ธเนศ วงศ์ยานนาวา | เลี้ยงลูกแบบไหนดีที่สุด มีแต่พระเจ้าเท่านั้นแหละที่รู้

รองศาสตราจารย์ ธเนศ วงศ์ยานนาวา อดีตอาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นักวิชาการทางด้านสังคมศาสตร์ ผู้มีความเชี่ยวชาญทางด้านปรัชญาและประวัติศาสตร์สังคม แล้วก็… แทบทุกอย่างในโลกและจักรวาลนี้

การที่เขามีลูกจึงเป็นที่สนใจของคนที่ติดตามอ่านงานเขียนและบรรดาลูกศิษย์ลูกหา คนชอบไปถามเขาว่าเลี้ยงลูกยังไง เขามักตอบว่า ก็ไม่รู้เหมือนกัน ก็เลี้ยงในแบบของเขา แล้วจะประสบความสำเร็จได้ดั่งใจหวังหรือเปล่า เขาคิดว่าพระเจ้าเท่านั้นที่จะตอบได้ แล้วเขาก็ไม่ใช่พระเจ้าเสียด้วย จึงไม่ค่อยอยากให้สัมภาษณ์เรื่องเลี้ยงลูกกับใครนัก

     แต่เราไม่ได้อยากมาถามหาสูตรสำเร็จในการเลี้ยงลูกเพื่อจะไปป่าวประกาศว่า เลี้ยงลูกอย่างธเนศดีที่สุด เพราะถ้าคิดอย่างนั้นเราคงไม่มาหาเขา เราเพียงแค่อยากรู้ว่าคนที่รุ่มรวยความรู้เป็นดั่งพหูสูตคนหนึ่งในสังคมไทย เวลาที่สอนลูกหรือหยิบยื่นสิ่งใดก็ตามให้แก่ลูก จะต้องผ่านกระบวนการคิดที่ซับซ้อนและต้องสำรวจลงลึกไปถึงไหนกัน

     นอกจากนั้นเราเคยได้ยินมาว่า เขาจะดุลูกทันทีเวลาที่ลูกชายทั้งสองของเขาเริ่มท้าแข่งกัน ก็ยิ่งสงสัยเหลือเกินว่าเพราะอะไรถึงต้องซีเรียสขนาดนั้น

     ทันทีเรายกหูโทรศัพท์หาเขาว่าอยากขอสัมภาษณ์เรื่องการเลี้ยงลูก เขาถอนหายใจออกมาดังเฮือก

     “เราสนใจแนวคิดในการเลี้ยงลูกแบบที่คุณพยายามปลูกฝังไม่ให้พี่น้องแข่งขันกันเอง เราคิดว่าคุณคงอาจจะเห็นว่ามนุษย์ในอนาคตควรจะเป็นคนที่มีลักษณะของการประนีประนอม ช่วยเหลือเกื้อกูลมากกว่าจะมุ่งแข่งกัน” เรารีบอธิบายโน้มน้าวหวังให้เขาตกปากรับคำ

     “มนุษย์มันก็ประนีประนอมกันมาแต่ไหนแต่ไรแล้วนะ แต่คุณมาถามผมเรื่องการเลี้ยงลูก ผมก็ไม่รู้ว่าผมควรจะตอบคุณยังไงดี” เขาตอบกลับมาพร้อมเสียงถอนหายใจยาว และคงเป็นการถอนหายใจที่ยาวนานจนมาถึงวันที่เขาออกจากบ้านมาพบกับ a day BULLETIN

 

ธเนศ วงศ์ยานนาวา

 

สิ่งที่เราสนใจที่สุดในการเลี้ยงลูกของคุณคือ คุณจะไม่ปลูกฝังนิสัยของการต้องการแข่งขันกันเด็ดขาด เพราะอะไรคุณถึงต้องจริงจังกับเรื่องนี้

     เฮ้อ… ก็เพราะว่า เครียด เหนื่อยตายห่าเลยกับการแข่งขันตลอดเวลา ผมนัดคุณบ่ายสองโมงแล้วผมเผลอหลับไป ตื่นขึ้นมาอีกทีบ่ายสองก็รู้สึกว่า ฉิบหายกูต้องรีบมาแล้ว โชคดีที่บ้านผมอยู่แถวนี้พอดี คุณไม่เครียดเหรอ ถ้าไม่มาตรงตามเวลา

     โลกปัจจุบันที่เน้นการแข่งขันด้วยระบบทุนนิยมเสรีนิยมใหม่ ไม่มีสถาบันอะไรจะมาดูแลคุณ ทุกๆ คนถูกสอนว่าควรจะเป็นผู้ประกอบการ ระบบอยากให้คนเป็นฟรีแลนซ์ เพราะไม่ต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาล เงินบำนาญก็ไม่ต้องให้ และอะไรอีกมากมาย คุณก็ต้องเก็บตังค์ตั้งแต่ตอนนี้เพื่อเอาไปฝากธนาคารแล้วก็ซื้อประกันสุขภาพเอาไว้ ทุนนิยมจะได้ใช้เงินออมของพวกคุณก่อน คุณจึงต้องฝึกเรื่องการเงิน การออม และการลงทุน ตั้งแต่ยุค 80s เป็นต้นมา สภาวะแบบนี้มันกระจายไปทั่วโลก ในขณะเดียวกันประเทศร่ำรวยแล้วโครงสร้างประชากร โครงสร้างเศรษฐกิจ และอะไรหลายๆ อย่างที่เปลี่ยนไป ค่าเล่าเรียนมันก็แพงมากขึ้น ค่ารักษาพยาบาลมันก็แพงมากขึ้น

 

ในเมื่อเราแข่งขันกันอยู่ตลอดเวลาตั้งแต่ในห้องเรียน ไปจนถึงโลกของการทำงานหาเงิน คุณไม่กลัวว่าลูกจะแพ้คนอื่นเหรอ

     มันเป็นอย่างนี้มาตั้งแต่เริ่มต้นไหม ก็ไม่นะ เมื่อเช้าผมเพิ่งเลกเชอร์ให้นักศึกษาฟังไปว่า เขาไปศึกษาสังคม primitive บางสังคม แล้วพบว่าในหนึ่งปีทำงานแค่ 15 วันก็พอกินแล้ว แต่ผมไม่ได้บอกให้คุณทำงาน 15 วันนะ ที่จะบอกก็คือสิ่งพวกนี้มันแปรเปลี่ยนไปตามยุคสมัย มันไม่ใช่ว่ามนุษย์ทุกคนเกิดมาแล้วต้องแข่งขันกัน มันมีชุดความคิดหนึ่งที่ผลักดันให้คุณต้องไป ผมไม่ได้บอกว่ามันเป็นสิ่งที่ผิดหรือถูกนะ เพราะฉะนั้นเราจะพูดกันไปจนตายก็ไม่มีประโยชน์

     คุณเติบโตมาพร้อมกับชุดความคิดนี้ คุณก็มีอคติจากชุดข้อมูลที่คุณมี ผมก็มีอคติของผมเช่นกัน เพียงแต่ผมไม่ได้คิดว่าทุกคนมันจะต้องแข่งขันกัน คุณจะแข่งกันเอาเป็นเอาตายขนาดไหนล่ะ แน่นอนคุณอาจจะเถียงผมว่า อาจารย์ดูสิ มันมีกลาดิเอเตอร์มาตั้งแต่สมัยโรมันแล้วนะ แต่ตอนนี้มันไม่มี มันไปแข่งกันแบบอื่น ทีนี้พอระบบทุนนิยมมันดึงทุกคนเข้ามาอยู่ในเกมนี้ พูดง่ายๆ ว่า ยิ่งคุณเป็นฟรีแลนซ์มากขึ้นเท่าไหร่ในตลาดแรงงาน ผมยิ่งมีตัวเลือกมากขึ้นเท่านั้น ไม่พอใจช่างกล้องคนนี้ก็ไม่ต้องจ้าง หาช่างกล้องคนใหม่เข้ามาจากประเทศอื่นๆ ภายใต้กลไกโลกาภิวัฒน์ คือเอาทั้งโลกเข้ามาเลย ก็ยิ่งมีตัวเลือกมากขึ้น เช่น ภาพ Shutterstock จากทั่วโลกให้เลือก ราคาถูกๆ

