ธนะเมศฐ์ อาริยวัฒน์ กับ Coral NFT Marketplace พื้นที่แห่งความเป็นไปได้ไม่สิ้นสุด

The Conversation
3 Dec 2021
เรื่องโดย:

วิไลรัตน์ เอมเอี่ยม

ถ้าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ปลายเดือนธันวาคมที่จะถึงนี้ จะมีการเปิดตัวอย่างเต็มรูปแบบของ NFT Marketplace ที่ชื่อ Coral ซึ่งทางผู้พัฒนาบอกว่า นี่คือแพลตฟอร์มที่ super simple สำหรับทุกคนที่สนใจสะสมหรือลงทุนกับงานศิลปะแบบดิจิทัลที่กำลังมาแรงที่สุดแห่งยุค และว่ากันว่ามันคือโอกาสใหม่สำหรับศิลปินและนักสร้างสรรค์โดยถ้วนหน้ากัน ไม่ว่าจะเป็นศิลปินที่สร้างผลงานมาอย่างโชกโชน และศิลปินหน้าใหม่ๆ ที่อยากทดลองมองหาพื้นที่แจ้งเกิด หรือกระทั่งโอกาสในการหารายได้ที่ยั่งยืนในอนาคต

        ตามรูปศัพท์แล้ว Coral คือปะการังที่เราจะพบได้อย่างหนาแน่นใต้มหาสมุทร โลกแห่งสีสันและความหลากหลายที่ใครที่ดำดิ่งลงไปมักรู้สึกว่าเป็นอีกโลกหนึ่ง ทั้งที่อยู่ในโลกเดียวกันกับที่เราอยู่

        “โลกของ NFT มันควรต้องให้ความรู้สึกประมาณนี้ เหมือนเป็นอีกโลก แต่ก็อยู่ในโลกที่เคียงคู่กับเราไป และเนื่องจากใต้มหาสมุทรจะมีสิ่งมีชีวิตหลากหลายรูปแบบหลากสีสัน มันแปลว่าอะไร มันแปลว่ามีความเป็นไปได้ที่ไร้ที่สิ้นสุด ดังนั้น tagline ของ Coral มันจึงเป็น limitless opportunities และงานศิลปะก็เป็นแค่จุดเริ่มต้นของเราเท่านั้นเอง เรามองว่ามีอย่างอื่นอีกเต็มไปหมดเลยที่เราสามารถทำได้”

        ‘พอล– ธนะเมศฐ์  อาริยวัฒน์ Head of Venture Builder, KASIKORN X (KX) ที่ร่วมกับทีมงานปลุกปั้นและผลักดัน Coral ให้ออกมาเป็นอีกหนึ่งบริษัท หรือ spin off ที่เป็น non-financial services ต่อจาก Kubix ที่โฟกัสไปที่การเป็น ICO portal หรือบริษัทที่เน้นเรื่องทรัพย์สินดิจิทัลที่เปิดตัวไปก่อนหน้านั้นแล้ว

        พอลเล่าให้เราฟังขำๆ ว่า เขาเป็นเด็กติดเกม ที่ชอบเล่นเกมวางแผนหรือวางกลยุทธ์ต่างๆ วิธีคิดในการเล่นเกมก็มีส่วนในการทำงานอยู่ไม่น้อย ไม่นับว่าเขาเคยลุยกับการทำสตาร์ทอัพและคลุกคลีกับเรื่องบล็อกเชนมานานนับปี ทำให้วิธีปั้น Coral ร่วมกับทีมงานชุดเริ่มต้นที่มีกันเพียงน้อยนิด เต็มไปด้วยความสนุก ท้าทาย มีอะไรให้ลองก็ลองมันไปทุกอย่าง จนกว่าจะรู้ว่าทางไหนเวิร์กและลุยไปแบบไม่คิดชีวิต – นั่นคือหลักการที่เขาใช้มาตลอด

        แต่ Coral ที่จะเป็น NFT Marketplace ไม่ใช่เกม หากแต่เป็นเรื่องจริงที่มีเดิมพันเป็นโอกาสและความหวังของคนจำนวนมาก ที่กำลังต่อสู้ดิ้นรนในสถานการณ์ที่สิ้นหวังทางเศรษฐกิจมานานนับปี

        เมื่อแดดสาดส่องลงไปใต้พื้นน้ำ เราจะเห็นปะการังหลากสีสันอยู่ตรงนั้น และเราจะรู้ว่าโลกอีกโลกสวยงามเพียงใด

        เราถามว่าวันนี้ เขาคิดว่าเขาอยู่ในฐานะที่กำลังสร้างอะไรอยู่

        “การสร้างธุรกิจใหม่ ที่สามารถสร้างอิมแพ็กต์กับคนจำนวนมากได้” เขาตอบอย่างไม่ลังเล และเปิดโทรศัพท์มือถือโชว์งาน NFT ที่เขาสะสมไว้ด้วยความภูมิใจ

        “คริปโตคิตตี้ตัวนี้ ผมซื้อมาเพราะมันสะท้อนความเชื่อของผมที่พยายามจะเชื่อมโยง ผสมผสานสิ่งต่างๆ เข้าด้วยกัน ในโลกของ innovation มันคือแบบนี้ล่ะครับ มีทางไหนให้ลอง เราต้องลองทุกทาง เพราะเราไม่มีทางรู้ว่าแบบไหนจะดี”

        ขอบอกว่า บทสัมภาษณ์นี้ คนสนใจเรื่อง NFT ควรอ่านเป็นพิเศษ เพราะนี่คือเรื่องราวแห่งโอกาสที่กำลังจะเกิดขึ้นในโลกของความเป็นจริง

เล่าให้ฟังหน่อยว่า คุณเข้ามาร่วมงานกับ KX เมื่อไหร่และตอนนั้นได้รับโจทย์ว่าอะไร

        พี่กระทิง (เรืองโรจน์ พูนผล Group Chairman แห่ง KBTG) ชวนมาทำเลยครับ โจทย์คือให้ไปสร้างธุรกิจเติบโตได้เร็วที่สุด พอผมเข้าไปทำงานกับทีมได้ไม่นาน Kubix ก็ได้ spin off ออกมาจาก KX เป็นตัวแรก ทีนี้อย่างที่ทราบว่า KX จะโฟกัสที่ตัว DeFi เลยต้องมานั่งดูว่าแล้วกลยุทธ์ควรจะเป็นยังไงกันแน่ ผลสรุปคือเราไม่อยากทำแบบ DeFi จนเกินไป เพราะถ้าเราดูในอุตสาหกรรมทั้งหมด จะพบว่ามีคนเพียงแค่ 1% เท่านั้นที่เข้าใจและใช้เป็น ส่วนอีก 99% ที่เหลือคือคนธรรมดาสามัญ ที่ไม่เข้าใจและไม่สามารถใช้งานมันได้ ถ้าเข้าไปลงทุนก็เจ๊งน่ะ ดังนั้น ถ้าย้อนกลับไปต้นปี เราจะเห็นข่าว rug pull (กระชากให้ล้ม) จากคนลงทุนในเหรียญคริปโตบ้าง คนเจ๊งบ้าง ฆ่าตัวตายบ้าง ดังนั้นเราเลยคิดว่า KX จะมีมิชชั่นอยู่อันนึง นั่นคือการ build trust in trustless world สร้างความน่าเชื่อถือในโลกที่ไม่มีความน่าเชื่อถือ เพราะ trustless world ในที่นี้มันไม่ต้องใช้ตัวกลาง แปลว่าคนที่เข้ามาใช้งานจริงๆ มันเหมือนเข้ามาอยู่ในหนังสามเรื่องบวกกัน คือ Wild Wild West กับ The Matrix และ Ready Player One คือเข้าไปปุ๊บนี่ไม่รู้ว่าจะเจอสิงสาราสัตว์อะไรบ้าง ดังนั้น เราเลยคิดกันว่า ถ้าอย่างนั้น ในเมื่อเรามีกำลัง มีความสามารถ ประสบการณ์ในเรื่องการเงิน บล็อกเชน แถมเรายังเป็นองค์กรใหญ่ที่สามารถฟังเสียงลูกค้าได้เป็นอย่างดี เราจึงน่าจะเป็นผู้เล่นที่เข้ามาแก้ pain point ให้กับคนทั้ง 99% ที่เหลือนั้นได้ ขณะเดียวกัน ก็ส่งเสริมการทำงานให้กับคน 1% ที่เข้าใจด้วย

เราอยากเป็น NFT Marketplace ที่ทำในสิ่งที่มีความหมายมากที่สุด ในมุมที่ว่าเราช่วยให้คนสามารถทำมาหากินได้จริงๆ และสามารถเอาอำนาจของ DeFi มาสู่มือของคนอีก 99% ในอุตสาหกรรมได้จริงๆ

