การเปลี่ยนผ่านเพื่ออนาคตของ The Film Factory ตำนานแห่งบริษัทโฆษณาไทย

The Conversation
17 Mar 2021
เรื่องโดย:

ศิวะภาค เจียรวนาลี

ต้นปี 2021 วงการโปรดักชันเฮาส์โฆษณาไทยมีข่าวใหญ่น่ายินดีสองเรื่อง

        กุมภาพันธ์ — บริษัทผลิตหนังโฆษณาไทยที่เป็นตำนานอย่าง The Film Factory ประกาศเปิดตัว 6 บริษัทย่อย รองรับโจทย์ที่หลากหลายตามยุคสมัย ขับเคลื่อนจากผู้กำกับฯ รุ่นใหม่ ทั้งหมดล้วนเป็นศิษย์ลูกหม้อที่ ‘ผ่านเกิด’ จากบริษัทนี้ทั้งสิ้น ได้แก่ Factory 01, B1 Film, The Tank, Coming Soon Film, Hooya Film และ Film Fact Lite

        ในยุคสมัยแห่ง Disruption คำว่า ‘ตำนาน’ มีนัยได้ทั้งเชิงบวกและลบ เพราะบางคนอาจมองว่าตำนานหรือความเก่าแก่มีความหมายเท่ากับคำว่าล้าสมัย หรือตกยุค

        แต่โชคดีที่ The Film Factory ไม่ใช่กรณีนั้น พลังงานของผู้กำกับฯ รุ่นใหม่เบื้องหลัง 6 บริษัทย่อยเหล่านี้ คือข้อพิสูจน์ชั้นดี

        มีนาคม — Factory 01 หนึ่งในบริษัทย่อยของ The Film Factory เพิ่งได้รับรางวัล Spikes Palm จากเทศกาลความคิดสร้างสรรค์ Spikes Asia รางวัลนี้มอบให้กับบริษัทโปรดักชันเฮาส์ที่มีผลรวมคะแนนจากภาพยนตร์โฆษณาที่ได้รางวัลสูงสุดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ชนะบริษัทคู่แข่งโหดๆ จากออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ญี่ปุ่น เกาหลี และอีกหลายประเทศ

        การเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ของตำนานบริษัทโฆษณา และการได้รางวัลระดับนานาชาติ ทำให้เรารู้ว่าวงการโปรดักชันเฮาส์ไทยยังมี ‘จอมยุทธ์’ ยอดฝีมืออยู่อีกไม่น้อย แม้จะมีข้อจำกัดในการทำงานรอบด้านมากมายเพียงใดก็ตาม

        เราบุกไปคุยกับผู้กำกับฯ สองรุ่นอย่าง ‘หนัง’ – พงศ์ไพบูลย์ สิทธิคู ผู้ก่อตั้ง The Film Factory และ ‘อั๋น’ – วุฒิศักดิ์ อนรรฆพร จาก Factory01 เกี่ยวกับเบื้องหลังการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว 

        แต่สิ่งที่ได้กลับมาเป็นของแถม คือมุมมองแบบ ‘มืออาชีพ’ และ ‘ความหวัง’ ที่ทั้งสองมีต่อวงการโฆษณาไทย 

        เป็นข่าวดี ที่เรายังเห็นโปรดักชันเฮาส์ที่ให้ค่ากับคุณภาพ มากกว่าความรวดเร็วอันฉาบฉวย

        อาจกล่าวได้ว่า นี่เป็นหมุดหมายสำคัญ และเป็นปีที่น่าจับตามองของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์และแวดวงโฆษณาไทย

The Film factory

ความจริงวงการหนังโฆษณาก็เผชิญการเปลี่ยนแปลงมาพอสมควร ทำไม The Film Factory ถึงเพิ่งเริ่มปรับบริษัท และประกาศความเปลี่ยนแปลงของบริษัทในปีนี้

        พงศ์ไพบูลย์: ผมว่าอั๋นเป็นเจเนอเรชั่นใหม่ที่เห็นสภาพนี้ชัดกว่าผม ความจริงผมอาจจะขยับตัวช้าด้วยซ้ำไป 

        วุฒิศักดิ์: ตอนผมเป็นครีเอทีฟ มันอยู่ในช่วงท้ายของการถ่ายฟิล์ม ประมาณช่วงปี 2004-2008 จากนั้นผมไปเรียนต่อ ด้าน Film making แล้วพอกลับมามันเป็นการเปลี่ยนแปลงที่เข้าสู่ดิจิตอลปีแรกเลย สิ่งที่เราเห็นกันชัดๆ ก็คือ ทุกคนเข้าถึงอุปกรณ์ได้หมด ซึ่งมีทั้งข้อดีและข้อไม่ดี ข้อดีก็เหมือนจะมีตัวเลือกเยอะขึ้น แต่ข้อไม่ดีก็คือ มาตรฐานของตลาดมันแตก 

        เมื่อก่อนคนที่จะขึ้นมาถึงระดับเป็นผู้กำกับฯ ได้ต้องมีทักษะมาก แต่พอวันหนึ่งที่ตื่นมาทุกคนก็สามารถบอกได้เลยว่า วันนี้ฉันจะเป็นผู้กำกับฯ แล้วนะ เพราะอุปกรณ์มันอยู่ในมือตลอดเวลา มันเลยทำให้มาตรฐานตรงนี้มันกระจาย ทั้งลูกค้า เอเจนซี่ และคนทำหนังเองก็มองออกยากเหมือนกันว่า อะไรคือสิ่งที่เรียกว่าดี กว่าเราจะรู้ว่าแบบนี้เรียกว่าดี บางทีใช้เวลาเป็นปีนะครับ เราต้องเห็นงานสไตล์นี้ซ้ำๆ ท่ามกลางตัวเลือกที่เยอะขึ้น 20 เท่า กว่าจะเห็นว่าตรงนี้เป็นสิ่งที่ดี แต่ตอนนี้รูปแบบมันเปลี่ยนไป 

        ในมุมมองของผม จุดแข็งอย่างหนึ่งเวลามองไปที่ The Film Factory คือการรวมเอาผู้กำกับฯ ที่มีคาแรกเตอร์เป็นของตัวเองมาอยู่ด้วยกัน เมื่อก่อนพอเรานึกถึงว่าเฮาส์นี้ แม่เหล็กคือใคร เราจะนึก 1-2 ชื่อออกมา แต่พอมองมาที่ฟิล์มแฟคฯ มันเต็มไปด้วยพี่หนัง พี่ต้อม (เป็นเอก รัตนเรือง) พี่ไมค์ (ไมเคิล วอร์) และอื่นๆ รวมกันอยู่เต็มไปหมดเลย อันนี้ผมว่ามันคือความพิเศษ 