 

แล้วชุดความคิดแบบไหนที่จำเป็นสำหรับอนาคตของพวกเขา

     ผมไม่รู้ คุณคิดว่าสิ่งเหล่านี้มันจะอยู่ไปตลอดเวลาไหม ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน สิ่งที่คุณถามผมมันเหมือนว่าคุณมีโมเดลอันหนึ่งแล้วคุณคิดว่าโมเดลนี้เป็นยุทธศาสตร์ประมาณ 20 ปี ที่คุณวางไว้ตั้งแต่วันนี้ พอถึงเวลานั้นแล้วสิ่งที่เป็นอยู่ในวันนี้มันจะยังคงอยู่ไหม ไม่มีใครรู้ ผมตอบไม่ได้

     เพื่อนผมชอบพูดว่า ฝรั่งมีความคิดเรื่อง self-determinaton เชื่อว่าเขากำหนดชะตาชีวิตตัวเองได้ เรากำหนดอนาคตเราได้ ผมถามคำถามแรกเลย ชื่อของคุณ นามสกุลของคุณ ใครตั้งให้ ทำไมไม่ตั้งเอง มีแต่ประเทศไทยที่ทำแบบนี้ได้เสมอ อยากจะเปลี่ยนชื่อหรือนามสกุลก็ทำได้ง่ายๆ ไม่ได้ถูกล็อกด้วยกรอบความคิดคริสเตียนเนม (Christian Name) มันถึงเป็นเรื่องโจ๊กไงที่เวลาไปเกาหลีแล้วต้นปีเป็นชื่อหนึ่ง ปลายปีเปลี่ยนเป็นอีกชื่อหนึ่ง ตรวจคนเข้าเมืองงง อะไรกันนี่ ในประเทศอื่นๆ อาจจะมีแต่อาชญากรเท่านั้นนะที่เป็นแบบนี้

 

ในเมื่อเราไม่รู้ว่าชุดความคิดแบบไหนกันแน่ที่จำเป็นกับลูกของเรา แล้วอะไรที่จะมากำหนดวิธีการเลี้ยงลูกของคุณ

     ประการแรก แต่ละสังคมเลี้ยงไม่เหมือนกัน มันมีความหลากหลายมาก สอง เรื่องชนชั้นและสถานภาพทางเศรษฐกิจสังคม ก็ทำให้ไม่เหมือนกันเข้าไปอีก แล้วกรอบความคิดเรื่องการเลี้ยงลูกที่เราเห็นกันแพร่หลายในตอนนี้เป็นโมเดลอเมริกันมาก ผมคิดว่าคงปฏิเสธไม่ได้ว่าตลอดระยะเวลาตั้งแต่ พ.ศ. 2489 เป็นต้นมา ประเทศไทยถูกครอบงำด้วยโลกพูดภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือการศึกษาแบบคนอเมริกัน ก่อนหน้านั้นก็เป็นอังกฤษ ที่รู้กันอยู่ว่าเป็นสังคมที่ให้ความสำคัญกับการเป็นปัจเจกชนสูงสุด เขาจะมีเรื่องโจ๊กบอกว่า ถ้าจากคุณเดินทางไปเรื่อยๆ จากยุโรปจนถึงแคลิฟอร์เนียร์ คุณจะถึงจุดสูงสุดของปัจเจกชนนิยมแล้ว และในปัจจุบันถ้าคุณอยากเห็นสิ่งนี้อย่างชัดเจน คุณต้องไปดูที่ซิลิคอน วัลเลย์

     เราเห็นสิ่งเหล่านี้แล้วก็รับเอาภาพพวกนี้เข้ามา เพราะผู้นำเทคโนโลยีประดิษฐกรรมใหม่ๆ เป็นวีรบุรุษตัวใหม่ของโลก เพราะฉะนั้นเวลาเราบอกว่าคนควรจะเป็นแบบไหน ก็ไปดูที่โรงเรียนต่างๆ ที่สร้างขึ้นมาเพื่อตอบสนองต่อยุคสมัยต่างๆ นั่นแหละ แต่คุณมาถามผมที่อายุ 60 ซึ่งอนาคตมีแต่โลงผีนะ ฮินดูโบราณเขาถึงบอกว่ามันก็จะต้องลาจากโลกไปแล้ว ไม่ใช่ว่าวิ่งป๋องแป๋งคอยควบคุมกิจการอะไรต่างๆ อยู่ตลอด อินเดียโบราณก็บอกว่าคุณต้องสละแล้ว วางมือได้แล้ว นี่มันไม่ใช่ยุคของผมอีกแล้ว

 

แต่มันคือโลกในอนาคตของลูกทั้งสองของคุณเลยนะ เราจะปล่อยวางโดยไม่เป็นห่วงเขาได้เลยจริงๆ เหรอ

     พระเจ้าเท่านั้นที่รู้อนาคต ถ้าคุณเชื่อในพระเจ้านะ ผมว่าแต่ละยุคสมัยมันก็มีข้อดีข้อเสียของมัน พอผมตอบแบบนี้ คุณก็อาจจะบอกว่าหมาก็พูดได้นะอาจารย์ แต่คุณก็ไม่มีวันรู้หรอกว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับคุณ สิ่งที่คุณเรียนมาหรืออะไรต่างๆ มันก็เป็นโมเดลที่เรากำลังคิดว่าต้องการให้คนๆ หนึ่งซึ่งมีดีเอนเอ มีความซับซ้อนต่างๆ ในชีวิตให้เขามาฟิตอินพอดีกับโมเดลของเรา วิธีคิดที่บอกว่ามันมีต้นแบบที่สมบูรณ์ แล้วเราพยายามไปให้ถึงจุดนั้น พูดง่ายๆ คือคุณกำลังเลี้ยงลูกแบบแพลนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี

     ก่อนหน้านี้คนเคยคิดว่าจะมีวิกฤตต้มยำกุ้งในปี 1997 ไหม หรือวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ในปี 2008 ไหม เคยคิดว่าสหภาพโซเวียตจะล่มสลายไหม  พอมาเลี้ยงลูกโดยใช้การวางแผน 20 ปี วางไว้อย่างนี้แล้วมันจะประสบความสำเร็จ

     ผมคิดว่านี่เป็นสิ่งที่น่าสนใจมากที่เราพูดราวกับว่า มนุษย์เป็นสัตว์ที่จะปฏิบัติตามอำเภอใจของเราได้ มนุษย์ออกแบบได้ สิ่งเหล่านี้น่าสนใจสำหรับคนรุ่นเก่าโบราณอย่างผม เออ คุณกำลังคิดว่าทุกสิ่งทุกอย่างมันดีไซน์ได้ แบบ Designer Baby อันนี้ก็แล้วแต่คนเชื่อน่ะ

 

ธเนศ วงศ์ยานนาวา

 

อย่างน้อยพ่อแม่ก็น่าจะสามารถช่วยแสวงหาพรสวรรค์หรือศักยภาพในตัวลูกแล้วก็ส่งเสริมให้เขาทำมันอย่างดีที่สุด

