ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์ | ความฟีลกู๊ดที่อยู่ภายในตัวตน ความสัมพันธ์ และการทำงานในอาชีพนักแสดง

The Conversation
22 May 2018
เรื่องโดย:

adB Team

ย้อนกลับไปเมื่อตอนที่เรารู้จัก ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์ บนจอเงินเป็นครั้งแรกนั้นเป็นปี พ.ศ. 2548 จากบทบาทใน เพื่อนสนิท เขาเป็น ‘ไข่ย้อย’ ผู้แอบหลงรักเพื่อนสนิท ที่กวาดเอาหัวใจของใครต่อใครหลายคนไป เวลาผ่านไปเร็วราวชั่วลัดนิ้วมือ

a day BULLETIN เจอเขามาหลายหนแล้ว แต่สิ่งสำคัญที่เรารู้สึกเสมอๆ ทุกครั้งที่ได้พบเจอพูดคุยกับเขาคือการเติบโต ความรัก ความสัมพันธ์ เขาเป็นคนอารมณ์ดี และชอบบอกเล่าถึงเรื่องราวการทำงานในอาชีพนักแสดงที่เขาหลงรัก และนี่เป็นบทสนทนาที่จะทำให้เราทะลุทะลวงความยียวนกวนประสาทของเขา เพื่อเข้าถึงความฟีลกู๊ดที่อยู่ภายใน

ซันนี่

ตอนนี้คุณกำลังจะเข้าสู่ครึ่งหลังของวัยเลขสามแล้ว การเป็นชายหนุ่มอายุ 37 มันมีความหมายอะไรสำหรับคุณ

     ไม่มั้ง รู้สึกเหมือนเดิมแหละ ติ๊งต๊องเหมือนเดิม (หัวเราะ) ก็เลยไม่รู้ว่ามันยังไง ผมรู้สึกว่าตัวเลขอายุมันไปก่อนจิตใจของผมเยอะ

 

ที่พูดอย่างนี้เป็นเพราะคุณอยากจะรักษาความเป็นตัวของตัวเองในตอนนี้เอาไว้ใช่หรือเปล่า

     มันเป็นไปของมันเองนะ ทุกวันนี้ดูเหมือนเป็นผู้ใหญ่แล้วใช่ไหม แต่ความรู้สึกข้างในเราตอนนี้คือยังสนุกกับการที่จะมีมุมเล่นๆ เหมือนตอนที่เป็นเด็กอยู่ และเราก็เล่นสนุกไปเหมือนตอนเด็กอยู่เลย ไม่มีมุมจริงจังประเภทว่า เฮ้ย โตแล้ว ตอนนี้กูมาซีเรียสดีกว่า แล้วเดี๋ยวกูจะได้ธุรกิจใหม่ เฮ้ย หุ้นเป็นไงแล้ววะวันนี้ อะไรทำนองนั้น ยังไม่มีเลย

 

เหมือนกับคุณโฟกัสอยู่ที่งานการแสดงมากกว่า ตอนนี้ในวงการมีอะไรที่เปลี่ยนแปลงไปไหม

     ใช่ ชีวิตผมมีเรื่องการแสดงอย่างเดียวนี่แหละที่เปลี่ยนแปลง คือแต่ก่อนก็มัวแต่เล่นอยู่อย่างเดียวใช่ไหม ผมเริ่มมีบางโปรเจ็กต์เล็กๆ ที่รับหน้าที่กำกับด้วย แต่งานด้านนี้ยังไม่ต่อเนื่องกัน ผมมีความสนใจทางด้านนี้อยู่บ้าง พยายามลองกำกับ หันไปจับงานเบื้องหลัง เริ่มแค่โปรเจ็กต์เล็กๆ เพราะมีคนหยิบยื่นโอกาสเข้ามาให้ ผมก็บอกไปว่า ผมไม่ได้เรียนมานะ ประสบการณ์ทั้งหมดที่มีล้วนมาจากการทำงานในกองถ่าย

 

แบบนี้อีกไม่นานคงจะผันตัวไปทำงานเบื้องหลังเหมือนพวกรุ่นพี่คนอื่นๆ มองเส้นทางของตัวเองในวงการภาพยนตร์ต่อไปอย่างไร

