ดร. สุรเกียรติ์ เสถียรไทย | การรับฟังอย่างตั้งใจ ไม่ชี้โทษ เพื่อรอวันคืนสู่สันติภาพที่แท้จริง

The Conversation
17 Sep 2018
เรื่องโดย:

ภาสกร ธวัชธาตรี, วุฒิชัย กฤษณะประกรกิจ

ครบรอบหนึ่งปี นับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์รุนแรงในรัฐยะไข่เมื่อสิงหาคมปีที่แล้ว ทำให้ชาวโรฮิงญาหลายแสนคนต้องอพยพลี้ภัยออกไปที่ชายแดนบังกลาเทศ องค์กรระหว่างประเทศและสื่อมวลชนทั่วโลกต่างก็มุ่งเข้าไปให้ความช่วยเหลือและเผยแพร่ข่าวสารที่น่าสะพรึงกลัวออกมา กรณีนี้ทำให้รัฐบาลและกองทัพเมียนมาถูกประณามโดยนานาชาติมาอย่างต่อเนื่อง รวมไปถึง อองซาน ซูจี ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในเรื่องจุดยืนทางศีลธรรม

     มาถึงวันนี้ ทุกคนกำลังถามหาแนวทางนำผู้อพยพกลับคืนสู่ถิ่นฐานได้อย่างปลอดภัย พร้อมกับเฝ้าติดตามสถานการณ์ในฮอตสปอตที่อยู่ทางตอนเหนือของยะไข่ ว่าจะมีความรุนแรงเกิดขึ้นมาในวาระครบรอบนี้อีกหรือไม่ เวลาเดียวกัน บนเวทีระดับโลกยังระอุมากขึ้นไปอีก เมื่อรัฐบาลเมียนมาตัดสินลงโทษนักข่าวจากรอยเตอร์สองคนที่นำความลับเบื้องหลังเหตุการณ์เมื่อปีที่แล้วออกมาเผยแพร่ หนทางสู่สันติภาพดูเหมือนจะอีกยาวไกล จะมีหนทางใดที่ไปสู่ชีวิตที่ดีขึ้นของผู้อพยพชาวโรฮิงญาหลายแสนคน

     ย้อนกลับไปเมื่อปลายปีที่แล้ว ศาสตราจารย์ (พิเศษ) ดร. สุรเกียรติ์ เสถียรไทย เข้ารับตำแหน่งประธานคณะที่ปรึกษา คณะกรรมาธิการดำเนินการตามคำแนะนำกรณียะไข่ ของ นายโคฟี อันนัน และเริ่มต้นทำงานร่วมกับคณะผู้มีประสบการณ์ด้านสันติภาพจากนานาชาติ คณะของเขาถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่าเอนเอียงเข้าข้างรัฐบาลและกองทัพเมียนมา ดูเหมือนว่าในสถานการณ์ท้าทายเช่นนี้ ใครกระโจนเข้ามาทำงานตรงจุดไหน ก็จะถูกแบ่งฝักแบ่งฝ่ายและตัดสินใจทันที

     “การจะเป็นฮีโร่บนเวทีระหว่างประเทศนั้นง่าย แต่มันจะไม่มีผลลัพธ์อะไร ถ้าเราอยากจะทำงานให้เกิดผลจริง เราก็ต้องทำงานด้วยการเจรจาต่อรอง” ดร. สุรเกียรติ์ เสถียรไทย กล่าวกับ a day BULLETIN

     ดร. สุรเกียรติ์ เสถียรไทย อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อดีตรองนายกรัฐมนตรี อดีตรัฐมนตรี แต่ปัจจุบันยืนยันว่ายังไม่คิดหันกลับไปสู่แวดวงการเมือง เขาเป็นประธานคณะมนตรีเพื่อสันติภาพและความปรองดองแห่งเอเชีย (Asian Peace and Reconciliation Council : APRC) ทำงานวิชาการให้กับสถาบันการศึกษา และเป็นที่ปรึกษาบริษัทเอกชนหลายแห่ง

     ข้อเสนอของเขามากมายและมีความหวัง มีอนาคตที่สดใสรออยู่ข้างหน้า ในขณะที่ผู้อพยพนับแสนๆ คนกำลังเฝ้ารอความช่วยเหลือ และเวทีระหว่างประเทศกำลังวิพากษ์วิจารณ์และจับตามองเขาอยู่ และนี่คือบทสนทนาแบบเปิดใจเป็นครั้งแรก หลังจากคณะที่ปรึกษาของเขาทำงานลุล่วง สรุปข้อเสนอแนะและส่งรายงานสุดท้ายไปเมื่อสิ้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา

 

สุรเกียรติ์ เสถียรไทย

 

อยากรู้ถึงสถานการณ์ผู้อพยพชาวโรฮิงญา และการทำงานของคณะที่ปรึกษาฯ ที่คุณเป็นประธาน

     โจทย์เริ่มต้นมาจากข้อเสนอ 88 ข้อ ที่กรรมการชุดของ นายโคฟี อันนัน อดีตเลขาธิการสหประชาติ ได้สรุปไว้ จะต้องมาดูว่าควรจัดลำดับทำอะไรก่อนหลัง เขาก็เชิญคณะของเราเข้าไปให้คำปรึกษา คณะที่ปรึกษาของเราก็ประกอบด้วยผู้คนที่มีความหลากหลาย วิธีการทำงานของเราเริ่มต้นจากการเป็น Listening Forum คือรับฟังความคิดเห็นจากคนกลุ่มต่างๆ และกลุ่ม Interface Group ซึ่งเป็นผู้แทนของทุกศาสนา คริสต์ มุสลิม ฮินดู พุทธ

     โดยสรุปแล้ว คณะที่ปรึกษาเราสรุปว่านี่ไม่ใช่ปัญหาความขัดแย้งระหว่างศาสนา แต่เป็นปัญหาความขัดแย้งระหว่างชุมชน เพราะ หนึ่ง ตัวแทนของทุกกลุ่มศาสนามายืนยันกับเราว่านี่ไม่ใช่เรื่องศาสนา ตัวแทนมุสลิมก็ยืนยันว่าไม่ใช่ เพราะมุสลิมที่อยู่ทั่วประเทศเมียนมาก็ไม่มีปัญหาอะไร รวมถึงมุสลิมกลุ่มอื่นที่อยู่ในยะไข่ ที่เรียกว่ากลุ่มฮามาล ก็ไม่มีปัญหากับคนพุทธที่นั่น และสอง ตอนเราไปลงพื้นที่ในยะไข่ เห็นมีหลายจุดที่พุทธ มุสลิม และฮินดู อยู่ด้วยกันอย่างสมานฉันท์ มีบางหมู่บ้านไม่ชอบกันแต่ก็อยู่กันได้ แต่บางหมู่บ้านอยู่ไม่ได้เลย ต้องเผากัน ดังนั้น เรามองว่าไม่ใช่ปัญหาศาสนาอย่างเดียว ไม่เช่นนั้นจะไม่มีบางหมู่บ้านที่อยู่กันได้