     เวลาคุณพูดว่าศักยภาพในตัวที่ต้องค้นหา คุณเข้าใจไหมว่าคอนเซ็ปต์ที่คุณพูดมันมาจากไหน เขาเรียกว่า Human Potential Movement ที่เกิดในช่วงทศวรรษ 1960 ซึ่งก็เป็นคัลเจอร์ที่เกิดในแคลิฟอร์เนีย มีสถาบันสำคัญอย่าง Esalen Institute เป็นหัวหอกสำคัญ กลุ่มพวกนี้จะมีความสัมพันธ์กับพวก Humanistic Psychology เช่น คาร์ล โรเจอร์ส อับราฮัม มาสโลว์ ที่คุณจะเชื่อในเรื่องของการมี self-esteem และ self-actualization

     พวกตำราจิตวิทยาไทยทุกเล่มต้องพูดถึงสิ่งเหล่านี้ เพราะฉะนั้นคุณก็เลยจะบอกว่า เราต้องให้เด็กมี self-esteem ที่สูงนะ สิบกว่าปีที่ผ่านมากระทรวงศึกษาฯ ก็บอกว่าต้องให้นักเรียนเป็นศูนย์กลางนะ นี่เป็นความคิดของคาร์ล โรเจอร์ส อยู่ๆ ก็มีไอเดียพวกนี้ไหลบ่าเข้ามาในประเทศไทย แล้วคนก็พูดกันได้ แต่ไม่สนใจว่ามันมาจากที่ไหน ทำไมถึงเสนอแบบนี้? สิ่งพวกนี้มันจะสัมพันธ์กันมากกับเศรษฐกิจ การเมือง สังคม ของสหรัฐฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแคลิฟอร์เนีย ในการต่อสู้บนความเชื่อพวกนี้ รวมไปถึงสัมพันธ์และต่อสู้กับคริสต์ศาสนาด้วย มันเยอะแยะไปหมด

     แต่ถามว่าโลกมันจำเป็นจะต้องพัฒนาไปในแบบนี้ไหม ถ้าคุณเป็นคนแอฟริกัน คนเยอรมัน คนสเปน หรือญี่ปุ่น คุณเป็นไหม แต่ละประเทศมันไม่เหมือนกัน

     สิ่งเหล่านี้มันไม่ใช่กระแสหลัก มันเป็นแค่กระแสที่เกิดขึ้นในแคลิฟอร์เนีย แล้วในวันนี้มันแพร่ระบาดทั่วโลกไปหมด หนึ่งในนั้นคือการจ๊อกกิ้ง ทุกวันนี้พวกคุณจ๊อกกิ้งไหม คุณลงวิ่งแข่งมาราธอนไหมล่ะ ผมไม่ได้บอกว่าสิ่งพวกนี้ไม่ดี แต่มันคือคัลเจอร์ที่กลายมาเป็นวัฒนธรรมซึ่งสร้างคนกลุ่มพวกนี้ขึ้นมา แล้วคนพวกนี้ก็เติบโตขึ้นมาเป็นพ่อกับแม่ของเด็กยุคมิลเลนเนียลและโพสต์มิลเลนเนียลด้วย พอคุณอยู่ในชุดความคิดแบบนี้ การศึกษาแบบนี้ คุณก็ไปมองวิธีการเลี้ยงดูลูกแบบนี้ เลี้ยงเพื่อให้สอดคล้องกับระบบเศรษฐกิจในปัจจุบันที่คิดว่าจะต้องเป็นแบบนี้แบบนั้นต่อไปในอนาคต

 

การที่เรารู้ประวัติศาสตร์หรือกรอบแนวคิดที่มากมายขนาดนี้มันมีประโยชน์ต่อการเลี้ยงลูกยังไง เพราะเราก็จะมัวแต่กังวลว่าเรากำลังตกหลุมพรางของคนอเมริกัน

     ผมก็ไม่รู้ว่ามันถูกไหม แต่มันคือสิ่งที่กำลังสร้างปัญหาให้กับเด็กอเมริกันตอนนี้ แล้วมันระบาดไปทั่วโลก คือหนึ่ง เด็กเปราะบางมาก depress สูงมาก กระทั่งคนจากซิลิคอน วัลเลย์เอง แม้คุณประสบความสำเร็จอย่างไร ถ้าเกิดมีอะไรผิดพลาดในชีวิตคุณ คุณก็อาจจะกลายเป็นคนซึมเศร้าและฆ่าตัวตายได้ คือผมไม่ได้บอกว่าสิ่งพวกนี้มันเนกาทีฟแต่เพียงอย่างเดียวหรืออะไรนะ แต่คุณไม่มีทางรู้หรอกว่าอะไรมันจะเกิดขึ้นในอนาคต เพราะฉะนั้นใครมาถามว่าผมเลี้ยงลูกยังไง ผมก็เลี้ยงของผม แต่ถามว่ามันจะประสบความสำเร็จไหม กูไม่รู้ กูไม่ใช่พระเจ้านี่หว่า ถ้ารู้ กูก็ไปซื้อลอตเตอรี่ ซื้อหุ้นแล้ว

     อย่างหนึ่งของการเลี้ยงลูกของผมก็คือเรื่องสัตว์ เนื่องจากผมเป็นคนไม่ได้รักสัตว์มากมาย ผมมักจะสอนลูกว่า สัตว์ทุกอย่างอย่าไปยุ่งกับมัน ไม่ว่าจะของใครก็ตาม ไม่อยากให้เล่นเลย เมื่อปีที่แล้วผมพาเขาเดินเข้าไปในมหาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต คิดว่าจะไปกินอาหารเช้า หมาแม่งวิ่งเข้ามากัดลูกผม แล้วไง ใครเป็นคนดูแล สอนหนังสือเสร็จผมก็ต้องรีบพาลูกไปฉีดยาที่โรงพยาบาล คือผมเป็นคนโบราณที่มักจะคิดว่าสัตว์หน้าขนไว้ใจไม่ได้ นี่คือสิ่งที่ผมสอนลูกไว้เลย

 

ไม่กลัวว่าเด็กๆ โตขึ้นแล้วจะไม่รักสัตว์ ขาดความอ่อนโยนต่อเพื่อนร่วมโลกเหรอ

     ผมไม่มีปัญหาเลยนะ ลูกผมไม่ได้ไปประกวดอะไรบนเวทีที่ต้องตอบคำถามว่ารักสัตว์ไหม ผมถามคุณว่าคอนเซ็ปต์ของการเป็น pets ในการที่คุณเลี้ยงสัตว์แล้วเอ็นดูมันเกิดขึ้นมาได้อย่างไร? มนุษย์ไม่ได้เลี้ยงสัตว์เพื่อใช้งานนั้นเริ่มมาตั้งแต่เมื่อไหร่ เพราะว่าคุณเติบโตขึ้นมาพร้อมกับทุกอย่างที่มันเป็น pets เป็น toy ไปหมดแล้ว แต่หมาเมื่อหมื่นกว่าปีที่แล้วมันมีฟังก์ชันของมัน ผมเป็นคนชอบดูสัตว์นะ ไปซาฟารีแอฟริกาหลายครั้ง ไปกาลาปากอส ไปแอมะซอน เพราะผมชอบดูสัตว์ ผมพาลูกไปดูด้วย แต่ผมไม่เลี้ยงสัตว์เลย ถ้าลูกเกิดอยากเลี้ยงขึ้นมาก็เอาไว้พอโตเป็นผู้ใหญ่ทำงานหาเงินได้แล้วก็เลี้ยงเองไปเลย แต่ตอนนี้ผมไม่ให้ อีกอย่างคือลูกคนเล็กผมเป็นหอบหืดด้วย

