี พ่อแม่ทุกคนรักลูกเป็นพื้นฐานอยู่แล้ว เอาพลังของพ่อแม่มา ซึ่งถ้าคุณได้ใจพ่อแม่ทั้งประเทศแล้วเราหาทางที่จะเดินไปด้วยกันได้ มันจะมีพลังมากๆ การศึกษานี่ถ้าคุณมองในแง่ร้ายมันก็ร้าย แต่ว่ามันมีเรื่องดีๆ ให้คุณมองได้เหมือนกัน

 

เดี๋ยวนี้เราเห็นข่าวนักเรียนนักศึกษาเครียดจนฆ่าตัวตายติดๆ กัน จนเกิดความสงสัยว่าการศึกษามีส่วนในการทำร้ายชีวิตพวกเขาหรือเปล่า

     โลกมันยากขึ้น โลกมันเปลี่ยนเร็ว แต่คนไม่ได้ถูกเตรียมพร้อมให้เปลี่ยนได้เร็วตามโลก เพราะว่าวิวัฒนาการกว่าจะมาเป็นมนุษย์ ถ้านับตั้งแต่เก็บของป่าล่าสัตว์ในแอฟริกาก็เพิ่งแสนกว่าปีเอง มันค่อยๆ เปลี่ยนมาอย่างช้าๆ วิวัฒนาการคนทำได้แค่นั้น แต่โลกมันเปลี่ยนเร็วมาก เพราะฉะนั้น คนจะอยู่รอดได้จะพึ่งแค่วิวัฒนาการไม่ได้ ต้องพึ่งการเรียนรู้ และต้องเป็นการเรียนรู้ต่อเนื่องตลอดชีวิต

 

ผมชอบแนะนำเด็กยุคใหม่ว่า พวกเขาควรคบเพื่อนสี่คน เพื่อนคนที่หนึ่งชื่อ ‘ความฝัน’ คนที่สองชื่อ ‘ความจริง’ คนที่สามชื่อ ‘ความสำเร็จ’ และเพื่อนคนที่สี่ชื่อ ‘ความล้มเหลว’ จะต้องมีเพื่อนสี่คนนี้ แล้วคบแต่ละคนให้สมดุลกัน

 

เพราะว่าความล้มเหลว คือเพื่อนที่ดีของของเรา

     ใช่ ความล้มเหลวคือส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้ มันอาจจะไม่ใช่การเรียนรู้ในแบบที่คุณชอบ แต่มันทำให้เราไม่เหลิง เราจะคิดเยอะขึ้นและฉลาดขึ้น

 

คุณเคยมีประสบการณ์ของความล้มเหลวบ้างไหม

     ไม่รู้ว่าเรียกเป็นความล้มเหลวหรือเปล่านะ ตั้งแต่สมัยเรียนจบกลับมาใหม่ๆ ผมไปสมัครเป็นอาจารย์ที่จุฬาฯ เขาไม่รับผม ตอนนี้ไปเล่าให้อธิการบดีคนปัจจุบันฟังก็ยังขำๆ กันอยู่เลย เขาบอกว่าสิ่งที่ผมเรียนมานั้น เขามีอาจารย์อยู่แล้ว ก็เลยไม่รับ ง่ายนิดเดียว

 

สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์

 

แล้วการไม่ได้เป็นผู้กำกับหนังนี่ถือเป็นความล้มเหลวไหม

     (หัวเราะ) โห ความฝันนั้นรู้ตั้งแต่ยังไม่เริ่มแล้ว ถ้าผมเป็นผู้กำกับหนังผมคงไปทำหนังที่สร้างความทุกข์ให้กับคนดู ไหนจะความทุกข์ของสปอนเซอร์อีก (หัวเราะ) มันเป็นไปไม่ได้เลย

 

ชอบดูหนังแนวไหน

     ถ้าเป็นช่วงนี้ผมดูหนังสารคดีเยอะ ดูเกือบทุกวัน พออยากรู้ว่าเดี๋ยวนี้เขาทำการเกษตรกันอย่างไร ก็ไปดูว่าญี่ปุ่นเขาทำกันแบบไหน ในโลกนี้มีสารคดีดีๆ เยอะแยะเต็มไปหมด เปิดดูในยูทูบก็ได้ หรือช่อง NHK ของญี่ปุ่นก็มีสารคดีเยอะ Channel NewsAsia ของสิงคโปร์ก็ทำไว้ดี ถ้าของฝรั่งก็ BBC หรือ PBS ก็มีให้ดูไม่จบไม่สิ้น อีกอย่างที่อาจจะบันเทิงสำหรับผมก็คือ การ์ตูนที่บอกว่าคนญี่ปุ่นนั่งรถไฟชินคันเซนอย่างไร ผมเป็นคนที่สนุกกับการดูอะไรแบบนี้ ซึ่งคนอื่นคงบอกว่าไม่สนุกเลย (หัวเราะ)

 