     ข้อเสนอของคณะที่ปรึกษาเรา ข้อแรกที่ต้องทำคือ สร้าง Intercommunal Dialogue คือการสานเสวนากันในชุมชน ให้คนในชุมชนพูดกันได้ก่อน อยู่กันอย่างสมานฉันท์ ท่านราล์ฟ เมเยอร์ อดีตรัฐมนตรีกลาโหมแอฟริกาใต้ หนึ่งในคณะที่ปรึกษาฯ สนใจจะเข้ามาทำงานตรงนี้ต่อไป เขาเสนอว่าจะเลือกผู้นำชุมชน ผู้ใหญ่บ้าน มาชุดละ 30 คน พาไปดูงานนอกสถานที่ เช่น พาไปแอฟริกาใต้ เพราะที่นั่นเขามีหลักสูตรที่จะให้ความรู้เรื่อง Apartheid (การแบ่งแยกสีผิว) พาคนเหล่านี้เข้าไปผ่านกระบวนการศึกษา ทำกิจกรรมร่วมกัน ฝึกอาชีพ พูดคุยกัน นี่คือข้อเสนอแรกสุดของเรา และข้อเสนอนี้รัฐบาลเมียนมาเห็นด้วยแล้ว ซึ่งกว่าจะเห็นด้วยนี่ก็ไม่ใช่ว่าเสนอไปแล้วเขาเห็นด้วย แต่ต้องผ่านกระบวนการโน้มน้าวและการทูตที่ไม่เป็นข่าว เราไม่ออกมาประกาศว่าทำอะไร พบใคร

     ข้อเสนอที่สองคือ ต้องให้ผู้อพยพทยอยกลับเข้ามาอย่างปลอดภัยและอยู่อย่างมีศักดิ์ศรี ผู้อพยพเจ็ดแสนคน ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2012-2016 จนถึงช่วงเดือนสิงหาคมปีที่แล้วที่เป็นการอพยพครั้งใหญ่ จะทำอย่างไรให้เขากลับมาได้ สังคมระหว่างประเทศมองว่ามันยังไม่ปลอดภัย ตัวผู้อพยพเองก็บอกว่าไม่ปลอดภัย คณะของเราก็ไปดู Reception Center ตรงชายแดน ไม่มีใครยืนยันได้หรอกว่ามันปลอดภัยจริง เพราะเวลามีคนนอกเข้าไป เขาก็ต้องจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อยใช่ไหม ดังนั้น หลักการก็คือ ต้องมีคนกลางมารับประกันว่าเมียนมาพร้อมหรือไม่พร้อม คณะของเราก็เสนอว่าเอา UN (United Nations) เข้ามา เอาองค์กรที่มีหน้าที่โดยตรงเข้ามาดู ใครล่ะ ก็ต้อง UNHCR (United Nations High Commissioner for Refugees) และเมื่อชาวบ้านกลับเข้าไปแล้วมีโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตให้เขาหรือยัง ก็ต้องมี UNDP (United Nations Development Programme) เข้าไปอีก

     ข้อเสนอที่สามคือ เราเริ่มต้นทำโครงการนำร่อง ผมใช้วิธีคิดแบบอาเซียน คือเรามักจะทำสิ่งที่เป็นไปได้ก่อน The Lowest Hanging Fruit ในต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง ผลไหนที่โน้มลงมาอยู่ใต้สุด เราก็ปลิดออกมากินก่อน ไม่ใช่ปีนขึ้นไปเก็บผลที่อยู่บนยอดๆ หมายความว่างานอะไรทำได้ก็ลงมือทำไปก่อน เพื่อเป็นกระบวนการสร้างความมั่นใจ ทำงานไปและสร้างความมั่นใจไปพร้อมกัน

     อาเซียนเรามีหลักการเรื่อง CBM คือ Conffiident Building Mechanism เราให้รัฐบาลเมียนมาเลือกมา 10 หมู่บ้านแรก รับผู้อพยพกลับมาสองร้อยคนหรือพันคนก็แล้วแต่ เราอยากได้หมู่บ้านนำร่อง แล้วเรานำข้อเสนอ 88 ข้อมาทยอยทำกัน เป็นหมู่บ้านที่ชาวบ้านมีเสรีภาพในการเคลื่อนไหว มีโรงเรียนที่ทุกศาสนาไปเรียนด้วยกัน มีสถานอนามัยที่ไม่เลือกปฏิบัติ มีตลาดที่ซื้อขายของกันได้จริง ถ้ามีหมู่บ้านเป็นโครงการนำร่องไปได้ดี หมู่บ้านข้างเคียงก็มองเข้ามา เออ เป็นไปได้ ทำได้ คนอพยพที่รออยู่ที่ค็อกซ์บาซาร์ ก็ดูข่าวเห็นว่ามีคนกลับไปแล้วอยู่ได้ปลอดภัย เขาก็มั่นใจและอยากกลับเสียที