     สมัยผมอยู่อังกฤษเมื่อสามสิบปีที่แล้ว คุณรู้ไหมเขามีโจ๊กที่พูดถึงคนในประเทศอังกฤษว่า พวกเขารักสัตว์ยิ่งกว่ารักมนุษย์ด้วยกันเอง การที่คุณรักสัตว์มันไม่ได้หมายความว่าคุณเข้าใจมนุษย์มากขึ้นหรือน้อยลง นี่เป็นปัญหาใหญ่ของวิชา Ethology ที่ศึกษาเรื่องสัตว์ เราเข้าใจสัตว์ได้มากน้อยแค่ไหน

 

แล้วคุณมีลูกเพื่ออะไร

     นี่เป็นคำถามสมัยใหม่มากๆ ที่เสนอว่าการมีลูกเป็นเรื่องทางเลือกและมีเป้าหมาย ธรรมชาติมีเป้าหมายหรือมี ‘telos’ นอกจากนั้นก็เลือกได้ว่าจะมีหรือไม่มี ไม่ใช่เรื่องของวิวัฒนาการ การส่งผ่าน DNA และเผ่าพันธุ์มนุษย์ ชีวิตมีทางเลือก

     สำหรับส่วนหนึ่งก็ภรรยาผมเขาอยากมี ถ้าคุณจะแต่งงานกับคนๆ หนึ่ง ก็ต้องพบกันครึ่งทาง ผมไม่ได้เป็นคนต่อต้านการมีลูกและก็ไม่ได้เป็นคนที่บอกว่าจะต้องมีลูก ชีวิตผมไม่ต้องเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ สำหรับผมสิ่งที่ ต้อง คือ ต้องไม่ถูกรถชนตาย ถึงแก่ชีวิตนั่นแหละคือ “ต้อง” สำหรับผม “ต้อง” ระวัง แต่ก็ได้แค่พูดว่า “ต้อง” เพราะมันควบคุมไม่ได้อีกเช่นกัน มันอยู่นอกเหนือการควบคุม

 

เห็นว่าคุณกับภรรยามักจะพาลูกออกเดินทางไปท่องเที่ยวกันอยู่บ่อยๆ

     ปีนี้ก็กำลังเถียงกันอยู่ว่าจะไปไหน เวลาจะไปทั้งทีผมก็จะต้องคิดถึงว่าลูกจะสนุกไหมเป็นหลักด้วย ลูกชายคนเล็กของผมเป็นคนชอบกินมาก รสนิยมของบ้านเราจะตั้งไว้ว่าอาหารจะต้องอร่อย ทุกคนก็จะแฮปปี้

     โดยทั่วๆ ไปผมเป็นคนไม่ชอบไปเที่ยวยุโรป เพราะผมไม่สนุก แต่พอมีลูกขึ้นมาแล้วก็พูดตรงๆ ว่าผมไปเที่ยวประเทศลำบากไม่ได้ ก็คือประสาทแดกอะนะ เช่น ถ้าไปอินเดีย เพื่อนๆ ที่ไปด้วยกันท้องเสียจนอยากกลับบ้าน ถ้าเอาลูกไปจะเป็นยังไง แล้วผมเคยเห็นเพื่อนนอนร้องอยากกลับบ้านเพราะท้องเสียกันมาแล้ว หรือไปแอฟริกามันก็ลำบาก ต้องฉีดยาอะไรพวกนี้

     เพราะฉะนั้นผมก็จะอนุรักษ์นิยมมาก หัวโบราณ คือมันต้องเป็นประเทศที่หาสถานที่รักษาพยาบาลง่าย ผมจะเป็นแบ็กแพ็กเกอร์แบบสมัยก่อนไม่ได้แล้ว นี่ผมยังบอกเขาอยู่เลยนะว่าขอให้เขาโตสักประมาณสิบขวบแล้วผมจะพาไปแบ็กแพ็ก ตอนนี้คนหนึ่งแปดขวบ อีกคนหกขวบ ถึงเวลานั้นผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตัวเองจะยังไงไหวไหมเนี่ย

 

ธเนศ วงศ์ยานนาวา

 

การอยากให้ลูกได้ไปเดินทางแบบแบ็กแพ็กเป็นเพราะเราอยากให้เขามีชุดความคิดอะไรบางอย่างหรือเปล่า

     สิ่งแรกที่ทำให้ผมอยากพาลูกไปก็คือการปรับตัว เห็นความแตกต่าง เมื่อก่อนนี้ลูกชายคนโตของผมเป็นคนที่เติบโตมาพร้อมกับความเป็นคนเมือง ห้องน้ำต้องอย่างนั้นอย่างนี้ พอเจอห้องน้ำเมืองจีนที่มีขี้เต็มไปหมด ถ้าเขาไม่จัดการชีวิตก็ช่วยไม่ได้ เพราะฉะนั้นสภาพแบบนี้ผมจะแฮปปี้มาก คือเดินเข้าห้องน้ำไปปุ๊บ เขาจะขี้ตรงไหนล่ะ มีขี้เต็มไปหมด ผมบอกว่าถ้าลูกขี้ไม่ได้ฉี่ไม่ได้ คราวหน้าคุณก็ไม่ต้องมา หลังจากผ่านตรงนั้นมาก็คือ ขี้ตรงไหนก็ขี้ได้ เวลาปวดก็ขี้

     การพาเขาออกไปเดินทางทำให้ผมได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของลูก เช่น ลูกต้องมีหน้าที่เข็นกระเป๋า ต้องช่วยพ่อเข็น เขาก็เข็น เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมาทันทีที่ลงจากเครื่องแล้วยังไม่ได้นอนกันเลยนะ แต่ลูกผมห้าขวบเดินไปได้ทั้งหมดสิบห้ากิโล เดินอยู่ในมาดริดกันทั้งวัน พอสามทุ่มคนเล็กก็น็อกเลย อันนี้ไม่ได้จะสร้างชุดความคิดอะไรทั้งสิ้น เดินไปเดินมา คือเขาก็มีบ่นไม่ไหวแต่ผมพยายามที่จะไม่อุ้ม ไม่ช่วย เพราะผมมีคอนเซ็ปต์อยู่ว่าลูกผมต้องเดิน ทุกวันนี้ลูกผมก็เดินจากปากซอยเข้ามาที่บ้านเป็นกิโลเป็นเรื่องปกติ

     ส่วนใหญ่ผมเป็นคนที่จะเอาลูกไปไหนมาไหนด้วยเพราะว่าพ่อแม่ผมเขาก็เอาผมไปด้วยตลอด วิธีการเลี้ยงของผมมันเป็นวิธีการเลี้ยงที่ผมถูกเลี้ยงมาอีกที ผมโตมาแบบนี้ การเดินทางมันก็ดี ผมพาเขาไปแล้วเห็นว่าเขาสามารถปรับตัวได้ดีขึ้น จากการที่เกิดมาพร้อมกับโรงเรียนที่สะอาด เมื่อก่อนเจอห้องน้ำที่มันอยู่กลางแจ้งมีเศษฝุ่นก็ไม่อยากเข้าแล้ว ทุกคนเลี้ยงลูกตามความเชื่อของตนเอง การเลี้ยงลูกไม่จำเป็นต้องมีสแตนดาร์ด การเลี้ยงลูกไม่จำเป็นต้องมีผู้เชี่ยวชาญแนะนำ

 

เราก็ไม่ได้คาดหวังว่าจะมาหาคุณเพื่อหาสแตนดาร์ด ซึ่งการเลี้ยงลูกของคุณก็อยู่เหนือความคาดหมายเราจริงๆ

