สุชาดี มณีวงศ์ | ถอดบทเรียนชีวิตของนักสร้างสรรค์สื่อวัยเก๋า ที่ยังสนุกกับการเต้นรำไปตามจังหวะของยุคสมัย

ปลายปีที่ผ่านมาขณะที่พวกเรากำลังเร่งปิดต้นฉบับกันลนลาน ใจที่ควรจะจดจ่ออยู่กับกองงานอันมหาศาลกลับเอาแต่มองหาใครสักคนที่จะมาเติมเชื้อไฟในวันที่เราต้องกลับมาทำงานกันอีกครั้งหลังเปิดปีใหม่ ช่วงที่คนรู้สึกหดหู่กันมากที่สุด เราอยากขอพร เติมพลังกายพลังใจในการทำงานและการใช้ชีวิต และบทเรียนชีวิตของเธอก็เป็นเชื้อไฟชั้นดีให้เรามีเรี่ยวแรงกลับไปปั่นต้นฉบับด้วยพลังอันเต็มเปี่ยม

ในวันที่นัดกัน สุชาดี มณีวงศ์ หรือที่เรารู้จักกันในนาม ‘โอป้า’ เดินเข้ามาอย่างช้าๆ ด้วยใบหน้าที่มีรอยยิ้มที่สดใส และแววตายังเปี่ยมด้วยพลัง ทักทายเราด้วยท่าทีกระฉับกระเฉง ดึงเก้าอี้ออกมานั่งลงด้วยตนเอง ไม่รอช้า เรารีบยื่นมือไปหยิบขวดน้ำเปล่ามาเตรียมเปิดรินใส่แก้ว แต่ถูกเธอปรามไว้ ก่อนจะหันไปกำชับแม่บ้านให้มารินน้ำเสิร์ฟพวกเราแทน คล้อยหลังจากแม่บ้านเดินออกจากห้องไป เธอจึงหันมายิ้มและเปิดโอกาสให้เราเป็นผู้ซักถาม

     ‘คนรุ่นเรานี้มีทั้งคุณสมบัติที่ดีและมีโทษสมบัติ (หัวเราะ) โทษสมบัติคือเราเนี้ยบและเข้มงวด ส่วนคุณสมบัติก็คือ เราเกิดในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 หรือที่เรียกว่ายุคเบบี้บูมเมอร์ เครื่องอำนวยความสะดวกต่างๆ ก็ยังไม่มี เราต้องทำอะไรด้วยตัวเอง ซักผ้าก็ต้องซักเป็นเอง สมัยสาวๆ ยังไม่มีผงซักฟอก แฟ้บก็มาทีหลัง ต้องใช้สบู่กรด สบู่ซันไลต์ ทั้งถูตัว ถูผ้า แม้กระทั่งหุงข้าว เราก็ไม่มีหม้อไฟฟ้า เราก็เลยต้องทำเป็นตั้งแต่เกรียกฟืน จุดเตาถ่าน ซาวข้าว ตั้งข้าว พอเดือดแล้วยังต้องมาดูว่าจะให้มันดงหรือไม่ดง เพราะฉะนั้น ไอ้การทำงานเป็นกระบวนจึงเป็นคุณสมบัติของพวกเบบี้บูมเมอร์นี่แหละ’

     ตลอดชีวิตที่ผ่านมา เธอถูกจดจำในฐานะคนเบื้องหลัง คอยพากย์เสียงทุ้มนุ่มน่าฟังให้กับรายการสารคดีในตำนานอย่าง ‘กระจกหกด้าน’ มีความแน่วแน่บนเส้นทางอาชีพคนทำสื่อ แถมยังเก็บเกี่ยวประสบการณ์มาอย่างโชกโชน ผ่านทั้งยุครุ่งเรืองจนเข้าสู่ยุคที่คนทำสื่อกุมขมับกันบ่อยที่สุด แต่รายการของเธอก็ยังยืนหยัดอยู่มาได้เป็นเวลาเกือบสี่สิบปี และจะยังมีลมหายใจสืบต่อไปอีก ในแง่ชีวิตของคนวัยเก๋ายุคเบบี้บูมเมอร์คนนี้ช่างแสนโชกโชนและเต็มไปด้วยบทเรียนที่ตกตะกอนจนเกิดเป็นปัญญา รู้จักทำงานหาเงินตั้งแต่เด็ก เป็นนักใช้ชีวิต เป็นม่ายลูกสี่ เป็นเจ้าของธุรกิจบริษัทผลิตรายการ เป็นเจ้านายที่มีลูกน้อง และยังไม่มีท่าทีที่เธอจะเกษียณตนเองจากการทำงานง่ายๆ

     ในวัย 73 ปี เธอยังคงมีพลังอันเต็มเปี่ยมในการคิด สร้างสรรค์ และผลิตคอนเทนต์สนุกๆ ในโลกออนไลน์ อย่าง ‘ไชโย โอป้า’ รายการทอล์กโชว์สนุกๆ ที่เธอทำหน้าที่เป็นผู้ดำเนินรายการ คอยนำเสนอสาระน่ารู้ คติในการใช้ชีวิต สอดแทรกอารมณ์ขันประจำตัวจนทำให้เวลานี้เธอกลายเป็นเน็ตไอดอลอีกคนหนึ่งไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

 

สุชาดี มณีวงศ์

 