        ต้องบอกว่ามุมมองของ KX ในโลกของ DeFi ก็คือ ทำยังไงถึงจะเอา power ของ DeFi ที่อยู่ในมือของคนแค่ 1% มาไว้ในมือคน 99% ได้ ดังนั้นเวลาเรามอง DeFi เราจึงมองอยู่สองก้อน ก้อนแรกคือระบบการให้บริการทางการเงินหรือ financial services กับ non-financial services และเราก็เลือกให้มีการพัฒนาตัว non-financial services เลยออกมาเป็น Coral หรือตัว NFT Marketplace ที่มีสโลแกนว่า super simple NFT Marketplace ซึ่งสาเหตุก็เป็นเพราะว่าเราเห็นว่ากระดานซื้อขาย NFT มันมีอยู่เต็มไปหมดเลย แต่ปัญหาคือมันใช้ยากไม่ว่าจะฝั่ง creator หรือฝั่ง artist ที่ต้องไปทำความเข้าใจ ไปเปิดบัญชีคริปโตก่อน กว่าจะเอางานออกมาขายได้ก็ต้องไปผ่านกระบวนการด้านคริปโตก่อนทั้งสิ้น แต่สิ่งที่เราได้มาจากฝั่งคนทำงานหรือ insight เลย เราพบว่าศิลปินมักจะบอกว่า จริงๆ เขาไม่อยากยุ่งกับกระบวนการเหล่านี้เลย เพราะเขาอยากทำงาน ขายงาน โปรโมตงาน เพื่อให้เขาเป็นที่รู้จัก สามารถสร้างชื่อเสียงได้ สองคือเขาสามารถที่จะมีรายได้เลี้ยงตัวเองได้ ซึ่งพอเราเห็นข้อมูลนี้แล้ว เราก็คิดว่ามันไม่จำเป็นที่จะต้องใช้ crypto operation ใดๆ ทั้งสิ้น แต่เราสามารถทำให้มันเป็นอีคอมเมิร์ซได้ ถ้าศิลปินสามารถขายของบนหน้าร้านออนไลน์ หรือโซเชียลมีเดียได้ เขาก็น่าจะขายกับเราได้ ไม่ต้องมานั่งเรียนรู้อะไรมากมาย คริปโตคืออะไร อีเธอเรียม ราคาขึ้นราคาตกยังไง ซื้อแล้วจะคุ้มมั้ย เราเลยคิดว่าจะบิดแกนมาเป็นแบบนี้ ในมุมของคนซื้อ NFT ก็เหมือนกัน เวลาเขาซื้อเขาต้องใช้เงินคริปโตซื้อ เราก็เลยคิดว่ามันไม่จำเป็น เพราะเรามาชำแหละดูหมดแล้วว่า จริงๆ แล้ว ระบบ crypto operation กับระบบการจ่ายเงินมันแยกกันได้ ดังนั้น ผู้ซื้อไม่จำเป็นต้องซื้อด้วยเงินคริปโต เขาสามารถใช้เงินบาทซื้อได้เลย ส่วนคนที่ต้องรับผิดชอบในการแปลงไฟล์ จัดการทุกสิ่งทุกอย่างให้บนกระดาน NFT คือ Coral พอเราจัดการแปลงไฟล์ทุกอย่างแล้วก็จะส่งตัว NFT ให้ ดังนั้น Coral จึงถูกสร้างมาเพื่อเป็นแพลตฟอร์มกลาง ที่จะทำให้ศิลปินเอางานมาขายได้ และเราจะช่วยแปลงไฟล์ที่เขาเอามาขาย ให้เป็น NFT แล้วส่งผ่านให้กับคนซื้องานได้

มันเป็นข้อได้เปรียบที่ทำให้ Coral ผ่านการพูดคุยอย่างรวดเร็วกับ กลต. (สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์) ด้วยไหม เพราะมันก็มีวิธีใช้ไม่ยุ่งยาก ตรวจสอบได้ แถมยังใช้เงินปกติหรือ fiat money ซื้อขายได้

        จริงๆ ไม่ได้เร็วอย่างที่ทุกคนคิดนะครับ คือไม่ว่าเราจะมีธุรกิจอะไรก็แล้วแต่ที่เราสร้างขึ้นมา มันจะเกิดจากการสนับสนุนจาก KBank แล้วก็ KBTG ให้มองอย่างนี้ว่า เราเหมือนลูก ที่มีพ่อแม่ฝั่งหนึ่งเป็นนายธนาคารเก่งมาก แล้วอีกคนมาสายวิศวกรรม ทีนี้ก็มีลูกดื้อๆ ออกมาคนนึงที่อยากทำอะไรที่แหวกๆ เลยต้องมีการสนับสนุนจากทั้งสองฝั่ง ทีนี้โดยปกติทางธนาคาร เขาก็ต้องมีกรอบการทำงานภายใต้การกำกับดูแลของหน่วยงานสำคัญๆ อยู่แล้ว ไหนจะการทำงานร่วมกันกับกลุ่มผู้ตรวจสอบหรือ regulator ซึ่งจะบอกว่าในเมืองไทยเรามีคนที่เก่งมากนะครับ เขารู้ทุกเรื่อง เวลาเราเข้าไปคุย เราก็มีทีมงานที่จะคอยช่วยเรื่องการตีความข้อกฎหมาย เรื่อง NFT คืออะไร เราทำงานร่วมกันนานมากๆ แล้วเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องของการกำกับดูแลหรือเทคโนโลยีอย่างเดียว แต่มันเป็นเรื่องที่ว่าเราจะจัดองคาพยพอย่างไร ในเรื่องของการพัฒนาระบบ เราถึงจะนำสองเรื่องนี้มาผสมกันได้ แปลว่าเราต้องคิดมาครบแล้ว และไม่ว่าจะเป็นเรามองหรือกลุ่ม regulator มอง เราจะมองคล้ายๆ กัน นั่นคือดูว่ามีความเสี่ยงอะไรบ้างในโลกของ NFT

        ซึ่งต้องบอกว่า เวลาคนส่วนใหญ่มองเรื่องนี้ ผมว่าเขาจะไม่ได้มองเยอะ แต่พอให้เข้าไปดูไส้ในแล้ว มีความเสี่ยงเป็นกระบุงเลย เพราะเมื่อเขาเข้าไปในโลก NFT แล้ว เขาจะเจอความเสี่ยงหลักๆ สองเรื่องก่อนคือ ความเสี่ยงจากความไม่รู้ และความเสี่ยงจากความผันผวน แล้วมันมีความเสี่ยงอีกเต็มไปหมดเลย แล้วเราจะต้องค้นหาให้ได้ ดังนั้น กว่าเราจะผ่านด่าน กลต. มาได้ มันเกิดจากการทำงานหนักร่วมกันทุกฝ่าย มันไม่ได้ง่ายนะครับ เราใช้เวลาคุยและวางแผนการทำงานทั้งหมด 6 เดือน สองเดือนแรกคิดกลยุทธ์ วางระบบก่อน แล้วหกเดือนต่อมาลงมือทำแล้วก็เปิดตัว ซึ่งเราวางแผนจะเปิดตัวภายในสิ้นปีนี้