     ข้อเสนอที่สี่ที่สำคัญที่สุด ในรายงานของ ท่านโคฟี อันนัน บอกว่าแต่ละฝ่ายมีความเข้าใจต่อเหตุการณ์เมื่อเดือนสิงหาคมปีที่แล้วแตกต่างกันมาก เราต้องมีกระบวนการค้นหาความจริง ตอนแรก EU (European Union) เสนอมาเลยว่าต้องตั้งคณะกรรมการอิสระมาค้นหาความจริง รัฐบาลเมียนมาปฏิเสธข้อเสนอทันที ต่อมา UN ก็เสนออีกว่าต้องมีคณะกรรมการมาค้นหาความจริงนะ รัฐบาลเมียนมาปฏิเสธทันทีอีกเหมือนกัน ผมว่าคนเราก็เหมือนกันทุกคนนะครับ คือไม่ชอบให้คนอื่นมาสั่ง เราชอบทำในสิ่งที่ได้ริเริ่มคิดเอง คณะเราก็เลยเสนอให้รัฐบาลเมียนมามีข้อเสนอของเขาเองว่าจะทำอะไรอย่างไร เขาก็เสนอว่าควรมีคณะกรรมการอิสระของเขาเอง พิจารณากันวนไปวนมา เขาปฏิเสธข้อเสนอของอียู ของยูเอ็น เขาปฏิเสธทุกคน จนกระทั่งมาเป็นของเรา เขาไม่ปฏิเสธ พอถึงเดือนพฤษภาคม รัฐบาลเมียนมาประกาศตั้ง Independent Commission of Inquiry ตอนเราเสนอคือให้เขารู้สึกว่า มันคือการริเริ่มของตัวเอง แต่ตอนที่เขาแถลงข่าว เขาก็อ้างชื่อเราว่าตามที่คณะที่ปรึกษาของ ดร. สุรเกียรติ์ ให้คำแนะนำ

 

สุรเกียรติ์ เสถียรไทย

 

นั่นหมายความว่าเขาให้เกียรติใช่ไหม

     ก็ไม่แน่หรอก เขาอ้างชื่อเราเพื่อให้เกียรติ หรือว่าอ้างชื่อเพื่อให้คนอื่นมาด่าเราแทนก็ได้ ตอนแรกก็ยังเงียบอยู่ จนกระทั่งเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ผมเดินทางไปเพื่อประชุมชุดใหญ่ ได้พบท่าน ออง ซาน ซูจี ก็ถามท่านว่านี่ยังไม่ประกาศอีกเหรอว่ามีใครเป็นกรรมการในนี้บ้าง ท่านก็บอกว่าใกล้แล้ว ใกล้แล้ว พอกลับมาเมืองไทยได้ไม่กี่วัน ก็มีรัฐมนตรีคนหนึ่งเดินทางมาหาผมที่บ้าน เอารายชื่อมาให้ดูก่อนจะประกาศออกไปอย่างเป็นทางการในวันจันทร์

     ผมเปิดดูรายชื่อก็รู้สึกน่าสนใจมากนะ ประธานคือ โรซาริโอ มานาโล เป็นอดีตรัฐมนตรีช่วยกระทรวงต่างประเทศฟิลิปปินส์ เป็นประธานกรรมาธิการที่รณรงค์เรื่องสิทธิสตรีที่เจนีวา เธอเป็นนักสิทธิสตรี อีกคนเป็นอดีตทูตของญี่ปุ่น เคนโซ โอชิมะ เคยทำงานใน UN เป็นระดับผู้ช่วยเลขาธิการงานด้านความช่วยเหลือมนุษยธรรม ซึ่งก็เหมาะสมมาก คนที่สามและสี่เป็นเมียนมา เคยเป็นผู้พิพากษาศาลฎีกาและเป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญ อีกคนเคยทำงานอยู่ยูนิเซฟ เป็นคนทำงานร่วมกับภาคเอกชนและภาครัฐ เพื่อทำโครงการพัฒนายะไข่

     เมื่อเราเห็นว่า หนึ่ง หาคนดูแลด้านการอพยพกลับ คือ UNHCR และ UNDP สอง หมู่บ้านนำร่อง รัฐบาลเมียนมาเห็นด้วยและจะลงมือทำแล้ว สาม การสานเสวนาระหว่างชุมชนได้รับการเห็นด้วยแล้ว สี่ คณะกรรมการค้นหาข้อเท็จจริงมีการแต่งตั้งคนที่ดีเข้ามาแล้ว แสดงว่างานของคณะเราน่าจะเสร็จสมบูรณ์แล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการปฏิบัติ ถ้าขืนเราอยู่ต่อไป เราจะไม่ใช่ advisor แต่เป็น doer เราก็เลยแจ้งรัฐบาลเมียนมา เมื่อเรื่องต่างๆ ได้ถูกรับรองครบหมดแล้ว เราก็ขอส่งรายงานฉบับสุดท้าย ไฟนอลรีพอร์ต สิ้นเดือนสิงหาคม แล้วก็หมดภารกิจแล้ว

 

คณะที่ปรึกษาได้กำหนดกรอบระยะเวลาของแต่ละข้อที่จะทำไหม

     เรื่องกรอบเวลานี่พวกเราพูดอยู่ตลอดว่า ‘ควรจะเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อวานนี้’ ควรจะเริ่มเกิดขึ้นในทันทีที่ทำได้ และทำไปต่อเนื่อง ผมว่าอย่างน้อยๆ ต้อง 5 ปี กว่าคนเราจะกลับมาอยู่ร่วมกัน ค่อยๆ เรียนรู้กันใหม่ ผมไม่อยากจะยกตัวอย่างบ้านเราเลย คือเราทะเลาะกันมาสิบกว่าปี กระบวนการปรองดองก็ดูเหมือนว่ายังไปไม่ถึงไหน ขนาดบ้านเราสถานการณ์ยังไม่หนักหนาเท่าบ้านเขา เรายังรวมกันได้ยาก แล้วบ้านเขาเป็นถึงขนาดนี้ เราใช้คำเรียกว่า ความเกลียดชังกันระหว่างชุมชน ไม่สามารถหายไปได้ในเวลาเร็ววัน มันเป็นกระบวนการทำไปและค่อยปรับปรุงไป ทำอะไรแล้วไม่ได้ผลก็เปลี่ยนไปหาทางอื่นได้ พาไปเรียนรู้ที่แอฟริกาใต้แล้วไม่ได้ผล ก็ลองมาจัดในกรุงเทพฯ ไหม เรื่องพวกนี้เราคาดไว้ล่วงหน้า

 

พอคณะของคุณยุติการทำงาน แล้วพวกหน่วยงานนานาชาติที่ต้องทำงานกันต่อจะเข้าใจความคิดของรัฐบาลเมียนมาแค่ไหน

