เชอริง ต๊อบเกย์ | ใน ‘ชัมบาลา’ มีความทุกข์บ้างหรือไม่ และจะทำให้ความสุขจับต้องได้อย่างไร

The Conversation
7 Jul 2019
เรื่องโดย:

ธนดิษ ศรียานงค์, สายพิณ ฮัมดานี

‘ภูฏาน’ แค่เอ่ยชื่อนี้ ฟองความสุขเล็กๆ ก็เหมือนจะผุดขึ้นในใจ

ประเทศอะไรกันมีพื้นที่เป็น 30 เท่าของกรุงเทพมหานคร แต่มีประชากรเพียงแค่ 8 แสน ประเทศอะไรกันระบุไว้ในรัฐธรรมนูญเลยทีเดียวว่าทั่วทั้งประเทศจะต้องมีพื้นที่ป่าไม่น้อยกว่า 60% ประเทศอะไรกันแทนที่จะวัดความเติบโตรุดหน้าของชาติด้วยผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (Gross Domestic Product: GDP) แต่กลับวัดด้วย ‘ความสุขมวลรวมประชาชาติ’ (Gross National Happiness: GNH)

     แม้ในความเป็นจริง ความสุขมวลรวมที่ว่าดูจะประเมินให้เห็นเป็นรูปธรรมได้ยากกว่าการคิดด้วยสมการ ‘รายจ่ายเพื่อบริโภค + รายจ่ายเพื่อการลงทุน + รายจ่ายของรัฐบาล + รายจ่ายสุทธิของต่างประเทศที่ซื้อสินค้าผลิตในประเทศ’ อย่างที่ใช้กันทั่วโลก แต่ในแง่จิตใจ มันก็ฟังดูผ่อนคลายกว่าและตรงเป้ามากกว่าที่จะบอกว่าเป้าหมายของการพัฒนาประเทศคือความอยู่ดีมีความสุขของประชาชน แทนที่จะเป็นความมั่งคั่งทางวัตถุและตัวเลขเศรษฐกิจ ซึ่งบ่อยครั้งก็ผกผันกับเงินในกระเป๋าของเราท่าน

     แล้วในขณะที่ประเทศส่วนใหญ่ในโลกมองภารกิจลดปริมาณการปล่อยคาร์บอนเพื่อรับมือกับปัญหาโลกร้อนเป็นงานเข็นครกขึ้นภูเขา ในการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 15 ที่กรุงโคเปนเฮเกน ผู้แทนจากประเทศเล็กๆ บนเทือกเขาหิมาลัยแห่งนี้สามารถยกมือ (แม้ไม่ค่อยมีใครมองเห็น) ประกาศให้ประชาคมโลกรู้ว่าค่าการปล่อยคาร์บอนสุทธิของตนเป็นศูนย์แล้ว หรืออันที่จริงติดลบเสียด้วยซ้ำ เพราะภูฏานทั้งประเทศผลิตคาร์บอนไดออกไซด์ราว 2.2 ล้านตันต่อปี แต่พื้นที่ป่าไม้ที่มีอยู่สามารถดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากกว่าปริมาณดังกล่าวถึงสามเท่า ยิ่งไปกว่านั้นภูฏานยังให้สัญญาต่อที่ประชุมว่าจะคงค่าการปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ตลอดไป

     หากมองในแง่นี้ การที่ผู้คนเรียกขานภูฏานว่าเป็นดินแดนชัมบาลา (Shambala) หรือแชงกรีลา (Shangri-la) แห่งสุดท้ายของโลก อันหมายถึงดินแดนในอุดมคติอันผาสุกตามคติพุทธศาสนาวัชรยาน ย่อมไม่ใช่คำกล่าวที่เกินเลย
อย่างไรก็ตาม ด้วยภูมิประเทศที่เป็นเขาสูง ไม่มีทางออกทะเล แถมยังถูกขนาบด้วยยักษ์ประเทศสองตนที่แข็งแกร่งทั้งทางเศรษฐกิจ การทหาร และมีประชากรหนาแน่นที่สุดในโลกอย่างจีนและอินเดีย ลำพังการดำรงคงความเป็นเอกราชไว้ให้ได้ก็ดูจะเป็นงานหนัก แล้วที่ผ่านมาภูฏานนำปรัชญาการพัฒนาเรื่องความสุขมวลรวมประชาชาติมาใช้ในทางปฏิบัติได้อย่างไร