วิชั่นของคุณกับเรื่องของ NFT คืออะไร วาดภาพออกมาสวยงามขนาดไหน

        ถ้าให้ผมมอง ผมจะมองเป็นสองส่วน คืออย่างที่บอกว่าเราแบ่งคนเป็น 1% กับ 99% แต่เราตั้งใจว่าจะทำให้ 1% มีอะไรที่แหวกแนว ฉีกไปจากทุกคน เพราะทุกวันนี้หลายคนไม่รู้ว่าวงการนี้เขามี innovation แทบทุกวัน มีโปรเจกต์ใหม่ในโลกของ DeFi เกิดขึ้นทุกวัน แล้วมันเกิดขึ้นจากเด็กที่เป็นแค่วัยรุ่น ดังนั้น สิ่งที่เราเจอก็คือ NFT เองก็มีหลากหลายรูปแบบเต็มไปหมดเช่นกัน เอาง่ายๆ แค่ generative NFT ที่ฝังโปรแกรมเล็กๆ ลงไปในคอมพิวเตอร์ มันหมายถึงเราสามารถที่จะเขียนโปรแกรมอะไรก็ได้ในคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ โดยขึ้นอยู่กับจินตนาการของเราเลย ตรงนี้มันไม่ได้มีใครมากำหนดอะไรใดๆ ทั้งสิ้น มันอาจจะมีทั้งงานที่เฟล และงานที่สำเร็จ ก็แล้วแต่ ดังนั้น ในมุมมองของผม 1% ตรงนี้ มันเหมือนเป็นหนังสือให้เราอ่าน จะได้รู้ว่ามีอะไรบ้างที่เกิดขึ้น เช่น ก่อนหน้านี้ใน DeFi เราจะเห็นเรื่องของการลงทุน พอเข้าไปในโลก NFT ก็จะมี GameFi คือคนเริ่มหาเงินด้วยการเข้าไปซื้อขาย NFT เหมือนเป็นการลงทุนชนิดหนึ่ง แต่อยู่ในรูปแบบเกม หรือ project Loot ที่สร้างงาน NFT ในรูปแบบตัวอักษร แล้วเราก็เลือกสร้างสรรค์ภาพยังไงก็ได้ใน NFT พวกนั้น ประเด็นของเรื่องนี้คืออินฟลูเอนเซอร์หลายๆ ท่านที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้หรือในแวดวงอุตสาหกรรมบันเทิง เขาบอกเลยว่านี่คืออนาคตของทรัพย์สินทางปัญญา ยกตัวอย่างดิสนีย์มีมิกกี้เมาส์ หรือตัวละครที่เขาสร้างออกมาแล้วก็ทำเป็นหนัง ทำเป็นตัวการ์ตูนออกมา คือการนำคาแรกเตอร์เหล่านั้นมาขายในเชิงพาณิชย์ แต่วันนี้โลกที่เขามองกันก็คือตัวละครแบบมิกกี้เมาส์น่ะ มันเป็น NFT ตั้งแต่แรกโดยคอนเซปต์ ดังนั้น เรารู้ตั้งแต่แรกอยู่แล้วว่า NFT ชิ้นนั้นสร้างขึ้นโดยใคร มันเหมือนถูกโปรแกรมไว้แล้วว่าใครทำ ทีนี้คนได้มันไป จะเอาไปต่อยอดอะไรยังไงก็แล้วแต่ มันก็สืบหาได้ว่าใครสร้าง ถ้าใครเอาคาแรกเตอร์นี้ไปใช้ ต้องจ่ายค่า royalty fee กี่เปอร์เซ็นต์ก็ว่าไป ดังนั้น rate of innovation ในการนำไปใช้ มันจะมากมายมหาศาล วันนี้เราไปดู NFT บางตัว มูลค่ามันเป็นระดับพันล้านนะครับ มันซื้อคนเดียวไม่ได้ละ ต้องมาแตก ownership หรือความเป็นเจ้าของย่อยๆ ทำให้คนที่ไม่ได้มีเงินทุนเยอะ ก็สามารถเป็นเจ้าของสิทธิในงานศิลปะชิ้นนี้ได้ ถามว่ามันจะเกิดอะไรกับสังคม? มันหมายความว่าเด็กในเจเนอเรชันใหม่ๆ ตั้งแต่เด็กประถมไปถึงมหาวิทยาลัย เขาสามารถที่จะลุกขึ้นมาทำมาหากินได้ นี่คือการทำเพื่อคน 1% ที่รู้เรื่องนี้เท่านั้นนะ แล้วสำหรับ 99% ที่เหลือในอุตสาหกรรมนี้ล่ะ สิ่งที่ KX จะทำเมื่อมองจากภาพกว้างทั้งหมดตรงนี้แล้ว เราก็จะเลือกบางตัวขึ้นมาครับ เพราะเราไม่สามารถเอามาทุกอย่างได้ เราจะเลือกงานที่มันจะเติบโตได้ในระยะยาว เพราะการเอา power มาใส่ในมือคนอีก 99% ทำให้เรามีความรับผิดชอบมหาศาล Coral จึงมีหน้าที่ตรงนี้คือ สำหรับศิลปิน เขาสามารถทำมาหากินอยู่กับบ้าน สร้างงานศิลปะออกมา แล้วถ่ายรูป เพื่อให้มันเป็นดิจิทัล แล้วก็สร้างรายได้บนแพลตฟอร์มเรา แล้วก็ทำให้คนอื่นเข้าถึงงานได้ ซื้อหา ลงทุนได้ง่ายๆ

จริงๆ แล้วคุณอินกับ NFT มาตั้งแต่แรกเลยหรือเปล่า หรือว่าสนใจตอนไหน

        ผมอยู่กับวงการบล็อกเชนมานานมาก ตั้งแต่ปี 2016 ตอนนั้นถ้าพูดถึงเหรียญ ก็มีแค่บิตคอยน์ อีเธอเรียม ก็ยังค่อนข้างใหม่ ไม่ได้เติบโตอย่างทุกวันนี้ แล้วผมก็ทำงานในแวดวงบล็อกเชนมาตั้งแต่ตอนนั้น เพราะกลับมาจากต่างประเทศพอดี ก็เริ่มทำงานในสายนวัตกรรม คือผมอินกับเรื่องนี้มาตลอด แต่สำหรับ NFT ที่เป็นการสะสมงานศิลปะ ผมเพิ่งเริ่มต้นสะสมเมื่อปีที่แล้ว นี่ขออวดหน่อยว่าซื้อตัวแรกคือคริปโตคิตตี้นะ (ยกสมาร์ตโฟนมาให้ดู) หลักการคืออะไร ไม่มีครับ แค่ชอบเลย ซึ่งมันทำให้เราเข้าใจเหมือนกันนะว่า คนสะสมงาน NFT มีหลายประเภท เช่น ประเภทที่แค่ชอบก็ซื้อแบบผมนี่แหละ อย่างตัวคริปโตคิตตี้ที่ผมซื้อ มันจะมีคำบรรยายตัวของมันที่ผมประทับใจ แล้วตรงนี้มันก็แล้วแต่คนที่ให้กำเนิดมันจะระบุไว้ว่าอะไร อย่างตัวนี้คือ I’m on the mission to bridge the distant between academia and industry ซึ่งเราชอบเพราะมันก็ relate กับเรา ตัวอาร์ตเวิร์กก็แสดงให้เห็นถึงการผสมผสานกันระหว่างสองสิ่ง เอาสองสีมาผสมกัน

        คือมันมีทฤษฏีนึงในวงการ innovation ที่ชื่อ Dilemma Theory ที่บอกว่า คนเราจะมีความสับสนตลอดเวลาระหว่างที่เราจะเลือกชอยส์ A หรือชอยส์ B คำถามคือ แล้วเราจะทำยังไงกับมันดี ในมุมของ innovation แปลว่ามันมีทางที่ 1 กับ ทางที่ 2 ใช่มั้ย สิ่งที่ควรทำคือลองมันทั้งสองอัน ลุยไปเลย ดูสิว่าทางไหนมันดียังไง แล้วมันจะผสมผสานกันได้มั้ย มันอาจจะขัดกับบางคนที่บอกว่า วิธีการสร้างนวัตกรรม คือต้องเลือกทางใดทางหนึ่ง ถ้ามองเป็นกราฟ มันจะเป็นเส้นตรง แต่ในมุมมองของทฤษฎีที่ผมพูดถึง ถ้ามองเป็นกราฟมันจะเป็นเกลียว หรือ spiral คือมันจะเกิดควบคู่กันไป แล้วค่อยๆ ลู่เข้าสู่จุดที่ใช่เอง ถ้าเราเอาเรื่องนี้กลับมาใช้กับชีวิตเรา สมมติเรามีทางเลือก 1 กับทางเลือก 2 ที่สามารถลองได้ ให้ลองทั้งสองอันเลย แล้วเราจะรู้เองว่าเราชอบหรือไม่ชอบอะไร บางคนบอก ไม่รู้ว่าชอบเขียนหนังสือหรือชอบวาดรูป ก็ลองมันทั้งสองอัน สุดท้ายพอเราลองทั้งสองอัน เราอาจจะมีความคิดใหม่ๆ ผุดขึ้นมาว่า จริงๆ แล้วเราสามารถที่จะวาดรูปไปพร้อมกับเขียนหนังสือ เพื่อให้มันประกอบกันเป็นนิยาย หรือบทความที่โดดเด่นก็ได้ ผมเลยคิดว่า เออ ทฤษฎีนี้มันใช่ว่ะ สำหรับผม ตัวคริปโตคิตตี้ที่ผมซื้อ มันก็เหมือนกันอย่างที่บอก