     สิ่งพวกนี้มันก็แล้วแต่สังคม แล้วแต่ครอบครัว แล้วแต่ชนชั้นของเรา แม้กระทั่งในสหรัฐอเมริกาก็ตาม ชุดความคิดที่พบเห็นกันตามสื่อและการศึกษาก็เป็นภาพสะท้อนของคนอเมริกันชนชั้นกลางแค่ส่วนหนึ่ง ถ้าคุณเป็นลูกของคนชนชั้นล่าง คนอเมริกันจะไม่ได้เป็นลูกของครอบครัวเดี่ยวที่มีแต่พ่อแม่ลูก แต่เขาจะอยู่กับปู่ย่าตายายด้วย เพราะฉะนั้นปฏิสัมพันธ์ของเด็กพวกนี้กับผู้ใหญ่ก็จะไม่เหมือนกัน ถูกฝึกมาไม่เหมือนกัน การพูดจาก็ไม่เหมือนกัน สิ่งสำคัญอีกอย่างก็คือว่า ถ้าคุณไม่ร่ำรวยในสหรัฐอเมริกา คุณก็ไม่มีคนมาสอนพิเศษที่บ้าน กิจกรรมพิเศษของเด็กๆ เป็นเรื่องของฐานะทางชนชั้น

 

ลูกๆ ของคุณไม่น่าจะเรียนพิเศษกันแน่ๆ

     เรียนๆ เขาดันเป็นคนชอบเรียน ไม่รู้จะเรียนกันไปทำไม ไปโรงเรียนก็จะกลับมาบอกว่าขอเรียนพิเศษหน่อย อยากเรียน เขาเป็นคนชอบเรียนหนังสือซึ่งอันนี้อาจจะเหมือนแม่เขา แต่ผมเนี่ยไม่ชอบเรียนหนังสือเลย

 

ระหว่างคุณกับภรรยา ใครมีอำนาจตัดสินใจในการเลี้ยงดูลูกมากกว่ากัน

     เวลาเลี้ยงลูกผมบอกภรรยาผมเลยว่า ผมจะเล่นบท devil แต่บางทีลูกก็อาจจะรำคาญเรา โตๆ อาจจะยิ่งรำคาญ พ่อแม่งดุฉิบเป๋ง ส่วนภรรยาผมเป็นคนใจเย็น เขาก็จะเป็นคนที่สามารถนั่งพูดกับลูกได้สามถึงสี่ชั่วโมง สำหรับผมมันโอเคในการที่จะมีไม้แข็งคนหนึ่งและไม้นวมคนหนึ่ง มีคุณตาซึ่งจะมาหาวันเสาร์อาทิตย์ และคุณยายอยู่ที่บ้าน เด็กก็จะมีแรงวิ่งไปหาเพราะคุณตาคุณยายตามใจ ถึงผมจะบ่นบ้างที่พวกเขาชอบตามใจ แต่ในบางมิติมันก็เป็นสิ่งที่ดี เพราะว่าเด็กไม่สามารถจะทนอยู่กับ authority ได้ตลอดเวลา

     มันต้องมีโมเมนต์แบบ อยากกินน้ำหวานใช่ไหม ก็กินไปแล้วกัน ไม่ใช่พ่อที่คอยแต่บอกอย่ากินๆ เดี๋ยวฟันผุนะ อะไรแบบนี้

 

การมีลูกเปลี่ยนแปลงตัวตนของคุณไปบ้างไหม

     เปลี่ยนแน่นอน สารเคมีในร่างกายผมก็เปลี่ยน อย่างเมื่อก่อนผมชอบดูหนังกับภรรยา แต่ตอนนี้ไม่ได้ ตกเย็นก็ต้องรีบกลับบ้านแล้ว สิบปีที่ผ่านมาผมแทบไม่ได้ดูหนังเลย เพราะชอบดูในโรงหนัง ไม่ชอบดูสตรีมมิง เดี๋ยวนี้เลยไม่ได้มีกิจกรรมพวกนี้ ส่วนการจะเป็นแบ็กแพ็กเกอร์ก็จบแล้ว กิจวัตรประจำวันของผมก็น่าเบื่อมาก พาลูกไปเล่นของเล่นในห้างอย่างนี้ ไอ้สิ่งที่คุณไม่เคยทำมาทั้งชีวิต คุณก็ต้องมาทำ

     แต่ที่พูดอย่างนี้ไม่ได้หมายความว่าผมอึดอัดหรือคับข้องใจอะไรนะ ผมไม่เคยคิดว่ามันต้องทำหรือไม่ต้องทำ สำหรับผมแล้วการเลี้ยงลูกก็เหมือนการดำเนินชีวิตประจำวัน เวลาคนมาถามว่าผมคิดยังไงกับการดำเนินชีวิต ผมบอกชีวิตแม่งเหมือนปวดขี้ ปวดขี้ก็ไปขี้ คุณท้องเสียแล้วจะมานั่งคิดไหมว่า กูจะไปขี้หรือไม่ไปขี้ดี

     คือผมว่าหลายคนอาจจะตั้งคำถามกับมันเยอะแยะแล้วก็ทำอะไรไม่ได้ คือถ้าคุณคิดมากคุณก็ทำอะไรไม่ได้ทั้งนั้นแหละในโลกใบนี้

 

แล้วที่เขาบอกว่าเมื่อมีลูกจะทำให้คนเรากลายเป็นคนอ่อนโยนหรือใจเย็นลงนี่จริงหรือเปล่า

     จริง ใจเย็นลง สารเคมีในร่างกายก็เปลี่ยน นอกจากนั้นเราก็จัดการมันไม่ได้ คุณจะไปจัดการมันได้ยังไง มันเป็นเด็ก เป็นทารก จะไปบีบคอให้ตายหรือยังไง เด็กๆ และทารกจึงดูน่ารัก เพราะถ้าไม่น่ารักพวกเราก็ไม่ได้มีชีวิตรอดมาถึงวันนี้หรอก แต่การฆ่าเด็กและการทิ้งเด็กก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเสมอๆ ในประวัติศาสตร์

     ทีนี้เมื่อคุณเปลี่ยนเขาไม่ได้ มันก็ต้องเปลี่ยนที่ตัวเอง ผมคิดแค่นี้ ไม่รู้จะเรียกภาวะจำยอมหรือเปล่า แต่คุณต้องเปลี่ยนตัวตนของคุณนะ เขาถึงบอกว่าเวลามีลูกแล้วคุณก็ต้องพยายามเลียนแบบเขา ด้วยการเล่นเกมกุ๊กกิ๊กๆ แล้วทำเสียงอ่อนเสียงหวาน ทั้งหมดนี้หลอกตัวเองทั้งนั้นเลยหรือเปล่าก็ไม่รู้

 

ใช้เสียงสองไหมเวลาเล่นกับลูก

     ก็มีเหมือนกัน มีเสียงสองเสียงสามเป็นเรื่องธรรมดา เพราะเราก็ต้องเล่นเกมกับเขา

 

 

ลูกๆ นิสัยเหมือนใคร

     จริงๆ คุณต้องถามภรรยาผมมากกว่า เพราะผมไม่ค่อยรู้หรอก แต่ภรรยาผมเคยบอกว่า ลูกคนโตจะเป็นคนที่หมกมุ่นอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้นานๆ พอเวลาอยู่กับอะไรแล้วจะไม่สนใจอย่างอื่น การมีสมาธิสูงมากคือสิ่งที่ได้ผมไป ส่วนลูกคนเล็กจะได้นิสัยบ้าๆ บอๆ ของผม ส่วนเรื่องความใจเย็นของคนโตก็อาจจะได้แม่เขาไป