      ความเข้าใจในเรื่องวิถีแบบเอเชีย กับวิถีการทำงานแบบองค์การสหประชาชาติ มันแยกห่างออกจากกันมาก ประเทศไทยมีวิถีแบบไทยๆ ซึ่งจะว่ากันตามตรง เรายังเปิดรับและเข้าใจการทำงานร่วมกับคนตะวันตกมากกว่าชาวเมียนมาเยอะเลย ตอนนี้เมียนมาไม่ค่อยมีบุคลากรทำงานในระดับนานาชาติ ผมไปดำเนินงานต่างๆ ที่นั่น ไปเจอกับระบบราชการของเขานี่ โอ้โฮ คนที่พูดอังกฤษได้และเข้าใจการทำงานมีน้อยมาก ท่าน ออง ซาน ซูจี บอกผมเองว่า ก็มีแค่นี้ เท่าที่คุณเห็นตรงนี้ไม่กี่คน จากประสบการณ์ตรงที่เราเห็นในการประสานงานกับคณะกรรมการที่ปรึกษา บางทีวนไปวนมาอยู่นานกว่าเรื่องจะเดินหน้าไป

     วิธีการเจรจาก็เป็นอีกประเด็นหนึ่ง เช่น เราต้องการผลลัพธ์แบบเดียวกัน คือการตั้งคณะกรรมการอิสระค้นหาความจริง ทำไมอียูเสนอโดนปฏิเสธ ทำไมยูเอ็นเสนอโดนปฏิเสธ เพราะตะวันตกไม่เข้าใจว่ารัฐบาลเมียนมาไม่ต้องการโดนสั่ง จะบอกว่าเพราะเขาอีโก้ใช่ไหม มันก็ไม่ใช่แค่นั้น เขามีสภาของเขา มีกองทัพ มีรัฐต่างๆ ประเทศเขาปกครองยากกว่าเราเยอะ การที่เขาจะดำเนินการอะไรแล้วมีคนนอกมาสั่งเขา เขาจะเอาไปปฏิบัติกับกลุ่มชนต่างๆ ได้อย่างไร มันมีผลกระทบต่อเนื่องไปหมด

     ผมมองว่าเจ้าหน้าที่ UN ที่ทำงานอยู่ในย่างกุ้ง ร้อยละ 90 เข้าใจเรื่องนี้ พวกทูตตะวันตก ทูตอาเซียนที่ทำงานในย่างกุ้ง เข้าใจเรื่องนี้ ปัญหาอยู่ที่เมืองหลวงของสหประชาชาติมากกว่า ที่เจนีวา บรรดาเมืองหลวงของประเทศตะวันตกทั้งหลายมีคนเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชนอยู่ที่นั่น มีสื่อมวลชนนานาชาติ คนส่วนนี้ไม่ได้เข้าไปทำงานในเมียนมา คุณต้องอย่าลืมว่าเมียนมาปิดตัวเองมาห้าสิบปี เพิ่งจะยอมมาเป็นประชาธิปไตยในช่วงไม่กี่ปีมานี้เอง ขณะเดียวกันกับที่เราลงนาม MOU กับ UNHCR กับ UNDP ล่าสุดเมื่อไม่กี่วันก่อน ที่เจนีวาเพิ่งยื่นรายงานสิทธิมนุษยชนประณามเมียนมาต่างๆ นานา ทั้งโลกอ่านข่าวก็มารุมประณามรัฐบาลเมียนมา แล้วคนที่ทำงานอยู่ในพื้นที่อย่างเราจะทำอย่างไร

 

สุรเกียรติ์ เสถียรไทย

 

อยากรู้ว่า ออง ซาน ซูจี ตัวจริงเป็นคนอย่างไร เป็นฮีโร่จริงๆ ไหม หรือล้มเหลวพ่ายแพ้รัฐบาลทหารเมียนมาไปแล้ว

     ในการทำงาน ผมได้พบท่าน 6-7 ครั้ง เคยไปเจอท่านเมื่อเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว แล้วท่านก็ส่งคนมาทาบทามให้ผมเป็นประธานคณะที่ปรึกษาฯ ผมพบกับท่านตัวต่อตัวเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว ที่บ้านของท่านในเมืองเนปิดอร์ คุยกันเป็นชั่วโมง และในการประชุมร่วมกันรวมๆ แล้วก็ 6-7 ครั้ง นอกเหนือจากการติดต่อกันทางจดหมายอีกตลอดเวลา

     ผมบอกได้ว่าท่านเป็นฮีโร่ เป็นวีรสตรี และเป็นผู้ยึดถือหลักการหนักแน่น เพราะว่าในประเด็นต่างๆ ท่านไม่ได้ลดราวาศอกอะไร ยังคงเข้มแข็งในหลักการของท่าน และสิ่งที่ทำให้ผมตัดสินใจเข้ารับตำแหน่งประธาน คือท่านบอกว่าสันติภาพจะเกิดขึ้นที่ยะไข่ได้จริง ทหารต้องมาร่วมขบวนกับเราด้วย กองทัพต้องมาด้วย เพราะตามรัฐธรรมนูญของเขา ท่านออง ซาน ไม่มีอำนาจตั้งรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม มหาดไทย และกิจการชายแดน นี่เป็นโควตากองทัพทั้งหมด เรื่องความมั่นคงทั้งหลายท่านไม่เกี่ยว

     ดังนั้น คุณคิดว่าระหว่างการที่ฉันชี้นิ้วว่าคนนี้ถูกคนนี้ผิด แล้วฉันกลับไปถูกกุมขังแบบเดิม กับฉันจะทำงานเท่าที่อำนาจของฉันทำได้ แล้วเอาทหารมาร่วมขบวนไปกับการกระบวนการพัฒนาและสันติภาพด้วย คุณคิดว่าทางไหนจะนำสันติภาพมาได้เร็วกว่ากัน เป็นไปได้จริงมากกว่ากัน

 

หนทางนี้น่าจะยากกว่าด้วยใช่ไหม

     ใช่ ยากกว่ามากๆ ซึ่งนี่คือสิ่งที่คนตะวันตกไม่เข้าใจ ตอนนี้ท่านถูกโจมตีว่าทำไมถึงไม่ลุกขึ้นมาชูธงศีลธรรม ในขณะที่ผมเองได้เห็นท่านทำงานและยืนหยัดกับหลักการ ท่านยืนยันเรื่องศีลธรรมในสุนทรพจน์หลายครั้ง กล่าวถึง Rule of Law ตลอดเวลา การใช้กฎหมายกับคนที่ทำผิด ต้องนำตัวมาลงโทษ