แล้วมีไอเดียที่ว่านี้ในการสร้าง Coral ไหม

        มีครับ จริงๆ ต้องบอกว่าทุก innovation project มันต้องมี เพราะมันต้องทำ market validation การทดลองตลาด เราไม่สามารถอยู่ๆ เลือกอันใดอันนึงแล้วทำไปเรื่อยๆ เพื่อรอให้มันสำเร็จได้ เพราะโลกมันเปลี่ยนทุกวัน แล้วเปลี่ยนเร็วด้วย สิ่งที่เราต้องทำคือลองเลย ถ้าเราต้องทำธุรกิจนี้ มีสเปกตรัมในอุตสาหกรรมประมาณนี้ เราจะลองอะไรบ้าง จะเฟลก็เฟลให้มันจบๆ หรือ fail fast เราต้องออกแบบทุกอย่างให้เป็นการทดลอง มีกี่ออปชันก็ลองมันให้หมด แล้วเดี๋ยวเราจะรู้เองว่าทางไหนใช่ มันจะมีวิธีการวัดผลเองว่า เออ อันนี้มีแพตเทิร์นที่ทำให้คนชอบ คำถามคือ แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าสิ่งที่เราจะทำมันมีกี่ออปชันกันแน่ ก็ให้สังเกตครับ สิ่งที่ผมเชื่อคือพูดน้อย มองเยอะ ฟังเยอะ เราจะดูว่า pain ของคนคืออะไร จะมองว่า innovation สำหรับคน 1% ที่เราเลือกมา มีอะไรบ้าง ยกตัวอย่างนะ Coral สังเกตเห็นว่า มันเคยมีประเด็นดราม่าเยอะมาก เวลามีการซื้อขาย NFT เช่น ศิลปินถูกก๊อบปี้งาน แล้วคนก็สวมชื่อศิลปิน แล้วเอางานดิจิทัลนั้นไปทำเป็น NFT ขายอีกทีนึง ถามว่าคนซื้อรู้มั้ย เขาไม่รู้หรอก ดังนั้น มันจะเกิดเรื่องพวกนี้เต็มไปหมด เราก็สังเกตแล้วมาหาทางแก้ อีกอย่างที่บอกไปคือ ศิลปินจริงๆ เขาไม่อยากมาแตะเรื่องคริปโต เรารู้เพราะเราถาม เราไปฟังศิลปินหลายๆ คนพูด ซึ่งก็ทำให้รู้ว่า มันมีศิลปินกลุ่มใหญ่เลยที่ไม่ได้อินกับคริปโต แต่เขาแค่อยากสร้างงานอาร์ตและขายได้ กลุ่มนี้เราไกด์เขาได้ว่าถ้าจะขายงานกับเรา จะทำแบบไหน จะสร้างแคมเปญยังไงให้ขายได้ ให้ประสบความสำเร็จ กลุ่มที่สองคือไม่ได้เป็นศิลปินมืออาชีพ แต่ว่ามีความเป็นศิลปินอยู่ในตัว เขาก็จะมีทางเลือกในการทำงานศิลปะมากขึ้น เพราะเราสำรวจพบว่า ศิลปินบางคนอดทนทำงานที่ตัวเองไม่ได้ชอบอยู่นานหลายปี เพื่อเก็บเงินให้ได้สักก้อนนึง แล้วก็ออกมาทำงานที่ตัวเองอยากทำ เราเลยอยากเพิ่มทางเลือกให้เขายังทำงานที่ทำอยู่ได้ แล้วก็มาขายงานกับ Coral ได้ด้วย กลุ่มที่สาม คือกลุ่มน้องๆ ที่กำลังพัฒนาฝีมือแล้วกำลังค้นหาว่าตัวเองจะทำอะไร สิ่งที่ Coral จะช่วยเขาก็คือเข้าไปไกด์ เข้าไปเสริม เอากรณีศึกษาในต่างประเทศมาให้เขาดู ให้ความรู้เขา ทำงานร่วมกันกับมหาวิทยาลัยต่างๆ ด้วย เพื่อให้น้องๆ ได้สำรวจตัวเองว่าเหมาะกับอะไร ถ้ามีเครื่องมือใหม่มาให้ลอง เขาจะสนุกมั้ย แล้วเอาจริงๆ น้องๆ หลายคนก็เป็นศิลปินเพราะสถานการณ์บังคับ เช่น เกิดโควิด-19 แล้วทุกอย่างต้องล็อกดาวน์ แต่ขณะเดียวกันเราก็เห็นแสงสว่างในเรื่องนี้ คือมีเด็กคนนึงอายุไม่กี่ขวบ ที่คุณพ่อคุณแม่เป็นช่างสักแล้วทำงานเปิดร้านไม่ได้ รายได้ไม่มี น้องคนนี้ก็วาดรูปเล่นไปเรื่อยๆ พ่อแม่ก็เอาไปโพสต์บนเฟสบุ๊ก จนมีคนแนะนำให้ไปทำ NFT ขาย ข่าวแบบนี้มาให้เห็นเยอะมากช่วงที่ล็อกดาวน์ ทำให้คนเริ่มมีความหวังกับงานของตัวเอง และสิ่งที่ Coral จะทำต่อคือ เราจะสร้างความรู้ แต่ไม่ได้มาสอนให้วาดรูปนะ แต่เราอาจจะร่วมมือกับศิลปินที่เก่งๆ มาให้ความรู้เพิ่มเติม ถ้าเขาพร้อม ก็เอางานมาลงกับ Coral ได้

คิดว่าการเติบโตของแวดวง NFT ในไทย มันจะเป็นยังไงต่อในอนาคต เช่น เป็นฟองสบู่ไหม มันจะมาแป๊บเดียวแล้ววูบหายไปหรือเปล่า

        คือเราจะพูดย้ำๆ เสมอในเรื่องช่วยให้คนทำมาหากินมีรายได้ ซึ่งมันเชื่อมโยงกับเมกะเทรนด์หนึ่ง ที่บอกว่าในอนาคตคนไม่ต้องทำงานแบบเข้าออฟฟิศ เจอหน้ากันละ ทุกอย่างอยู่ในโลกดิจิทัล สิ่งที่ Coral ทำคือ จะเป็นฟันเฟืองอันหนึ่งที่จะทำให้คนทำมาหากิน เขาสามารถทำงานได้จริงๆ เพราะเทรนด์อนาคตของการทำงาน มันจะเป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ ตอนนี้เราก็พอจะเห็นแล้วว่า ไม่ว่าจะทำงานอะไรก็ตาม มันทำบนออนไลน์ได้ มันเกี่ยวข้องกับดิจิทัลทั้งนั้น จริงๆ มันเกิดมาตั้งนานแล้วในโลกของคนทำงานฟรีแลนซ์ด้านศิลปะ แต่ NFT มันเป็นอีกเครื่องมือหนึ่งในการทำงาน

        ที่สุดแล้ว เทคโนโลยีมันมาแล้วไปเสมอ แต่มันอยู่ที่ business model ที่เราสร้างขึ้นมาเพื่อให้คนไปตามเทรนด์นี้ต่อไปได้ แล้วเราก็เชื่อว่า ต่อไปมันจะเป็นอย่างนี้ยิ่งขึ้นไปอีก ยิ่งตอนนี้มีคำว่า Metaverse คือการเอาตัวเองไปอยู่ในโลกดิจิทัล แล้วก็ทำมาหากิน มีกิจกรรมบนนั้นได้ ซึ่งมันก็จะกลายเป็นอนาคตของเราด้วยเช่นกัน

แล้วที่เราเน้นคือ เราจะพูดภาษาที่ไม่ยากกับพวกเขา แค่บอกเขาว่าเขาทำอะไร เขาได้อะไร และความฝันของเราคืออะไร ดังนั้น เราก็ต้องเติบโตไปด้วยกัน สร้างคอมมูนิตี้นี้ไปด้วยกัน แล้วเราเชื่อว่านี่เป็นแค่จุดเริ่มต้นเอง

        แต่ขณะเดียวกัน บางคนบอก เออ ไม่แน่ บางคนอาจจะไปฝังตัวอยู่ในโลกดิจิทัลเลยหรือเปล่า เพราะทุกวันนี้เราก็พอมองเห็นนะว่า บางคนชีวิตจริงที่ตาเราเห็นมันเหมือนเขาไม่มีอะไรน่าสนใจ แต่เขาอาจจะดังมากใน TikTok เป็นอินฟลูเอนเซอร์ อะไรต่างๆ ถ้ามองดีๆ มันก็เหมือน อวาตาร์ของเขาระหว่างโลกจริงกับโลกออนไลน์นะ แล้วทั้งสองคนนี้มีบุคลิกที่ฉีกออกไปเลยนะ ส่วนอีกกลุ่มก็คือ คนที่มีชีวิตในโลก physical มากกว่าโลกเสมือน หรือกลุ่มสุดท้ายก็อาจจะยังไม่ได้สนใจเรื่องนี้ และเชื่อในเรื่องของโลกแห่งความเป็นจริงเท่านั้น แต่ท้ายที่สุด Metaverse ก็ดี หรือตัวตนบนโลกดิจิทัลก็ดี มันคืออนาคตของการทำงาน ข้อดีคือมันจะทำให้เรามีทางเลือกมากขึ้นในการทำมาหากิน หรือดำรงชีวิตในการสร้าง identity ของตัวเองหรือกิจกรรมบางอย่าง ที่ในโลกปกติทำไม่ได้