เป็นความบันเทิงที่เต็มไปด้วยความรู้

     ถ้าคุณเห็นพวกคนที่เข้าแข่งขันในรายการ แฟนพันธุ์แท้ ผมคิดว่าผมคงเป็นคนประเภทนั้น หรืออาจจะเรียกว่าเป็นพวก Geek เพียงแต่ผมจะเป็น Geek ที่สนใจหลายเรื่องหน่อย ผมสนใจทั้งวิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และเหตุการณ์ในโลกปัจจุบัน มันเหมือนอาหารที่ต้องมีรสเผ็ด เปรี้ยว เค็ม และขม เมื่อนำมาปรุงเข้าด้วยกัน มันสนุก และทำให้เห็นความเชื่อมโยงกัน

 

หลายมหาวิทยาลัยตอนนี้มีนโยบายยุบรวมสาขาวิชาในสายมนุษยศาสตร์ เพราะมองว่าไม่มีความจำเป็นต่อโลกปัจจุบัน จำนวนบัณฑิตที่จบมาก็ลดลง แถมยังเป็นอาชีพที่ทำรายได้ไม่ค่อยดี คุณมองเรื่องนี้อย่างไร

     พวกสายมนุษยศาสตร์มีประโยชน์มากนะ ถ้าสอนกันดีๆ มันคือทักษะในศตวรรษที่ 21 เลย ทั้งทักษะการคิดวิเคราะห์ การคิดเชิงวิพากษ์ คนที่มองเห็นความสำคัญจะรู้ว่า เวลาคนเขาไปเที่ยวอังกฤษ ก็เพราะไปดูบ้านเกิดเช็กสเปียร์ เวลาไปเที่ยวอิตาลีนอกจากไปกินอาหารอิตาเลียนแล้วเขาไปเวนิส ไปดูต้นกำเนิดธนาคาร ดูรูปปั้นมีเกลันเจโล ดูรูปภาพของเลโอนาร์โด ดา วินชี ศิลปะมันขายได้และสร้างความมั่งคั่งให้ประเทศตั้งเยอะ

     มีคนมากมายที่ไปฝรั่งเศสเพื่อเข้าพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ ไปญี่ปุ่นเพราะชอบอาหาร ชอบพิพิธภัณฑ์ เที่ยวเกียวโตกับโตเกียวนี่คนละเรื่องเลยนะ แต่ละเมืองต่างก็มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม แต่ถ้าประเทศไทยอยากขายทะเล มันก็มีอยู่ไม่กี่ที่หรอก เที่ยวไม่นานก็เบื่อแล้ว แต่ถ้าขายวัฒนธรรมคนจะเที่ยวได้เยอะ อยุธยากับสุโขทัยก็ไม่เหมือนกัน เมืองเก่าเยาวราช สำเพ็ง หรือปากคลองตลาด แต่ละที่มันมีคาแร็กเตอร์ต่างกัน ซึ่งถ้าทำให้ดีมันจะสร้างรายได้ทางเศรษฐกิจได้อีกมากมาย

 

ผู้มีอำนาจในการกำหนดนโยบายทั้งหลายเขาก็น่าจะมีโอกาสเดินทางไปดูงานตามประเทศต่างๆ แล้วทำไมเขาถึงมองไม่เห็นเหมือนที่คุณเห็น

     เคยไปต่างประเทศมาแล้ว แต่มีความเข้าใจและจับแก่นของแต่ละที่ได้หรือเปล่า คุณไปดูคนทำสตาร์ทอัพนะ มีคนจบปรัชญาหรือจบวรรณคดีตั้งหลายคน คุณลองดูปัญหาที่เฟซบุ๊กซึ่งเป็นบริษัทเทคโนโลยีเจอ เขามี Data Scientist ที่เก่งมากๆ แต่กลับมีปัญหาข้อมูลรั่ว ไม่รักษาความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้ หรือถูกเอามาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง เรื่องพวกนี้นักวิทยาศาสตร์ วิศวกร โปรแกรมเมอร์ก็ช่วยแก้ไม่ได้ คุณต้องการคนแบบอื่น

     การที่บริษัทเฟซบุ๊กจะอยู่หรือไปไม่ได้ขึ้นอยู่กับเฉพาะนักเทคโนโลยี แต่เพราะการออกแบบนโยบายบริษัทที่ต้องทำงานกับสังคม เชื่อมต่อกับผู้บริโภค รักษาความเป็นส่วนตัว ทำถูกกฎหมาย มันต้องเป็นเซนส์จากฝั่งมนุษยศาสตร์หรือเวลามี fake news คุณจะตรวจจับอย่างไรว่าข่าวไหนจริงข่าวไหนปลอม วิศวกรไม่รู้หรอก เพราะมันเป็นคนละทักษะกัน

     แต่ละสาขาวิชาต่างมีประโยชน์ของเขา ขอแค่เป็นคนที่มีคุณภาพสูง ทุกคนมีประโยชน์ทั้งนั้น แต่ถ้าคุณภาพแย่ ไม่ว่าอาชีพอะไรก็แย่ มันสำคัญว่าทำอย่างไรให้การศึกษาไทยสร้างประชากรในแต่ละสาขาวิชาให้มีคุณภาพจริงๆ

 

สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์

TDRI Staff 

(ลำดับจากซ้ายไปขวา)
แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

กฤตธกร สุทธิกิตติบุตร

หัวหน้าช่างภาพกอง a day BULLETIN

เรื่องโดย

ภัทรพร บุญนำอุดม

บรรณาธิการออนไลน์ a day BULLETIN