ผลงานจาก Factory01

        พงศ์ไพบูลย์: ผมไม่เชื่อว่าผู้กำกับฯ หนึ่งคนทำงานได้ทุกแบบ มันมีหลายคนที่บอกว่าอยากจะทำหนังตลกแบบ พี่ต่อ ฟีโนฯ (ธนญชัย ศรศรีวิชัย ผู้กำกับฯ บริษัทฟีโนมีน่า) อยากจะทำหนังอีโมชันนัลอย่างคุณหนัง อยากทำหนังเท่ๆ แบบ พี่ต้อม เป็นเอก เมื่อคุณเลียนแบบใครก็ตาม คุณไม่มีทางได้เป็นที่หนึ่ง ต้องเป็นที่สองตลอดเวลา ผมเลยบอกผู้กำกับฯ ทุกคนที่สนิทกันว่าเป็นตัวของตัวเองมากที่สุด เขามาหาเพราะตัวคุณ ไม่ใช่มาหาคุณเพราะผู้กำกับฯ คนอื่นที่เขาตั้งใจหาไม่ว่าง เราต้องหาจุดที่เราแข็งแกร่งที่สุด แล้วโปรเจกต์ออกมาให้คนในวงการโฆษณาเขาเห็นภาพเราชัดเจน ซึ่งอั๋นทำได้ดีมาก เขาชัดเจนในตัวของเขา หรือบี จากบริษัท B1 (ภักดิ์พงศ์ สกลวิทยานนท์) เขาก็ชัดเจนในสไตล์ของเขา คุณจะรู้ได้ทันทีว่าคุณมาหาสไตล์ใคร แล้วคุณจะได้สิ่งนั้นที่ดีที่สุดออกไป

        วุฒิศักดิ์: ถ้าฟิล์มแฟคฯ ผลักดันให้แต่ละยูนิตเป็นตัวเองได้มากกว่าเดิม ใช้ทักษะเดิมของตัวเองให้ลึกขึ้นและชัดขึ้นอีก ผมว่าแทบจะเป็นเฮาส์เดียวที่สามารถเปิดบริษัทย่อยๆ ออกมาแล้วทุกคนเป็นตัวของตัวเองได้รุนแรงชัดเจน จังหวะนี้มันเป็นจังหวะที่ตลาดก็เปลี่ยนด้วย 

ตลาดเปลี่ยนไปอย่างไร

        วุฒิศักดิ์: ตั้งแต่ปี 2010 เป็นต้นมา ดิจิตอลมันกระทบธุรกิจของโปรดักชันเฮาส์ แต่พอออนไลน์มันเริ่มเติบโตมาถึงจุดที่เป็นเหมือนวัยกลางคน ลูกค้าสามารถทำการตลาดและการสื่อสารเพื่อแบรนด์ได้หมด ไม่ว่าแบรนด์จะเล็กขนาดไหนก็ตาม ความจริงมันต้องการทักษะที่หลากหลาย ในตลาดที่หลากหลายมาก เมื่อก่อนทำหนังเรื่องหนึ่ง เวลาเรารับบรีฟของกลุ่มเป้าหมายเขาก็จะพูดว่า ผู้ชายหรือหญิง อาศัยอยู่ในเมือง สถานะทางสังคม C+ ชอบอ่านนิตยสาร เสาร์อาทิตย์ชอบใช้เวลาทำอะไร มันเป็นการมอง Target Audience แบบหนึ่ง 

        แต่พอยุคนี้ ด้วยแพลตฟอร์มต่างๆ มีเทคโนโลยีในการจับกลุ่มคนจากนิสัยและพฤติกรรม วัดจากสิ่งที่เขาชอบโดยที่ไม่ได้เป็นเพศวัยแบบเมื่อก่อนแล้ว คนเดี๋ยวนี้ต้องการความเป็นตัวเองมาก เขาเปิดกับการรับสารหรือเนื้อหาซึ่งเขาจะภูมิใจว่าเป็นคนเดียวที่รู้ คนอื่นไม่เข้าใจเขาหรอก เขาเป็นคนเดียวที่เข้าถึงอารมณ์แบบนี้ เพราะฉะนั้นความเอ็กซ์คลูซีฟแบบนี้เอื้อต่อต้นทุนที่ฟิล์มแฟคฯ มี ก็คือผู้กำกับฯ แต่ละคนมีโทนต่างกันมาก สามารถเข้าถึงกลุ่มคนที่เขามีความชอบหรือมีไลฟ์สไตล์ที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง 

        วันหนึ่งอาจจะมีแคมเปญที่ทุกบริษัทมารวมกันแล้วทำในกลุ่มของตัวเองที่เชี่ยวชาญ ถ้าเราไม่เริ่มทำวันนี้ รอจนถึงวันนั้นที่มีความต้องการนี้ขึ้น ทักษะในการทำงานร่วมกันหรือแยกของแต่ละบริษัทมันอาจจะไม่แข็งแรงพอที่จะทำให้มันสุดทางในโมเดลนั้นก็ได้ ผมว่ายิ่งเริ่มเร็วก็ยิ่งดี 

ผลงานจาก B1 Film

ด้วยวิธีการนี้ คุณหนังจะดูแลความสัมพันธ์ของ 6 บริษัทนี้อย่างไร

        พงศ์ไพบูลย์: ผมว่ากลุ่มผู้กำกับฯ ที่เกิดขึ้น ณ ปัจจุบัน แบ่งเส้นเป็นสองรุ่น รุ่นหนึ่งคือรุ่นของอั๋น บี พวกผู้กำกับฯ ที่ The Tank กับรุ่นของผมที่จะมีผม ต้อม ไมเคิล ซึ่งถ้าพูดแบบไม่เสแสร้ง ก็เป็นรุ่นที่จะถอยลงไปเรื่อยๆ เด็กรุ่นใหม่ใครจะอยากมาคุยกับรุ่นผม เขาก็อยากจะคุยกับคนที่อายุใกล้กัน

        The Film Factory ในฐานะบริษัทแม่อาจจะเป็นตัวที่คลุมในแง่รากฐาน ไม่ได้คลุมในแง่ของความคิด เรามีรากฐานในการทำหนังแบบไหน มาคุยกัน ความจริงหนังทุกเรื่อง ไม่ใช่ว่าทำเสร็จส่งลูกค้าแล้วก็เผยแพร่เลยนะ เรามีการเอาหนังกลับมานั่งคุยกันในหมู่ผู้กำกับฯ ว่าตรงไหนที่ดีแล้ว ตรงไหนที่ควรจะปรับปรุงได้อีก ในฐานะที่เราเป็นซีเนียร์ เรามีความรอบรู้ ประสบการณ์มาเยอะ เราก็จะมาให้แลกเปลี่ยน ความคิด มุมมอง หรืออะไรที่เราจะสามารถช่วยพัฒนาหนังของแต่ละผู้กำกับฯ ให้มันดีขึ้น เพราะฉะนั้น เราเหมือนเป็นตัวแม่ที่จะคอยประคับประคอง คอยส่งเสริม