เอาจริงๆ เรามองคุณเป็น digital man คนหนึ่ง เลยอยากทราบว่า แล้วเวลาต้องไปดีลกับศิลปินที่จะมา on board กับคุณเพื่อให้เขาเชื่อมั่นในสิ่งที่คุณคิด คุณมีวิธีอย่างไรในการไปชวนเขามา อย่างลอตแรกที่เห็นตอนเปิดตัว ก็มีศิลปินราวๆ เก้าคนที่เข้ามา (Pai Lactobacillus, Tikkywow, ทรงศีล ทิวสมบุญ, เอกชัย มิลินทะภาส, ปัณฑิตา มีบุญสบาย, Benzilla, Pomme Chan, IllustraTU, และ Jiggy Bu)

        วิธีการคือ เราคุยกับเขาภาษาเทคฯ ไม่ได้ เรื่องนี้ผมรู้ตัวดีตั้งแต่ต้นแล้ว แต่หลายคนอาจจะไม่รู้ว่า เมื่อก่อนผมทำงานเป็นช่างภาพนะ แล้วสตาร์ทอัพแรกที่ผมทำคือสตาร์ทอัพงานพิมพ์ หรือ photobook ซึ่งทำให้ผมได้คุยกับช่างภาพเก่งๆ หลายคน คุยกับสำนักพิมพ์หลายๆ ที่ ทั้งในสิงคโปร์และเมืองไทย โดยเราทำหน้าที่พิมพ์งานไฟน์อาร์ตให้ คือผมเนี่ยเป็นช่างภาพที่ไม่ได้เก่งหรอก แต่เข้าใจว่าศิลปินเขามีคาแรกเตอร์ยังไง ดังนั้น เราเองจะรู้ดีว่า เวลาคุยกับเขาเราต้องรู้ว่าเรื่องเงินเป็นเรื่องรอง โอเค เรื่องเงินก็สำคัญ แต่เป็นเรื่องรองในการคุย เรื่องที่สำคัญและเราสัมผัสได้จากศิลปินทุกคนที่คุยเลย แม้กระทั่งตอนมาทำ Coral แล้วก็คือ ทุกคนมีความหลัง มีเรื่องราวของตัวเอง เหมือนชอบมีคนบอกว่า ทุกคนมีเรื่องเศร้าเป็นของตัวเอง ทุกคนมีจุดแข็งหรือความเชื่อเป็นของตัวเองทั้งนั้น สิ่งที่เราบอกศิลปินที่เราติดต่อไปคือ นี่คือความหวังที่เราพยายามสร้างขึ้นมา ผมจะเล่าเรื่องเด็กที่ลุกขึ้นมาทำงานศิลปะ NFT ช่วงโควิด-19 คนนั้นตลอด และเล่าว่า นี่คือโอกาสของพวกเราที่จะได้ช่วยคนจำนวนมาก แล้วศิลปินที่เราเข้าไปคุยด้วยทุกท่าน คือคนที่ต่อสู้กันมาอย่างหนักทั้งนั้น กว่าทุกคนจะขายงานได้เป็นหลักแสนที่เราเห็นกันอยู่ที่คือปลายทางของเขานะ เหมือนคนดังบางคนเคยบอกว่า It takes me ten years to become an overnight success แปลว่าทุกคนมีเรื่องราวที่ผ่านมาทั้งนั้น เรียกว่าทำงานกันมาเป็นสิบๆ ปีกว่าจะมีวันนี้ บางคนเคยผ่านช่วงไม่มีจะกินมาแล้ว ดังนั้นนี่คือ story ของการต่อสู้ เพื่อให้วันหนึ่งตัวเองสามารถเปล่งประกายออกมาได้ ตอนแถลงข่าวเปิดตัว ศิลปินเหล่านี้จะพูดคล้ายๆ กันในเรื่องของการให้กำลังใจ สนับสนุนคนทำงานศิลปะ ขณะเดียวกัน ศิลปินเหล่านี้ก็เป็นแรงบันดาลใจสำหรับเรา และเราก็หวังว่าศิลปินทั้ง 9  ท่านแรกที่มาร่วมงานกับเรา จะเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนทำงานสร้างสรรค์หน้าใหม่ๆ ให้เขากล้าสร้างสรรค์ผลงานของเขาออกมา

มีเกณฑ์ในการเลือกศิลปินไหม  

        เรามองงานอย่างเดียว และแต่ละท่านที่เราเชิญมาร่วมงานกับ Coral จะมีผลงานที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง มีเอกลักษณ์ของตัวเอง แต่ผลงานของเขาเป็นที่ประจักษ์ต่อสายตาพวกเรา และเขามีฐานแฟนๆ ที่ติดตามงานของเขาอยู่และงานของเขามันสื่อสารกับคนได้ทั่วโลก ไม่ได้มองว่า ตัวศิลปินต้องประสบความสำเร็จอะไรมาใหญ่โต ไม่อย่างนั้นเราก็จะได้แต่คนที่ประสบความสำเร็จอยู่แล้ว ไม่ได้เปิดโอกาสให้คนที่ผลงานของเขาพร้อมที่จะเติบโต หรือกำลังมีการพัฒนาที่ดี และที่สำคัญเราอยากให้แพลตฟอร์มของเราเป็น  super simple NFT marketplace for regional artist in South East Asia to publish sell and promote their works to global communities แปลว่าเราต้องมองไปที่คุณค่าของผลงานที่ศิลปินทำ ไม่ใช่ว่าเราประสบความสำเร็จแล้วหรือยัง เพราะเราต้องการเป็นสื่อกลางหรือพาหนะให้เขาไปได้ไกลกว่านี้ ถ้าจะพูดให้ตรง คือ เราอยากเป็น NFT Marketplace ที่ทำในสิ่งที่มีความหมายมากที่สุด ในมุมที่ว่าเราช่วยให้คนสามารถทำมาหากินได้จริงๆ และสามารถเอาอำนาจของ DeFi มาสู่มือของคนอีก 99% ในอุตสาหกรรมได้จริงๆ เพราะแม้เราจะจับ 1% แต่อย่าลืมว่านวัตกรรมมันเกิดขึ้นทุกวัน แต่คนอีก 99% มันไม่ได้เก็ตไงว่าเขาทำอะไรกัน แล้วคนทุกคนก็ยุ่ง ชีวิตมีครอบครัวต้องดูแล ต้องใช้ชีวิต แค่นี้ก็หมดเวลาของเขาในการมาพยายามทำความเข้าใจโลกของ DeFi ใดๆ ทั้งสิ้นแล้ว เพราะ learning curve มันสูงมาก ศัพท์แสงต่างๆ ก็ยาก หน้าที่ของเราคือทำให้เขาเข้าถึงแพลตฟอร์มให้ super simple ถ้าทำแบบนั้นไม่ได้ แปลว่าเราก็ไม่สามารถที่จะเข้าถึง 99% ที่เหลือได้

        แล้วที่เราเน้นคือ เราจะพูดภาษาที่ไม่ยากกับพวกเขา แค่บอกเขาว่าเขาทำอะไร เขาได้อะไร และความฝันของเราคืออะไร ดังนั้น เราก็ต้องเติบโตไปด้วยกัน สร้างคอมมูนิตี้นี้ไปด้วยกัน แล้วเราเชื่อว่านี่เป็นแค่จุดเริ่มต้นเอง ถ้าเราเข้าไปดูใน NFT Community ของเฟซบุ๊กนะ สิ่งที่เราเจอบ่อยๆ คือคนที่ตกงาน แล้วท้อใจ อยากทำงานศิลปะ คนในนั้นก็จะเข้ามาให้กำลังใจ บอกว่าอย่ายอมแพ้ แล้วก็มาแชร์ข้อมูลว่า ทำแบบนั้นมั้ย แบบนี้มั้ย ขนาดคนไม่มีเงินเริ่ม ยังมีคนมาแนะนำเลยว่า งั้นลองวิธีนี้ นี่คือเรื่องที่เจอเสมอเลยในทุกคอมมูนิตี้ ผมเชื่อเลยว่าการต่อสู้ การทำมาหากิน มันไม่ได้จบแค่ในช่วงโควิด-19 สองปีที่ผ่านมา มันยังดำเนินอยู่ แล้วก็จะดำเนินต่อไป เพราะกว่าทุกอย่างจะเข้าสู่สภาพปกติจริงๆ มันยังอีกนาน เวฟใหม่จะมาอีกหรือเปล่าก็ไม่รู้ ดังนั้น ศิลปินที่มีฝีมือทั้งหลาย แค่สร้างงานศิลปะกับเรา แล้วเดี๋ยวเรามี channel partner ในการนำเสนองานของคุณให้โลกเห็นเอง