     เฮ้ย ไม่ได้คิดเลย ผมไม่คิดอะไรแบบนั้น ผมรู้สึกแค่ว่าชีวิตนี้ผมมีอาชีพเดียวคือนักแสดง มันเป็นสิ่งที่ผมรัก ถ้าเริ่มหันไปทำธุรกิจอย่างอื่น นั่นคือแค่พอเลี้ยงชีพหมด แล้วแต่ว่าเราจะหาลู่ทางหรือหยิบจับอะไรได้ แต่ว่าสิ่งที่รักที่สุดคือการแสดง รู้สึกว่าก็อยากทำแบบนี้ต่อไปจนไม่มีแรงจะทำได้แล้ว เพราะนี่คือสิ่งที่รักที่สุด คือถ้าให้เลือกระหว่างอะไรหลายๆ อย่างเท่าที่เคยทดลองทำมา ก็ขอเลือกสิ่งนี้เป็นสิ่งแรก

 

ซันนี่

 

เล่นภาพยนตร์มาหลายเรื่อง ได้รางวัลมาก็หลายรางวัล หลังจากนี้ไปมีความกดดันมากขึ้นเรื่อยๆ ไหม

     ไม่ได้คิดถึงเรื่องนั้น มันเป็นคนละอย่างกัน ทั้งรายได้และรางวัลด้วย คือนี่เป็นสิ่งที่เราอยากจะทำอยู่แล้วตั้งแต่แรกไง เราอยากทำให้ออกมาดีและสมบูรณ์ที่สุด นี่ก็เหมือนเป็นความสุขและสำเร็จไปแล้ว ที่เหลือคือปัจจัยอื่น ปัจจัยที่ว่าคนจะโอเคกับมันไหม ชื่นชอบ หรือเห็นด้วยแค่ไหน มันเป็นเรื่องที่เราบังคับไม่ได้อยู่แล้ว แต่เรามีความสุขตั้งแต่เริ่มต้นทำมันแล้ว ผมอยู่ในวงการมาสิบกว่าปี สมัยนั้นยังถ่ายด้วยฟิล์มอยู่เลย ก็จะมีอุปสรรค์ในการทำงานหลายอย่าง เช่น จะถ่ายลองเทกไม่ได้เพราะฟิล์มม้วนหนึ่งมันถ่ายได้แค่ประมาณ 4 นาที หรือจะถ่ายสปีดเพราะต้องการภาพสโลว์แป๊บเดียวก็รันไปจนหมดม้วน ถ่ายไปได้สักพัก เฮ้ย! ฟิล์มหมด เบรกก่อน โหลดฟิล์มก่อน ก็คนละแบบกันกับสมัยนี้  สมัยก่อนวิธีการทำงานจะยากกว่า

 

ที่ผ่านมาเวลาเห็นคุณแสดง ส่วนใหญ่ก็มักรับบทที่ค่อนค่อนข้างสุดโต่ง คุณมีเกณฑ์ไหมว่าบทแบบไหนถึงจะรับเล่น

     ความรู้สึกล้วนๆ เลยครับ สำหรับผมจริงๆ แล้วทั้งหมดทั้งมวลคาแร็กเตอร์มีผลน้อยกว่าบทภาพยนตร์ที่ดี คือถ้าเรื่องไหนบทดี อะไรๆ ก็น่าจะออกมาดีอยู่แล้ว ไม่เกี่ยวกับว่าคาแร็กเตอร์ดีแค่ไหน เพราะถ้าคาแร็กเตอร์ที่ว่าดี แต่ไปอยู่ในบทที่ไม่ดี มันก็จะพากันไม่ดีไปเสียทั้งหมด ถ้าเป็นอย่างนั้นผู้ชมเขาก็คงจะไม่อยากดู อีกอย่างเวลาอ่านบทเนี่ยเราจะรู้เรื่องราว แต่ไม่ได้รู้ภาพรวมที่อยู่ในหัวของผู้กำกับ ซึ่งเขารู้อยู่คนเดียว ใช่ไหมครับ บางทีก็งงว่านี่มันคืออะไรวะ? แต่ถ้าเรารู้สึกว่ามันน่าจะเป็นภาพยนตร์ที่ดี ก็เชื่อในเซนส์ของตัวเอง แล้วความรู้สึกแรกหลังจากอ่านบทก็ชอบทันทีเลยครับ

 

