ส. ศิวรักษ์ | มองสังคมและความเป็นไปในไทยผ่านสายตาปัญญาชนแห่งสยามที่อยู่มาถึงสี่แผ่นดิน

The Conversation
19 May 2019
เรื่องโดย:

ตนุภัทร โลหะพงศธร

เฉกเช่นตำนานปรัมปรา อัศวินผู้เคยคว้าชัยจากการประลองสงครามในอดีตคือคนสำคัญที่ทุกคนเพรียกหาในยามคับขัน ด้วยความหวังว่าอย่างน้อยที่สุดประสบการณ์ตรงจากผู้กล้าที่เคยออกรบต่อสู้ จะกลายเป็นบทเรียนและสรรพวิชาที่ช่วยนำพาชัยชนะมาให้อีกครั้งหนึ่ง

     สำหรับ สุลักษณ์ ศิวรักษ์ หรือ ‘ส. ศิวรักษ์’ แม้ว่าเขาจะไม่ใช่อัศวินในตำนาน แต่การเป็นทั้งผู้ริเริ่มทำสิ่งใหม่จนสร้างการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ที่ส่งผลต่อทิศทางการเมืองไทย รวมถึงเป็นผู้กล้าและเด็ดเดี่ยวมากพอที่จะวิพากษ์วิจารณ์สังคมอย่างตรงไปตรงมา ทำให้เขาเป็นบุคคลสำคัญที่ได้รับการยกย่องในฐานะ ‘ปัญญาชนแห่งสยาม’ นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้เราเดินทางมาเข้าพบเขาที่บ้านพัก เพื่อสร้างบทสนทนาถึงสถานการณ์บ้านเมืองและผู้คนที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เพราะมุมมองที่เขาถ่ายทอดและสะท้อนออกมาน่าจะมีประโยชน์ต่อชีวิตของใครหลายๆ คน ที่กำลังประสบกับความสับสนท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงและเปลี่ยนผ่าน ไม่ต่างจากเรือที่ล่องลอยอยู่บนผืนน้ำกลางมหาสมุทรอันกว้างใหญ่อย่างไร้ทิศทางและไร้จุดหมาย เรือลำนั้นอาจเป็นความคิดสิ้นหวัง

     ที่ผ่านมา นานเท่าไหร่ที่เราปล่อยชีวิตให้ผ่านเลยไปวันแล้ววันเล่า จนเกิดเป็นปัญหาและความทุกข์ที่สะสมภายในใจ เพราะถูกมอมเมาให้ยึดมั่นและยึดถือบางสิ่งบางอย่างไว้เต็มแรง โดยหลงลืมความจริงที่ว่าไม่มีสิ่งใดในโลกจะคงอยู่ตลอดไป แม้กระทั่งตัวเอง การเข้าใจในความไม่เที่ยง และการมีชีวิตอย่างมีหวังในโลกที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
จึงเป็นหนทางเดียวที่ทำให้ชีวิตทุกคนก้าวไปสู่จุดที่ดีกว่าได้

     บทสัมภาษณ์ของ ส. ศิวรักษ์ จะนำทุกคนให้ออกค้นหาและสำรวจลึกลงไปในตัวเอง ตัวเขา และตัวตนของทุกๆ คน เพื่อค้นพบบางสิ่งที่อาจไม่ใช่คำตอบสุดท้าย แต่อาจเป็นคำถามที่จุดประกายให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภายในใจได้ในไม่ช้า

     ในความมืดมิดที่เรากลัว ความกล้าจะทำให้พบแสงสว่างที่ปลายทาง ในช่วงวิกฤตของชีวิตที่เราเชื่อว่าอับจนหนทาง สติจะทำให้เราพบทางออก และในการเปลี่ยนแปลงที่ท้าทาย การตื่นรู้จะทำให้เราค้นพบวิถีทางเพื่อนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ดีกว่า ความคิดที่ไม่เคยหยุดนิ่ง ความหวังที่ไม่เคยจางหายแม้เคยถูกทำให้ริบหรี่ลงไปบ้าง และการพยายามลงมือทำ

     บางอย่างที่มีความหมายต่อตัวเองและคนอื่น คือหนทางเพื่อการมีชีวิตอยู่ในโลกปัจจุบัน

     ในสายตาคนอื่น ส. ศิวรักษ์ อาจเป็นคนแก่ เป็นปราชญ์ เป็นอาจารย์ เป็นผู้นำความคิด เป็นคนเทิดทูนสถาบัน และเป็นได้ทุกอย่างตามแต่สายตาที่ตัดสิน แต่ทั้งหมดเป็นเพียงลมปากซึ่งเขาไม่เคยหลงทะนงตน เพราะเขารู้ดีว่าตัวเองเป็นใคร กำลังทำอะไร และเพื่อสิ่งใด เพราะสุดท้ายแล้วไม่ว่าภายนอกจะเป็นอย่างไร แต่ภายในใจของทุกคนล้วนมีสิทธิ์คิด มีสิทธิ์ฝัน แต่จะแปรเปลี่ยนออกมาเป็นคำพูดและการกระทำหรือไม่นั้น มีเพียงคุณคนเดียวที่เป็นคนตัดสิน
หลังการสนทนาจบลง ส. ศิวรักษ์ พูดย้ำกับเราว่า “ผมคุยกับคุณแล้วถ้าเห็นว่าเป็นประโยชน์คุณก็เอาไปตีพิมพ์ แต่ถ้าไม่เห็นว่ามีประโยชน์คุณก็ฉีกทิ้งไป”