     ท่านบอกว่าถ้าใครไม่เข้าใจ เราก็อธิบายไป แต่ถ้าอธิบายแล้วก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี แบบนี้ต้องช่างเขา ผมถามท่านทุกครั้งที่เจอว่า ทำไมท่านไม่อธิบายกับสังคมโลกในเรื่องนั้น เรื่องนี้ท่านตอบว่า ดร. สุรเกียรติ์ ไอได้อธิบายหลายหนแล้ว ถ้าพวกเขามีภาพในหัวในแบบที่เขาอยากจะเชื่ออยู่แล้ว ไอคงไม่ไปเสียเวลาอธิบายแล้ว ไอขอเอาเวลามาทำงานเพื่อแก้ปัญหาดีกว่า นี่คือตัวอย่างการดำรงอยู่ในหลักการของท่าน มีปัญหาอะไร มีหลักฐานอะไร ส่งมาแล้วท่านก็ดำเนินการไป รัฐมนตรีของท่านคนไหนที่มีข่าวว่าไม่โปร่งใส ท่านสั่งสอบเข้มงวด ถ้าพบว่าผิดจริงก็ปลด เปลี่ยนคนทันที นี่คือขอบเขตที่ท่านจัดการได้ เรื่องไหนสั่งการได้ก็สั่ง แต่ถ้าเรื่องไหนเราไม่มีอำนาจไปสั่งการ นั่นคือจุดที่เราต้องเจรจาโน้มน้าว ซึ่งก็คือเรื่องปกติที่ผู้บริหารทุกคนต้องทำอยู่แล้วใช่ไหม

     ท่านเป็นจอมหลักการ เป็นคนยืนหยัด ข้อเสนอต่างๆ ของคณะที่ปรึกษาเรา กว่าจะเสนอผ่านแต่ละข้อๆ ไม่ใช่เรื่องง่าย บางครั้งประชุมกันเป็นชั่วโมงๆ ผ่านไปได้แค่ข้อหรือสองข้อเท่านั้น เพราะว่าท่านคอยแย้งตลอด very argumantative เลยล่ะ สำเนียงออกซ์ฟอร์ด เทรนวิธีการพูดเจรจาแบบตะวันตกมากเลย ท่านเถียงมา เราก็เถียงกลับ สักพักก็ได้ข้อสรุปที่ดีที่สุด ตอนผมไปส่งไฟนอลรีพอร์ต ท่านนั่งหัวโต๊ะ ผมนั่งอยู่ด้านข้าง ท่านบอก ท่าน ดร. สุรเกียรติ์ สิ่งที่ท่านเสนอมานี้ช่างกล้ามากนะ You’re very brave. แต่ท่านก็บอกต่อไปว่า ในเมื่อยูเสนอมา ไอจะทำ ท่านแสดงความเด็ดขาดแบบนี้ เรื่องบางเรื่องไม่จำเป็นต้องออกมาประกาศ เพราะถ้าประกาศไป กองทัพเมียนมาก็เสียหน้า แล้วพอเสียหน้า กองทัพก็จะไม่ยอมอีกเลย สิ่งที่ท่านทำก็คือรับเรื่องไปจากเรา แล้วก็เอาไปเจรจาอยู่เบื้องหลังโดยไม่ต้องทำให้ใครเสียหน้า

     พวกเราก็ต้องเข้าใจ บางทีบ้านเราเองก็มีปัญหา พวกเรารู้แหละว่าอะไรถูกอะไรผิด เพียงแต่วิธีไหนที่ทำได้ทำไม่ได้ในเวลานี้ ถ้าท่าน ออง ซาน ซูจี ไม่ใช่คนเดิม ผมไม่รับทำงานในตำแหน่งนี้ตั้งแต่แรก ผมเชื่อว่าท่านคือคนเดิม เพียงแต่ในบทบาทตอนนี้ท่านมีข้อจำกัด และท่านก็มีแผนในใจในการเอาชนะข้อจำกัด มันคือทำทีละขั้น ทีละตอน เหมือนกับเมื่อก่อนสมัยที่ผมเป็นรัฐมนตรีก็มีแบบนี้ เราต้องรู้ว่าอะไรที่ทำได้เลย อะไรที่ยังทำไม่ได้ คนที่จะมาอยู่ตรงนั้นต้องโดนหนักอยู่แล้ว และผมชื่นชมที่ท่านอดทนกลืนเลือด คนโน้นคนนี้ถอดรางวัลไป ท่านก็ต้องยอม เพราะถ้าท่านลุกขึ้นมาเป็นฮีโร่คนเดียวในวันนี้ ยะไข่ก็พัง เมียนมาก็พัง ถ้าเกิดมีการปฏิวัติอีกครั้ง ท่านออง ซาน ถูกจับขังในบ้านอีกครั้ง แล้วทีนี้เราจะไปเจรจากับใครได้อีกล่ะ เรื่องประชาธิปไตย เรื่องจะพัฒนาประเทศร่วมกัน แล้วคนอพยพอีกเจ็ดแสนคน ต่อไปนี้จะพูดกับใครได้ หายไปหมดแล้ว ถอยหลังไปอีกห้าสิบปี

 

คุณได้เรียนรู้อะไรจากออง ซาน ซูจี 

     ตลอดปีที่ผ่านมา ผมได้เรียนรู้อะไรเยอะมากจริงๆ แม้ผมจะเคยผ่านการทำงานมามากมายพอสมควร แต่ผมไม่เคยทำงานกับคนเก่งๆ อย่างใกล้ชิดขนาดนี้ ผมได้เรียนรู้ในเรื่องการยืนหยัดในหลักการที่มั่นคง ขณะเดียวกันก็สามารถเจรจาโน้มน้าวให้กิจการต่างๆ เดินหน้าไปได้ ผมเองเห็นต่างกับท่านหลายเรื่อง ท่านแข็งกร้าวเกินไป ผมเองยังนับว่าเป็นคนประนีประนอมกว่าท่านมาก โดยเฉพาะเรื่องท่าทีของท่านในตอนนี้ที่มีต่อสังคมโลก ผมขอให้ท่านไปพบคนนั้นคนนี้เพื่ออธิบายความเป็นจริง บางทีท่านก็ยอม บางทีท่านไม่ยอม ท่านจะไม่พบคนนั้นคนนี้ เพราะเหตุผลแบบนี้ๆ ท่านบอกกับผมว่ามันไม่มีประโยชน์ ถ้าเราตีโต้กลับไปได้ครบถ้วน ท่านก็โอเค ยอมไปพบปะผู้คน