แล้วอะไรที่คุณรักเกี่ยวกับการแสดง

     ไม่รู้สิ มันเป็นสิ่งเดียวในชีวิตที่ผมรู้สึกว่าพอทำแล้วก็ไม่เคยเบื่อมันเลย เทียบกับถ้าไปทำอย่างอื่น รู้สึกสักพักก็จะน่าเบื่อ ในปกติชีวิตผมก็รักจะเล่น อย่างสมัยเรียนก็ไม่ได้ตั้งใจเรียน ผมไปเล่นมากกว่า แต่ก็เรียนผ่านมาได้เพราะมีความรับผิดชอบในหน้าที่ที่ต้องทำ มีช่วงหนึ่งไปเตะบอล อีกช่วงหนึ่งไปเล่นดนตรี ก็สนุกกับมันอยู่ช่วงหนึ่ง ผมเคยเล่นดนตรีกลางคืนมานานถึงสามปี แต่ตอนนี้ผมเบื่อแล้ว รู้สึกว่าทำไมงานวุ่นวายขนาดนี้ ไม่สนุกเหมือนตอนเราเล่นดนตรีกับเพื่อนเลย ก็เลยออกมา

     ในขณะที่งานการแสดง ผมกลับอยู่กับมันได้นานกว่า มันให้ความรู้สึกสนุกตลอด ไม่เคยจะเบื่อเลย แม้จะทำมาสิบกว่าปีแล้วก็ตาม จนถึงตอนนี้ก็รู้สึกว่ามันเป็นอาชีพเดียวที่ผมอยากจะทำต่อไปเรื่อยๆ

 

ซันนี่

 

มันต้องมีอะไรบางอย่างสิ

     ความรู้สึก มันมีความรู้สึกครับ เช่น ช่วงที่ถ่ายทำหนังเรื่องแรกในชีวิต ผมรู้สึกกับมันมาก จู่ๆ ก็คิดสงสัยตัวเองขึ้นมา เอ๊ะ ทำไมเราคิดถึงสิ่งสิ่งนี้อยู่ได้ แล้วก็คิดถึงมันไม่เลิก เหมือนคนรักการวาดรูปนั่นแหละ เขาก็จะวาดไปเรื่อยๆ เพลินมากจนลืมไปเลย เฮ้ย! นอนเถอะ เขาก็จะไม่นอน ก็จะวาดไป คิดไปตลอดเวลาว่าจะวาดออกมาอย่างไร ผมรู้สึกกับงานการแสดงแบบนี้ คือทำไปได้เรื่อยๆ คิดถึงมันวนเวียนตลอดเวลา ไม่มีความคิดว่า โอ๊ย กูเหนื่อยจังเลย ไม่มีความรู้สึกว่าเมื่อไหร่จะเสาร์-อาทิตย์วะ จะไม่มีความรู้สึกแบบนั้นเลย จนวันนี้ผมเข้าใจเลยว่า อ๋อ ความรักคือแบบนี้ ความรักในงานเป็นแบบนี้นี่เอง เราคงตกหลุมรักเจ้าสิ่งๆ นี้เข้าไปแล้ว

 

แต่จำได้ คุณเคยให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับเรื่องความรัก คุณบอกเองว่า ‘ความรักมีวันหมดอายุ’ ณ วันนี้ ยังคิดแบบนั้นอยู่ไหม

     อืม… ถ้าเป็นเรื่องของคนที่ตั้งใจว่าฉันจะต้องมีความรัก ฉันสมควรมีครอบครัวได้แล้ว หรือฉันจะต้องหาแฟน ผมคิดว่าความรักแบบนี้จะมีวันหมดอายุ ซึ่งมันแตกต่างจากความรู้สึกที่มาจากข้างใน ความรู้สึกข้างในทำให้เราสามารถมีความสุขกับทุกสิ่งทุกอย่างได้ คือถ้ารู้ว่ามีเวลาแค่นี้ เราก็ทำให้มันดีที่อยู่แค่นี้ แค่นั้นเอง

 

ช่วงนี้เพื่อนๆ ของคุณที่เริ่มต้นทำงานมาในยุคที่ไล่เลี่ยกัน สังเกตว่าเริ่มแต่งงาน มีครอบครัว มีลูกกันก็หลายคนแล้วนะ

     ก็ไม่นะ เพื่อนๆ ผมที่คบกันมาตั้งแต่สมัยก่อน บางคนแต่งงาน แต่ส่วนใหญ่ยังไม่มีลูก พวกมันมีแต่แมว (หัวเราะ)