 

ส. ศิวรักษ์

 

คนจำนวนหนึ่งรู้สึกเหนื่อยหน่ายท้อแท้กับสภาพเหตุการณ์บ้านเมืองที่เป็นอยู่ เพราะไม่รู้ว่าจะต้องใช้ความพยายามมากเท่าไหร่ประเทศชาติถึงจะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น หลายคนจึงคิดหาหนทางไปอยู่ต่างประเทศ คุณคิดเห็นอย่างไรกับการตัดสินใจทำนองนี้

     ไม่ถูกต้องหรอกครับ เราเกิดที่นี่ เราจะเอาตัวรอดคนเดียวมันผิด เราจะสุขสบายคนเดียวมันไม่ถูกต้อง เราต้องรู้ว่าคนส่วนใหญ่เขาเดือดร้อนยังไงบ้าง ถ้าร่วมรับรู้ความเดือดร้อนของเขาเราจะมีพลังในการต่อสู้ เพราะเวลานี้ทหารเป็นใหญ่ เขาไม่อยากให้ใครคิดเป็นตัวของตัวเอง เขาอยากให้ทุกคนคิดเหมือนกันหมด ยอมยกให้เขาเป็นผู้นำ เมื่อถูกสะกดแบบนี้เราจะแหย คนที่สะกดเราไม่ใช่แค่คนยุคนี้เท่านั้น หลายคนที่เรายกย่อง เช่น หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช เขียน สี่แผ่นดิน คนติดกันมาก โดยไม่รู้เลยว่าเขากำลังมอมเมาให้เห็นว่าประชาธิปไตยไม่มีความหมาย บ้านเมืองต้องขึ้นอยู่กับชนชั้นสูงเท่านั้น อีกคนที่มอมเมาอย่างร้ายแรงที่สุดคือ หลวงวิจิตรวาทการ เขารับใช้เผด็จการ จอมพล ป. พิบูลสงคราม และ จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ข้อเขียนของเขาน่าอ่าน คนตื่นเต้นมาก เขาเสนอว่าเราทุกคนต้องถีบตัวเองขึ้นมา แม้จะเอาเปรียบคนอื่นก็ไม่เป็นไร ผมเห็นสองคนนี้เป็นตัวเลวร้ายที่สะกดสังคมไทย แล้วระบบการศึกษาไทยก็ไม่สอนให้คนเป็นตัวของตัวเอง สอนให้แหย ให้ยินยอมไปหมด

     แต่ก็เป็นนิมิตหมายที่ดี มีคนรุ่นใหม่เกิดขึ้น คนรุ่นใหม่เหล่านี้เขากล้าท้าทายสังคมกระแสหลัก คนรุ่นใหม่ที่ลุกขึ้นมาต่อสู้นั้นน่าชมเชย หรือตอนนี้พรรคอนาคตใหม่ก็เป็นความหวังใหม่ คนรุ่นใหม่ลงคะแนนให้เต็มไปหมด ทั้งๆ ที่การเลือกตั้งมีการโกงกินสารพัด ยังได้ถึง 80 ที่นั่ง เวลานี้พรรคก็ถูกรังแก เพราะรัฐบาลเผด็จการมันหาทางรังแก ผมว่าถ้าเราเป็นคนรุ่นใหม่ เราก็ต้องสู้กับเผด็จการเพื่อเอาชนะความชั่วร้าย ตอนนี้มีโอกาสแล้ว แต่การต่อสู้มันต้องต่อสู้ไปเรื่อยๆ ถ้าปลีกตัวไปต่างประเทศ อันนี้เห็นแก่ตัวเกินไป จะไปอยู่ต่างประเทศก็ได้ แต่ขอโทษนะ ไปอาศัยเขาอยู่ก็เหมือนหมาตัวหนึ่งเท่านั้นเอง อย่างเก่งก็หากินไปวันๆ ไม่มีจุดยืนอะไรที่จะแสดงได้ในประเทศที่ไปอาศัยเขาอยู่

 

คุณผ่านช่วงเวลาที่เผด็จการมีอำนาจหลายครั้ง แต่ละครั้งคุณมองเห็นเผด็จการที่เข้ามาปกครองประเทศเป็นอย่างไร

     เผด็จการทั้งหมดที่มีมา ประยุทธ์นี่เบากว่าคนอื่นหมดเลย เพราะประยุทธ์เป็นคนน่าสงสาร ชอบอวดความโง่และเห็นแก่ตัว ถ้าฉลาดคงไม่เป็นเผด็จการ ไม่มีความสามารถในการบริหารประเทศด้วย เพราะคนที่บริหารประเทศเก่งกล้าเขาจะรังแกคนมากอย่าง จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ เอาคนขังคุกเยอะมาก แต่ในขณะเดียวกันก็บริหารบ้านเมืองเป็น ไปเชิญ อาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ มาเป็นผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ช่วยรักษามาตรการเงินบาทให้มั่นคง แต่ประยุทธ์ไม่มีความสามารถอะไรเลย อยู่ไปวันๆ เพียงเพื่อให้ตัวเองมีอำนาจ และที่อันตรายคือประเทศเล็กๆ อย่างเราต้องขึ้นอยู่กับประเทศมหาอำนาจ เมื่อก่อนอเมริกาคุมเรา ตอนนี้จีนคุมเราด้วย คนไทยไม่รู้เลยว่าจีนคุมเราขนาดไหน ชาวบ้านเดือดร้อนมาก ต้นหอม กระเทียม ปลูกไม่ได้เพราะจีนเอามาขายในไทย แต่เราไม่รู้สึก คนข้างบนเขาต้องการคบกับมหาอำนาจเพื่อประโยชน์ของเขาไม่คิดถึงประโยชน์ของราษฎร เพราะฉะนั้น คนรุ่นใหม่จะต้องเห็นประเด็นนี้ ต้องต่อสู้เพื่อคนส่วนใหญ่และความยุติธรรมในสังคม