ขอย้อนกลับไปในสมัยที่คุณยังเด็ก อยากรู้ว่าคุณเติบโตมาในครอบครัวแบบไหน

     ครอบครัวเราค่อนข้างอบอุ่นนะ แม่จะดุ ส่วนพ่อใจดี เลี้ยงดูลูกแบบคนโบราณ แม่ของเราเป็นลูกพระยา ซึ่งในยุคก่อนนั้นจะมีข้าทาสบริวารบ่าวไพร่เยอะแยะไปหมดเลย ซึ่งก็ยังสืบต่อมาจนถึงรุ่นเรา ทำให้ได้รู้รสของความเป็นเจ้าขุนมูลนายอยู่บ้าง มาถึงก็นั่งคุกเข่า ‘คุณเจ้าขา มาแล้วค่ะ จะเอาอะไรคะ’ อะไรแบบนี้เป็นต้น ทีนี้โลกก็วิวัฒนาการไป คนรุ่นเก่าก็ล้มหายตายจากไป คนรุ่นใหม่ก็เริ่มเป็นตัวของตัวเอง หลังจากนั้นมาก็มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พวกที่หลงเหลือก็เป็นประชาธิปไตยจ๋า ไม่มีเจ้าขุนมูลนายเท่าไหร่แล้ว วิวัฒนาการของโลกก็จะเปลี่ยนแปลงไป เพราะฉะนั้น เราก็จะเป็นคนที่เห็นอะไรต่อมิอะไรมาหลายยุคหลายสมัย

 

การเติบโตอยู่ในครอบครัวที่รายล้อมด้วยบริวารมากมายส่งผลให้คุณมีนิสัยอย่างไร

     เราเองอาจจะมีสัญชาตญาณการเอาตัวรอดสูง เพราะเป็นพวก Wednesday child หรือลูกคนกลาง พ่อรักพี่คนโต แม่รักลูกคนเล็ก อะไรแบบนั้น เราก็เลยมีอาณาจักรของตัวเองตั้งแต่เด็กๆ หาเงินเป็น ทำอะไรเป็นหมดทุกอย่าง ก็คิดว่า เอ๊ะ ไม่เห็นยากเลยการหาเงิน พอเสาร์อาทิตย์ว่างเราก็ไปสำเพ็งซื้อลูกโป่งมากล่องหนึ่งสามบาทห้าสิบ แล้วมาเป่าขายเป็นลูกๆ หรืออย่างโรงเรียนเราเป็นโรงเรียนผู้หญิงล้วนก็จริง แต่ก็จะมีพระเอกในดวงใจ นางเอกในดวงใจ คนก็จะชอบซื้อดอกไม้แล้วมอบให้พี่ๆ เหล่านั้น เราก็ไปหาซื้อมาเลย ดอกละสลึงเดียว แต่ขายห้าสิบสตางค์ โห กำไรแล้ว ดูสิ ค้ากำไรเกินควรตั้งแต่เด็กๆ (หัวเราะ) ใครขาดเหลืออะไรบอก เดี๋ยวเราไปจัดการซื้อให้ คนนี้ขาดไหมพรม คนนี้ขาดเข็ม ขาดสี เสาร์อาทิตย์เราก็ไปตระเวนซื้อมาขาย ก็เลยมีเงินใช้ฟุ่มเฟือยตั้งแต่เด็กๆ หรือเอาการ์ตูนมาอ่าน อ่านเสร็จแล้วก็ให้เช่า เล่มละสลึง เดี๋ยวเดียวเราก็ได้เงินซื้อเล่มใหม่อีกแล้ว เป็นแบบนี้

     นิสัยอีกอย่างคือเราเป็นคนช่างถาม ช่างคิด ช่างแซว เพื่อนทุกคนจะรู้ ถ้าให้เราถามอะไร เราต้องซักจนขาวเลย (หัวเราะ) เพราะตอนนั้นเราคิดว่าการซักจะทำให้เราได้สิ่งที่เป็นของจริง ได้ความคิดสร้างสรรค์ ได้ความรู้ใส่สมอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสมัยนี้ที่คนนิยมเชื่อสมาร์ตโฟน แต่เราไม่เคยเชื่อ เราดูแค่ว่ามีอะไรน่าสนใจนิดหน่อยแล้วก็พอ เพราะว่าชีวิตเรามันไม่ใช่แบบนี้ เราเลยไม่อยากเสียเวลา แต่ถามเล่นเป็นไหม เล่นเป็น บางทีใครไลน์มา เราก็ดู อ๋อๆ ดีๆ แล้วก็ให้ลูกน้องไลน์ขอบคุณตอบไปสักหน่อยเท่านั้น คอมพิวเตอร์ก็เรียน แต่ก็ไม่ชอบ อาจจะเป็นคนยุคก่อนจนโลว์เทคฯ ไปหน่อย

 

คุณไม่รู้สึกน้อยใจบ้างเหรอกับการที่ต้องทำอะไรเอง หรือพ่อแม่พยายามให้เราทำอะไรเอง ทั้งๆ ที่เราก็มีบริวารคอยรับใช้

     ตอนนั้นก็คิดนะว่าสงสัยพ่อแม่ไม่รักเราแน่เลย แต่ตอนหลังพอโตขึ้น เรามีลูก หรือมีลูกน้อง เราถึงรู้เลยว่าท่านไม่ได้มานั่งจ้ำจี้จ้ำไช แต่ใช้วิธีการสอน ซึ่งไม่ใช่การสอนไปเรื่อยๆ ปาวๆ แต่เป็นการสอนโดยการทำให้ดู ซึ่งมันก็ได้ผลกับเรานะ สมัยสาวๆ เรานี่เปรี้ยวซะไม่มี (หัวเราะ) สูบบุหรี่ ดื่มเบียร์ ใส่กางเกงแฟชั่น แต่พอเรามีลูก เราก็หักดิบกับบุหรี่เลย พอเขาเห็นเราทำแบบนั้นเขาก็ไม่ทำ เพราะถ้าเขาเห็นเราสูบเขาก็จะสูบ เขาเห็นเราเลิกสูบเขาก็จะไม่สูบ ฉะนั้นการทำให้ดูเป็นตัวอย่างคือการสอนที่ดีที่สุด ลองนึกถึงครูที่สอนเสร็จแล้วไปกินเหล้าต่อดูสิ เด็กจะเชื่อไหมล่ะเวลาสอนว่าเหล้าไม่ดี เราถึงต้องทำให้เขาดู แล้วก็สอนเขาไปด้วยพร้อมๆ กัน ถ้าเขาบกพร่องก็ต้องช่วยเขาแก้ไข แล้วทีนี้ไม่ว่าลูกหรือลูกน้อง เขาก็จะซึมซับวิธีการนี้ไปโดยที่ไม่รู้ตัว