        วุฒิศักดิ์: ความจริงเรื่องนี้ดีมากเลยนะครับ ตั้งแต่ตอนผมเข้ามาที่นี่ พี่หนังก็จัดให้มีระบบนี้ บางเรื่องผมทำออกไป พี่ไมค์เคยคอมเมนต์ว่าเรื่องนี้เขาไม่รู้สึกถึงความเป็นตัวผมเลย มันเกิดอะไรขึ้นในขั้นตอนโปรดักชัน ลูกค้าคอมเมนต์ยังไง เอเจนซีบรีฟยังไง ขอดูบรีฟซิว่าเป็นยังไง จากจุดเริ่มต้นจนถึงปลายทางอะไรทำให้เสน่ห์มันหายไป ซึ่งผมรู้สึกว่ามันเป็นการพัฒนาทั้งระบบเลย

คุณหนังทำอย่างไรถึงไม่ให้ผู้กำกับฯ ที่เป็นคนคนละรุ่นยอมรับในคอมเมนต์ต่างๆ ได้

        พงศ์ไพบูลย์: คืออย่างนี้ครับ ขอย้อนกลับไปช่วงทำ The Film Factory ยุคต้นๆ ก่อน คุณหลุยส์ (Louis NG ผู้บริหาร The Film Factory Hong Kong) ชวนผมมาทำ ผมไม่ได้เรียนฟิล์มมา ผมจบมาด้านกราฟิกดีไซน์ เป็นอาร์ตไดเรกเตอร์ในเอเจนซี แต่ชอบทำหนัง รักที่อยากจะทำหนังก่อน แล้วยุคนั้นยังไม่มีผู้กำกับฯ ที่ก้าวออกจากเอเจนซีด้วยความรักที่จะทำหนัง เพราะเอเจนซีถือเป็นคอมฟอร์ตโซน มีเงินมีทอง อยู่ดีกินดี 

        บริษัทฟิล์มแฟคฯ ไม่เคยไปกว้านซื้อผู้กำกับฯ เพื่อมาสังกัดเยอะๆ เวลาผู้กำกับฯ เข้ามาใหม่ ผมถามประโยคแรกว่า คุณอยากทำงานที่ดี หรืออยากมีเฟอร์รารีขับ ผมไม่ได้ปฏิเสธเงิน แต่ฟิล์มแฟคฯ ไม่สามารถทำให้คุณไปถึงจุดนั้นได้แน่ๆ เพราะเราไม่ใช่นักการตลาด งานของตัวคุณเองจะดึงลูกค้ามา ถ้าคุณไม่ได้ชอบงานกำกับฯ หนังจาก ‘ข้างใน’ จริงๆ จะอยู่ยาก

ผลงานจาก The Tank

        เวลาดูหนังด้วยกัน เกิดการวิจารณ์ คุณต้องดึงตัวตนออกไปนะ ต้องมีกระจกที่มองตัวตนของตัวเองได้ด้วย ตรงไหนที่มันพลาดก็ต้องยอมรับ การพัฒนาคนมันไม่มีที่สิ้นสุด จนกระทั่งผมอายุถึงตรงนี้นี่ ผมว่าก็ยังพัฒนาได้อีกถ้าผมยอมรับฟัง 

        เราต้องการพัฒนาไปเรื่อยๆ ไม่อยากหยุดอยู่ตรงนี้ แล้วเรายอมรับในคำวิจารณ์ เราอยากทำงานน่ะ ส่วนเงินใครๆ ก็อยากได้ แต่เรื่องนั้นตามมาทีหลัง ผมเชื่อว่าเราต้องทำตรงนี้ให้ดีที่สุดก่อน 

คุณหนังมักบอกกับผู้กำกับฯ ในบริษัทว่า แต่ละคนมีเพียงลูกดอก 3 ลูกในการปาให้เข้าเป้า ช่วยขยายความตรงนี้หน่อย

        พงศ์ไพบูลย์: เรื่องงาน ถ้าคุณไม่ชัวร์ อย่าเพิ่งทำ เวลาทำหนังออกไปแล้วเละ คุณไปโทษคนอื่นไม่ได้ โทษลูกค้าหรือเอเจนซีไม่ได้ ถ้าเกิดคุณรับมาทำ ก็ต้องมั่นใจว่าหนังจะออกมาดี ไม่ว่าจะเป็นหนังฮาร์ดเซลแค่ไหน ผู้กำกับฯ จะเป็นด่านสุดท้ายในการ say yes หรือ no  

        วุฒิศักด์: พี่หนังบอกว่าอย่างน้อย 2 ใน 3 ต้องเอาให้เข้าเป้า ถ้าไม่เข้าคุณแทบจะหมดโอกาสในวิชาชีพเลยนะ พี่หนังเคยถามว่าคุณทำได้ดีกว่าบรีฟหรือเปล่า ถ้าไม่ได้ก็ไม่ต้องทำ ไอ้การพูดแบบนี้ดูเหมือนง่าย แต่การจะทำให้ทุกคนเชื่อและ execute มันออกมาเป็นชิ้นงานที่ดี มันไม่ง่าย 

        พี่ต้อมเคยบอกผมว่า อั๋น ไม่ต้องรีบ พี่แม่งว่างมา 9 เดือนถึงได้ทำ ถ้าเป็นที่อื่น ไอ้เหี้ย ว่างมา 4 เดือนแล้ว งานอะไรก็ได้ต้องทำไปก่อน  

ผลงานจาก Coming Soon

9 เดือนที่ว่างงานนี่ คุณต้อมก็ได้รับเงินเดือนตามปกติ?