 

แต่การต่อสู้ภาคประชาชนก็มีข้อจำกัด โดยเฉพาะเงื่อนไขกฎหมายมาตราต่างๆ จากเผด็จการที่มีผลบังคับ ควบคุม และกดขี่ไม่ให้คนลุกขึ้นมาสู้ได้อย่างเต็มที่

     เมื่อก่อนประเทศเลวร้ายยิ่งกว่าเวลานี้ เพราะเผด็จการ จอมพล ป. พิบูลสงคราม และ จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ฆ่าคนเป็นว่าเล่น เราต้องพยายามใช้วิธีการที่ละเมียดละไม การออกวารสาร สังคมศาสตร์ปริทัศน์ ให้ได้ไม่ใช่เรื่องง่าย แรกๆ เป็นเนื้อหาเบาๆ ก่อน ให้เขาเข้าใจว่านักเรียนอังกฤษอย่างผมไม่ใช่พวกหัวรุนแรง แล้วค่อยๆ สร้างให้คนตื่นตัว เพียงหนึ่งถึงสองปีเท่านั้นก็เป็นที่รู้จักในหมู่นิสิตนักศึกษา ผมให้พวกเขาทำฉบับนิสิตนักศึกษา คนรุ่นใหม่อ่านแล้วอยากต่อสู้ ผมต้องไปอาศัยบารมีเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศฯ ขอวัดเป็นที่พึ่ง เพราะเป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ตำรวจไม่กล้าแตะต้อง เราหาทางพบปะคุยกัน สร้างกัลยาณมิตร เกิดเป็นปริทัศน์เสวนาในโบสถ์เก่าๆ ของวัด

     จากนั้นก็ขยายออกไป มีสภากาแฟที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มีสภาหน้าโดม จนเกิด 14 ตุลาฯ เราสามารถทำลายเผด็จการได้ แต่ขณะเดียวกัน นักศึกษาไม่ได้เรียนรู้จากอดีตเพียงพอ นึกว่าตัวเองชนะ แล้วกระเหี้ยนกระหือรือ พรรคคอมมิวนิสต์ก็เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย 6 ตุลาฯ จึงกลับมาทำลายขบวนการนิสิตนักศึกษาเกือบหมดเลย เราต้องเรียนจากอดีต ทั้งบทเรียนที่สำเร็จและล้มเหลว ที่สำคัญคือเราต้องทะยานขึ้นไปอีก อย่าไปยอม เผด็จการมันคนโง่ทั้งนั้น มีอำนาจ มีเงิน แต่เงินกับอำนาจไม่ใช่คำตอบ คำตอบคือสัจจะ หรือควรใช้คำว่าสันติประชาธรรม สู้โดยสันติวิธี

     อย่าง มหาตมา คานธี นุ่งผ้าเตี่ยวผืนเดียวรวมประชาชนทั้งหมดต่อสู้กับจักรวรรดิที่ยิ่งใหญ่ได้ แต่คานธีไม่ได้ต่อสู้เรื่องระบบวรรณะ ในอินเดียคนวรรณะสูงก็ยังเอาเปรียบคนวรรณะต่ำอยู่ คนที่ต่อสู้เรื่องระบบวรรณะสำคัญที่สุดคือ ดร. เอ็มเบดการ์ เขาถูกกดขี่เพราะเป็นจัณฑาล แต่กลับร่างรัฐธรรมนูญให้อินเดียและใช้มา 60 กว่าปีแล้ว เขาเกิดมาเป็นฮินดู แต่จะไม่ตายแบบฮินดู สุดท้ายมานับถือพุทธ เขาบอกว่า สิ่งที่ปฏิวัติฝรั่งเศสเรียกร้อง Liberté, Égalité, และ Fraternité เป็นเพียงวาทกรรม เพราะฝรั่งเศสใช้ความรุนแรงตัดหัวพระเจ้าแผ่นดิน ประชาชนฆ่ากันเอง แต่ Liberty, Equality และ Fraternity คือสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงสถาปนาก่อนคนอื่น คณะสงฆ์คือคนที่ไม่ว่าจะเป็นลูกพระเจ้าแผ่นดินหรือลูกโสเภณี เมื่อเข้ามาบวชแล้วทุกคนเท่ากันหมด นี่คือ Equality และ Fraternity อยู่กันฉันพี่น้อง มีภราดรภาพ ทั้งหมดเพื่อ Liberty เป็นไท เป็นอิสระจากความโลภ โกรธ หลง สู้แล้วต้องให้เกิดปัญญา ลดความเห็นแก่ตัว ปัญญาก็คู่กับความกรุณา กรุณาเพื่อช่วยคนอื่นโดยเฉพาะคนที่เดือดร้อนมากกว่าเรา

 

 

แสดงว่าวารสาร สังคมศาสตร์ปริทัศน์ ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้คนมีความคิดเป็นตัวของตัวเองมากกว่าเชื่อตามระบบที่ถูกสอน จนทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญตามมา

     ชัยอนันต์ สมุทวณิช เคยเขียนว่าทั้งหมดเริ่มขึ้นจากวารสาร สังคมศาสตร์ปริทัศน์ นี่เป็นความจริงทางประวัติศาสตร์ ไม่ใช่ว่าผมพูดอวด ผู้นำกลุ่มการเมืองก็เป็นผลผลิตของวารสาร สังคมศาสตร์ปริทัศน์ และปริทัศน์เสวนาทั้งนั้น หน้าที่ของเรามีอย่างเดียวคือฝึกให้เขาเป็นตัวของตัวเอง คิดเองได้ ส่วนเขาจะสมาทานลัทธิหรืออุดมการณ์ใดเราไม่เกี่ยวข้อง

 

ส. ศิวรักษ์

 

จะเปลี่ยนให้คนหันมาต่อสู้เพื่อส่วนรวมได้อย่างไร ในเมื่อสังคมตอนนี้มีแต่คนที่มองเข้าหาแต่ตัวเองมากกว่า

     สิ่งแรกเลย พระพุทธเจ้าสอนว่าต้องหาเพื่อนหรือกัลยาณมิตร เรียนรู้จากกันและกัน แต่คนส่วนใหญ่ไม่มี คนใหญ่คนโตมีแต่คนประจบสอพลอ กัลยาณมิตรคือคนที่กล้าพูดในสิ่งที่คุณไม่อยากฟัง ฟังแล้วคิดดูว่าจริงหรือไม่ ถ้าไม่จริงจะไปโกรธเขาทำไม แต่ถ้าจริงตัวเราก็ต้องแก้ไข

     สอง ถ้าคุณเป็นชนชั้นกลาง คุณต้องออกไปหาคนข้างล่างที่เขาเดือดร้อน ไม่ใช่แค่ไปช่วยแต่ไปเรียนรู้จากเขา อย่างผมมาจากชนชั้นผู้ดีพอสมควร เป็นนักเรียนนอก แต่ผมเรียนรู้จากคนข้างล่าง ไปร่วมต่อสู้กับเขา ผมเคยไปช่วยชาวบ้านเมืองกาญจน์ต่อต้านรัฐบาลเผด็จการทหารที่ยอมเป็นเครื่องมือของบริษัทยูโนแคลที่อเมริกา และบริษัทโทรเมลที่ฝรั่งเศสให้ต่อท่อก๊าซจากพม่าเข้ามาที่กาญจนบุรี เพราะจะทำให้ป่าดีๆ ถูกทำลายหมด แล้วผมก็ถูกจับ

     การต่อสู้แบบนี้ ถ้าใช้หลักศาสนาพุทธจะช่วยได้มาก คือต้องรู้จักรักและเมตตาตัวเองก่อน ไม่หลงตัวเอง แล้วรักเพื่อน รักมนุษยชาติ ต่อไปคือกรุณา ไม่ใช่เอาผ้าห่มหรือข้าวไปแจกคนจนตอนเขาเดือดร้อน แต่คือการไปดูว่าคนจนเขาเดือดร้อนยังไง ไปร่วมเรียนรู้กับเขา เราจะได้ฝึกกรุณา รักคนที่เขาเดือดร้อนมากกว่าเรา ตอนนี้ต้องรู้จักใช้มุทิตา ถ้าคุณเป็นชนชั้นกลาง ไม่มีใครรังแกคุณหรอก แต่พอคุณไปอยู่กับชั้นล่างเขาจะถีบกระทืบคุณ ก็อย่าไปเกลียดเขา ตอนนั้น สนั่น ขจรประศาสน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย สั่งจับผม เขามาขอโทษทีหลัง เพราะถ้าไม่จับ นิสิตนักศึกษาคงจะมาร่วมกันเยอะจนเป็นขบวนการ ผมไม่เคยเกลียดเขา ตอนหลังเขาก็มาเป็นเพื่อนกับผม สุดท้ายคืออุเบกขา คือตั้งใจให้มั่น วางใจให้เป็นกลาง พระพุทธเจ้าบอกว่า คนที่จะเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ได้ต้องมีพรหมวิหาร 4 เพราะฉะนั้น ต้องฝึกเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา เป็นพื้นฐาน เพราะใช้ได้ทั้งทางการเมืองและสังคม

 

ก่อนที่คุณจะไปเรียนต่อที่อังกฤษจนกลับมาประเทศไทย คุณมองเห็นประเทศ สังคม และตัวเองที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง

     บางอย่างก็ย่ำอยู่กับที่ บางอย่างก็เดินไปในทางที่ผิดพลาด ที่สำคัญ เราลืมไปว่าก่อนรัชกาลที่ 3 สวรรคต ท่านมีพระราชดำรัสว่า ศึกสงครามข้างญวนหรือพม่าไม่มีแล้ว ต่อจากนี้ไปให้จำไว้ว่าฝรั่งจะมามีอิทธิพล ควรจะเรียนรู้จากฝรั่งไว้ แต่อย่าไปนับถือเลื่อมใส ตอนนี้เราเรียนจากฝรั่งและนับถือเลื่อมใสด้วย ส่งนักเรียนไปเมืองนอกตั้งแต่รัชกาลที่ 5 จนถึงรัชกาลที่ 10 ผมอยากรู้ว่ามีนักเรียนนอกกี่คนตีประเด็นอารยธรรมตะวันตกแตก ส่วนมากอาจารย์มหาวิทยาลัยก็จำขี้ปากฝรั่งมาสอนกันหมด มีใครบ้างที่ค้นคว้าด้วยตัวเอง คนสำคัญที่ทำได้คือ ปรีดี พนมยงค์ ท่านรู้ว่าประชาธิปไตยที่นำมาเป็นแบบฝรั่ง ท่านคุยกับอาจารย์พุทธทาสสี่วันว่าทำอย่างไรจะนำหัวใจของศาสนาพุทธมาใช้ในประชาธิปไตย คนอย่างปรีดีเป็นคนตีฝรั่งแตก พยายามให้คนไทยสมบูรณ์แบบไทยแบบพุทธ แต่ก็ต้องลี้ภัยไปอยู่ต่างประเทศ แล้วท่านก็ตายที่ฝรั่งเศส ตอนนั้นพลเอกเปรมเป็นนายกฯ พูดคำเดียวว่าเสียใจ ขนาดประธานาธิบดีฝรั่งเศสยังส่งพวงหรีดไปให้ ราชินีอังกฤษส่งโทรเลขแสดงความเสียใจ เราลืมคนอย่างปรีดี ป๋วย อึ๊งภากรณ์ เราก็ลืม

     เราต้องไม่ลืมคนเหล่านี้ ไม่ใช่ผมเชียร์เฉพาะปรีดี และป๋วย หม่อมเจ้าสิทธิพร กฤดากร ผมก็ยกย่อง เพราะท่านพูดว่าประเทศไทยจะไม่มีอนาคต ถ้าชาวนายังถูกเอาเปรียบ ทุกวันนี้ชาวนาก็ยังถูกเอาเปรียบอยู่ ลูกหลานชาวนาเลิกทำนากันหมด ท่านบอกว่าชาวนาต้องมีสิทธิ์มีเสียงไม่แพ้ขุนนางราชการ ถ้าแก้ปัญหานี้ไม่ได้ก็พัง ท่านทำ ท่านสู้มาตลอด จนต้องติดคุก 11 ปี ท่านเป็นคนเปลี่ยนจุดยืนของผม ตอนผมทำวารสาร สังคมศาสตร์ปริทัศน์ ท่านอายุ 80 ปี เสด็จมาหาผมที่ออฟฟิศแล้วถามว่าทำอะไร ผมตอบว่าทำวารสารปลุกให้คนตื่นตัวทางสติปัญญา ท่านบอกก็ดี แล้วถามต่อว่ารู้จักชาวนาไหม รัฐบาลกดราคาข้าวให้ชนชั้นกลางซื้อข้าวกินถูกๆ ส่วนข้าวส่งออกเมืองนอกรัฐบาลก็เอากำไรไปหมด ชาวนาถูกเอาเปรียบ ท่านบอกว่าถ้าผมไม่รู้จักชาวนา สิ่งที่ผมก็ทำเป็นแค่ Intellectual Masturbation ผมเชื่อท่าน หลังจากนั้นผมเปลี่ยนจุดยืนเลย ถึงออกไปหาชาวนา อยู่กับสมัชชาคนจน ต่อสู้กับคนกาญจนบุรี ท่านมีอิทธิพลกับผม
เราต้องดูตัวอย่างจากผู้ใหญ่ ผมเคยเข้าใจอาจารย์ปรีดีผิดและโจมตีท่าน เพราะเชื่อคำยุยงว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับกรณีสวรรคต รัชกาลที่ 8 ตอนหลังรู้ว่าตัวเองผิด ผมก็ขอโทษท่าน ตอนท่านตาย รัฐบาลไม่ยอมยืนไว้อาลัย แต่ตอนท่านอายุครบ 100 ปี ผมสามารถทำให้รัฐบาลยืน 1 นาทีเพื่อไว้อาลัย ผมเสนอชื่อท่านให้ได้รางวัลยูเนสโก เป็นบุคคลสำคัญของโลก เห็นไหมว่าถ้ามีความตั้งมั่นทางใจเอาจริงเอาจัง คุณทำได้หมด

 

การยอมรับผิดและพยายามแก้ไขข้อผิดพลาดในอดีตสำคัญอย่างไร

     สำคัญกับมนุษย์เรามาก การรู้ผิดแล้วขอโทษเป็นหัวใจของมนุษย์ คนที่มีความผิดความชั่วแล้วปกปิดไว้มันเลวร้าย พระพุทธเจ้าบอกว่า คนเราจะเป็นเทวดามีเทวธรรมได้ต้องมีหิริหรือความละอายใจ และโอตัปปะหรือความเกรงกลัวต่อบาป เมื่อรู้ว่าทำผิดไปต้องขอขมาลาโทษแก้ไข ไม่อย่างนั้นมนุษย์เราจะไม่แตกต่างจากเดรัจฉาน เพราะสัตว์มันทำร้ายกันได้ ปากกัดเขาขวิด ส่วนมนุษย์สร้างปืนมายิงกัน พูดให้คนฆ่ากันได้ อย่างเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ สมัคร สุนทรเวช อุทิศ นาคสวัสดิ์ อุทาร สนิทวงศ์ ณ อยุธยา สามคนนี้ด่าออกโทรทัศน์เลยว่า ป๋วยเป็นหัวหน้าคอมมิวนิสต์ ในธรรมศาสตร์เป็นพวกญวนที่มาอยู่ ฆ่าได้ไม่บาป อันตรายมาก

 