 

อะไรคือความภูมิใจในวัยเด็กของคุณ

     การที่เราเริ่มทำงานตั้งแต่อายุน้อย ตั้งแต่ยี่สิบก็เริ่มขายนู่นขายนี่จนได้ไปเป็นเซลล์อยู่ที่หนังสือพิมพ์ พิมพ์ไทย ตอนนั้นสนุกมาก รุ่นพี่แบ่งเงินให้เยอะ มีค่าคอมมิชชันอีก แต่พอตอนหลังก็เป็นยุคตกต่ำของหนังสือพิมพ์ คนก็กระจัดกระจายกันไปหมด เหมือนต้นไม้ใหญ่แหละ พอมันจะโค่นจะล้มนกกาก็บินหนีไป ไปเปิดหนังสือพิมพ์หัวใหม่ๆ กันบ้าง เขาก็ให้เราลองทำข่าว ก็ได้เริ่มคลุกคลีกับการเขียนตั้งแต่นั้น เราเลยกลายเป็นคนคิดเป็น คำนวณเป็น ทำงานหลายอย่างในเวลาเดียวกันเป็น ทำมาเป็นเวลานานจนตั้งใจจะเกษียณอายุ 60 ก็ไม่ได้เกษียณ เลยมาเป็นสิบปีแล้ว (หัวเราะ)

     ทุกวันนี้ก็พยายามจัดระบบการทำงานของตัวเองใหม่ กินข้าวกินปลาเสร็จแล้วนั่งทำงานยาวไปเลย 5-6 ชั่วโมง ถ้าไม่ต้องไปไหนหรือไม่มีนัดก็เริ่มงานบ่ายโมงแล้วก็ทำยาวไปจนถึงทุ่มสองทุ่ม ทำไปเรื่อยๆ จิบน้ำชากาแฟไปตามเรื่องตามราว ลุกเดินบ้าง เขียนนู่นเขียนนี่บ้าง พอเบื่ออันนี้ก็กองไว้ก่อนแล้วไปทำอีกอัน พอเบื่ออีกอันก็เปลี่ยนไปทำอีกอัน แต่ต้องคำนึงว่าสิ่งที่เราต้องทำก่อนคืองานที่ต้องเร่งด่วน หรือต้องออกอากาศก่อน เพราะฉะนั้น เราก็จะเป็นจอมวางแผนด้วย

     ลูกน้องคนไหนกลุ่มไหนถ้าเขาเชื่อเราเขาก็ไปได้เร็วเพราะเราวางแผนเป็น ไม่ใช่เขียนเป็นเดือนไม่ได้สักเรื่อง แต่เรานั่งเขียนสามชั่วโมงเสร็จ รู้ไหม สมัยก่อนสคริปต์ไรเตอร์ทำหน้าที่เป็นทั้งโปรดิวเซอร์ ทำทั้งพรีและโพสต์โปรดักชัน แล้วก็ต้องออกกองกับเขาอีก ทุกอย่างอยู่ในตัวคนคนเดียว เพราะฉะนั้น เด็กรุ่นเก่าที่ทำแบบนั้นได้ตอนนี้ก็จะมีทักษะ สามารถไปทำงานกับคนเก่งๆ ทั้งนั้น เราก็มีความสุข มีความภาคภูมิใจ ตอนอยู่กับเราเขาอาจจะไม่เห็นสิ่งที่เราพยายามสอนหรอก แต่พอเขาไปแล้วก็เห็นเอาไปใช้จนประสบความความสำเร็จกันทั้งนั้น สมัยก่อนอาจารย์ที่เรานับถือก็ชอบมาถาม ปั้นโฆษก ปั้นผู้สื่อข่าว เยอะแยะแล้วเขาก็ไป ไม่เบื่อบ้างเหรอ เราก็บอกว่าไม่เบื่อหรอก เราได้สร้างคน ถือว่าเรามีบุญนะ มันเหมือนเราได้ให้ธรรมะกับเขาเลย เขาก็จะดำเนินชีวิตได้ถูกต้อง แล้วผลบุญกุศลก็จะสนองตอบเรา มันยิ่งกว่าการไปสร้างโบสถ์ สร้างวิหาร สร้างศาลาการเปรียญ หรืออะไรก็แล้วแต่เสียอีกนะ

 

แล้วกับเด็กๆ รุ่นปัจจุบัน คุณมีปัญหาเรื่องช่องว่างการทำงานกับพวกเขาหรือเปล่า

     ก็มีบางคนที่เป็นเด็กสมัยใหม่ บางทีเขาไม่รับ เราก็ต้องปล่อยวาง ปล่อยเขาไปแล้วดูห่างๆ บางทีถ้ามีโอกาสช่วยได้ก็บอกอ้อมๆ ผ่านเพื่อนฝูงของเขา แล้วก็ต้องให้กำลังใจเด็กด้วย เด็กจบปริญญาตรีมาใหม่ๆ สมัยก่อนแข็งนะ แต่ระยะหลังจบปริญญาตรีมานี่เขาไม่มีอะไรเลย ปริญญาโทก็แทบจะไม่เหลือ เราต้องคอยเพิ่มให้ อย่างเช่น เราจะมีบทบัญญัติของการทำงาน สคริปต์ไรเตอร์ต้องทำอย่างไร หรือตากล้องทำอย่างไร เราจะแนะนำในการทำงานตามประสบการณ์ที่เราได้พบเจอมา เพราะฉะนั้น จะไม่มีคำว่ารีชู้ตหรือถ่ายเพิ่ม สอนให้เขาอ่านสคริปต์ให้แตก ทำความเข้าใจให้ถูกต้อง แล้วให้หัดคิดตาม เพราะตราบใดที่ไม่คิดนั้นสมองแย่แน่ๆ