        วุฒิศักดิ์: ใช่ครับ ซึ่งต้องใจถึง พี่หนังไม่ได้พูดอย่างเดียว เขาซัพพอร์ตด้วย หรือแม้แต่ผู้กำกับฯ รุ่นใหม่บางคน บางทียังมีความผิดพลาด พี่หนังก็ปกป้องนะครับ สนับสนุนให้เขาเป็นตัวเองต่อไปอีก ไปให้สุด อย่าเสียความมั่นใจ ผมลองคิดว่าถ้าเราไปอยู่ที่อื่น แล้วทำบางอย่างพลาด เราไม่รู้ว่าผู้บริหารจะบอกเราว่าอะไร เขาอาจจะบอกเราว่า เฮ้ย คุณต้องเปลี่ยนวิธีแล้วว่ะ ต้องยอมลูกค้าไปเลย ทำให้ลูกค้าแฮปปี้ไว้ก่อนหรือเปล่า แต่สิ่งที่พี่หนังเลือกที่จะทำคือ คุณไม่ต้องสนใจ ถ้าคุณเชื่อว่าสิ่งนี้มันจะ breakthrough ออกไปจากตลาดทั้งหมด ไปต่อ ไม่ต้องรีบ 

        มันไม่ได้เป็นแค่การกำหนดทิศทางของบริษัท แต่ทำให้คนทำงานทุกคนรู้สึกปลอดภัย บริษัทให้เวลาเราคิด ในการที่จะทำหนังให้มีมาตรฐานที่เหนือกว่ามาตรฐาน 

ทำไมคุณหนังใจกว้างขนาดนั้น หรือเพราะมีสายป่านยาวมาก

        พงศ์ไพบูลย์: ไม่ได้รวยนะ มันเกิดจากตัวผมเองมั้ง ผมโชคดีที่ผมเจอพาร์ตเนอร์คือคุณหลุยส์ เขาบอกผมว่า อยากเห็นคนทำงานมีความสุขในการทำงานก่อน ถ้าคุณแฮปปี้ในสิ่งที่คุณทำ มันคือ the best คนทำงานมีความสุข เราก็มีความสุขด้วยนะ 

        ความจริงผมก็ไม่ได้มีความสุขทุกงานนะ บางงานมันก็มีความทุกข์ เมื่อไรจะถ่ายเสร็จสักทีวะ ประเด็นคือ เมื่อผ่านงานเหล่านั้นมา เราก็ได้เรียนรู้ว่าต่อไปต้องขอปฏิเสธบ้าง เราก็เป็นอย่างนี้กันมาแต่ต้น 

โลกโฆษณาเปลี่ยนไปเยอะมาก คุณคิดว่าผู้กำกับโฆษณาที่ดีในยุคนี้ ควรเก่งด้านไหน

        พงศ์ไพบูลย์: ผู้กำกับฯ คือ Diplomatic คุณจะโน้มน้าวคนอย่างไรเพื่อให้ทุกคนเชื่อในสิ่งที่คุณเชื่อ เรื่องนี้ผมก็สอนไม่ได้ 

        คุณต้องมีแก่นของการทำงานก่อน ทำไมคุณอยากทำอย่างนี้ ตอบโจทย์เขาได้ยังไง การมีแก่นแสดงว่าคุณไม่มั่ว ถึงหนังมันจะแปลกแค่ไหน แต่บนพื้นฐานบนความ weird คุณมีแก่นที่จะตอบโจทย์ในแง่ของการตลาด คุณต้องใช้ให้เป็น 

ผลงานจาก Hooya Film

        วุฒิศักดิ์: พี่หนังพยายามบอกให้ทุกคนกลับมาที่คุณภาพ ในบางครั้ง ระหว่างการเอนเตอร์เทนลูกค้าขณะทำงาน กับเอาคุณภาพ มันต้องเลือกคุณภาพเสมอ ถ้ามีโมเมนต์ที่สองสิ่งนี้ไม่ได้ไปทางเดียวกัน ก็จะเกิดความขัดแย้ง เมื่อมีความขัดแย้ง ทิศทางของที่นี่คือมุ่งไปที่คุณภาพโดยไม่ต้องลังเล ทำให้คนอื่นอาจจะรู้สึกว่า เอ๊ะ ทำไมบริษัทอื่นเขาก็ยอมลูกค้ากันนะ เปลี่ยนแค่นี้เอง แต่เราไม่ยอม อะไรที่มันหลุดจากสิ่งที่เราเชื่อว่าจะนำไปสู่งานที่ดีกว่า ต้องถูกดึงกลับมา 

        อย่างหนึ่งที่มันพิสูจน์ได้คือ ฟิล์มแฟคฯ ก็อยู่มาได้ 30 กว่าปี เพราะยึดในแก่นอันนี้ 

ตอนคุยงานกับลูกค้า คุณอั๋นมีวิธีพูดคุยอย่างไร

        วุฒิศักดิ์: ผมว่าพี่หนังทนคน fake หรือ bullshit ไม่ได้ ถ้าทุกอย่างไปในทิศทางนั้น พี่หนังจะไม่เอา 

        พี่หนังบอกว่า เราต้องเข้าใจงานของเราจริงๆ เวลาลูกค้าถามเราไม่ได้ซี้ซั้วตอบ ต้องตอบแบบเข้าใจจริงๆ แล้วจะเข้าใจได้ยังไง ก็ต้องไปทำการบ้านมาให้เยอะที่สุดก่อนที่จะเจอลูกค้า เพื่อให้ลูกค้าถามแล้วตอบได้เลยว่าเราทำแบบนี้ เพราะเหตุผลนี้ ถ้าไม่รู้ก็จะบอกว่าเรื่องนี้ยังไม่รู้ครับ ขอเวลาคิดก่อน ผมว่ามันสบายใจนะครับ ไม่ต้องโกหกตัวเอง 

        การคิดแบบนี้ไม่ได้เป็นการนั่งเทียนแบบไม่มีเหตุผล มันเกิดจากทำการบ้านว่า วิธีนี้ทำให้หนังมีคุณภาพ ไปทางนี้กันเถอะครับ ซึ่งบางทีบางคนจะแบบ เอ๊ะ – แต่ที่ผ่านมาเขาเคยทำแบบนั้นนะ ถ้าเรารู้อยู่แก่ใจว่ามันไม่เวิร์ก จะเกิดตัวเลือกในใจขึ้นทันที  จะบอกเขาว่า ก็ได้นะครับ ดีเหมือนกัน ซึ่งเขาก็จะแฮปปี้ หรือจะบอกว่าจริงๆ มันมีวิธีที่น่าสนใจเหมือนกันนะครับ ลองมาทางนี้มั้ย

        พงศ์ไพบูลย์: ถ้าเกิดเราเป็น Yes Man ตั้งแต่ต้น แล้วงานมันเละ คนไม่ได้คิดว่า อ้อ เพราะผู้กำกับฯ เขายอมลูกค้ามา มันเลยต้องเละ  แต่คำด่าจะถาโถมมาที่ผู้กำกับฯ ซึ่งคือด่านสุดท้ายของงาน ในแง่ของสังคม มันก็พูดยาก คนเราอยากให้ถูกตามใจ ไม่มีใครอยากถูกขัดใจ ต่อให้มันเป็นการขัดใจด้วยเหตุผลก็ตาม ผมถึงบอกว่าผู้กำกับฯ ต้องเป็น Diplomatic ชั้นสูงจริงๆ