     ผมว่าท่านยืนหยัดทำงาน แต่ท่านไม่ยืดหยุ่นมากเท่าผม ก็อาจจะเพราะบุคลิกลักษณะแบบนี้มั้งที่ทำให้ท่านได้เป็นผู้นำพรรค NLD (The National League for Democracy, พรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย) และยังครองใจคนเมียนมาจำนวนมากได้อยู่ คนที่ถูกขังในบ้าน 19 ปี ระหว่างนั้นท่านคงได้ไตร่ตรองและใคร่ครวญเรื่องต่างๆ ไว้ดีแล้วก่อนจะออกมาทำงานในตอนนี้

     คุณเชื่อไหมว่าเวลาเรานั่งประชุมกับท่านนานเป็นชั่วโมงๆ แต่ท่านไม่ได้จดบันทึกอะไรลงบนกระดาษตรงหน้าเลย เราเสนอเรื่องต่างๆ เรียงตามลำดับไป เรื่องยากๆ ทั้งนั้นเลยนะ พอเสนอเสร็จ ท่านก็อภิปรายกลับมาเป็นข้อๆ เรียงตามลำดับเช่นกัน มีกระดาษวางอยู่ตรงหน้า ผมเคยจับตาดูว่าท่านจะจดอะไรไหม ปรากฏว่าท่านไม่จด แต่ท่านสามารถโฟกัสกับการประชุมของเราได้ตลอด ผมว่านี่คือพลังของสติ การโฟกัส มุ่งมั่นอย่างแท้จริง
การทำงานเป็นที่ปรึกษานี่ไม่ใช่ว่าเราทำตัวเป็นปรมาจารย์ห่มผ้าขาวมาบอกเลยทีเดียว ว่าต้องทำแบบนั้นแบบนี้ถึงจะดี ถ้าเป็นแบบนั้นมันก็ไม่ต่างจากที่ EU และ UN ทำมาก่อน ซึ่งข้อเสนอดีแค่ไหน ก็จะถูกตีตกไปอยู่ดี คนก็จะด่าเมียนมาต่อไป แล้วก็จะปรบมือให้กับคณะที่ปรึกษาฯ ของเรา แต่มันไม่ได้นำไปสู่อะไรหลังจากนั้นอีกเลย เช่น ถ้าเราออกมาป่าวประกาศว่ารัฐบาลเมียนมาไม่มีความพร้อมที่จะรับผู้อพยพกลับมา ขอเรียกร้องให้ UN เข้ามาทำงานตรงนี้แทน โอ้โฮ คนทั่วโลกต้องปรบมือให้เราแน่ๆ

     เพราะฉะนั้น ผมคิดว่าการจะเป็นฮีโร่บนเวทีระหว่างประเทศนั้นง่าย แต่มันจะไม่มีผลลัพธ์อะไร ถ้าเราอยากจะทำงานให้เกิดผลจริง เราก็ต้องหาทางเจรจาต่อรอง

 

สุรเกียรติ์ เสถียรไทย

 

เราควรประนีประนอมระดับไหน ถึงจะไม่ไปฟอกขาวให้รัฐบาลและกองทัพเมียนมา และเราไม่ไปหรือบีบบังคับเขามากเกินไป

     ผมบอกกับทุกคนที่ได้ร่วมงานกัน ว่าเราจะไม่เป็นโฆษกให้รัฐบาลเมียนมา และเราจะไม่เป็นโฆษกให้ UN ด้วย จากประสบการณ์ในการทำงานด้านการเมืองมา ผมว่าเราต้องกลั่นกรองข้อมูลที่ได้มาจากแต่ละฝ่าย เพื่อค้นหาจุดที่ทับซ้อนกัน จุดที่เป็นไปได้มันอยู่ตรงไหน เราจะเอาจุดตรงนั้นขึ้นมาทำงานไปด้วยกัน ทั้งหมดทั้งปวงนี้ก็เกิดขึ้นได้เพราะเราเป็น Listening Forum ผู้รับฟังทุกฝ่าย เพื่อให้มองเห็นว่าตรงไหนห่างเหินกัน ตรงไหนทับซ้อนกันอยู่

     ยกตัวอย่าง เรารู้ว่าต่างประเทศต้องการให้มีการค้นหาข้อเท็จจริง ฝ่ายหนึ่งบอกเป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ อีกฝ่ายบอกว่านี่มันก่อการร้าย คือเรามองเห็นต่างกันเหลือเกิน พอห่างกันแบบนี้ แม้แต่อาเซียนเราเองก็ไม่กล้าเข้าไปช่วย เพราะถ้ามันเป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ อาเซียนก็แค่เดินๆ หยุดๆ ขอเข้ามาช่วยเหลือในแง่มนุษยธรรมอย่างเดียวนะ เพราะถ้ามากกว่านี้เดี๋ยวจะถูกด่าไปด้วย หน้าที่ของผู้รับฟังก็คือการมองหาจุดที่ใกล้กันเข้ามา เมื่อความเข้าใจแคบลงมาว่ามันไม่ใช่การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ อาเซียนเราก็สบายใจขึ้นมาหน่อย

     ถ้าเมียนมายังแข็งกร้าว บอกว่าคราวที่แล้วเจอคนตายสิบคน ฉันก็จับทหารที่นั่นมาสอบสวนแล้วไง แล้วก็จัดการลงโทษไปแล้วตั้งหลายคน ฉันทำเสร็จหมดแล้ว เราก็ต้องเข้าไปบอกเขาว่ายังไม่ใช่นะ สิ่งที่คุณทำไปแล้วนั่นดีแล้ว แต่ยังไม่พอ เพราะมันขาดความน่าเชื่อถือ ทำอย่างไรที่คุณจะยกระดับสิ่งที่คุณบอกว่าทำแล้วและพร้อมจะทำ ให้มันน่าเชื่อถือมากขึ้นในระหว่างประเทศ ก็นี่ไง คุณก็ตั้งคณะกรรมการอิสระขึ้นมาเองเลย เรารู้ว่าเมียนมาไม่ชอบตะวันตก ในขณะที่ตะวันตกอยากให้มีคนนานาชาติ เราก็หาจุดที่สองฝ่ายยอมรับตรงกัน คือหาคนระดับนานาชาติที่เป็นเอเชียไงล่ะ อาเซียนไงล่ะ สุดท้ายเราก็ทำงานเดินหน้าไปได้ เพราะเราพบจุดที่เกาะเกี่ยวกันได้ มันคือจุดที่รัฐบาลและทหารเมียนมาถือว่าเป็น Outer Limit ของเขาแล้วล่ะ และมันคือจุดที่ Minimum ที่สุดที่ตะวันตกจะยอมรับได้ ตรงนี้แหละคือความพอดี ชีวิตคือความพอดี ก็อย่างที่บอกไว้ว่า The Lowest Hanging Fruit ทำเท่าที่ทำได้ไป แล้วค่อยๆ Conffiident Building ไป ตะวันตกบอกว่าโอเค เมียนมาก็บอกว่าโอเค นี่คือจุดร่วม