 

เคยนึกถึงตัวเองในบทบาทการมีครอบครัวหรือว่าเป็นพ่อบ้างไหม

โอ้โฮ ไม่เคยคิดภาพแบบนี้ในหัวเลย

 

แสดงว่าไม่ได้มองหาความสัมพันธ์ใช่ไหม

     ผมไม่ได้เริ่มต้นจากการมองหาความสัมพันธ์ ผมแค่ใช้ความรู้สึก ถ้ารู้สึกว่าผมเจอใครสักคนแล้ว ผมจึงค่อยเข้าไปสร้างความสัมพันธ์ ไม่ใช่ว่า เฮ้ย ชีวิตนี้กูเอายังไงดีวะ กูจะสร้างความสัมพันธ์กับใครดีวะ มันไม่ใช่ ผมรู้สึกว่าประเด็นเรื่องความรักความสัมพันธ์ในสังคมยุคนี้มันผิดนะ ว่าอายุเท่านี้แล้ว ถึงเวลาต้องหาแฟน ก็ถ้าไม่เจอใครที่รู้สึก แล้วจะเอาใครก็ได้เหรอ คือเรื่องความรักความสัมพันธ์มันไม่ใช่ว่าจะเอาใครก็ได้ไง

 

ซันนี่

 

จากคำตอบเมื่อสักครู่เลยทำให้นึกสงสัยว่าคุณมีมุมมองเรื่องความสัมพันธ์ของคนรุ่นใหม่ ที่แบบว่า ‘ไม่ต้องรู้ว่าเราคบกันแบบไหน’ หรือความสัมพันธ์ที่วูบไหวอะไรประมาณนี้ อย่างไร

     ไม่รู้หรอก แต่… คือผมรู้สึกว่าถ้าเราจะเจอใคร เราต้องรู้สึกกับคนนี้จริงๆ ไม่ใช่อย่างเห็นเพื่อนๆ แต่งงานมีลูกกันไปแล้ว แต่เราไม่มี เอ้า งั้นผมไปหาแฟนดีกว่าเว้ย อย่างนั้นผมก็รู้สึกว่ามันแปลก ‘คนนี้แล้วกัน มาเป็นแฟนกัน’ (เก๊กเสียงหล่อ) คือผมทำตามความรู้สึกจากข้างในของตัวเองมาตลอดทั้งชีวิต ก็ไม่รู้ว่าที่คิดอย่างนี้มันผิดหรือไม่ผิดหรอกนะ

 

คุณเป็นคนที่ตัดสินใจทำอะไรตามความรู้สึกของตัวเอง มีเรื่องไหนที่คุณไม่สามารถทำตามความรู้สึกเอง แต่ต้องใช้เหตุผลไหม

     ส่วนมากเวลาเราทำตามความรู้สึก มันมักจะถูกเสมอ เอาง่ายๆ ว่าถ้าเราตัดผมตัวเองแล้วแหว่ง เราจะไม่โกรธเท่าคนอื่นมาตัดผมเราแหว่ง (หัวเราะ) เราจะโอเคกับมันในทุกอย่าง เพราะเราเชื่อในสิ่งสิ่งนี้แล้ว เรารู้สึกว่ามันใช่แล้ว ดังนั้น มันจะไม่เคยผิดเลย

 

คือทำตามความรู้สึกและรับผิดชอบในสิ่งที่ตัดสินใจจะทำ

     ใช่ครับ ไม่ว่าจะเกิดผลอะไรขึ้นมา เราก็จะผ่านมันไปได้แบบง่ายๆ เลย เพราะมันปัจจัยก็คือตัวเราไง แต่ถ้าบอกว่าไอ้นี่แนะนำว่าอย่างนั้นอย่างนี้ เราก็จะโมโหมาก ไม่น่าไปเชื่อมันเลย
นอกเหนือจากเรื่องการทำงาน ที่คุณบอกว่ายังรู้สึกว่าตัวเองมีความเป็นเด็ก แล้วเรื่องมุมมองของความรักแบบนี้ถือว่ายังเป็นเด็กอยู่หรือเปล่า