ที่ผ่านมา ฟิล์มแฟคฯ ปฏิเสธงานลูกค้าบ่อยไหม

        พงศ์ไพบูลย์: สมัยก่อนเยอะครับ พี่ต้อมน่ะตัวดี ครั้งหนึ่งผมตัดหนังอยู่ฮ่องกง พี่ต้อมโทร.ทางไกลมาหาผมกลางห้องประชุม บอกว่า – ผมไม่ไหวแล้วว่ะ ขอไม่ทำได้มั้ย ผมบอกตามสบาย เดินออกกลางคันจากพรีโปรดักชันเลย 

ผลงานจาก Film Fac Lite

ทิ้งเงินเป็นล้าน ไม่เสียดายบ้างหรือ

        พงศ์ไพบูลย์: ถ้าผู้กำกับฯ ไม่เชื่อสิ่งที่ตัวเองกำลังทำอยู่และฝืนทำ คุณอาจจะได้สิบล้านวันนั้น แต่ลูกค้าจะไม่กลับมาหาคุณอีกเลย แล้วมันจะส่งผลกับลูกค้าคนอื่นด้วย สมัยนั้นผมคิดอย่างนั้น อย่าไปเสียดาย เงินข้างหน้ายังพอหาได้ เราขอรักษาความเป็นฟิล์มแฟคฯ ไว้ก่อน 

        วุฒิศักดิ์: ความจริงไม่ได้เป็นเพราะลูกค้าไม่เก่งหรือไม่ดีนะครับ โดยธรรมดา อาชีพของเราถูกฝึกมาให้ทำคอนเทนต์ประเภทนี้อยู่แล้ว ธรรมชาติของมันคือ ซ้ำเดิมไม่ได้ same joke ไม่ได้ เพราะจะทำให้ประสิทธิภาพลดลง แต่วิธีการทำงานของลูกค้า บางทีเขาไม่ได้อยู่ในเส้นทางนี้ หรือเขาอาจจะใกล้ชิดกับสินค้ามากเสียจนเขาไม่ได้มองจากสายตาคนนอกว่า อยากให้แบรนด์นี้พูดยังไง 

        ผมว่าอย่างหนึ่งที่เรามีให้ลูกค้าได้ คือการที่เรามองจากสายตาคนอื่นก่อน และรู้ว่าจริงๆ แล้วแบรนด์นี้มีรูตรงไหน เหมือนเวลาเราประชุมผู้กำกับฯ กันแล้วเราก็ไม่รู้ว่างานตัวเองมีรูตรงไหนจนคนอื่นมาชี้ให้ แล้วเราจะ เอ้อ – มันมีมุมแบบนี้ด้วย ซึ่งบางทีในการทำงานกับลูกค้า เราอยากจะเสนอมุมนั้นแหละ แต่ด้วยความที่ลูกค้าเขาไม่เคยเห็นมุมนี้มาก่อน บางทีอาจจะต้องค่อยๆ โน้มน้าว ค่อยๆ คุยว่า มันมีปัญหานี้อยู่นะ เขาอาจจะไม่เคยนึกถึงมาก่อน ช่องว่างตรงนี้มันเป็นสิ่งที่เรายืนยันที่จะเสนอเขา แม้ทางนี้จะเป็นทางที่เขาไม่เคยเดิน แต่เราเชื่อว่ามันจะดี 

        และสมมติว่าเราทำจนสำเร็จแล้ว ครั้งหน้าก็ต้องมานวดกันใหม่ ต้องเปลี่ยนวิธี เราทำซ้ำแบบเดิมไม่ได้ ลูกค้าที่กลับมาใช้งานกับเราบ่อยๆ ใช้สัก 2-3 รอบเขาจะเริ่มเห็นภาพ ออกไปแล้วว่ามันเวิร์ก แต่ครั้งต่อไปอาจคิดว่าจะเหมือนเดิม มันก็ไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว เรียกว่าต้องทำงานด้วยกันสักพัก ถึงจะรู้ว่าเรามองหาอะไรแล้วเราพยายามจะเสนออะไรให้เขา ซึ่งวิธีการแบบนี้ความจริงทำงานง่ายขึ้นด้วยนะครับ ความขัดแย้งน้อยลง ทุกคนก็จะเห็นภาพตรงกัน

ยุคนี้เทคโนโลยีทำให้ผลิตหนังโฆษณาสะดวกขึ้น The Film Factory ใช้เทคโนโลยีในการทำงานมากน้อยแค่ไหน

        พงศ์ไพบูลย์: สมมติผมมีโจทย์อะไรบางอย่าง ผมเอาเทคโนโลยีมาผลักดันไอเดียให้ไปถึงจุดสุดยอด นี่คือการใช้เทคโนโลยีที่ดี แต่บางคนเอาเทคโนโลยีมาใช้แก้ข้อผิดพลาด ผมคิดว่าเป็นการใช้เทคโนโลยีที่ผิด เราควรเอามันมาส่งเสริมมากกว่า เพื่อทำให้สิ่งที่คุณฝันเป็นความเป็นจริงขึ้นมา 

        วุฒิศักดิ์: ผมเห็นด้วยว่าไม่ควรใช้เทคโนโลยีเพื่อการสปอยล์ให้เรามีชีวิตที่ง่ายและสบายขึ้น เพราะถ้าเราเอาเทคโนโลยีทุกอย่างมาสปอยล์ตัวเอง ผลงานเราจะสู้ผลงานของคนรุ่นก่อนไม่ได้ ทางเดียวที่จะชนะคนรุ่นผู้ใหญ่ที่เขาทำ ต้องเอาเทคโนโลยีมาช่วยให้เราทำในสิ่งที่คนยุคก่อนทำไม่ได้ อย่างน้อยให้ได้ภาพหรือได้วิธีการเล่าเรื่อง ซึ่งเมื่อก่อนทำแบบนี้ไม่ได้ 