     ผู้ที่จะตอบคำถามในเรื่องนี้ได้ดีคนหนึ่งคืออดีตนายกรัฐมนตรี เชอริง ต๊อบเกย์ (Tshering Tobgay) นักการเมืองคนสำคัญของภูฏานผู้เป็นนักปฏิบัตินิยม (Man of Implementaion)

     ดาโช เชอริง ต๊อบเกย์ เป็นนายกรัฐมนตรีจากการเลือกตั้งคนที่สองของภูฏาน ในสมัยของเขา (2013-2018) อัตราความยากจนของประเทศลดลงจาก 12% เหลือ 8.2% ขณะที่อัตราการรู้หนังสือโดยรวมเพิ่มจาก 40% เป็น 70% และอัตราการรู้หนังสือของเยาวชนสูงถึง 93%

     ในโอกาสที่ ดาโช เชอริง ต๊อบเกย์ เดินทางมาร่วมงานเสวนาระดับนานาชาติ WATS FORUM 2019 ที่จัดโดยศูนย์วิจัยและนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน (RISC) ภายใต้บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (MQDC) เมื่อต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา

     a day BULLETIN มีโอกาสพูดคุยกับนักการเมืองมากประสบการณ์ท่านนี้ถึงแนวคิดความสุขมวลรวมในทางปฏิบัติ หลายคำตอบต่อจากนี้อาจช่วยให้เราเห็นภาพชัดขึ้นว่า หากไทยเรามุ่งหมายความสุขแบบถ้วนหน้า ยังมีการบ้านอะไรที่เราต้องทบทวนและลงมือทำ

     (ดาโช เป็นคำนำหน้าเพื่อให้เกียรติในภาษาซองคา มีความหมายคล้ายคำว่า ลอร์ด)

 

เชอริง ต๊อบเกย์

 

ตอนเป็นเด็ก อะไรคือความฝันของท่าน

     ตอนเด็กๆ ผมไม่ได้ใฝ่ฝันอะไรเป็นพิเศษ แต่พอค่อยๆ โตขึ้น เราทุกคนอยากรับใช้ประเทศ รับใช้พระมหากษัตริย์และพี่น้องประชาชนของเรา นั่นเป็นสิ่งที่พ่อแม่ปลูกฝังเรามาแต่เล็กๆ คำถามคือ แล้วจะรับใช้อย่างไร บางช่วงผมอยากเป็นหมอ บางช่วงอยากเป็นวิศวกร เป็นทหาร เปลี่ยนไปตามวัย แล้วในที่สุดผมก็เลือกเป็นวิศวกร ผมจบปริญญาตรีสาขาวิศวกรรมเครื่องกล และจบปริญญาโทสาขาบริหารรัฐกิจ

 

เวลานึกถึงภูฏาน คนนอกอย่างเรามักจะมองว่าภูฏานเป็น Land of Happiness แต่ในความเป็นจริง มีเรื่องใดบ้างที่ชาวภูฏานคับข้องใจหรือทุกข์ร้อน

     เมื่อมองจากสายตาข้างนอก คุณเห็นภูฏานเป็นดินแดนแห่งความสุข โดยหลักๆ แล้วก็เพราะปรัชญาการพัฒนาของเราซึ่งก็คือความสุขมวลรวมประชาชาติ หรือ GNH ริเริ่มโดยกษัตริย์พระองค์ที่สี่แห่งภูฏาน และเราพัฒนาประเทศในแนวปรัชญานี้

     แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเรามีความสุขดีแล้วในทุกเรื่อง อาจจะมีความสุขกว่าหลายๆ ประเทศ อาจจะมีความสุขกว่าสังคมอื่น ในความเป็นจริงมันเพียงแต่หมายความว่าเราให้ความสำคัญและจริงจังกับความสุขในแง่นโยบายรัฐ แน่นอนว่าเรามีปัญหามากมาย หนึ่งในปัญหาใหญ่เลยก็คือเราเป็นประเทศยากจน ภูฏานเป็นหนึ่งในประเทศยากจนของโลก และนั่นก็เป็นปัญหาใหญ่เพราะรัฐบาลจำเป็นต้องจัดหาและให้บริการสำคัญๆ แก่ประชาชน นับจากเรื่องเรียนฟรี รักษาพยาบาลฟรี งานพัฒนาระบบสาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ไปจนถึงการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมที่ล้วนต้องอาศัยงบประมาณแผ่นดิน นั่นคือหนึ่งในความท้าทาย