     อย่างการต่อเลโก้นี่ผมไม่มีความถนัดเลย แล้วก็เป็นปมด้อยในชีวิต เพราะผมต่ออะไรไม่เคยสำเร็จเลยตั้งแต่เด็ก แต่ปรากฏว่าลูกชายคนโตของผมเขามีความอดทนในการดีลกับอะไรพวกนี้มากกว่า ส่วนผมไม่ค่อยมีความอดทน สมัยหนุ่มๆ เคยฝึกเล่นกีตาร์แล้วเจ็บนิ้ว เล่นไม่กี่เดือนผมก็เลิกเล่นแล้ว

 

กติกาแบบไหนที่เราจะปลูกฝังระหว่างพี่น้อง เช่น พี่ต้องเสียสละให้น้อง ส่วนน้องก็ต้องเชื่อฟังพี่

     ไม่มี สำหรับผมคือก็ต้องช่วยเหลือซึ่งกันและกันมากกว่า ผมรู้สึกว่าสิ่งสำคัญที่ภรรยากับผมสอนลูกเสมอก็คือ คุณต้องมีความเข้าอกเข้าใจคนอื่น คือต้องคิดจากมุมมองของคนอื่นด้วยไม่ใช่ทุกอย่างมีแต่ตัวเอง จงอย่าเอาตัวเองเป็นที่ตั้ง

 

เพราะสิ่งนี้สำคัญที่สุดในการเป็นมนุษย์ใช่ไหม

     มันคือสิ่งที่ผมคิดตรงข้ามกับคนอเมริกันที่คิดโดยมีอีโก้นำ ซึ่งผมจะไม่มีเซนส์นี้ และผมก็จะไม่สร้างลูกให้เป็นแบบนี้ สำหรับผม สังคมเราเป็นสังคมที่เกิดขึ้นมาด้วยการพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน แต่กว่าจะมาเป็นตรงนี้ผมก็เคยผ่านช่วงที่เมื่อก่อนนี้เราจะรู้สึกว่า เราก็อยู่คนเดียวได้ ไปไหนมาไหนคนเดียวได้ เปรียบเทียบง่ายๆ เลย กินข้าวคนเดียวได้ไหม ก็ได้ แต่กินข้าวกับพวกคุณจะสนุกกว่าไหม เท่านั้นแหละ

 

พอเราแก่ตัวเราจะโหยหาการช่วยเหลือเกื้อกูลกันแบบสังคม Collective มากกว่าการเอาตัวเองเป็นที่ตั้งแบบสังคม Individual ใช่ไหม

     ความเป็น Collective มันสำคัญอยู่แล้วในแง่ของการเป็นครอบครัว แต่ตอนนี้คุณอาจจะมีสิ่งอื่นเข้ามาทดแทน จริงๆ แล้วการเป็น Collective เป็นสิ่งที่มีมาตลอด ไม่ว่าคุณจะอยู่ในชุมชนไปจนถึงอะไรก็ตาม ในท้ายที่สุดแล้วมันต้องมีอะไรบางอย่างรวมพวกเราไว้ เพราะว่ามนุษย์สำหรับผมในหลายๆ แง่ เป็นสัตว์ที่อ่อนแอมากนะ คุณยังสู้กับหมาไม่ได้เลย คุณจะไปสู้กับร็อตไวเลอร์ไหมล่ะ สู้ไม่ได้ เพราะฉะนั้นต้องร่วมทีมกันเป็นเรื่องปกติ

     เช่น ร่วมกันล่าสัตว์ในสังคมเมื่อหลายหมื่นปีมาแล้ว การเลี้ยงลูกคนเดียวมันก็จะเหนื่อย แต่ในสังคมไทยก็จะมีปู่ย่าตายายเข้ามาทดแทน สังคมในเอเชียอาจจะใกล้กับสังคมแบบอิตาเลียนหรือสเปน แต่คุณจะเห็นสิ่งนี้น้อยในยุโรปเหนือ วิธีการแสดงออกมันไม่เหมือนกัน เวลาสอนหนังสือผมจะใช้คำว่า “ทุนนิยมพูดภาษาอังกฤษ” จะไม่เหมือนทุนนิยมที่ใช้ภาษาฝรั่งเศส ใช้ภาษาเยอรมัน สเปน หรือญี่ปุ่น แล้วเราก็จะถูกครอบงำจากความคิดที่พูดผ่านภาษาอังกฤษทั้งนั้น ก็คืออังกฤษ อเมริกา แคนาดา ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์

 

เวลาเห็นพ่อแม่คนอื่นที่เคี่ยวเข็ญลูกมากๆ พยายามค้นหาศักยภาพในตัวลูกมาสร้างให้เป็นเด็กอัจฉริยะ เราควรจะคุยกับพวกเขายังไง

     โอ๊ย ผมไม่คุยหรอก มันเป็นความเชื่อ ไม่เอา กูกลัว มันเหมือนกับการที่คุณจะไปเถียงกับเขาว่าพระเจ้าไม่มีจริง ไม่เอาหรอก เชิญเถอะครับ คือสิ่งพวกนี้มันไม่ได้ถูกต้องที่สุด แต่เป็นชุดความคิดหนึ่งเท่านั้นเอง มีคนมาถามผมว่า ทำไมผมไม่สอนลูกที่บ้าน ทำโฮมสคูลสิ ผมบอก ไอ้ห่า กูบอกมันไปห้าสิบครั้งแล้วลูกผมมันยังนั่งอยู่เฉยๆ แล้วกูจะไปสอนอะไรมันได้

     คุณคิดว่าจริงๆ แล้วผมมี authority เหรอ ผมไม่มี คนจำนวนมากมีอำนาจได้เพราะความเป็นสถาบัน อยู่ที่บ้านลูกแม่งไม่เคยฟังผมอยู่แล้ว ยกเว้นบอกว่าไปเที่ยวเมื่อไหร่ รีบเก็บข้าวเก็บของไปทันทีเลย ผมว่าเด็กเขารู้ว่าใครเป็นใคร เหมือนกับเข้าดีพาร์ตเมนต์สโตร์ ถ้ากูไปเซกชันนั้นจะได้อย่างนั้น มาเซกชันธเนศก็รู้ว่าจะได้อะไรบางอย่างไป

     ปกติอยู่บ้านแล้วเขาก็จะไปอยู่กับแม่ของเขา เพราะแม่เขาใจเย็น ไม่ดุเหมือนผม ยกตัวอย่างง่ายๆ ลูกผมจะไปเรียนด้วยรถมอเตอร์ไซค์แล้วผมก็จะเกรงใจคนขับ ผมไม่ต้องการให้ใครมาคอย ผมถูกฝึกมาแบบนั้น ทีนี้สองคนก็จะชอบตื่นขึ้นมาโยเย ผมก็จะไม่ชอบ ก็จะต้องบอกเขาเสมอว่าลูกต้องเกรงใจคุณอามอเตอร์ไซค์เขานะ เขามาคอยเรา ไม่ใช่ว่าเรามีสตางค์ เราจ้างเขา แล้วเราจะทำอะไรกับเขาก็ได้ มีเงินแล้วก็ให้เขาคอยไป ให้เขาเพิ่มอีกสักสามสี่สิบบาท เราจะไม่ทำแบบไหน มันเป็นสิ่งไม่ดีสำหรับผม

     ผมไม่ต้องการให้ลูกรู้สึกว่าเอาเงินฟาดหัวใครก็ได้ เราต้องให้เกียรติทุกคน เมื่อบอกเขาว่าเจ็ดโมงสิบห้า เราก็ต้องเจ็ดโมงสิบห้า โอเค ผมรู้ว่าเขาเป็นเด็ก ผมก็เลยต้องเคี่ยวเข็ญ ลุกขึ้นมารบกับเขาบ้าง เขาก็อาจจะรู้สึกว่าผมเป็นพวกชอบใช้ authority