The Film factory

‘อั๋น’ – วุฒิศักดิ์ อนรรฆพร

        ตอนยุคถ่ายฟิล์ม ไม่มีมอนิเตอร์ ไม่เห็นภาพในขณะถ่าย แต่ตอนนี้เราเห็นภาพแล้วในจอ เราอาจจะลองตัดคร่าวๆ เลยมั้ย เผื่อจะนำไปสู่วิธีการเล่าจังหวะใหม่ สมมติผมให้ผู้ช่วยผมตัดอะไรคร่าวๆ หนึ่งกอง มันไม่ได้เป็นการตัดเพื่อเช็กว่าเราพลาดหรือไม่พลาดยังไง แต่ว่ามันเป็นการดูว่าเรา explore อะไรได้อีก เราผลักดันมันไปได้อีกอย่างไรบ้าง แม้แต่คนที่อยู่ในโปรเจกต์ด้วยกันมาตลอด มาเห็นในห้องตัดต่อ แล้วเขารู้สึกว่า โห ดีกว่าที่เขาคิดไว้อีก ผมว่าอันนี้เป็นการใช้ประโยชน์จากการมีเทคโนโลยีที่เมื่อก่อนไม่มี แม้กระทั่งการวาง super (ตัวอักษรหรือข้อความในภาพยนตร์โฆษณา) พอเรามีคอมพิวเตอร์ มีโปรแกรมต่างๆ ที่ช่วยให้มันง่ายขึ้น มันสร้างการเล่าเรื่องแบบใหม่ได้หรือเปล่า มากกว่าแค่แบบถ่ายมาไม่ดีแล้วค่อยมา stabilize เอาแล้วกัน เราใช้เทคโนโลยีตรงนั้นมาเพื่อหาอะไรใหม่ๆ ผมว่ามันเป็นประโยชน์ที่ดีมากกว่า 

เทรนด์หนึ่งของการทำหนังโฆษณาในหลายประเทศ คือหนังโฆษณาที่แมส ได้รับความนิยมในวงกว้าง และเป็นงานที่ได้รางวัลด้วย เท่าที่เห็นมักจะเป็นงานแนว Craft films เช่น งาน ‘Welcome Home’ ของ Apple Homepod งานแบบนี้ผู้กำกับไทยทำได้ไหม

        วุฒิศักดิ์: ผมว่าแบ่งเป็นสองประเด็น ประเด็นแรกคือการ approve จากลูกค้า ประเด็นที่สองคือการทำให้มันเกิดขึ้น 

        ประเด็นแรก ยุคนี้เรามักจะได้ยินว่าไม่มีใครมาสนใจรายละเอียดหรอก จะคราฟต์ขนาดนั้นทำไม ผมเคยได้ยินคำว่า ถ่ายๆ ไปเถอะแค่โฆษณาเอง จากปากคนที่ทำโฆษณาด้วยซ้ำ ผมไม่เชื่อแบบนั้น ต่อให้คุณไม่ตั้งใจที่จะสนใจรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ หรือผู้ชมไม่ได้ตั้งใจดู แต่การที่หนังมีรายละเอียด มันคือจุดซื้อใจ เป็นจุดที่ทำให้เรารู้สึกว่าทำไมมันคราฟต์จัง ทำไมมันดูแพงจัง ทั้งๆ ที่งบประมาณก็ไม่ได้เยอะกว่าคนอื่น แต่ว่าทำไมหนังที่อยู่ในมือของผู้กำกับฯ คนนี้ถึงดูแพงกว่าปกติ ก็เพราะการคราฟต์ดีเทลพวกนี้แหละ 

        มันเหมือนเราซื้อเสื้อ ตะเข็บมันเนี้ยบ ผ้ามันดี เราจะรู้สึกว่าเสื้อตัวนี้มันแพง เราไม่ได้มองหาตะเข็บตั้งแต่แรก แต่เมื่อมันถูกผลิตขึ้นมาด้วยความเพอร์เฟ็กต์ในทุกด้าน มันดูแพงเอง แม้ว่าจะเป็นฉากกองขยะ หนังก็จะดูแพงอยู่ดี 

        ผมว่าอันนี้เป็นความเข้าใจผิดในการ approve ว่า ช่างมันเถอะ อะไรก็ได้ ถ่ายๆ ไปเถอะ ใช้อุปกรณ์ห่วยๆ ก็ได้ ถ่ายลวกๆ ไป สุดท้ายความลวกมัน Payoff ความคราฟต์ก็ Payoff เช่นกัน 

        ผมว่าเป็นปกติของโลกที่เด็กๆ จะเห็นความไม่สมบูรณ์ในเจเนอเรชันก่อน ทั้งในแง่มารยาท บุคลิก การพูด เด็กๆ ถึงรู้สึกว่าผู้ใหญ่พูดจาน่าเบื่อจังเลย ไม่อยากฟัง ผมว่ามันเกิดขึ้นในทุกมิติ หนังก็เหมือนกัน ถ้าเราเลี้ยงความละเอียดให้มีอยู่เสมอ ต่อให้คนรุ่นนี้ไม่เห็นคุณค่าของมัน แต่ผมว่าเขาจะเห็นนะแต่โดยที่เขาไม่รู้ตัวแค่นั้นเอง มีคนที่เห็นคุณค่าตรงนี้เสมอ เพราะฉะนั้น ทำไมเราถึงจะไม่ทำล่ะ

        ประเด็นที่สอง การทำให้มันเกิดขึ้น ผมว่ายากที่จะเกิดขึ้นในไทย ถ้ายกตัวอย่างงานชิ้น ‘Welcome Home’ อุตสาหกรรมการผลิตงานโฆษณาของต่างประเทศไม่เหมือนของไทย ผมเคยไปตัดสินงานหมวด Craft ในเทศกาล Spikes Asia เอาแค่ในเอเชียกับออสเตรเลีย มาตรฐานของเรามันถูกคุมด้วยงบประมาณมากๆ ไทยเป็นประเทศที่ทำหนังโฆษณาถูกที่สุดในโลก ถูกกว่าอเมริกาใต้อีก อาวุธเดียวที่มักจะทำให้เราชนะในเวทีนานาชาติคือไอเดีย ความถึก ความละเอียด แต่สำหรับ Big Production มันจะเกิดขึ้นยากมากเลย

แปลว่าต่างชาติเห็นความสำคัญของรายละเอียดเหล่านี้มากกว่าเรา นอกเหนือจากมีงบประมาณในการผลิตมากกว่าเรา

        วุฒิศักดิ์: มันส่งผลมาที่งบฯ และจำนวนวันในการถ่าย สมมติเป็นซีน 30 วินาทีง่ายๆ เขาถ่ายไปเลยสี่วัน ถ้าเขาต้องการภาพบางอย่าง ก็พร้อมลงทุนกับมันถ้ามันสำคัญ แต่กับบ้านเราเราลงทุนน้อยกว่าประมาณ 5 เท่า 

        เคยมีงานโฆษณา Super Bowl อยู่ปีหนึ่งที่งานได้รางวัลของอเมริกา งบฯ โปรดักชันอย่างเดียวไม่รวมงบฯ ซื้อสื่อ 140 กว่าล้านบาท ในขณะที่บ้านเรามี 3 ล้าน เป็นไปไม่ได้เลยที่เราจะทำหนังที่ซับซ้อนและใหญ่ขนาดนั้น 