     ถ้าเป็นภาษาเศรษฐศาสตร์ เรียกว่า Common Denominator คือสิ่งที่มีปัจจัยร่วมกัน นี่คือแก่นหลักการของงานที่พวกเราทำ

 

มันเหมือนเป็นหลักการทำงานในกรณีทั่วไปในทุกอาชีพ ในทุกองค์กรด้วย

     ใช่เลยครับ ที่สำคัญคือเราควรแสวงจุดร่วม สงวนจุดต่างด้วย อะไรคือจุดอ่อนไหวของคนอื่น อะไรคือจุดอ่อนไหวของตะวันตก ของท่าน ออง ซาน ซูจี ของรัฐบาลเมียนมา มันไม่ใช่ว่าเราเห็นด้วยกับพวกเขา ผมเองก็ไม่ได้เห็นด้วยกับรัฐบาลเมียนมา และผมจะไม่ไปฟอกขาวช่วยพวกเขา แต่ถ้าในการทำงาน เราเอาแต่ยืนยันอยู่ในสิ่งที่คนอื่นไม่เอาด้วยเลย มันก็ไม่มีประโยชน์ คณะที่ปรึกษาของเราก็กลายเป็นแค่ Talk Shop คือพูดๆ ไป พูดอะไรก็ได้ พูดในสิ่งที่เป็นอุดมคติ แต่มันไม่มีทางเกิดขึ้นจริง เราไม่มีหน้าที่พูด เรามีหน้าที่ฟัง ผมฟังเยอะ พบปะผู้คน 60 การประชุมใหญ่ๆ ยังไม่นับคณะที่ปรึกษาแต่ละคนๆ ถ้ารวมแล้วก็เป็นการรับฟังนับร้อยๆ ครั้ง แค่ในคณะที่ปรึกษาเราเอง การประชุมแต่ละครั้งก็ต้องรับฟังกันและกัน เสนอแบบนี้ไปแล้วบางคนบอกว่าเป็นการฟอกขาวให้เมียนมา เสนออีกแบบไปบางคนบอกว่าเข้าข้างตะวันตกเกินไป โอ้โฮ แค่ในคณะที่ปรึกษาเราเองยังต้องหาจุดร่วมเลย งานรับฟังนี่เหนื่อยพอควรเลยนะ

 

ชาวบ้านในยะไข่ก็ไม่เข้าใจกัน ตะวันตกกับเมียนมาก็ไม่เข้าใจกัน ขนาดในคณะที่ปรึกษาฯ ก็เข้าใจไม่ตรงกัน ทำไมมนุษยชาติเราหาความเข้าใจร่วมกันได้ยากเหลือเกิน

     ผมว่าสิ่งที่หายไปคือความเมตตา เราไม่พยายามทำความเข้าใจกัน ไม่ให้อภัยกัน ทุกวันนี้เราเอาแต่จะชนะคะคาน ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 9 เคยรับสั่งไว้ว่า Our Lost is Our Gain. บางครั้งเราต้องยอมสูญเสียอะไรไปบ้าง เพื่อในที่สุดแล้วเราจะได้บางสิ่ง และคนส่วนใหญ่ก็จะได้บางสิ่ง เราน่าจะได้ผ่านกระบวนการคิดแบบนี้ไปด้วยกัน แต่ละชุมชนที่ยะไข่น่าจะคิดได้แบบนี้ จะให้ทุกฝ่ายได้หมด มันไม่มีทางเกิดขึ้นในโลกแห่งความจริง เพราะสิ่งที่เราไม่ได้ ส่วนรวมอาจจะได้ไป

     ผมได้รับคำสอนจากพระผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง ผมเคยไปปรึกษาท่านก่อนจะรับทำงานเรื่องยะไข่ ท่านสอนง่ายๆ เลยนะ บอกว่า ดร. สุรเกียรติ์ คนเราเกิดมามีห้านิ้วไม่เท่ากัน กำลังของแต่ละนิ้วก็ไม่เท่ากัน ไม่มีทางให้ห้านิ้วเท่ากันได้ แต่เมื่อมารวมกันแล้วมือหนึ่งทำงานได้ สองมือทำงานได้ จะเป็นโรฮิงญา จะเป็นพุทธ จะเป็นเมียนมา จะเป็น UN ทุกฝ่ายแตกต่างกันแต่อยู่ร่วมกันได้ ผมเองไม่ได้เอาคำพูดนี้ไปบอกไปสอนใครหรอก เพราะไม่อยากเอาธรรมะจากบ้านเราไปสั่งสอนใคร แค่เอาไว้เป็นหลักคิดในการทำงานตลอดมา

 

สุรเกียรติ์ เสถียรไทย

 

หลักการแบบนี้จะนำมาประยุกต์ใช้กับสังคมไทยเราอย่างไร ในปีหน้าเราจะมีการเลือกตั้ง และจะกลับเข้าสู่หนทางของความปรองดอง

     ความเมตตา การให้อภัย อดทนอดกลั้นกับความแตกต่าง ผมคิดว่าสามประการนี้สำคัญ ต้องมีสติตลอดเวลาว่าเราต้องยอมสละบางสิ่ง เพราะมันคือสิ่งที่เราทุกคนได้ประโยชน์ร่วมกัน ในองค์กรธุรกิจก็เช่นกัน ในภาคราชการก็เช่นกัน ประเทศชาติโดยรวมด้วย ประเทศเรานี่ผมว่าความปรองดองสำคัญที่สุด เราชอบไปคิดว่าประชาธิปไตยคือการเลือกตั้ง การเลือกตั้งนั้นสำคัญแน่ๆ แต่มันคือแค่ข้อเดียวของประชาธิปไตย เราต้องมองหากระบวนการให้มีส่วนร่วม การมีส่วนร่วมก็คือทั้งห้านิ้วได้มาผสานกัน ต่อรองกัน มีคนได้และคนเสีย อยู่ร่วมกัน เผชิญหน้ากับปัญหาร่วมกัน ได้รับและสูญเสียเหมือนกัน กระบวนการแบบนี้ทำให้เกิด Compassion ในหมู่คน ความรู้สึกสองมาตรฐานหรือไม่มีมาตรฐานใดๆ เลยก็จะหมดไป ในปีหน้า