     ทุกวันนี้เราภูมิใจมากเลยคือสมองยังทำงาน 99.99 เปอร์เซ็นต์ มีหลงๆ ลืมๆ บ้างเหมือนกัน แต่แป๊บเดียวมันก็มา อีกอย่างคือนั่งสมาธิ ซึ่งมันเป็นการเอาขยะในลิ้นชักทิ้ง แล้วเอาของดีๆ มาเรียงใหม่ เมื่อเราจะไปหยิบไปจับอะไรมันก็เจอของที่เราได้เรียงไว้อย่างดี ไม่งั้นสมองเราจะรก การนั่งสมาธิทำให้เรามีสติในทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ฟุ้งซ่าน เพราะทุกวันนี้คนเราประสาทแดกกันหมด

 

สุชาดี มณีวงศ์

 

ย้อนกลับไปตอนที่คุณอยู่ในวัยหนุ่มสาว มุมมองต่อชีวิต ความฝัน หรือเป้าหมาย ณ ตอนนั้นคืออะไร

     ต้องได้ทั้งเงินทั้งกล่อง ยกตัวอย่างเช่นเรื่องอุดมการณ์ในการให้เช่าหนังสือ เราซื้อหนังสือมาอ่าน พออ่านเสร็จแล้วก็เอาให้คนอื่นเช่าได้เงินกลับมาอีก อุดมการณ์มันอยู่ข้างในโดยเราไม่รู้ตัว เพิ่งมารู้ตัวตอนแก่ เฮ้ย เราเป็นคนประเภทนี้เลยนี่นา คือต้องได้ทั้งเงินทั้งกล่อง ลงทุน 100 ต้องได้คืน 200 แต่ตอนหลังก็จะเริ่มให้สังคมมากขึ้น เราเหมือนคนงก แต่งกวิชาความรู้ พอมีเงินเราก็ไม่อีลุ่ยฉุยแฉก เราจะเก็บบางส่วนไว้เป็นทุนรอน ส่วนหนึ่งอาจจะให้สังคม ส่วนหนึ่งอาจจะให้กับรัฐบาล ชาติ ศาสนา กษัตริย์ ให้อย่างนี้มาตลอด ได้เงินมาก็เอาไปทำบุญ แล้วก็ไม่เคยไปประกาศกับใคร เพราะเรารู้ว่าเราทำอะไร

     เราว่าเราเป็นคนคิดประหลาดนะ ไม่ค่อยคิดเหมือนเด็กวัยเดียวกัน อาจเพราะทำงานตั้งแต่เด็ก รู้จักเก็บหอมรอมริบ แต่ในเวลาเดียวกันก็ไม่ทิ้งตัวเอง เราชอบเที่ยว เรารู้จักต่างประเทศตั้งแต่อายุ 20 ปี ลองนับย้อนหลังไป 53 ปีดูสิ บินไปฮ่องกง ไปฝรั่งเศส ไปอังกฤษ ไปเองด้วย ภาษาอังกฤษพูดพอรู้เรื่องก็โอเค สมัยนั้นไปเที่ยวค่อนข้างมีความสุข ขโมยก็ไม่ค่อยมี ล้วงกระเป๋าก็ไม่ค่อยมี เราเคยโดนล้วงกระเป๋าที่ฝรั่งเศสแค่ครั้งเดียว ตอนนั้นไปดูศิลปินเขาวาดรูป เราโดนแก๊งวิ่งมากระชากกระเป๋า แล้วเรายังวิ่งตามไปอีกนะ เพื่อนฝูงบอกทำอะไรที่เสี่ยงตายขนาดนี้ได้ยังไง (หัวเราะ)

 

แล้วยุคสมัยนั้นที่ตลาดอาชีพไม่ได้มีตัวเลือกมากเท่าทุกวันนี้ คนหนุ่มสาวเขามีค่านิยมในการทำมาหากินอย่างไร

     (นิ่งคิด) ไม่รู้จะตอบยังไงนะ เพราะเราทำงานเร็ว แล้วเราเรียนจบแค่ ม.4 เท่านั้น สมัยก่อนมีสอบเทียบ 5-6 เรียนสองปีแล้วสอบ 7-8 แล้วเราก็สอบผ่านหมด แต่ว่าไม่ได้สอบ ม.8 เท่านั้นเอง เพราะเขาบอกว่าอายุนิดเดียว ทำไมจะรีบจบ (หัวเราะ) เพราะฉะนั้น ชีวิตในมหาวิทยาลัยเนี่ยเราไม่มีเลย ก็เลยไม่รู้ว่าคนอื่นเขาคิดกันยังไง แต่เราเองมีความรู้สึกว่าต้องทำงานหาเงิน ทำไมต้องไปพึ่งพ่อแม่ ทำไมต้องไปพึ่งคนนู้นคนนี้ จะงานอะไรก็แล้วแต่ ไม่จำเป็นต้องรับราชการ ไม่จำเป็นต้องเป็นอาเสี่ย เราไม่เคยอายเลย เป็นเซลล์ขายสบู่ตามบ้าน กล่องละ 20 บาท ได้กำไร 5 บาท ไปแบกะดินให้เช่าการ์ตูน สำหรับเราไม่มีช่องว่างช่องโหว่ ไม่อาย ไม่อะไรทั้งสิ้นเลย

     ทีนี้เพื่อนวัยรุ่นก็จะไม่ค่อยมีไง เพราะมัวทำงานหาเงิน อยากกินขนมอร่อยๆ ก็หาเงินซื้อเอง ถามว่าพ่อแม่มีเงินไหม ก็มี แต่เราไม่ชอบไปกวน สมัยนั้นเสื้อผ้าไปโรงเรียน ม.3 ม.4 ก็ซื้อเอง เพราะแม่ก็จะบอกว่าใช้เสื้อผ้าพี่สิ แต่เราก็จะคิด ทำไมต้องใช้ต่อของพี่ (หัวเราะ) รองเท้าก็ซื้อเอง ช่วงนั้นเราก็จะมีความสุขจากการที่บอกตัวเองว่า เฮ้ย ฉันอยากมี แล้วฉันก็สามารถมีให้ตัวเองได้ ฉะนั้นในขณะที่คนอื่นอาจจะเรียนหนังสือ เราก็ถือว่ามีโอกาสได้เรียนชีวิตมากกว่า