        ถ้ายกตัวอย่างอเมริกา มันคือทวีป ไม่ใช่แค่ประเทศ จำนวนผู้บริโภคและจำนวนการสร้างยอดขายใหญ่กว่าเรามาก มันคุ้มกับการลงทุน แต่ก็อีกนั่นแหละ ในจำนวนประชากรที่ใกล้เคียงกัน ญี่ปุ่นและเกาหลีก็มีงบฯ ที่สูงกว่าเรา ความจริงต่างชาติเขาอยากทำงานกับเราสุดๆ ไปเลย โอ้โฮ คุณทำได้ไงวะ ถ่ายกันได้ยังไงด้วยงบฯ แค่นี้ เขาไม่เข้าใจเลย 

เป็นเหตุผลหนึ่งที่ผู้กำกับไทยพากันไปทำงานที่ประเทศจีนมากขึ้นด้วย

        วุฒิศักดิ์: ใช่ครับ ทั้งภูมิภาคเลย

        พงศ์ไพบูลย์: ผมเห็นด้วยที่อั๋นพูดว่าตลาดเมืองนอกคุ้มกับการลงทุน บุคลากรในการทำโพสต์โปรดักชันเหนือกว่าเราเยอะมาก เพราะหนังพวกนั้นต้องใช้คอมพิวเตอร์กราฟิกเข้ามาเสริมเยอะเลย แต่ถ้าจะนับว่าเฉพาะเรื่องการถ่ายทำ เราสู้ได้ ไม่ได้น้อยหน้า คราฟต์แค่ไหนเราสู้ได้ ถ้ามีเงินพอ

The Film factory

‘หนัง’ – พงศ์ไพบูลย์ สิทธิคู

        อีกเรื่องที่สำคัญ ผมว่าฝ่ายการตลาดของบ้านเรา ยังเห็นว่าประเทศเรามีความหลากหลายของชนชั้น เวลาเราสื่อสารอะไรออกไป ก็กลัวว่าอีกชนชั้นหนึ่งอาจจะไม่เข้าใจ

        เราดูถูกผู้บริโภคของเราเกินไปหรือเปล่า ผมยังเคยตั้งคำถามอยู่เรื่อยๆ ว่า คนที่ตำบลทุ่งครุก็ดู เจมส์บอนด์ ไม่ใช่เหรอวะ เขาก็ดูรู้เรื่อง ทำไมเราไปดูถูกคนพวกนั้นว่าเขาจะไม่เข้าใจหนังที่เราทำล่ะ ทำไมเราจะบอกว่าต้องทำหนังอีกเรื่องให้กลุ่มผู้บริโภครายได้น้อย หนังก็คือหนัง ดูได้ทุกเพศทุกวัย ทุกชนชั้น แต่ทำไมบ้านเราชอบไป classify คนดู 

        วุฒิศักดิ์: ถ้ามองจากฝั่งคนทำหนังในอุตสาหกรรมหนัง เขาจะรู้อยู่แล้วว่าหนังคือ conflict ซึ่งความขัดแย้งต่างๆ ต้องมีความเป็นมนุษย์ กรณีแม่ไม่เข้าใจ เมียมีชู้ ทะเลาะกับเพื่อน ฯลฯ เรื่องแบบนี้มีในทุกชนชั้น คนที่เป็นแรงงานก็ทะเลาะกับเพื่อนเหมือนกัน คนที่จบปริญญาโทมา คุณก็โดนเจ้านายด่าเหมือนกัน คือผมว่าจริงๆ มันเป็นความเป็นมนุษย์ที่อยู่ในหนัง บางทีหนังก็ถูกตัดสินไปก่อนที่มันจะถูกผลิตออกมา เช่น หนังแบบนี้คนรากหญ้าเขาไม่เข้าใจหรอก แต่จริงๆ มันคือแก่นความเป็นมนุษย์

ในเวทีโลก หนังโฆษณาไทยเคยโดดเด่นมากเรื่องอารมณ์ขัน จากนั้นก็หายไปเลยหลายปี จนกระทั่งมีหนังโฆษณา ‘Friendshit’ ของธนาคารกสิกรไทย ที่กวาดมาหลายรางวัล แต่ผู้กำกับหนังเรื่องนี้คือ เต๋อ นวพล (นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์) ซึ่งไม่ใช่ผู้กำกับฯ สายโฆษณา คุณอั๋นมีความเห็นอย่างไรกับกรณีนี้

        วุฒิศักดิ์: ผมรู้สึกว่าเป็นปกติ ผู้กำกับฯ ในสายโฆษณาก็ชนะรางวัล Gold จาก Cannes Lions เหมือนกัน ประเด็นคือเวลาทำงาน ลูกค้าเขาไม่ได้คุยกับผู้กำกับสายหนังกับสายโฆษณาเหมือนกัน ทั้งในแง่พื้นที่ในการทำงาน หรือการปล่อยให้ผู้กำกับฯ เป็นตัวเอง 

        เต๋อเป็นคนเก่งมาก เขามีเซนส์ของการเล่าเรื่องที่ดี และมีความป๊อปคัลเจอร์รุนแรง มีอารมณ์ขันแบบปัจจุบัน ถ้าเราถอยมามองไกลๆ มันเป็นก้อนที่เป็น emotional และสิ่งนี้ทำให้คนอินได้เสมอ แต่เมื่อหนังมาเป็นโจทย์ที่มีโครงสร้างแบบหนังโฆษณา มันจะถูกคอมเมนต์อีกแบบ เช่น คนในเรื่องนี้เป็นกลุ่มเป้าหมายสินค้าหรือเปล่า เขาถือสินค้านานแค่ไหน สินค้าเข้ามาวินาทีที่เท่าไร ถ้าผู้กำกับฯ มีโอกาสที่เหมาะสม และได้คนทำที่เหมาะกับโจทย์ ผมว่ามันทำได้ เพียงแต่ว่าผู้กำกับฯ ที่โฟกัสโฆษณาอย่างเดียว บางทีมันก็ไม่ถูกเชื่อจากคนในทีม เท่ากับผู้กำกับฯ ที่ประสบความสำเร็จจาก Feature Film มันมีบริบทอย่างอื่นด้วย

คุณเคยคุยกับนวพลในประเด็นเหล่านี้ไหม

        วุฒิศักดิ์: เต๋อเคยเล่าให้ฟังว่า เขาเจองานหนึ่ง ทุกข์เหมือนกันนะที่โดนปัญหานี้ ในขณะที่มุมของผมจะรู้สึกว่า โห เงื่อนไขที่เต๋อเจอหรูมาก (หัวเราะ) สิ่งที่ลูกค้าไม่ยอมเรา มันเป็นอีกแบบนึงไปเลย แต่ว่าเต๋อก็เก่งมาก ไม่ว่าเขาจะเป็นผู้กำกับสายโฆษณาหรือไม่ เขาหาหนทางในการสร้าง charisma ที่ทำให้ทุกคนในห้องประชุมเชื่อมั่นในเขา แล้วเขาก็ทำในทางที่เขาเชื่อ 