ซึ่งตอนนี้ก็คือสยามพิวรรธน์

        ใช่ เดี๋ยวต่อไปเราจะมี Coral NFT wall หรือมีงาน NFT ปรากฏให้ซื้อบน digital screen เวลาเดินเข้าไปช้อปปิ้งในห้างอย่างสยามพารากอนและไอคอนสยาม ดังนั้น เราจะเห็นผลงานของศิลปินอยู่ที่นั่น มี QR Code ให้ส่องอยู่ตรงนั้น เราสามารถเอามือถือไปสแกนแล้วเราก็จะเห็น landing page สำหรับเข้าไปซื้อผลงานได้เลย โดยจ่ายเงินผ่าน K Plus ง่ายๆ แค่นั้น ไม่ต้องไปทำ wallet เพื่อแปลงเงินคริปโตไปซื้ออีกที แต่แน่นอนเราต้องใช้ MetaMask ที่เป็นกระเป๋าคริปโตเพื่อรับงาน NFT ที่เราซื้อไว้นะ เพราะมันเป็น digital art พูดง่ายๆ คือ คนสามารถซื้องาน NFT ด้วยเงินในบัญชีปกติ แต่ตอนรับ NFT ต้องรับด้วยกระเป๋า MetaMask แค่นั้นเอง เพราะมันเป็นระบบแบบบล็อกเชนที่เขากำหนด

        ถามว่าทำไมเราเป็นพาร์ตเนอร์กับสยามพิวรรธน์ คือต้องบอกว่าด้วยความที่เราได้รับการสนับสนุนจาก KX และบริษัทแม่ ซึ่งจะรู้ตั้งแต่วันแรกที่ทำเลยว่า ถ้าจะให้ Coral ประสบความสำเร็จ มันไม่สามารถที่จะอยู่บนโลกออนไลน์ 100% ได้ เพราะคนเรามันมีชีวิตด้านอื่นๆ อย่างเรามาเจอหน้ากัน เราก็ไม่ได้มานั่งซื้อ NFT มันจึงต้องผสมผสานระหว่างโลกออนไลน์กับออฟไลน์ และหัวใจของศิลปินทุกคนคือ เขาสนใจ engagement จากคนดู เขาอยากทำความรู้จักกับคนที่ซื้องาน หรือคนที่จะซื้องานสะสมก็น่าจะเข้าถึงงานของเขาได้ง่ายๆ ไม่ใช่ต้องเห็นจากออนไลน์อย่างเดียว ไม่อย่างนั้นอารมณ์มันจะเหมือนมีแฟน แต่อยู่คนละประเทศ พอรู้แบบนั้นเราก็เลยเดินหน้าเข้าหาพาร์ตเนอร์เลยว่าคนไหนเป็น innovator หรือเปิดใจที่จะลองอะไรใหม่ๆ เพราะเราเห็นอยู่แล้วว่า นี่คือเมกะเทรนด์ ที่เราต้องไป จริงๆ NFT นี่เพิ่งเกิดเมื่อปีที่แล้วคือ 2020 เอง เอาแบบที่แมสเลยจริงๆ คือเพิ่งปีที่แล้วเลยนะ เราก็เลยไปคุยกับสยามพิวรรธน์ เรียกว่าคุยกันตั้งแต่ยังไม่มีชื่อ Coral เลยนะ คุยกันเยอะ แต่ใช้เวลาไม่นานมาก เพราะต่างฝ่ายต่างเข้าใจไอเดียของกันและกันได้เร็ว และเซย์เยสกันได้เร็ว เราไม่ได้มองว่าเราทำแพลตฟอร์มนี่เพื่อความเท่อย่างเดียว แต่มันต้องเท่ด้วย กินได้ด้วย คนจำนวนมากบนแพลตฟอร์มนี้ต้องทำมาหากินได้ และอีกอย่างสยามพิวรรธน์เองเขาก็มีการสนับสนุนและโปรโมตเรื่องของศิลปะมาโดยตลอด ก็เลย โอเค เริ่มจับมือไปด้วยกัน นี่คือขั้นแรกที่เราจะไป แล้วต่อไปจะมีอะไรสนุกๆ ตามมาอีกเยอะ เพราะนี่คือการผสมผสานกันระหว่างเรื่องของ innovation กับ arts ที่พอมันผสมกันได้แล้ว มันจะเป็นโอกาสที่กว้างขึ้นสำหรับศิลปินและทุกคน เพราะ NFT wall ที่จะอยู่ที่พารากอนและไอคอนสยาม มันมีความหมายกับศิลปินมากนะครับ เพราะคนจะมีโอกาสเห็นเยอะ รวมทั้งคนที่ไม่เคยสนใจเรื่อง NFT มาก่อนเขาก็จะมีโอกาสได้เห็นด้วย แล้วต่อไปมันจะเป็นสิ่งใหม่ เป็นกิจกรรมใหม่ในชีวิต เป็นโลกใหม่ สร้าง engagement ใหม่ๆ ระหว่างคนดูกับศิลปิน ได้ทำความรู้จักว่าศิลปินคือใคร ความเชื่อของเขาคืออะไร งานของเขาเป็นยังไง และมันสื่อสารกับคนดูแค่ไหน สุดท้ายมันก็จะมีสักคนที่ไปเดินดูงาน แล้วเป็นเหมือนผมที่กดซื้อ คริปโตคิตตี้ เพราะมันสะท้อนความเชื่อบางอย่างที่เหมือนกัน

พูดถึงเรื่องนี้ อยากทราบว่า tips ในการสะสมงานศิลปะ NFT ของคุณคืออะไร มีหลักที่ใช้ส่วนตัวในการสะสมงานมั้ย

        มีครับ คือผมมองว่าตัวเองเป็นนักสะสม มากกว่าเป็นนักลงทุน เวลามองงาน ผมจะมองที่ศิลปินที่สร้างงานนั้นเป็นหลัก ดูว่าศิลปินท่านนี้ทำอะไรมาบ้าง ผลงานที่ผ่านมามีอะไรบ้าง และงานของเขามีความหมายยังไง เพราะผมสนใจที่มาที่ไปของศิลปินหรือเรื่องราวของเขา มันจะสะท้อนออกมาว่าเขาเชื่อในเรื่องอะไร เขาสร้างคาแรกเตอร์นี้ขึ้นมาเพราะอะไร เช่น บางคนวาดภาพออกมาเซอร์เรียลมาก ขึ้นอยู่กับว่าเราจะมองแล้วตีความว่าอะไร ถ้างานและศิลปินไปด้วยกันกับสิ่งที่เราเชื่อ ก็ถือว่าใช่ จากนั้นก็ไปเลือกเลยว่าจะซื้อชิ้นไหน ชอบแบบไหน สไตล์ไหน อันนี้ขึ้นอยู่กับความชอบส่วนตัวของเราละ แล้วเราก็จะซื้อมาสะสม แต่ที่บอกว่าด้านการเป็นนักลงทุน เป็นด้านรองก็คือว่า เวลาเรามองศิลปิน ความคิดของเราจะไม่ใช่แค่เรื่องราวใช่ งานสวยถูกใจก็ซื้อแล้วจบ แต่เรามองต่อไปด้วยว่า ศิลปินท่านนี้จะมีเส้นทางที่ดำเนินไปยังไงแปลว่าเราจะดูว่าเขาสร้างผลงานบ่อยมั้ย สม่ำเสมอมั้ย หรือว่าไม่ได้จริงจังมาก เพราะเราจ่ายเงินเราก็ต้องหาเหตุผลได้ว่าเราซื้อไปทำไม ลงทุนไปสมมติ 5 หมื่นนี่คือเพื่ออะไร เช่น วันนึงมูลค่ามันอาจจะสูงขึ้นกว่านี้ในอนาคต มากเท่าไหร่ไม่รู้ แต่เราต้องเห็นแล้วว่าอย่างน้อย ทั้งศิลปิน ทั้งผลงาน รวมทั้งตลาด มันน่าจะทำให้คนเห็นค่าศิลปะชิ้นนี้มากขึ้น แต่แค่เราไม่ได้คาดหวังว่าชิ้นนี้จะขายได้ล้านนึง สำหรับผมแล้วการสะสมงานดีๆ จึงเป็นเรื่องหลักมากกว่าขายเพื่อเอากำไร แต่ก็มีบางคนเน้นการลงทุน ดูราคาตลาด ดูศิลปิน อะไรต่างๆ มันก็เป็นอีกสไตล์หนึ่ง ซึ่งจะบอกว่า เด็กเจเนอเรชันใหม่ๆ ก็เป็นนักลงทุนในตลาดนี้นะครับ เด็กม.ต้น เด็กม.ปลาย ทำกันเป็นล่ำเป็นสัน จนเห็นหลายๆ เคสในต่างประเทศ เป็นเศรษฐีกันเป็นแถว เพราะว่าเขาเข้าใจโลกของ NFT ส่วนหนึ่งเป็นเพราะว่าเขาเป็นเด็กที่โตมากับเกม จะรู้ความเคลื่อนไหวในโลกของเกม ไอเทมไหนหายาก ไอเทมไหนเป็นที่ต้องการของตลาด เขารู้ว่ามันมีตลาดของมันอยู่