     ความท้าทายอีกเรื่องคือภูมิประเทศของเราเป็นภูเขาสูง ประชากรในชนบทอาศัยกระจัดกระจายลึกเข้าไปในภูเขา การให้บริการด้านต่างๆ ยากลำบากและมีค่าใช้จ่ายสูง และชีวิตในชนบทของภูฏานก็ยากลำบาก ในขณะเดียวกัน ความสำเร็จของนโยบายเรียนฟรีทำให้เด็กๆ ของเราเข้าถึงการศึกษาระดับสูงได้มากขึ้น

     เรื่องท้าทายต่อมาของรัฐบาลในเวลานี้ก็คือการอพยพย้ายถิ่นของคนหนุ่มสาว ซึ่งต่างต้องการเข้ามาอาศัยอยู่ในเมืองโดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อหางานทำ เพราะงานในชนบทมีอยู่อย่างเดียวคือการเกษตร ซึ่งก็เป็นงานหนัก คนหนุ่มสาวต้องการมีตัวเลือกในอาชีพมากขึ้น ก็เป็นธรรมดาที่พวกเขาจะเข้ามาหางานทำในเมือง จำนวนประชากรของเราเล็กมากก็จริง แต่การอพยพเข้าเมืองและการว่างงานก็กำลังเป็นอีกปัญหาหนึ่งที่ท้าทายสำหรับเรา

 

ที่ผ่านมาภูฏานทำให้ปรัชญาความสุขมวลรวมประชาชาติบรรลุผลทางรูปธรรมได้อย่างไร

     ความสุขมวลรวมประชาชาติเป็นเรื่องความสมดุล ซึ่งก็คือการพัฒนาแบบบูรณาการ ที่ให้ความสำคัญต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน ควบคู่ไปกับการพัฒนาทางสังคมซึ่งมีความสำคัญมาก อาทิ สาธารณสุข การศึกษา สวัสดิการ รวมไปจนถึงการดำรงรักษาวัฒนธรรมของเรา อย่างเรื่องของอัตลักษณ์ จิตวิญญาณ สิ่งที่ทำให้เราเป็นเรา ขณะเดียวกันก็ต้องสมดุลต่อสภาพแวดล้อม และทุกอย่างที่ว่าด้วยธรรมาภิบาล

     ทุกห้าปีเราจะมีการสำรวจที่เรียกว่า GNH Survey ซึ่งจะให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์มากมายแก่ผู้กำหนดนโยบายสาธารณะ เรื่องที่เราสำรวจมีทั้งหมด 9 ด้านด้วยกัน ได้แก่ มาตรฐานการครองชีพ สุขภาพ การศึกษา สิ่งแวดล้อม ธรรมาภิบาล การใช้เวลา สุขภาวะทางจิต ความเป็นชุมชน และวัฒนธรรม ทั้งหมดนี้ยังแบ่งออกเป็นดัชนีชี้วัด 33 ประการ และ 277 ตัวแปร โดยการสัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่าง 8,000 คน รัฐบาลจะนำข้อมูลที่ได้มาใช้ในการปรับนโยบายและแผนการพัฒนา

     ในขณะเดียวกัน เราก็มีกลไกที่เรียกว่าคณะกรรมาธิการว่าด้วยความสุขมวลรวมประชาชาติ (GNH Commission) นโยบายใหม่ทุกเรื่องจะต้องผ่านการพิจารณาของคณะกรรมาธิการ เพื่อดูว่าสอดคล้องต้องกันกับบรรทัดฐานทาง GNH หรือไม่ ซึ่งมีแง่มุมที่ต้องพิจารณา 22 เรื่องด้วยกัน ไม่ว่าเรื่องคอร์รัปชัน ความเสมอภาค รวมถึงความเท่าเทียมทางเพศ กลไกหลักสองประการนี้คงพอจะทำให้คุณเห็นภาพคร่าวๆ ได้ว่าเราแปรแนวคิดเรื่องความสุขมวลรวมประชาชาติให้เกิดขึ้นในทางปฏิบัติได้อย่างไร

 

ตอนที่ท่านเข้ามารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ภูฏานยังเป็นหนี้และระดับความยากจนยังสูงอยู่มาก ท่านทำอย่างไรถึงลดระดับความยากจนลงได้กึ่งหนึ่ง