        ถ้าเรากลับไปดูสิ่งที่เต๋อทำ มันมีอย่างหนึ่งที่เป็นแก่นที่สำคัญมาก คือ เต๋อจะไม่ทำในงานที่เขาคิดว่าทำได้ไม่ดี การปฏิเสธงานยากนะครับ ผมว่านี่คือ key to success 

        พงศ์ไพบูลย์: เรื่องนี้ตลกดี ผมเพิ่งพูดกับต้อมไป ผมเคยตัดสินหนังโฆษณาของเต๋อ ในห้องทุกคนโหวดให้ Gold ผมบอกว่าอย่าให้ผมตัดสินเลย ไม่ใช่เพราะผมต่อต้าน ถ้าเป็นยุคผม ผมรับไม่ได้นะ คือ หนังห่าอะไรกูดูไม่รู้เรื่อง (หัวเราะ) ผมก็พูดกับต้อม ให้กูตัดสินยังไงวะ 

        ต้อมบอก พี่แม่งตกยุค หนังยุคนี้ต้องพูดไม่รู้เรื่อง (หัวเราะ) ยุคสมัยมันเปลี่ยน อย่าไปเรียกการสื่อสารว่ารู้เรื่องหรือไม่รู้เรื่อง แม้กระทั่งหนังของอั๋น ไอ้ต้อมยังบอกเลย พี่ดูหนังของไอ้อั๋นสิ ดูรู้เรื่องที่ไหน แต่หนังมันได้รางวัลเพียบเลยนะ 

        หนังโฆษณาเดี๋ยวนี้ไม่ได้เล่าอย่างที่เราเคยเล่าเมื่อ 20 ปีที่แล้ว หนังยุคของ ต่อ ฟีโนฯ ก็จะเป็นเอกลักษณ์อีกแบบนึง ยุคนั้นฝรั่งทึ่งว่าคนไทยสามารถเล่นมุขล้อตัวเอง ฝรั่งไม่ทำกัน พอเห็นหนังก็คิดว่ามันใหม่ ยุคนี้ก็เหมือนกัน การทำหนังแบบไม่เป็นเรื่อง ไม่ปะติดปะต่อ ก็เป็นอีกเทรนด์หนึ่ง ไม่ได้มีอะไรผิดหรือถูก มันจะเปลี่ยนเป็นยุคๆ ไป 

The Film factory

เมื่อยุคสมัยเปลี่ยน ความเป็นมืออาชีพของอาชีพผู้กำกับหนังโฆษณามันต่างจากเดิมไหม

        พงศ์ไพบูลย์: ผมว่าพื้นฐานไม่เปลี่ยนแปลง เปลี่ยนแค่รูปแบบ  ขึ้นอยู่กับสังคมยุคนั้นว่าคนอยากเสพเนื้อหาประเภทไหน

        วุฒิศักดิ์: ผมคิดคล้ายๆ กับพี่หนัง สิ่งที่ดีที่สุดของแต่ละยุคไม่เหมือนกัน ต่อไปในอนาคตถ้า data มีอิทธิพลมากๆ การคราฟต์ของหนังอาจจะยึดจาก data เป็นหลักก็ได้ ผมว่าสิ่งที่มันเหมือนกัน มันคือการกัดไม่ปล่อย ที่จะทำให้งานของตัวเองมีองค์ประกอบที่สังคมยุคนั้นต้องการ ไปให้สุดของ ณ วันนี้ ให้ในสิ่งที่คนอยากได้จากหนังโฆษณาเรื่องหนึ่ง


รายละเอียดแนวทางของ 6 บริษัท

• Factory 01 เชี่ยวชาญงานที่ใช้ Innovative Idea และงานที่สื่อสารกับกลุ่ม Millennials & Younger มีผลงานที่เป็นที่พูดถึงหลากหลายแบรนด์ และได้รับรางวัลจากเวทีประกวดโฆษณามาแล้วเกือบทั่วโลก รวมทั้งเวทีที่ได้รับการยอมรับมาที่สุดอย่าง Cannes Lions International Awards

• B1 Film เชี่ยวชาญด้าน Visual Identity สร้างภาพจำจนเป็นเอกลักษณ์ให้แก่แบรนด์ และโครงการต่างๆ มากมาย ล่าสุด บริษัทได้ร่วมสร้างผลงานกับ Netflix โดยเตรียมเปิดตัวคอนเทนต์ Netflix Original ที่บริษัทมีส่วนร่วมในเดือนพฤษภาคมนี้

• The Tank เชี่ยวชาญการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายรากหญ้า ที่กำลังซื้อไม่สูงมากแต่มีตลาดขนาดใหญ่ และการสื่อสารที่เน้น Long term benefit หรือ Value of product & service รวมถึง งานโปรโมชันต่างๆ

• Coming Soon Film มุ่งเน้นงานรสชาติแปลกใหม่ Anti-Norm เหมาะกับแบรนด์ที่ต้องการ Eye Magnet แรงๆ เพื่อความแตกต่าง เช่น การเปิดตัว หรือแบรนด์ที่อยู่ในตลาดมานานแต่ผู้บริโภคแยกความแตกต่างไม่ออก รวมถึงการเปิดตัวสินค้าใหม่

• Hooya Film ทีมสายลุย ที่มีประสบการณ์ลึกซึ้งในตลาด Automotive และ Consumer Products ถ่ายทอด Consumer Experience ได้ตรงเป้าชัดเจน และเข้าใจความต้องการของลูกค้าเป็นอย่างดี

• Film Fact Lite ที่ถอดรหัส DNA จาก The Film Factory ที่เชี่ยวชาญหนัง Coorporate ฟอร์มยักษ์ Big Production มาตรฐานที่ลูกค้าวางใจ ในโครงสร้างการผลิตใหม่ ที่ Lean จนไร้ไขมัน และรวดเร็วยิ่งกว่าเดิม

รางวัลล่าสุดที่ Film Factory และเครือได้รับ คือ Thailand Production House of the Year 2020
Spikes Palm (Factory 01) จากเทศกาล Spikes Asia 2021

 

ภาพโดย: อนุวัตน์ เดชธำรงวัฒน์

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

ศิวะภาค เจียรวนาลี

Creative Director แห่ง Daypoets ที่ยังชอบเขียน จัดพอดแคสต์ และปั่นจักรยานอยู่เสมอ