     นอกจากผมจะคาดหวังว่าเราจะมีการเลือกตั้งแล้ว ผมยังคาดหวังการมีส่วนร่วม ความโปร่งใส การตรวจสอบ หลักนิติธรรม และ Compassion การแก้ปัญหาในบ้านเราตอนนี้ก็คล้ายกับที่ยะไข่ คือต้องออกแบบกระบวนการให้ดี จัด Listening Forum เมื่อรับฟังมาแล้ว ขั้นต่อไปก็ค้นหา Common Denominator อะไรคือจุดร่วมกันของทุกฝ่าย สมมติฟังแล้วจับได้ทั้งหมด 20 ประเด็น ใน 20 ประเด็นนี้ มันน่าจะมีสัก 2-3 ประเด็นที่ทุกฝ่ายเห็นตรงกัน แล้วเราก็เริ่มต้นทำงานจาก 2-3 เรื่องนั้นคือ The Lowest Hanging Fruit

     ตัวอย่างถ้าจะให้เห็นเป็นรูปธรรม ตอนนี้คือบ้านเราทุกฝ่ายเห็นด้วยว่าควรนิรโทษกรรมคนเล็กคนน้อยในการชุมนุม คนที่ไม่ได้ลงมือทำร้ายใครหรือทำลายทรัพย์สิน คนเหล่านี้ต้องได้นิรโทษกรรม หลังจากขั้นนี้สำเร็จ ทุกกลุ่มก็รู้สึกดีใจไปพร้อมกัน เราก็จะได้ไพล็อตโปรเจ็กต์ที่ประสบความสำเร็จ เกิดเป็น CBM คือความมั่นใจ

 

มีข่าวลือกันมาว่าคุณจะเป็นหัวหน้าพรรคการเมือง คุณจะนำแนวคิดและบทเรียนจากยะไข่มาแก้ปัญหาในประเทศไทยเราได้ไหม

     ไม่มีความจริงเลย ไม่มีใครมาเสนอ ไม่มีใครมาคุยกับผมเรื่องนี้เลย แต่ผมยินดีเป็นผู้ช่วยคิด ถ้าสิ่งที่ผมชวนคิด ได้มีสื่ออย่างพวกคุณหรือใครก็ตามได้นำไปถ่ายทอด ไปเสนอให้ทุกฝ่ายได้มาร่วมมือกัน นำประสบการณ์ที่ผ่านมาบอกเล่าให้ฟัง เพื่อให้คนรุ่นใหม่ที่สนใจจะได้เอาไปทำกันเอง

 

แต่คนรุ่นใหม่ไม่สนใจหลักการประนีประนอมแบบคุณหรอก คนรุ่นใหม่ยืนหยัดและตัดสินถูกเป็นถูก ผิดเป็นผิด มีอุดมการณ์แรงกล้า

     ก็เป็นธรรมดา คนรุ่นใหม่มีแรงกำลังมากกว่าผม มีสติปัญญามากกว่าผม แต่เขาอาจจะยังขาดประสบการณ์ คนรุ่นเก่าผ่านอะไรมาเยอะ ก็เห็นมาเยอะว่าของดีๆ ข้อเสนอดีๆ มันทำจริงไม่ได้ทันทีหรอก เพราะในโลกแห่งความจริง จังหวะเวลานั้นสำคัญกว่า คนรุ่นใหม่คงต้องค่อยๆ เรียนรู้ไปว่าสิ่งที่เป็นขาวหรือดำ วันนี้ขาวอาจจะไม่ชนะ แต่เราต้องเฝ้ารอไปยาวนานกว่าจะถึงเวลาที่ขาวนั้นจะใช้งานได้

     บนเส้นทางชีวิตและการทำงานที่เราเดินไป ถ้าเห็นกำแพงขวางอยู่ข้างหน้า เราจะเอาหัวชนกำแพงไปเรื่อยๆ ก็ได้ แต่หัวอาจจะแตกไปก่อน และกำแพงก็ไม่มีวันขยับ ถ้าถอยมาสักนิดอาจจะเห็นประตูอยู่ข้างทางนั้น เราก็เปิดเข้าไปเพื่อเดินอ้อมอีกทางหนึ่งได้เหมือนกัน หรืออย่างน้อย ถ้ามันเป็นกำแพงไม้ไผ่ เรานั่งรอตรงนั้นไปสามเดือนหกเดือน เราค่อยเอาหัวชนเมื่อไม้ไผ่มันผุแล้วก็ได้ จริงไหม

     แรงกำลังนั้นต้องมาพร้อมกับกับความพากเพียร ถ้าเราไม่พากเพียร ไม่อดทน ไม่เมตตา ชีวิตนี้ก็วนเวียนอยู่กับการเฝ้าถามว่าทำไม ทำไม ทำไมโลกมันเป็นแบบนี้ ทำไมคนอื่นไม่ทำแบบนั้นแบบนี้ดังใจเรา เราไม่ค่อยถามกลับมา ว่าทำไมเราเองไม่ทำแบบนั้นแบบนี้ เพราะขาดความเมตตา เราจึงชี้โทษใส่คนอื่น เพราะเราขาดความเข้าใจกัน ผมเข้าใจกองทัพเมียนมา แต่ไม่ได้หมายความว่าผมเห็นด้วยกับกองทัพเมียนมา

     ถ้าเราอยากจะเสนออะไรๆ เราเสนอได้หมด มันขึ้นอยู่กับว่าเขาจะรับไหม ถ้าไม่รับ ก็ไม่เกิดประโยชน์อันใด 

     ความจริงแท้ของชีวิตมันก็เท่านั้นเอง

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

ภาสกร ธวัชธาตรี

ช่างภาพประจำกอง a day BULLETIN

เรื่องโดย

วุฒิชัย กฤษณะประกรกิจ

อดีตบรรณาธิการบริหาร a day BULLETIN นักเขียนผู้ชอบแมวและหมา แต่เกลียดเสียงหมาเห่า เลยเลี้ยงแมวดีกว่า เคยเชื่อว่าตัวเองเป็นคนลักษณ์ 4 แต่เพื่อนๆ บอกว่าเป็นลักษณ์ 5 ชอบเขียนถึงเรื่องราวที่โศกซึ้ง แต่เพื่อนบอกว่ามันเป็นมุมมองของคนคิดลึกซึ้งมากกว่า