     โดยหลักก็คือการขับเคลื่อนการพัฒนาในแนวทางของ GNH ให้เกิดขึ้นจริง ทำให้นโยบายเรียนฟรี รักษาพยาบาลฟรีเป็นจริงแบบถ้วนหน้าให้ได้ ขณะเดียวกันกษัตริย์ของเราทรงจัดสวัสดิการไว้มากมายหลายด้าน เพื่อรองรับและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน ไม่ว่าเกิดจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ หรือเป็นความทุกข์ร้อนส่วนตัว เช่น การสูญเสียสมาชิกในครอบครัว ไฟไหม้ ประชาชนจะได้รับความช่วยเหลือ เพื่อที่พวกเขาจะไม่กลับไปติดอยู่ในกับดักความยากจน

     และยังมีนโยบายอีกหลายด้าน เช่น เรามีโครงการประกันชีวิตสำหรับชาวชนบท คือหากว่าชาวบ้านในชนบทเสียชีวิต ครอบครัวจะได้รับเงินประกันที่สมทบให้เท่าตัวโดยรัฐ นอกจากนี้ยังมีการแจกจ่ายเครื่องมือทางการเกษตร เครื่องป้องกันไม่ให้สัตว์ป่าเข้ามาในพื้นที่ทำกิน รวมถึงร้านขายสินค้าอุปโภคบริโภคราคาถูกที่อุดหนุนโดยรัฐบาล

 

สำหรับท่าน สุขภาวะ (well-being) หมายถึงอะไร

     ในมุมมองของผมแล้ว สุขภาวะคือความสามารถที่จะดูแลตนเองให้มีความเป็นอยู่ที่น่าพึงพอใจ ความเป็นอยู่ของคุณดีน่าพึงพอใจหรือไม่ แล้วความเป็นอยู่ที่ดีนั้นนำไปสู่ความสุขหรือไม่

 

สวัสดิการ (welfare) มีความสำคัญต่อสุขภาวะ (well-being) ของผู้คนอย่างไร

     สวัสดิการเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับคนยากคนจน คนด้อยโอกาส สุขภาวะจำเป็นสำหรับคนทุกคน และอาจจะจำเป็นมากหน่อยสำหรับคนรวย เพราะคนยากจนโดยมากแล้วอาจมีเงื่อนไขที่ทำให้มีความสุขง่ายกว่าคนรวย (ยิ้ม)

 

กล่าวได้หรือไม่ว่า สวัสดิการเป็นการแทรกแซงเชิงบวกที่ช่วยเกลี่ยปัจจัยภายนอกของคนในสังคมให้เสมอภาคกัน ส่วนสุขภาวะเป็นเรื่องด้านในของแต่ละคน

     ถูกต้อง ซึ่งความจำเป็นและความพึงพอใจของปัจเจกย่อมแตกต่างกัน แต่โดยรวมแล้ว เราควรเสมอภาคกันจริงไหม การมีบ้านหรือที่อยู่อาศัยเป็นเรื่องสำคัญ การมีบ้านที่ดีกว่าเดิมก็สำคัญขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง แต่เราก็ไม่จำเป็นต้องดีกันขึ้นไปแบบไม่รู้จักจบจักสิ้น ในทำนองเดียวกัน สุขภาพกายที่ดี สุขภาพจิตที่ดี การศึกษา ความมั่นคงทางการเงิน ล้วนแต่เป็นสิ่งสำคัญ และสิ่งเหล่านี้ส่งผลต่อสุขภาวะของสังคมโดยรวม

 

เชอริง ต๊อบเกย์

 

การเป็นประเทศที่ค่าการปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์สอดคล้องกับนโยบายที่ท่านกล่าวมาหรือไม่

     ใช่แล้ว สิ่งแวดล้อมเป็นองค์ประกอบหนึ่งของ GNH ความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องสำคัญมาก นั่นคือเหตุผลที่กษัตริย์ของเราทรงเน้นย้ำให้สงวนรักษาทรัพยากรธรรมชาติ รัฐธรรมนูญของเราจึงกำหนดไว้เลยว่าภูฏานจะต้องมีพื้นที่ป่าไม่น้อยกว่า 60% ทุกวันนี้เรามีพื้นที่ที่ปกคลุมด้วยผืนป่าอยู่ถึง 72% และพื้นที่ราว 52% ถือเป็นป่าสงวน

     เมื่อเปรียบเทียบพื้นที่ป่าที่มีกับปริมาณการปล่อยคาร์บอน ก็จะเห็นว่าเราไม่ได้มีค่าการปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์เท่านั้น แต่ยังติดลบอีกด้วย เพราะประเทศเรามีพื้นที่ดูดซับคาร์บอนมากกว่าปริมาณคาร์บอนที่เราปล่อยสู่ชั้นบรรยากาศโลก เรื่องการปล่อยคาร์บอนอันที่จริงไม่ถือเป็นปัญหาสำหรับภูฏานด้วยซ้ำ