 

ในปัจจุบันหนุ่มสาวและคนทำงานหลายๆ คน มักจะเผชิญกับความสับสนในชีวิต ทั้งเรื่องเรียนจบแล้วยังไม่รู้จะทำงานอะไร หรือไม่รู้สึกว่างานที่ทำอยู่มีคุณค่ากับชีวิต อยากรู้ว่าคุณมองปรากฏการณ์นี้อย่างไร

     เรามองว่าพ่อแม่รังแกฉัน เราจะเล่าให้ฟัง พ่อแม่ของเราเลี้ยงลูกแปลก คือเราเป็นผู้หญิง เป็นลูกคนกลาง แต่มีความเป็นอยู่เหมือนเด็กผู้ชาย เราทะเลาะต่อยตีกับเพื่อนผู้ชายตั้งแต่เด็กๆ พอกลับมาบ้านแม่ก็จะถามว่าเป็นอะไร เราก็บอก ต่อยกับเพื่อน แม่ก็ถาม แล้วใครแพ้ ถ้าตอบว่าเขาแพ้ก็จบไป แต่ถ้าเราแพ้ แม่จะบอกให้กลับไปสู้ แม่เราสอนแบบนี้ ตอนนั้นเราก็งง ถ้าแพ้กลับมาแล้วมาร้องไห้แงๆ นี่ถูกหวดเลยนะ เราถูกตีจนอายุสิบกว่าขวบเลย

 

อยากให้คุณช่วยขยายความคำว่าพ่อแม่รังแกฉันให้ฟังสักหน่อย

     คือพ่อแม่ทำอะไรให้ลูกหมดทุกอย่าง ย้อนกลับมามองชีวิตเรา ทำไมตอนเด็กๆ เราถึงต้องเกรียกฟืนเอง หุงข้าวเอง ทั้งๆ ที่แม่เราก็ทำได้ แต่แม่ก็เรียกมาช่วย ทุกวันนี้เราจึงทำกับข้าวเป็นหมดเลย กับข้าวไทยก็จำสูตรได้ด้วย แกงเขียวหวานทำเอง แกงส้มทำเอง ถามว่าเพราะอะไร เพราะพ่อแม่เรียกไปรับใช้ไง แต่สมัยนี้หลายคนไม่ให้ลูกช่วย ไม่สอนวิธีการ เด็กสมัยนี้มีกี่คนที่เสื้อขาดแล้วเย็บเป็น สมัยเราเสื้อขาดแม่จะให้เย็บให้ดูแล้วสอนวิธีทำไปด้วย อีกอย่าง เวลาแม่ตี พ่อไม่เคยช่วยนะ หรือถ้าพ่อดุ แม่ก็ไม่เคยช่วย เขาจะแบ่งภาคกันถูก เพราะถ้าพ่อตีแล้วแม่ช่วย เด็กก็จะสับสนว่า เฮ้ย ฉันผิดหรือเปล่าเนี่ย หรือเวลาพวกเราไปหกล้มกันมา พ่อแม่ทำแผลให้ แล้วท่านก็จะสอนไปด้วย นี่ไง เพราะเธอไปขี่จักรยานแล้วไม่ระวัง

     ทุกวันนี้เราเห็นเด็กสมัยนี้แล้วกลุ้มใจเลย พ่อแม่อุ้มลูก ลูกดิ้นจะลงไปข้างล่าง พอหกล้ม พ่อแม่ก็ไปตีพื้น แล้วพูดทำนองว่าพื้นมาทำร้ายลูก เด็กก็ไม่มีความรู้สึกรับผิดชอบไง เพราะโยนให้เป็นความผิดของคนอื่นหมดเลย บางคนลูกไปชักดิ้นชักงอหน้าตุ๊กตุ่นตุ๊กตา ก็ซื้อให้ สมัยเรา เอ็งร้องไห้ร้องไป เอ็งอยากได้อะไรไม่ให้ แต่ถ้าถึงเวลาแล้วจะให้เอง

 

แสดงว่าคุณเองก็ใช้สิ่งที่พ่อแม่เคยสอนคุณมาส่งต่อให้ลูกๆ คุณด้วยใช่ไหม

     เราเป็นซิงเกิลมัม มีลูก 4 คน เลี้ยงมาตั้งแต่อายุ 28 ตอนเลิกกับสามี ลูกๆ เขาก็ตั้งใจทำงาน เหล้าไม่กิน บุหรี่ไม่สูบ การพนันไม่เล่น ไม่เป็นปัญหาต่อสังคม คือไม่ได้ดีเลิศประเสริฐศรีนะ แต่เขาก็รู้หน้าที่ของเขา ทั้งที่เราเลี้ยงด้วยตัวคนเดียว เวลาสอน หากเรามีแครอตให้เขาไปแล้ว เราก็ต้องมีไม้เรียวด้วย เพื่อให้เกิดการบาลานซ์กัน อย่างช่วงตอนเขาปิดเทอม ลูกสามสี่คน เราไม่รู้จะเลี้ยงยังไง ไม่รู้จะพาไปที่ทำงานด้วยยังไง เราก็เลี้ยงแข่งกันเลย ใครเรียนได้อันดับหนึ่งเดี๋ยวส่งไปซัมเมอร์เมืองนอก สมัยนั้นสามสี่สิบปีที่แล้ว ซัมเมอร์เมืองนอกสองหมื่นห้า ผ่อนเดือนละสองพันห้า เขาก็สลับกันไป ทีนี้เขาก็จะรู้จักวิธีที่จะช่วยเหลือตัวเองได้ เขาก็ไม่เคยมายุ่งกับเราเลย แต่ก็ไม่ดีอยู่อย่างหนึ่งคือชีวิตเขาจะเหมือนฝรั่ง (หัวเราะ) เชื่อไหมไม่ถึงสิบขวบพวกเขาสะพายเป้นั่งเครื่องบินไปเมืองนอกแล้ว ไม่งอแง มีอะไรก็ทำเอง บ้านช่องมีปัญหาเดี๋ยวเขาก็ปีนขึ้นไปทำกันเอง