เป็นไปได้ไหมที่ประเทศไทยจะกลับไปมีเหตุการณ์แบบในอดีตอีก

     ในอนาคตผมไม่รู้ ตอนนี้ประยุทธ์ยังไม่ยอมลงจากอำนาจ และหาทางรังแกคนอื่นหมด ผมว่าต่อสู้กับพวกนี้ต้องใจเย็นๆ ใช้ธรรมะสู้กับอธรรม ใช้สันติประชาธรรม ใช้ปัญญา อย่าใจร้อน

 

ส. ศิวรักษ์

 

คุณรู้สึกอย่างไรกับการได้รับการยกย่องให้เป็นปัญญาชนสยาม

     อย่าไปยึดถือสิ่งเหล่านี้ ที่ประเทศยกย่องให้ผมเป็นปัญญาชน ไม่มีใครจ่ายเงินเดือนให้นะ เป็นฟรีๆ คนที่ชอบเขาก็ชอบ คนที่ไม่ชอบเขาก็ด่า ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะประชาธิปไตยต้องมีคนออกความเห็น คำชมหรือคำด่าผมรู้เท่าทัน คนที่ไม่ได้ฝึกมาจึงใช้ความรุนแรง เราต้องให้อภัยเขา ถ้าเขาพูดจริงเราก็ต้องแก้ไข

 

แล้วคุณนิยามตัวเองว่าอะไร

     ในแง่หนึ่งเขาว่าผมเป็นปัญญาชนสยาม แต่ผมเองต้องการความยุติธรรม ไม่ใช่เฉพาะในสยาม ผมทำในพม่าและลาวด้วย ผมมีขบวนการพุทธศาสนสัมพันธ์เพื่อสังคม ต้องการปลุกคนนับถือพุทธให้ตื่นขึ้นว่านับถือพุทธไม่ใช่หนีไปอยู่โลกหน้า แต่ต้องเข้าใจปัญหาปัจจุบัน พระพุทธเจ้าท่านสอนเรื่องความทุกข์ คนก็เข้าใจว่าเป็นความทุกข์ส่วนบุคคล แต่ไม่ใช่ เพราะเป็นความทุกข์ทางสังคมด้วย ช่องว่างระหว่างคนรวยคนจนก็เป็นความทุกข์ทางสังคม สิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติด้วย โลกร้อนเพราะเราไม่เข้าใจธรรมชาติ ประโยชน์ของคำสอนของพระพุทธเจ้านำมายับยั้งทุกข์ให้ได้ ขจัดความทุกข์ให้หมดไปทั้งในระดับปัจเจกบุคคล สังคม และสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ

      เราถือพุทธอย่างเดียวไม่พอ เราต้องร่วมกับคนอื่น ร่วมกับคนที่เขาถือคริสต์ ถือมุสลิม ผมทำงานร่วมกับคนทั่วโลกต้องรวมตัวกันต่อสู้เพื่อความถูกต้องดีงาม เพราะนายทุนใหญ่ๆ มันรวมตัวกันยิ่งกว่าเราอีก ประเทศใหญ่ๆ รังแกเรามาก

 

แต่การรู้เยอะมากเกินไปบางครั้งก็ทำให้เป็นทุกข์ได้

     อันนี้สำคัญมาก อย่ารู้ที่สมองอย่างเดียว ต้องประสานกับหัวใจด้วย สมองสอนให้คนเก่ง แต่สมองไม่ได้สอนให้เป็นคนดี ฝรั่งถือว่าความคิดสำคัญที่สุดตามปรัชญาตะวันตกคือ Cogito, ergo sum หรือ I think, therefore I am จาก เรอเน เดการ์ต แต่ยิ่งฉลาดยิ่งเห็นแก่ตัว ฝรั่งเอาเปรียบคนต่างเพศ ต่างผิว ต่างเผ่าพันธุ์ ต่างชนชั้น แผ่จักรวรรดิไปทั่ว เอาเปรียบกระทั่งธรรมชาติทั้งหมด

     แต่พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนว่าความคิดสำคัญที่สุด ความคิดมีทั้งคุณและโทษ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือลมหายใจ ถ้าไม่เชื่อลองหยุดหายใจสัก 5 นาทีสิ เราหายใจเอาความเครียด ความเกลียด ความงก ความเงี่ยนเข้าไป ต้องฝึกเปลี่ยนเป็นหายใจลึกๆ เวลาหายใจยาว คุณจะมีสติมากกว่าหายใจสั้น คุณโกรธเพราะคุณหายใจสั้น ฝึกเท่านี้ก็เปลี่ยนความเกลียดให้เป็นความรักได้ เปลี่ยนความโลภให้เป็นความกรุณาได้ เปลี่ยนความหลงให้เป็นปัญญาได้

 

การเป็นรอยัลลิสต์ของคุณลึกซึ้งหรือต่างจากการเป็นคนคลั่งสถาบันอย่างไร

     ผมไม่อยากพูดว่าตัวเองดีหรือเก่งกว่าเขา แต่สำหรับผม สิ่งที่อยู่คู่บ้านเมืองมา รักษาเอาไว้ดีกว่าทำลาย ต้นไม้ในบ้านผมยังไม่ตัดเลย ผมปลูกเรือนไทยคร่อมต้นไม้ แม้จะมีทั้งเพลี้ย ทั้งกาฝาก ก็ต้องคอยตัดออก เพื่อรักษาต้นไม้ไว้ สถาบันกษัตริย์ก็เช่นกัน กว่าจะปลูกมาได้ใช้เวลา ต้นไม้ที่บ้านอายุ 60 กว่าปียังรักษาไว้ได้ ทำไมจะรักษาสถาบันเก่าแก่ไว้ไม่ได้