     ไม่ว่าเรื่องอะไรในชีวิต ผมรู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เพียงครั้งเดียวเท่านั้นเอง คือตอนที่ผมประมาณอายุ 17-18 คือแบบว่าเหมือน coming of age ของเราขึ้นมาเลย เมื่อก่อนเราเคยทำอะไร อาจจะหวังให้เป็นอย่างนี้ หรือพึ่งคนอื่น แต่ท้ายที่สุดแล้วรู้สึกว่าเราพึ่งได้แค่ตัวเอง ปัจจัยที่เราบังคับได้ก็มีแค่ตัวเอง เราไม่สามารถไปโทษใครคนอื่นได้ว่า ‘เพราะไอ้นี่ทำแบบนี้ ชีวิตของเราเลยต้องพัง’ คือไม่เกี่ยวเลย มันเหมือนเป็นข้ออ้างที่เราชอบไปโทษคนอื่น ทำให้เราไม่ได้แก้ไขอะไรตัวเอง ไม่ว่าจะเกิดอะไรดีหรือไม่ดีขึ้นกับเรา สุดท้ายแล้วเราแก้ได้แค่ตัวเอง เพราะฉะนั้น ต้องเป็นความผิดของเราสักอย่างที่เราจะต้องปรับปรุงตัวเอง นั่นคือการเปลี่ยนแปลงครั้งเดียวและครั้งสำคัญที่เกิดขึ้นภายในตัวผม
 

ซันนี่

 

มุมมองอย่างนี้เกี่ยวกันไหมกับการที่คุณเป็นลูกครึ่ง (คุณพ่อของซันนี่เป็นลูกครึ่งไทย-สิงคโปร์ ส่วนคุณแม่เป็นชาวฝรั่งเศส)

     ผมรู้จักฝรั่งคนเดียวในประเทศนี้คือแม่ผม ซึ่งแม่พูดไทยชัดด้วย (หัวเราะ) ตอนนี้เห็นเขาไหว้เจ้าไหว้อะไรแล้วด้วยนะ แถมยังเล่นหวยอีก บางทีผมก็ยังรู้สึกสงสัยว่าแม่นี่คือคนที่ไหน อยู่ดีๆ เขาก็เป็นแบบนี้ คือกลายเป็นว่าบ้านเราตอนนี้เป็นคนไทยทั้งบ้านหมดเลยนะครับ ผมเป็นคนไทย แค่แม่ผมเป็นฝรั่ง แล้วผมก็ออกมาเป็นลูกครึ่ง ไม่ว่าจะภาษาอะไร ผมเรียนด้วยตัวเองหมด เพราะแม่ผมเขาพูดไทยกับผม แต่พูดฝรั่งเศสพูดกับพี่ชาย

 

ตอนนั้นเกิดเหตุการณ์อะไรที่ทำให้ได้คิดแบบนี้ คิดที่จะเปลี่ยนแปลง

     ที่บ้านผมมีปัญหา คุณพ่อโดนโกง ตอนนั้นผมยังไม่ได้เข้าวงการบันเทิง ยังเรียนหนังสืออยู่เลย ในที่สุดบ้านเราก็โดนฟ้องล้มละลาย แล้วเราก็ขัดสนในทุกสิ่งทุกอย่าง ก็เห็นภาพแม่นั่งสวดมนต์อยู่ ผมก็โมโหเขา บอกแม่ว่าไม่มีใครบินลงมาช่วยเราหรอก

 

ที่แต่ก่อนเคยเป็นคริสต์ คุณก็เลยทุกวันนี้ก็ดำเนินชีวิตด้วยแนวคิดซึ่งเรียกว่าไม่ได้นับถือศาสนาอะไร แต่ยึดหลักทุกอย่างที่ดี

     ใช่ แต่ว่าผมนับถือทุกอย่างนะ ผมยังเชื่อในความถูกต้อง ความดี เหมือนกับญาติผู้ใหญ่ที่เรายังเคารพ คือหลักธรรมของศาสนาเป็นเจตนาที่ดี เป็นสิ่งที่ถูกต้อง เราควรเคารพ เราควรนำเอามาใช้ แต่ว่าเราไม่ควรไปขอความช่วยเหลือ เราต้องพึ่งตัวเอง เราจะไม่ขอว่า โอ้ย! วันนี้นะครับ ขอให้ผมสอบผ่าน ไม่มีทาง ขอให้ผมเป็นอย่างโน้นหรืออย่างนี้ มันไม่ควร เราเอาหลักความดีมาใช้ และเราก็ต้องพึ่งพาตัวเอง นี่คือสิ่งที่ถูกต้อง เพราะความดีมันไม่เคยเปลี่ยน ความถูกต้องไม่เคยเปลี่ยน ถ้าเราเชื่อในสิ่งนี้ แล้วสุดท้ายผลมันเป็นอย่างนี้ ความดีจะพิสูจน์ตัวของมันเองอยู่แล้ว ไม่เปลี่ยน