 

ธเนศ วงศ์ยานนาวา

 

จริงๆ แล้วการมีลูกเป็นความสุขเหมือนที่คนเป็นพ่อเป็นแม่หลายๆ คนพูดไว้ไหม

     เวลาเราถามว่าชีวิตมีความสุขไหม คุณเอาทุกอย่างมาหักลบกลบหนี้ไปกับความทุกข์ ความเหนื่อย ฯลฯ ดูสิ การบอกว่าคุณมีความสุขแล้วมันไม่มีอะไรอื่นเลย จริงๆ แล้วมันมีทั้งโมเมนต์ที่มีความสุข โมเมนต์ที่ปวดหัว คุณเคยได้ยินใช่ไหมที่บอกว่า รู้อย่างนี้ให้ลูกกลับเข้าไปในมดลูกเหมือนเดิมดีกว่า ซึ่งเราก็ได้ยินสิ่งพวกนี้อยู่ตลอดเวลา มันไม่มีแค่โมเมนต์ของความสุขหรือทุกข์

     สำหรับผมพูดแบบบัดซบที่สุดคือ ถ้าคุณไม่มีความสุข เด็กจะตายห่ากันหมดนะ นี่คือกระบวนการของวิวัฒนาการที่สำคัญมากของเด็กรุ่นต่อไป พูดแบบหยาบๆ เลยเวลาอสุจิหลั่งแล้วผู้หญิงออกัสซัม คุณจะมีความสุขกันทั้งคู่ นั่นคือสิ่งที่คุณจะใช้เป็นคอนเซ็ปต์ของสิ่งมีชีวิตหรือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เขาถึงบอกว่าเวลาที่คุณเอากัน ความสุขตรงนั้นมันทำให้คุณไม่คิดถึงผลที่ตามมาเลยว่าจะเป็นยังไง ก็แบบวัยรุ่นอะ สำหรับผมนั่นคือส่วนหนึ่งของธรรมชาติที่มันชักชวนให้คุณประกอบกิจกรรมพวกนี้

     ผมอธิบายเรื่องพวกนี้นะ วันก่อนลูกคนเล็กมาถามผมว่า fuck หมายถึงอะไร คนโตหันมาพูดกับผมว่า ‘ฟัก’ แล้วเติม ‘ทอง’ ก็คือของกินที่อร่อย สำหรับผมคือผมพยายามอธิบายหมด เขาเข้าใจหรือไม่เข้าใจก็ตาม ผมจะไม่พยายามปิดบัง แต่เราจะต้องหาวิธีในการอธิบายให้เขาฟังว่ามันคืออะไร ผมพยายามให้ลูกอยู่ในโลกโดยเห็นถึงความโหดร้ายและความสวยงามของชีวิต

 

ถ้าเขาเป็นวัยรุ่นอายุสิบห้าสิบหกแล้วเกิดติดยาขึ้นมา ถึงวันนั้นคุณจะทำยังไง

     ผมก็เครียดสิ เพราะสำหรับผมไม่ว่าคุณจะกินยาอะไรก็ตามมันคือ “ยารักษาและยาพิษ” หรือ ‘Pharmakon’ มันเล่นกับกระบวนการทำงานของร่างกายคุณที่ควบคุมไม่ได้ เหมือนเวลากินสารเคมีเข้าไปในร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นยาประเภทไหนก็ตามมันคุมไม่ได้ แล้วคุณก็จะ out of control เพราะฉะนั้นทำอย่างไรในการที่จะอยู่ในชีวิตที่คุณครองสติผ่านร่างกายได้ ไม่ต้องถึงกับติดยาคุณก็จะได้ยินอยู่ตลอดเวลาว่า เราไม่ต้องการให้เด็กในวัยเรียนไปร่วมเพศ เพราะมันเป็นสิ่งที่ทรงเสน่ห์และดึงดูดที่สุดแล้ว เซ็กซ์จึงดึงดูดเหมือนยา ทำให้คุณสบาย มีความสุข

     ถ้าเป็นเรื่องเซ็กซ์​ เมื่อถึงวัยเจริญพันธุ์ของลูก ผมก็ต้องปล่อยให้เขาเรียนรู้ คุณต้องไม่ลืมนะว่าอายุของการแต่งงานที่ทุกวันนี้คุณตั้งเกณฑ์กันไว้ว่าคุณจะต้องแต่งงานอายุเท่าไหร่ จริงๆ แล้วประวัติศาสตร์การแต่งงานในสังคมเกษตรมันอยู่ที่ 14-15 ปี โดยประมาณ แต่ในยุโรปตะวันตกเมื่อหลายร้อยปีที่แล้วเท่านั้นที่มีคุณลักษณะพิเศษคืออายุเฉลี่ยของคู่แต่งงานจะอยู่ที่ 23-24 ปี มันเป็นผลมาจากประวัติศาสตร์ที่เป็นมรดกตกทอดลงมา แล้วชุดความคิดของคนตะวันตกก็ถูกล็อกด้วยคริสต์ศาสนาอีกทีหนึ่ง แต่เรารับเอามาตรฐานพวกนี้เข้ามา เพียงแต่มาตรฐานสมัยใหม่ไร้ซึ่งพระผู้เป็นเจ้าแล้ว

 

มีความคาดหวังว่าลูกจะต้องกตัญญูหรือต้องทดแทนพระคุณพ่อแม่มากแค่ไหน

     ผมไม่รู้ คุณต้องไปคุยกับเขา ถึงเวลานั้นผมคงไม่อยู่แล้ว

 

แต่อีกไม่ถึงสิบปีเขาก็จะเติบโตเป็นวัยรุ่นกันแล้วนะ

     โอ๊ย ความเป็นวัยรุ่นนี่มันไม่สนใจคุณหรอก ยิ่งเป็นผู้ชายวัยรุ่นนี่นะ อย่างแม่ผมเขามีลูกชายสองคน เขาโหยหาลูกสาวมาก เพราะเขาปวดหัวมากกับลูกชาย การที่ผมตั้งแต่วัยรุ่นมาจนกระทั่งแต่งงานอายุ 40 กว่าเกือบจะ 50 ผมไม่ค่อยอยู่เมืองไทย ไปๆ มาๆ ต่างประเทศตลอด หรือไม่ก็อยู่ต่างจังหวัด จนกระทั่งน้องมาบ่นว่าผมไม่เคยอยู่รับรู้ปัญหาต่างๆ เลย คือในบ้านผมเป็นผู้ชายทั้งหมด แล้วเขาเป็นผู้หญิงอยู่คนเดียว เพราะฉะนั้นเขาจะรู้สึกว่าไม่มีใครเข้าใจเขาเลย ส่วนภรรยาผมที่บ้านเขาเป็นครอบครัวใหญ่ ผู้หญิงมีน้อยมาก เติบโตขึ้นมาท่ามกลางพี่น้องผู้ชายทั้งนั้น แล้วตอนนี้ผมก็มามีลูกผู้ชายอีกสองคน ผมนึกถึงคำพูดแม่ผมขึ้นมาทันที “ไอ้พวกผู้ชาย (หัวเราะ)”

 

คุณไปร่วมงานที่โรงเรียนลูกเวลาเขามีการจัดงานกันบ้างไหม

     ไม่ค่อยได้ไปนะ คุณต้องเข้าใจว่าคัลเจอร์นี้มันเป็นคัลเจอร์ที่สำคัญมากของวิธีการเรียนหนังสือแบบอเมริกัน คือมันต้องการกลไกสำคัญในการร่วมมือระหว่างพ่อกับแม่ในการจัดการเด็ก ซึ่งคนชนชั้นล่างจะไม่มีวัฒนธรรมนี้ นี่คือวัฒนธรรมของชนชั้นกลาง ในขณะเดียวกันสิ่งพวกนี้จะไปสัมพันธ์กับการที่คุณบอกว่าคุณรักและเป็นห่วงลูก ถ้าใช้คำที่มันรุนแรงหน่อยคือ ลูกฉันจะเป็นยังไง ฉันต้องการให้ลูกเป็นเดอะเบสต์ มันจึงมีคำที่พ่อแม่มักจะพูดเสมอๆ ลูกฉันเก่งเหลือเกิน “You are so special.” 