     สามสิบกว่าปีที่แล้ว เราเคยขับรถไปแอบดูลูกเราที่เรียนลาดกระบังด้วยนะ (หัวเราะ) สมัยก่อนคือไกลมาก พอไปถึงเราก็เห็นว่าเขาก็ทำงานจริง เรียนจริง แล้วเราก็ไว้ใจเขา กลับบ้านดึกก็ไม่เป็นไร อีกอย่างที่เราพยายามสอนเขาคือ ตามใจเขาบ้างในบางโอกาส รู้ไหม ตอนลูกเราอยู่มหาวิทยาลัยปีหนึ่ง เราซื้อหนังสือโป๊ให้เขานะ ทีนี้คุณยายมาบอก นี่ ลูกเธอมีรูปผู้หญิงโป๊อยู่ในบ้านนะ เราก็บอก อ๋อ ซื้อให้เองแหละ (หัวเราะ) คือเราซื้อให้เขาเห็น ดีกว่าเขาแอบ แล้วเชื่อไหม เราเคยบอกเขา ถ้าเธอจะไปตีกะหรี่บอกฉันนะ เดี๋ยวฉันให้เพื่อนพาไป (หัวเราะ) แต่เขาก็ไม่ไป คือยื่นให้ไปเถอะ เขาไม่ทำหรอก แต่ถ้าไปปิดบัง อำพราง ซ่อนเร้น บังคับ ขู่เข็ญ โอ้โฮ เป็นปัญหาแน่

 

สุชาดี มณีวงศ์

 

ทุกวันนี้หลักคิดหรือวิธีคิดในการใช้ชีวิตในโลกปัจจุบันของคุณคืออะไร

     ทำปัจจุบันให้ดีที่สุด ถ้าไปคิดถึงแต่อดีตมันก็คงไม่ค่อยดี หรือจะไปคิดถึงอนาคตมันก็ยังมาไม่ถึง แล้วอะไรที่เราอยากทำก็ทำไปเลย แต่ทำอย่างมีสตินะ เพราะพระท่านสอนไว้ อดีตอย่าคิด อนาคตอย่าคิด ให้คิดแต่ปัจจุบัน เราก็จำคำท่านสอนมา เพราะฉะนั้น เราก็จะทำงานแบบมีสติ ไม่ค่อยบ้าบอ มีบ้างบางทีก็คิดเยอะ แต่ก็ดึงตัวเองกลับมาได้ เราจึงไม่ลงลึกไปในโลกคนบ้าขนาดนั้น ดังนั้น เราก็ไม่เศร้า เราก็ไม่ need อะไร เพราะว่าเราเป็นคนเต็ม ตอนนี้อยู่คนเดียวก็อยู่ได้ ลูกไม่มาก็ไม่เป็นไร สามีเสียก็เป็นเรื่องที่ผ่านมาแล้ว ไม่ว่าจะอะไรก็แล้วแต่ เราจะเอาวิธีคิดของเรามาประยุกต์กับเรื่องธรรมะเสมอ

 

คนร่วมรุ่นกับคุณอยู่ในช่วงปลดเกษียณแล้วอยู่บ้านพักผ่อนอยู่เฉยๆ แต่เพราะอะไรคุณยังกระโดดมาทำสื่อออนไลน์อย่าง ‘ไชโย โอป้า’

     เราคิดมาตั้งแต่สี่ห้าปีที่แล้วว่าจะทำออนไลน์ เนื่องจากว่าเราทำสารคดีทางโทรทัศน์มาเป็นเวลานาน ระยะหลังเรตติ้งเราสู้ไม่ได้ รู้ไหมช่วงแรกที่เขาไม่สนใจเรตติ้งเรารับทรัพย์มาไม่รู้กี่ปีแล้ว เพราะตอนนั้นช่อง 7 ครองอันดับหนึ่งมาตลอด รายการอะไรก็ขายได้ ทีนี้พอเริ่มมีการจัดเรตติ้ง เอาละสิ ละคร ข่าว เรตติ้งเขาเยอะ เขาขายได้เยอะ แต่ของเราขายไม่ได้ ก็เริ่มมีปัญหา สมัยก่อน กระจกหกด้าน ทำทุกวัน แต่พอเจอปัญหาก็ต้องลดลงไป ต้องปรับผังใหม่ จนในที่สุดเหลือแค่สองวัน แต่ก็ยังอยู่ได้นะ แล้วเราก็มีงานจ้างจากหน่วยงานราชการ จากบริษัท มันก็เป็นยุคเป็นสมัยไป

     ทีนี้พอจะขยายมาทำออนไลน์ แต่งานหลักเราก็ยังมี ตอนแรกเราเลยยังไม่รู้ว่าจะปลีกไปทำออนไลน์ตรงไหน พอเข้าปี 60 ก็เริ่มตระหนักแล้วว่าทุกคนลำบาก แต่ก็ยังโอเคนะ แต่พอเข้าปี 61 ลูกค้าถอน 60 เปอร์เซ็นต์ เลยคิดว่าต้องเริ่มทำทันที เราก็คิดแผนการต่างๆ ซึ่งกว่าจะได้ทำก็กลางปีแล้ว แต่พอได้ทำแล้วรู้สึกว่ามันเป็นอะไรที่น่าทำมากนะ ลงทุนนิดเดียว บางทีก็มีคนจ้างเราไปขายของ เริ่มมีโฆษณาเข้ามา มันก็มีกำลังใจ ตอนนี้เราเลยตั้งใจว่าลมคงไม่หวนแล้ว ลมคงพัดไปทางออนไลน์อย่างเดียว ก็เลยต้องแบ่งทุนบางส่วนมาทำตรงนี้ แต่รายการ กระจกหกด้าน ก็ยังอยู่ได้นะ เพราะช่อง 7 ก็ค่อนข้างกรุณากับเรามาตลอด