จริงๆ ก่อนหน้านี้คุณก็ยอมรับว่าคุณเป็นเด็กติดเกม แล้วก็โตมาทำเรื่องสตาร์ทอัพ ทีนี้จากจุดเริ่มต้นทั้งหมดทั้งปวง มาเป็นตัวเองในวันนี้ คุณคิดว่าคุณอยู่ในฐานะที่จะเป็นคนสร้างความเปลี่ยนแปลงในเรื่องอะไร

        ผมว่าโพสิชัน ณ ปัจจุบันนี้คือการสร้างธุรกิจใหม่ ที่สามารถสร้างอิมแพ็กต์กับคนจำนวนมากได้ เพราะตัว KX และกลุ่มธุรกิจของเราเองมีความสดใหม่ และมีความร่วมมือร่วมใจกันอยู่ในนั้น จึงเป็นเหตุผลที่เราสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงได้เยอะ ยกตัวอย่าง Coral ตอนเปิดตัว มันก็มีกระแสเข้ามาเยอะไปหมด แต่สุดท้าย Coral เป็นทีมที่มีความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันนะ เราสามารถผ่านทุกอย่างมา และสร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่ได้ นี่เป็นเรื่องที่สำคัญมาก ดังนั้น สำหรับผม คิดว่าตัวเองกำลังอยู่ในโพสิชันที่สร้างอิมแพ็กต์ให้กับคนอีก 99% ได้

ผมเชื่อเลยว่าการต่อสู้ การทำมาหากิน มันไม่ได้จบแค่ในช่วงโควิด-19 สองปีที่ผ่านมา มันยังดำเนินอยู่ แล้วก็จะดำเนินต่อไป เพราะกว่าทุกอย่างจะเข้าสู่สภาพปกติจริงๆ มันยังอีกนาน เวฟใหม่จะมาอีกหรือเปล่าก็ไม่รู้ ดังนั้น ศิลปินที่มีฝีมือทั้งหลาย แค่สร้างงานศิลปะกับเรา แล้วเดี๋ยวเรามี channel partner ในการนำเสนองานของคุณให้โลกเห็นเอง

ทำไมถึงชื่อ ‘Coral’ มีที่มาของชื่ออย่างไร

        มันมีที่มาและแรงบันดาลใจจากโลกใต้น้ำ หรือปะการังใต้น้ำ ที่สื่อถึงโลกอีกโลกเลย เพราะเวลาเราพูดถึง NFT เรามักจะพูดถึงว่ามันเป็นโลกอีกโลกเลย คือเป็นโลกดิจิทัล ดังนั้น เราก็คิดว่า แล้วอะไรที่มันอยู่ในโลกแห่งความจริง แล้วมันเหมือนอีกโลกหนึ่ง คำตอบคือโลกใต้ทะเล แล้วใต้ทะเลมีคนสำรวจเยอะหรือยัง ก็ยัง ถ้าเราดำน้ำลงไปดู หรือดูจากสารคดีต่างๆ เราจะเห็นว่ามันเป็น underwater world จริงๆ มีสัตว์ที่หน้าตาน่ารักจนถึงน่ากลัว มีต้นไม้แปลกๆ ปะการังแปลกๆ ที่สำคัญมันมีสีสันมากๆ เวลาแสงแดดสาดส่องลงมา ดังนั้น เราก็มองว่าโลกใต้น้ำนี่คืออีกโลก และโลก NFT มันก็ควรต้องให้ความรู้สึกประมาณนี้ แล้วเนื่องจากมันมีหลายสี และมีสิ่งมีชีวิตหลากหลายรูปแบบ มันแปลว่าอะไร มันแปลว่ามีความเป็นไปได้ที่ไร้ที่สิ้นสุด ดังนั้น tagline ของ Coral มันจึงเป็น limitless opportunities และงานศิลปะก็เป็นแค่จุดเริ่มต้นของเราเท่านั้นเอง เรามองว่ามีอย่างอื่นอีกเต็มไปหมดเลยที่เราสามารถทำได้ ชื่อนี้จริงๆ ต้องยกความดีให้ทีมงานเลย ต้องยกเครดิตให้ Beacon Interface ซึ่งเป็นบริษัทหนึ่งที่อยู่ในเครือ KBTG เป็นหน่วยงานที่สร้างสรรค์โลโก้ ดีไซน์ต่างๆ ของกลุ่มธุรกิจ นี่คือนักออกแบบที่เป็นเวิล์ดคลาส ทีมพวกเราคุยกันเรื่องคอนเซปต์ เล่าเรื่องสปิริตต่างๆ ที่เรามี เขาก็ตั้งใจฟังและเริ่มเข้าใจ และช่วยพัฒนาความคิดออกมา ถามว่าทำไมโลโก้ต้องเป็นปะการัง 8 บิต เพราะเราอาจจะชินกับ 8 บิต มันมีความคลาสสิก และขณะเดียวกัน มันก็ดู Geek อย่างงานคริปโตพังก์ดังๆ ก็เป็น 8 บิตนะ มันดูแล้วน่ารัก แต่ไม่รู้สึกหนักเกินไป มีความขำๆ แต่สิ่งที่ผมทำได้ในวันนี้ ผม credit to team นะ ตอนทำ Coral แรกๆ ทีมมีแค่ 3 คนเองมั้ง แล้วก็เพิ่มมาเรื่อยๆ

ทรัพยากรจำกัดมาก แล้วรับผิดชอบงานใหญ่มาก คุณคิดว่าสร้างทีมให้คิดถึงความเป็นไปได้อย่างไร

        วิธีการทำงานของ KX คือ เริ่มจากเล็กๆ เป็นสตาร์ทอัพเลย เรารู้อยู่แล้วว่าการเป็นสตาร์ทอัพ ทำแบบไหนถึงจะเวิร์ก คำตอบคือ ทำให้คนที่เข้ามาทำงานด้วยกันมีความเป็นผู้ประกอบการในตัวให้มากที่สุด แล้วกลุ่มคนที่เข้ามา ต้องเป็นคนสองประเภทหลัก เพราะทุกสตาร์ทอัพต้องมีคนอยู่สองประเภทที่สำคัญมาก คือกลุ่มหนึ่งดูเรื่องธุรกิจและพาร์ตอื่นในแง่ธุรกิจ และอีกกลุ่มคือดูเรื่องเทคโนโลยี คือเป็น entrepreneurs กับ builders ที่จะต้องมี passion กับ purpose ร่วมกัน มันคือการจับคู่กัน เราเป็นคนจับคู่ให้กับพวกเขา เราต้องหาลีดทั้งสองฝั่งที่ทำงานด้วยกันได้ และให้เขาทดลองทำงานกัน ถ้าคลิกก็เดินต่อไป และเชื่อมั้ย ทั้งบริษัทไม่ว่าจะเด็กหรือซีเนียร์ งานสำคัญๆ จะอยู่ในมือของคนที่เด็กที่สุดนะ ด้วยความเชื่อของเราว่า ถ้าเขาไม่เคยทำ เขาจะไม่สามารถทำอะไรเป็น แล้วเราก็มีหน้าที่คอยไกด์เขา ถ้ามันผิด เราก็เข้าไปช่วยแก้ปัญหา ถ้าไม่ทำแบบนี้ มันจะกลายเป็นวิธีการทำงานแบบเดิม ทุกคนก็จะทำงานแบบรวมศูนย์ ในเมื่อเราทำงานในโลก Decentralized Finance เราต้อง Decentralized ให้หมด ถ้าพูดภาษาสตาร์ทอัพเลยก็คือทุกคนต้อง get shit done คือทำงานให้มันเสร็จ ดังนั้น ทุกคนต้องอยู่ในโหมดนี้ แล้วถึงแม้จะทำในเรื่องที่ไม่เคยทำ ก็ต้อง own มันได้ ทำให้เป็นเรื่องที่ตัวเองต้องทำให้ได้ นี่คือการทำงานแบบ KX หน้าที่ของเราคือแค่อย่าไปขวางทางเขา หน้าที่ของเราคือ unlock resources สร้างทิศทาง แล้วพิเศษอย่างหนึ่งคือ พอคนมันมี purpose กับ passion มารวมกัน มันจะเกิด synergy ที่ 1+1 ไม่เท่ากับ 2 แต่มากกว่านั้น ดังนั้น แปลว่าคนจำนวนน้อยๆ ก็ทำงานที่ใหญ่ได้ คืออายุเฉลี่ยคนทำงานเราก็ 30 กว่าๆ แต่ผมมองว่า โลกต่อไปมันอยู่ในมือของ young generation เพราะเด็กรุ่นนี้เขาทำได้เยอะกว่าที่คิด เด็ก 8 ขวบยังทำ protocol ใน DeFi เยอะแยะ ผมว่าโลกในอนาคตอยู่ในมือเด็กเหล่านี้จนกระทั่งขึ้นมาถึงเด็กระดับมหาวิทยาลัย สเปกตรัมนี้แหละ หน้าที่ของเราคือผลักดันเขาครับ อย่าไปขวาง เราต้อง empower เขาเพราะพลังในความเด็ก ความสดใหม่ จะเป็นพลังมหาศาลในการเปลี่ยนแปลง หรือขยับภูเขา ขอแค่ให้เขาได้โอกาสที่ถูกต้อง ขอให้ไม่มีใครไปขัดขาเขา ไปกดเขา และนั่นคือหน้าที่ของเจเนอเรชันอย่างผม