     มันมีการ์ตูนโจ๊กอเมริกันอยู่อันหนึ่ง เขาพูดถึงทศวรรษที่ 1960 พ่อแม่หยิบสมุดรายงานแล้วก็บอกลูกว่า ไอ้ห่า มึงเรียนอย่างนี้ได้ไง ทำไมไม่ขยันเรียน ไม่เอาใจใส่ แต่พอทศวรรษที่ 1990 พอได้สมุดพกมาพ่อแม่เดินไปบอกครูทันทีว่า มึงสอนลูกกูยังไงถึงได้เป็นแบบนี้ ลูกกูเก่ง มึงสอนห่วย

 

ธเนศ วงศ์ยานนาวา

 

เวลาเปิดสมุดพกเจอครูเขียนชมลูกเรา เป็นคุณคุณจะดีใจไหม

     ไม่ ผมไม่ค่อยได้แฮปปี้ขนาดนั้น ชีวิตต้องมีผิดและพลาด การอยู่กับโลกแห่ง Perfectionism เป็นสิ่งอันตราย ผมคิดว่าโรงเรียนลูกผมมันเป็นโรงเรียนแบบโปรเตสแตนต์ในอเมริกัน อย่างที่บอกว่าคนอเมริกันมีอัตตาสูง ความสามารถจริงๆ มี 3 แต่เวลาเขียนเขาเขียนมา 10 เรื่อง Self-Inffllation มันมีสูงมาก

 

แล้วอย่างวันพ่อวันแม่ล่ะ มันเป็นโมเมนต์ที่ดีมากเลยนะ ถ้าลูกเอาพวงมาลัยมาให้เรา ได้กอดกันไปน้ำตาไหลไป

     เมื่อก่อนโบราณมาเด็กมีค่าในฐานะที่เป็นคนทำงาน เป็นแรงงานที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ ตอนนี้เด็กกลายเป็นแค่ emotional value มันจะมี value แค่ตรงนี้เป็นหลัก คุณไม่ได้ให้ลูกไปทำการทำงานเลี้ยงดูคุณแบบสมัยก่อน ไม่ได้ต้องการแม้กระทั่งเลี้ยงดูเมื่อแก่ เราไม่ได้เอาลูกไปทำมาหากินหรือจะไปทำให้ชีวิตเขาต้องลำบากเพื่อเลี้ยงดูครอบครัวอีกแล้ว

     ผมหมายถึงครอบครัวชนชั้นกลางขึ้นไปนะ นี่คือวิธีคิดแบบใหม่ เมื่อต้องการแค่อีโมชันซึ่งจับต้องไม่ได้ มันเลยมักจะเป็นสิ่งที่เปราะบางที่สุด

 

ยิ่งให้ความสำคัญกับสิ่งที่เป็นอีโมชันมากเท่าไหร่ คนเราเลยประสาทเสียกันได้ง่ายขึ้นใช่ไหม

     ทำไมจะไม่ประสาทเสีย เพราะถึงเวลาแล้วทำไมมันไม่เอาดอกไม้มาให้กู คุณจะทำยังไง เมื่อคุณอยู่ในระบบแบบนี้ มีชุดความคิดแบบนี้ กลับไปสู่ประเด็นที่ว่าคุณต้องการให้ลูกของคุณ special แต่ในท้ายที่สุดคือ โลกทั้งหมดมันสร้างให้คุณเป็น mass ที่ทุกคนจะต้องคิดเห็นเหมือนกัน มันคือกลไกของรัฐประชาชาติ (nation-state) กลไกของระบบทุนนิยม ถ้าทุกคนไม่ซื้อแปรงสีฟัน ไม่กินสตาร์บัคส์แล้วเขาจะอยู่ได้ยังไง เพียงแต่ว่าคุณมีชีวิตอยู่ในพีเรียดนี้ คุณก็เล่นไป

     สมัยโบราณชัดเจนอยู่แล้ว “มีลูกไว้ทันใช้” เขาก็บอกลูกว่า เฮ้ยมึงไปไถนา สับฟืน เสร็จแล้วกลับมาถึงมีข้าวกิน ทุกอย่างชัดมาก เป็นรูปธรรม แต่นี่ก็คือ “ผมรักพ่อ” แล้วไง หมายความว่าอะไร “พ่อก็รักลูก” (น้ำเสียงสั่น) มันคืออะไร คุณค่าของความเป็นครอบครัวเปลี่ยนแปลงไป ไม่จำเป็นต้องมี “ครัว” ก็ยังได้ กินข้าวนอกบ้าน ครอบครัวของโลกสมัยใหม่คุณเล่นอยู่กับอารมณ์ แต่คุณชอบสอนว่าอย่าเล่นกับอารมณ์เราต้อง Rational

     สำหรับผมมันซับซ้อนนะ การแต่งงานสมัยใหม่ก็เหมือนกัน คุณเริ่มต้นแต่งงานเพราะคุณมีอีโมชัน แต่ชีวิตหลังแต่งงาน ไหนจะค่าเช่าบ้าน ไหนจะบิลโทรศัพท์ สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของช่วงหวานชื่น ค่าผ่อนรถผ่อนบ้านแม่งไม่ได้อยู่ในส่วนของการจีบกันเลย “เธอวันนี้สวยเหลือเกิน” กับ “เธอจ๊ะ อย่าลืมจ่ายค่าบิลโทรศัพท์ด้วยนะ” มันแตกต่างกันมาก

     แล้วนี่ไม่ใช่ปัญหาของประเทศไทยอย่างเดียว มันเป็นปัญหาทั้งหมดของการที่เราแต่งงานในระบบโรแมนติกเลิฟ พอแต่งเสร็จ “อ้าว เมื่อก่อนเธอไม่ได้เป็นคนแบบนี้” “เธอก็ไม่เป็นคนแบบนี้” เพราะอะไรหลายต่อหลายอย่างไม่อยู่ในสมการตอนจีบกัน

     นอกจากนั้นปัจจุบันคุณมีอายุยืนยาว เราไม่ต้องกังวลกับไข้ทรพิษ ไม่ต้องกังวลว่าเสือจะกัดคุณเวลาออกไปหาอาหารหรือจะเข้ามากินลูกคุณ งูเห่ามันจะมาฉกคุณหรือลูกคุณ คุณก็ไปมีปัญหาอื่นให้กังวลแทน ทีนี้พอคุณไปเล่นกับอารมณ์ปุ๊บ แม่งก็เลยผันผวนยิ่งกว่าตลาดหุ้นอีก

Share Post
Like 15 View 15991

Author

ธนดิษ ศรียานงค์

ช่างภาพที่ชอบการเดินทาง แต่จำทางไม่ค่อยได้ นิ่งเป็นหลับ ขยับเป็นหลง

ภัทรพร บุญนำอุดม

บรรณาธิการออนไลน์ที่มีสมาร์ตโฟนเครื่องแรกตอนอายุ 30 เรียนต่อปริญญาโทด้านรัฐศาสตร์เพราะอยากแก้ไขปัญหาในสังคม แต่กลับพบว่าตัวเราเองนี่แหละที่มีปัญหา