     รู้อะไรไหม ตั้งแต่เราทำ กระจกหกด้าน ปีที่สองก็ได้รางวัลเลย ทีนี้ก็เป็นที่เนื้อหอมในหมู่ฟรีทีวีมาก คนนู้นคนนี้ก็ชวนไป แต่เราไม่เคยไปเลย พวกเบบี้บูมเมอร์จะเป็นแบบนี้ นักเลงโบราณ รักเดียวใจเดียว ถ้าเขาไม่ไล่เรา ก็อยู่กับเขาไปเรื่อยๆ เราทำฟรีทีวีมาทุกช่องแล้วนะ แต่ตอนทำก็ทำทีละช่อง สุดท้ายก็มาอยู่กับช่อง 7 ยาวเลย ฉะนั้นเวลาไปไหนทุกคนจะรู้จักและทักเราหมดทั้งลูกเด็กเล็กแดง (หัวเราะ)

 

แสดงว่าทุกวันนี้คุณสนุกกับการทำคอนเทนต์ออนไลน์แล้วใช่ไหม

     ถูกต้อง แล้วให้ทำอะไรก็ทำหมดนะ อย่างในคลิปบางทีเขาก็จับเราไปเล่นตลก เราก็เล่นกับเขาได้ หรืออย่างก่อนหน้านี้เราก็ทำคลิปตอน drag queen เราก็บอกเขาเลยว่า ฉันนี่ drag king เลยนะ (หัวเราะ) พอเขาเห็นเราเขาก็บอกเลย โอ้โฮ โอป้านี่เจ๋งจริงๆ แล้วเขาก็ถามว่าไปรู้เรื่องพวกนี้มาจากไหน เราก็บอกไปว่าเราจะทำอะไรเราต้องศึกษา ห้องสมุดของเราก็มี เพราะฉะนั้น เราจะปล่อยผ่านไปได้ไง เราจะใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์ในการดำเนินชีวิต แต่สิ่งหนึ่งซึ่งไม่เคยขาดเลยก็คือ จะทำอะไรก็รักมันไปหมด สำคัญนะ ไม่งั้นทำอะไรก็ฝืน ไม่สนุกหรอก

 

บางคนมักบอกว่าทุกยุคสมัยโลกถูกขับเคลื่อนด้วยคนหนุ่มสาวเท่านั้น แต่แปลกดีที่คุณเองเป็นคนรุ่นเก๋าแต่ก็ยังสนุกกับการใช้ชีวิตไปตามยุคอยู่

     ก็เป็นเรื่องจริงนะที่เขาว่า แต่แล้วยังไงล่ะ เราอาศัยอยู่ด้วยคนไม่ได้เหรอ (หัวเราะ) ใช่ไหม เราก็อาศัยแบบคนแก่ แบบของเรา คือฟังเขาครึ่งหนึ่ง แล้วเอาตัวเราเป็นบรรทัดฐานด้วยครึ่งหนึ่ง อย่างทุกวันนี้เรารู้หมดนะว่าออนไลน์มีอะไรบ้าง เราควรมีช่องทางในการขายอย่างไรให้คนเข้ามาจ้างงาน แต่ถามว่าทำยังไง ก็ไม่เป็นนะ คือเราไม่ได้เรียนมาเพื่อทำงาน แต่เราเรียนมาเพื่อคุมงาน แล้วอันนี้ก็เป็นความรู้สึกที่ว่าพบกันคนละครึ่งทาง เวลาประชุมกับทีมออนไลน์เราก็ถามเขาไปตรงๆ เราไม่ใช่คนอาย อย่างสมัยก่อนเราเคยไปสัมภาษณ์เจ๊เล้งแล้วเขาบอกว่าเขาเป็นบล็อกเกอร์ เราก็หันไปถามเลยว่ามันคืออะไร เขาก็อธิบาย เห็นไหม ทำไมต้องอาย

 

ถ้าอย่างนั้นคุณได้เรียนรู้อะไรจากเด็กรุ่นใหม่ๆ บ้างไหม

     ต้องยอมรับว่าเรื่องเทคโนโลยีนี่เขาเก่ง ถามเขาได้ตลอดเวลา เขามีความคิดสร้างสรรค์ เขามีไอเดีย เราก็บอกเขาตลอดว่าเราก็ได้ประโยชน์จากพวกเขาเยอะเลยนะ เวลาประชุมก็ชมเขาว่าไอเดียเขาดี อย่างที่บอก เราเป็นคนงกไง ไม่ใช่ว่าเราจะให้อย่างเดียว เราต้องเรียนรู้จากเขาด้วย ทุกคนมีประโยชน์หมดเลย แม้กระทั่งแม่บ้านก็มีประโยชน์กับเรา

 

สุชาดี มณีวงศ์

 

ถ้าริ้วรอยบนใบหน้าบ่งบอกถึงประสบการณ์ที่ผ่านมา สำหรับคุณประสบการณ์ใดถือเป็นอุปสรรคใหญ่ที่สุดในชีวิตที่คุณได้ข้ามผ่านมันมาแล้ว

     คงเป็นเรื่องธุรกิจนี่แหละ ธุรกิจเป็นอะไรที่ลำบาก สองหนเลยที่เรารู้สึกว่ามันจะแย่แล้ว แต่สุดท้ายก็ผ่านมาได้ ถึงแม้ว่าจะไม่ได้มีรายได้เป็นกอบเป็นกำเหมือนทีวี แต่อย่างน้อยที่สุดเรามีกำลังใจ ตอนนี้มีคนมาจ้างเราเล่นคลิปหลายชิ้นแล้วนะ (หัวเราะ) เรื่องลูกเองก็เป็นสิ่งที่เรากังวลบ้าง เพราะแต่ละคนเขาก็จะมีความชอบต่างกันไป ตัวเราเองก็ต้องปรับตัวเหมือนกัน แต่เราคิดว่าโชคดีที่เรารอบด้านนะ พวกเบบี้บูมเมอร์ไง ขายก็ได้ เขียนสคริปต์ก็ได้ พูดเองก็ได้ ให้เล่นก็ได้ แต่ก่อนไม่ชอบนะ โลกส่วนตัวสูง ไม่ค่อยชอบให้ใครเห็นเรา แต่ลูกมาอ้อนว่ามีคนอยากเห็นตัวจริงของคนพากย์ กระจกหกด้าน เยอะมาก สุดท้ายเราเอาก็เอา ปรากฏว่าก็ไม่มีใครเกลียดนะ (หัวเราะ)