วันที่มาเริ่มทำงานกับ KX แบบ blank sheet นี่มีความกลัวบ้างมั้ย

        รู้สึกกลัวแน่นอนครับ แต่ในทุกๆ เส้นทางของผู้ประกอบการมันก็มีความรู้สึกนี้อยู่แล้ว แต่มันจะมีความกลัว ที่มาคู่กับความหมายของสิ่งที่เรากำลังจะทำเสมอ ผมไม่ได้พูดถึงแค่เรื่องเงินนะ เรื่องเงินยังไงก็ต้องมี เพราะถ้าเราแก้ pain point ให้กับคนได้ เราก็สามารถสร้างผลิตภัณฑ์หรือบริการที่มันดีกว่าของเดิมได้ มีโอกาสที่เงินจะมาแน่ๆ แต่สำหรับความรู้สึกของเราคือ สิ่งที่เรากำลังทำมันมีความหมายอะไร ถามว่ากลัวมั้ย กลัวสิ เพราะมันเริ่มจากแนวทางแบบว่างๆ เลย มันไม่มีอะไรเลย พี่กระทิงก็บอกแค่ว่า มันไม่มีอะไรเลย ต้องเริ่มสร้างขึ้นมาใหม่ (ยิ้ม) เราก็ต้องคิดว่า แล้วไอ้สิ่งที่เรามี เราสามารถทำให้มีศักยภาพที่สูงขึ้นกว่านี้มั้ย ความกลัวนี่มันมีทริกนึงที่ผมรู้คือ ถ้าเราว่างมาก เราจะกลัว ทางแก้คือ ก็ลงมือทำมันซะ เวลาลงมือทำ มันเหมือนปอกเปลือกหัวหอมไปเรื่อยๆ แล้วเราจะค่อยๆ เห็นข้างในไปเรื่อยๆ แล้วเราก็จะรู้เอง แต่แน่นอนน้ำตามันก็จะไหล (หัวเราะ) แต่เป็นธรรมดาของ entrepreneur journey ที่จะมี blood sweat and tears เสมอ ชีวิตมันเป็นเหมือนรถไฟเหาะ กลัวได้ครับ แต่ก็ต้องทำ แล้วนี่คือสาเหตุที่เราสนับสนุนเด็กๆ ในทีมที่ไม่เคยทำ ให้ทำมันซะ คุณจะได้รู้ว่ามันจะเป็นยังไง แล้วสิ่งที่ว้าวมากๆ เวลาทำงานกับพนักงานเด็กๆ คือ บางทีเราจะรู้ว่า วิธีการทำงานของเราบางทีมันเก่าไปแล้ว มันโบราณ เด็กอาจจะเสนอว่า ทำไมพี่ไม่ทำแบบนี้ มันก็ได้อีกมุมหนึ่ง แล้วเด็กพวกนี้เขาจะเหมือน always day one เพราะทุกอย่างมันคือเรื่องใหม่สำหรับเขา เขาจะคิดค้นวิธีการทำงานแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน แปลว่าเราจะได้วิธีการทำงานใหม่ๆ ที่มันยังไม่ถูกวางเป็นมาตรฐานมาก่อนด้วย แน่นอนมันอาจจะเวิร์กหรือไม่เวิร์กก็ได้ แต่เราก็จำกัด maximum damage อยู่ข้างหลังแล้ว ไม่เป็นไร (ยิ้ม) แต่พอมาทำงานด้วยกัน เราจะเห็นวิธีการมองแม้แต่การมอง industry หรือ ศิลปิน ที่ไม่เหมือนเรา พูดง่ายๆ ผมสังเกตเห็นเลยว่าคนที่มีประสบการณ์เยอะจะกลัวเยอะ จะไปอยู่เซฟโซนก่อน คนไม่เคยเจออะไรมาก่อนก็ลุยเลย ไม่คิดมาก ซึ่งผมมองว่า เออ มันก็เป็นสิ่งที่ดีและเราควรสนับสนุน เพื่อให้เกิด innovation และเหตุผลนี้ด้วย เวลาเราเลือกศิลปินมาร่วมงานกับเรา จึงเป็นการเลือกที่หลากหลาย ทุกคนจะฉีกมาก ดังนั้น เราเลือกแล้วที่จะ empower คน แล้วเราจะไม่เสียใจนะ จากประสบการณ์มันก็มีผลที่มีทั้งบวกและลบ แต่บวกมันเยอะกว่า ท้ายที่สุดแล้ว การได้ empower คนมันไม่ได้เป็นเกมที่เราจะเสียใจ

ที่บอกว่าเป็นเด็กติดเกม อยากรู้ว่าเกมที่ชอบเล่นที่สุดคือแบบไหน

        ชอบเกมวางแผน สมัยก่อนเล่น command and conquer การเล่นเกมพวกกลยุทธ์นี่ พอถึงจุดหนึ่ง มันมีหลักที่ผมเอามาทำงานได้ โดยเฉพาะธุรกิจนะ คือ หนึ่ง เราต้องรู้ว่าเราไม่รู้ เพราะถ้าเราคิดว่าเรารู้ มันจะเป็น trap เวลาเราจะเริ่มงานอะไรสักอย่าง ผมจะมองว่าเราไม่รู้เรื่องนั้น แล้วเราจะถามมากขึ้น ถามลูกค้า ถามคนรอบๆ ถามคนที่เขาเคยทำ เพราะมันยังมีหลายอย่างที่เราไม่รู้ แล้วส่วนใหญ่เวลาเราทำแบบนั้น เราจะได้อะไรใหม่ๆ เสมอ ตรงนี้มันจะเป็นส่วนประกอบ และเป็นสารตั้งต้นที่ดีในการคิดว่าเราจะเดินยังไงต่อไป เพราะเมื่อเราไม่รู้ เราจะลองหมดแหละ แล้วเราจะได้รู้ว่าเราควรใช้กลยุทธ์อะไรต่อไป แล้วคนที่จะสอนเราได้ดีคือ ศัตรูที่เราสู้ด้วย เมื่อเราเริ่มจากสิ่งที่ไม่รู้ และค่อยๆ ลอง เราจะเริ่มรู้แล้วว่าเราจะไปทิศไหน พอเราเริ่มรู้ทิศ ทีนี้ให้วิ่งโดยไม่ต้องคิดชีวิต เพราะนั่นคือช่วงที่มีพลังที่สุด กับอีกเรื่องที่สำคัญมากๆ คือ สอง ลงมือทำซะ execution สำคัญมาก ทำออกมาครับ เพราะเมื่อเราไม่รู้ เราก็ต้องไปทดลองทำให้รู้

Author

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

วิไลรัตน์ เอมเอี่ยม

บรรณาธิการบริหาร a day BULLETIN ที่สนใจการ ‘หาเรื่อง’ มาสนทนา และนำเรื่องที่ซุกซ่อนอยู่ในชีวิตรอบตัว มาบอกเล่าในแง่มุมที่สร้างการเปลี่ยนแปลงและหาทางออกที่สร้างสรรค์
ติดตามและพูดคุยได้ที่ Twitter: @khaopan

ภาพโดย

สันติพงษ์ จูเจริญ

ช่างภาพที่สั่งสมประสบการณ์มาจากนิตยสารทุกรูปแบบในยุคสื่อสิ่งพิมพ์เฟื่องฟู ปัจจุบันประยุกต์ความเก๋าที่มีมาเล่าเรื่องด้วยภาพในรูปแบบดิจิทัลคอนเทนต์ ทั้งภาพนิ่งและวิดีโออย่างสนุกสนานเหมือนเดิม