 

เวลาที่เราพูดถึงเรื่องความดี บางทีมันขึ้นอยู่กับดีของใคร เอาอะไรมาวัด

     อืม… ไม่นะ จริงๆ มันน่าจะต้องเป็นหลักเดียวกัน แต่คุณอ้างเหตุผลในการเปลี่ยนมันเท่านั้นเอง คุณเปลี่ยนให้เข้าข้างตัวเอง แค่นั้นเอง มันหลักเดิม เหมือนยกตัวอย่างง่ายๆ การเขียนคอมเมนต์ด่าคน หรือเขียนคอมเมนต์นินทา ไม่มีส่วนไหนของโลกบอกว่าการทำแบบนี้ถูกต้อง คุณรวมตัวกันตั้งฉายาให้คนอื่นเป็นอย่างโน้นอย่างนี้ ผมคิดว่าไม่มีในสื่อมวลชนในสังคมไหนถือว่านี่คือสิ่งถูกต้อง แต่เรากลับอะลุ่มอล่วยกับอะไรแบบนี้

 

ที่ผ่านมา เจอเหตุการณ์ไหนหรือไปโดนอะไรมากับตัวหรือเปล่า

     เปล่าๆ ผมไม่ค่อยโดนอะไรแบบนี้หรอก แต่เอาเข้าจริงๆ ผมว่าผมเข้าใจเขานะ คือเมื่อก่อนอาจจะไม่พอใจ เพราะไม่ชอบคนจิตใจไม่ดี จิตสำนึกไม่ดี ผมไม่ชอบ แต่ตอนนี้ผมก็เริ่มเข้าใจเขา ความจริงแล้วถ้ามีคนทำอะไรผิดขึ้นมา เราก็ชอบไปรุมด่าเขาใช่ไหม นี่ไม่เกิดประโยชน์นะ เพราะมันไม่ทำให้เขาดีขึ้น ด่าเฉยๆ ใครก็ด่าได้ ถ้าทำให้เขาดีขึ้น แต่จะเป็นประโยชน์ ถ้าหาทางแก้ปัญหาหรือทำให้อะไรๆ ดีขึ้นได้ แต่ถ้าบอกว่าไอ้นี่คือคนเลวระยำตำบอน ก็แค่ด่า ไม่เกิดประโยชน์

 

หลักอะไรบ้างที่คุณยึดถือในชีวิต  

     ศีลธรรม จริยธรรม คนส่วนใหญ่ก็ต้องยึดถืออยู่แล้วไม่ใช่เหรอ แต่ที่เห็นๆ อยู่คือพวกชาวโซเซียลฯ เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยใช้กัน ปกติผมมั่นใจว่าทุกคนอยากเกิดมาเป็นพระเอกนางเอก คือหมายถึงว่าอยากให้คนอื่นมองตัวเองดี แต่พอเปิดเข้าไปในโซเซียลฯ ปุ๊บ กลับพบว่าคนเราไม่ได้อยากทำตัวดีเลยนะ พวกเขาทำตัวให้ดูแบบว่า… อยากให้คนมองว่ากูเลวจังเลย เหตุผลคืออะไรเหรอ ผมไม่เข้าใจเหมือนกัน หรือพวกเขาไม่มีวิจารณญาณ ซึ่งก็ไม่น่าใช่นะ เราทุกคนโดนปลูกฝังเรื่องศีลธรรมมาเหมือนกันตั้งแต่เด็ก พุทธศาสนาก็นับถือทั้งประเทศ ซึ่งมันก็แปลกดี จริงๆ ก็รู้แหละ แต่อยากให้ตัวเองดูเป็นคนเลว ไม่รู้เพราะอะไร

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

adB Team

Conversations for All: เชื่อมโยงผู้คนหลากหลายแวดวงเข้าด้วยกัน รวมตัวให้เป็นปรากฏการณ์ทางสังคม ชวนตั้งคำถามกับสิ่งเก่า กระตุ้นให้เกิดความคิดใหม่