 

ในบริบทโลกที่ทุกอย่างกำลังเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย บทบาทของสถาบันก็อาจปรับเปลี่ยนไปด้วยเหมือนกัน

     การรักษาสถาบันต้องฉลาด เพราะมีประโยชน์ อย่าง จอร์จ ออร์เวลล์ เป็นนักเขียนหัวก้าวหน้า มีแนวคิดสังคมนิยม ยังบอกว่าอังกฤษมีสถาบันดีตรงที่พระเจ้าแผ่นดินมีเกียรติยศชื่อเสียงแต่ไม่มีอำนาจเพราะแยกกัน เขารักษาสถาบันไว้เพื่อเป็นศูนย์รวมหัวใจของคนในชาติ ตอนผมไปรับรางวัลสัมมาอาชีวะ หรือ Alternative Nobel ผมถามรัฐสภาสวีเดน เขาบอกว่าเลือดพระเจ้าแผ่นดินแพง ถ้าท่านมีความสามารถก็เปิดโอกาสให้แสดงเต็มที่ในทางสิ่งแวดล้อม ธรรมชาติ ศาสนา วัฒนธรรม ไม่ควรเกี่ยวข้องกับการเมืองและผลประโยชน์ธุรกิจ หรือล่าสุดสมเด็จพระจักรพรรดิญี่ปุ่นสละราชบัลลังก์ให้ลูกโดยตรง เมื่อก่อนมีอำนาจยิ่งกว่าเราอีก แต่หลังจากแพ้สงคราม อเมริกาก็ให้รักษาเอาไว้เป็นผู้นำทางสติปัญญาและศีลธรรมเท่านั้น

     ทุกอย่างอาจจะล่มสลายก็ได้ แต่ระหว่างที่อยู่ผมอยากจะอนุรักษ์เอาไว้ เหมือนที่ผมพูดถึงต้นไม้ที่บ้าน วันที่มันยังอยู่ผมก็ดูแล รักษาไว้ดีกว่าทำลาย ถ้าพูดตามหลักศาสนาพุทธ คือทุกอย่างต้องเปลี่ยนแปลง ไปฝืนไม่ได้หรอก แม้ว่าพวกขวาตกขอบในไทยต้องการจะขืนไว้ แต่เราต้องรู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลง

 

ส. ศิวรักษ์

 

คุณต้องการจะสื่อว่าสถาบันควรแยกขาดจากการเมืองและอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ

     ควรเป็นอย่างนั้น สถาบันกษัตริย์จะให้ดำรงคงอยู่ได้ต้องไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง ยิ่งห่างจากเศรษฐกิจการเมืองเท่าไหร่ก็จะเป็นคุณกับสถาบันมากเท่านั้น ที่อังกฤษบอกชัดเจนเลยว่าพระเจ้าแผ่นดินมีหน้าที่ 3 ข้อ คือ the right to warn, the right to criticize และ the right to encourage ดังนั้น คนสำคัญของสถาบันคือราชเลขา ต้องรู้เท่าทันนักการเมือง แล้วกราบบังคมทูลให้ถูกต้องดีงาม ถ้าเกิดความผิดก็ลงที่ราชเลขาคนเดียว พระองค์ท่านรอดโดยตลอด

 

ทำไมรอยัลลิสต์อย่างคุณกลับถูกดำเนินคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

     เพราะคนไม่กล้าพูดในสิ่งที่ผมพูด สิ่งที่ผมพูดเป็นสัจจะความจริง เขาก็ต้องเล่นงานผมเป็นเรื่องธรรมดา อย่างตอนผมวิพากษ์วิจารณ์ สุจินดา คราประยูร ว่าฉีกรัฐธรรมนูญที่ลงพระปรมาภิไธย แบบนี้ไม่หมิ่นพระบรมเดชานุภาพเหรอ เขาก็แว้งหาว่าผมต่างหากที่เป็นคนหมิ่น ตอนนั้นเขามีอำนาจ จะทำอะไรก็ได้ สู้กัน 4 ปี ตอนที่มันไล่ยิงผม ผมหนีไปอยู่สวีเดน เคราะห์ดีที่ผมมีเพื่อนทั่วโลก ไม่อย่างนั้นฉิบหายแน่ ผมเอาสัจจะสู้จนชนะคดี

 

ปัจจุบันสถาบันมักจะถูกใช้เป็นเครื่องมือต่อสู้ทางการเมือง ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ควรอย่างยิ่งใช่ไหม

     นี่แหละอันตรายมาก ในหลวง รัชกาลที่ 9 ท่านรับสั่งว่าถือเป็นการรังแกพระองค์ และเป็นการทำให้สถาบันกษัตริย์อ่อนแอ แต่รัฐบาลและคนมีอำนาจนำมาใช้เป็นเครื่องมือตลอดเวลา ดังนั้น ต้องเลิกมาตรา 112 หรือต้องแก้ไขให้ดี รัฐบาลก็ควรแก้กฎหมายแต่กลับไม่ทำ แล้วทุกคนก็อ้างว่าจงรักภักดี คนไทยปากว่าตาขยิบ น่าสงสารหลายคนที่เชื่อคำโกหกเหล่านี้ สื่อเองก็ไม่ได้สนใจจริงจัง เพราะทุนกับเผด็จการทหารมันหากินด้วยกัน กลัวกันไปหมด คนที่เป็นตัวของตัวเองจึงมักจะถูกรังแกทั้งโดยนายทุนและเผด็จการ แต่ยังไงก็ต้องสู้ต่อไป