 

เมื่อเราแก่ตัวลง เราจะมีความคาดหวังต่อโลกน้อยลง ปล่อยวางมากขึ้น ชีวิตเราจะมีความสุขมากขึ้นไปด้วย สำหรับคุณเป็นแบบนั้นด้วยไหม

     ก็ใช่นะ แต่มันก็มีทั้งเรื่องที่เราปล่อยวางได้กับยังไม่ได้ เช่น เรื่องของการทำงาน มันก็ยังมีเรื่องที่ต้องฝืนใจทำอยู่ แต่ทุกวันนี้ก็พยายามไม่กังวล ไม่คิดอะไรมาก ไม่โกรธง่าย สมัยก่อนนี่พูดง่ายๆ คือเราไม่ได้เป็นคนดีเลย เราก็รู้ตัว แต่เราก็พยายามปรับตัวตลอด จากเลิกเหล้า เลิกบุหรี่ เลิกโกรธ ทุ่มเป็นทุ่ม ต่อยเป็นต่อย ตีเป็นตี เขวี้ยงเป็นเขวี้ยง ใจร้อน ลูกน้องผู้ชายนี่ต่อยเลย เพิ่งเลิกเมื่ออายุ 60 กว่านี่เอง จนเคยมีคนมาสมัครงานแล้วถามว่า ได้ข่าวว่าโอป้าชอบต่อยคนเหรอ (หัวเราะ) เราก็อธิบายเหตุผลไปว่าเพราะอะไร เขาก็ อ๋อ เข้าใจแล้ว สมควรแล้วล่ะ คือบางทียังพูดกับตัวเองอยู่เลยว่า การที่ยังเป็นคนธรรมะธรรมโมไม่ได้เต็มๆ สักทีก็เพราะต้องคุมคนนี่แหละ

 

อยากรู้ว่าในเวลานี้โอป้านิยามถึง ‘ชีวิตที่ดี’ ไว้อย่างไรบ้าง

     มีรายได้พอที่จะคิดว่าตัวเองไม่ลำบาก ต้องเก็บเงินได้ ต้องดูแลตัวเองได้ ยกตัวอย่าง เราก็อายุเยอะแล้ว สมัยก่อนเราใส่ส้นสูงสามนิ้วครึ่งเดินฉับๆ พอห้าสิบก็เลิกใส่ แล้วต้องค่อยๆ เดิน เพราะว่าเพื่อนร่วมรุ่นบางคนเนี่ยนะ สะโพกหัก แขนหัก ขาหัก เพราะว่าไม่ดูแลตัวเอง เราก็ออกกำลังกายด้วยการยิงทีเดียวได้นกสองตัวตามสไตล์ ก็คือเดินจงกรม เราก็ได้ทั้งทางธรรม แล้วก็ได้ทางโลกด้วย คือมันเป็นการออกกำลังกายชนิดหนึ่งซึ่งบวกธรรมะเข้ามา เราคิดว่าพระพุทธเจ้าก็คงสอนพระแบบนี้ เราก็เดินจงกรมทุกเช้า วาดแขนวาดขา ย่อตัวลงไป นวดคลึงใบหน้าและรอบดวงตาสักหน่อย น้ำเหลืองจะได้รีดไป ไม่งั้นน้ำเหลืองจะขัง เดี๋ยวเป็นโรคนั่นโรคนี่ อะไรแบบนี้เป็นต้น

     ความสะอาดก็ต้องหมั่นดูแล ฟันก็ถูให้ละเอียด อย่าให้มีผุ สถิติคนตายเพราะติดเชื้อจากฟันผุเยอะมากนะ เพราะฉะนั้นเราไม่มีผุเลย แปรงฟันทีละซี่ เอาเชือกขัด เตรียมตัวอาจจะช้าขึ้นสองชั่วโมง แต่สุดท้ายเราก็พร้อมไปไหนได้ตลอดทั้งวัน ดูแลจิตใจด้วยการนั่งสมาธิ เดินจงกรม แล้วก็เข้าวัด ทำบุญ ทำทาน ไปตามเรื่องตามราว จะได้ทำงานอย่างมีความสุข

 

ความสุขหรือคุณค่าที่ค้นพบในวัยนี้คืออะไร

     คนเราจะรู้สึกมีคุณค่าก็เมื่อได้ทำในสิ่งซึ่งเป็นประโยชน์ทั้งกับตัวเอง ลูกน้อง สังคม และประเทศ ทำไปเถอะ ใครไม่เห็นก็ช่างเขาเถอะ เพราะเราทำแล้วก็ได้ของเราเอง แล้วไม่ต้องเอาหน้า ปิดทองหลังพระไป พระเจ้าอยู่หัว ร.9 ท่านเคยตรัสเรื่องนี้ไว้แล้วนี่ ปิดไปเถอะ แล้วเดี๋ยวสักวันมันจะล้นมาข้างหน้าเอง

Share Post
Like 3 View 4239

Author

ชยพล ทองสวัสดิ์

เด็กเชียงใหม่ที่พูดคำเมืองไม่ได้ เลิฟดนตรี หนังสือ และรูปถ่าย เชื่อว่ามนุษย์ต่างดาวมีจริง เติบโตมาในยุค 90s แต่มักฝันถึงชีวิตในยุค 60s อยู่บ่อยๆ

ธนดิษ ศรียานงค์

ช่างภาพที่ชอบการเดินทาง แต่จำทางไม่ค่อยได้ นิ่งเป็นหลับ ขยับเป็นหลง