 

ทุกคนมีสิ่งที่หวาดกลัว แล้วตัวคุณเองกลัวอะไรมากที่สุด

     ทุกคนมีความกลัวเป็นพื้นฐาน เรานับถือพระพุทธเจ้าก็เพื่อกำจัดความกลัว เรากลัวตาย กลัวไม่มีชื่อเสียง กลัวอะไรก็แล้วแต่ ศาสนาพุทธสอนว่า ถ้าขจัดความกลัวได้คืออภัย เพราะอภัยหมายความว่าคุณไม่กลัว คุณมองทุกคนเป็นเพื่อน ดาไลลามะ ท่านหนีมาจากทิเบต 60 ปี ตอนจีนปกครองทิเบต วัดถูกทำลายไปมาก แต่ท่านบอกให้รักจีนตลอด เพราะท่านอภัย มนุษย์ต้องอภัย พระพุทธเจ้าบอกว่าคนที่เข้าถึงอภัยทาน แม้ความตายก็ไม่กลัว ผมเองก็ไม่กลัวความตาย เพราะผมอายุ 86 ปีแล้ว จะตายเมื่อไหร่ก็ได้

 

ณ วันนี้ อะไรคือความปรารถนาสูงสุดของคุณ

     ผมเป็นคนสี่แผ่นดินแล้วนะ ผมเกิดมาสองปี ก็สิ้นรัชกาลที่ 7 อยู่มาไม่นานก็สิ้นรัชกาลที่ 8 รัชกาลที่ 9 นานหน่อย ตั้ง 70 ปี ผมคงอยู่ไม่เกิน รัชกาลที่ 10 ตอนนี้ผมอายุ 86 ปีย่าง 87 ปี ก็คงอยู่ได้ไม่นาน แต่ผมหวังว่าในช่วงชีวิตผม เมืองไทยและโลกจะดีขึ้น ที่พูดไม่ได้พูดฝันลมๆ แล้งๆ แต่อะไรที่มันเลวร้ายแล้วมันต้องดีขึ้น สหรัฐอเมริกามีทรัมป์เป็นประธานาธิบดีที่เลวร้ายที่สุดแล้ว มันต้องดีขึ้น เลวร้ายไปกว่านี้ไม่ได้แล้ว ผมเชื่ออย่างนั้น

 

สุดท้ายอะไรคือบทเรียนสำคัญที่คนแต่ละรุ่นซึ่งเติบโตมาในเงื่อนไขและสภาพสังคมที่ต่างกันต้องเรียนรู้กันและกัน

     ผมแก่แล้ว คนรุ่นเก่าต้องปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตัวเองเสมอ ต้องเรียนรู้จากคนรุ่นใหม่ ผมคบกับเนติวิทย์มาตั้งแต่เขาอยู่มัธยม แต่คนที่เขานับถือมากที่สุดไม่ใช่ผม แต่เป็น สมศักดิ์ เจียม (สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล) ใจ อึ๊งภากรณ์ จรัล ดิษฐาอภิชัย ผมก็ไม่เคยเสียอกเสียใจ ผมไม่ต้องการเป็นเบอร์หนึ่งของใคร ใครให้ผมเป็นเบอร์ที่เท่าไหร่ผมก็รับหมด ผมเชื่อว่าแทบทุกจังหวัดหลายต่อหลายแห่งมีคนแบบเนติวิทย์ เราแค่ต้องออกไปแสวงหาเขา ผมได้เปรียบที่ผมไปพบคนเหล่านี้หรือเขาเข้ามาหาผม ผมไม่ถือตัวเองเป็นศาสดา เราคบเป็นกัลยาณมิตรกันและกัน มนุษย์เราเรียนรู้จากกันและกันได้ตลอดเวลา

     ไม่ว่าจะเป็นคนรุ่นไหน หนึ่ง ต้องมีกัลยาณมิตรก่อน สอง ต้องรู้ว่าเราเป็นชนชั้นไหน ถ้าเป็นชนชั้นบน เราต้องไปเรียนจากชนชั้นล่างให้มาก สองจุดนี้ช่วยเปลี่ยนความคิดได้เยอะ และเมื่อเราเริ่มทำงานด้วยความคิดเห็นแก่ตัวน้อยเท่าไหร่ ความคิดสติปัญญาเราจะกว้างขึ้น คนเห็นแก่ตัวมากจะงก ต้องการชื่อเสียง พวกนี้เป็นคนเลวร้าย คนที่อยู่รอบๆ นายกฯ เลวร้ายทั้งนั้น ไม่มีใครมีจุดยืน ไม่มีเกียรติ ทำอะไรก็ได้ที่เอาใจเผด็จการ ไม่มีอธิการบดีมหาวิทยาลัยไหนออกมาต่อต้านเผด็จการ เพราะถูกสอนให้แหยกันหมด

 


ภาพ: อินทร์กฤษ บุรีศรีสุพล

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

ตนุภัทร โลหะพงศธร

อดีตนักเรียนจิตวิทยา ปัจจุบันเป็นนักเขียนผู้หลงใหลการสังเกตตั้งแต่พฤติกรรมบุคคลไปจนถึงปรากฏการณ์สังคม พร้อมค้นหาคำอธิบายในประเด็นที่เกี่ยวข้องด้วยมุมมองและความรู้จิตวิทยา