     แต่เราหยิบยกขึ้นมาเล่าในเวทีโลกในบริบทของปัญหาภูมิอากาศโลกเปลี่ยนแปลงก็เพื่อขานรับข้อตกลงปารีส และบอกให้ประชาคมโลกรับทราบว่า แม้เราจะเป็นประเทศเล็กๆ แต่เราก็ให้สัตยาบันที่จะรักษาค่าการปล่อยคาร์บอนสุทธิของเราให้เป็นศูนย์ต่อไป

 

แต่การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลกส่งผลกระทบต่อประเทศของท่านแล้ว เช่น ว่าทำให้ธารน้ำแข็งละลาย เกิดปัญหาดินถล่ม ทั้งที่ประเทศของท่านไม่ใช่ตัวการเลย บางครั้งท่านรู้สึกไหมว่าช่างไม่ยุติธรรม

     มันไม่ใช่เรื่องที่เราจะมาโอดครวญว่าไม่ยุติธรรม จะทำอย่างไรได้ เราอยู่ร่วมดาวเคราะห์เดียวกัน ไม่มีประโยชน์ที่จะกล่าวโทษกัน เราควรทำในส่วนของเราให้ดีที่สุด และในฐานะประชาคมโลกเราควรร่วมมือกัน และควรระลึกด้วยว่าประเทศพัฒนาใหญ่ๆ ทั้งหลายที่ก่อมลภาวะมาก่อนหน้านี้ หลายประเทศก็ไม่ได้ทำไปแบบรู้ทั้งรู้ ผมคิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นผลพวงหนึ่งของการปฏิวัติอุตสาหกรรม การทำให้เป็นสมัยใหม่

 

ท่านใจกว้างมาก

     เปล่าเลย ผมว่าไปตามเหตุตามผล เพราะการปฏิวัติอุตสาหกรรม การทำให้เป็นสมัยใหม่ ชีวิตเราจึงสะดวกสบายอย่างทุกวันนี้ มันช่วยให้ผมบินมากรุงเทพฯ แทนที่จะต้องเดินเท้ามา ที่ผมสามารถเดินทางไปไหนมาไหนโดยเครื่องบินได้ก็เพราะมีการปฏิวัติอุตสาหกรรม จึงไม่มีประโยชน์ที่จะกล่าวโทษใคร หรือบ่นว่าไม่ยุติธรรม เพราะเราต่างได้รับความสะดวกสบายจากสิ่งเหล่านี้

     ที่ภูฏานผมเองก็ขับรถยนต์ เรามีรถยนต์ให้ขับก็เพราะการปฏิวัติอุตสาหกรรม และการปฏิวัติอุตสาหกรรมก่อให้เกิดมลภาวะ และเหล่านี้ก็เป็นเรื่องอดีต แต่วันนี้ เราต้องร่วมมือกัน เข้าอกเข้าใจกัน และพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าเราจะต่อสู้และแก้ปัญหาภูมิอากาศโลกที่เปลี่ยนแปลงด้วยกัน

     ชาวภูฏานอาศัยกระจัดกระจายอยู่บนภูเขา หมู่บ้านหนึ่งอยู่ตรงนี้ อีกหมู่บ้านหนึ่งอยู่ลึกเข้าไปในภูเขาลูกโน้น จะไปมาหาสู่กันก็ต้องเดินทางข้ามหุบเขา เราบอกไม่ได้หรอกว่าช่างไม่ยุติธรรมเลย ดูประเทศไทยสิ เป็นที่ราบ จะไปไหนมาไหนก็ง่าย เราคงไม่พูดอย่างนั้นจริงไหม เช่นเดียวกับปัญหาภูมิอากาศโลกเปลี่ยน ผมเชื่อว่ามันไม่ใช่เรื่องของประเทศใดประเทศหนึ่ง หรือว่าประเทศนี้เป็นตัวการประเทศนั้นจึงเดือดร้อน ถึงที่สุดแล้ว ถ้ารอดเราก็รอดด้วยกัน ไม่อย่างนั้นก็รอพบจุดจบพร้อมกัน

 

ในงาน TED Conference เมื่อปี 2016 ท่านเล่าว่าผืนป่าหลายแห่งในภูฏานเป็นป่าดึกดำบรรพ์ การดำรงรักษาความเก่าแก่นั้นไว้สำคัญอย่างไร

     ป่าดึกดำบรรพ์เหล่านี้มีความสำคัญมากและเราต้องรักษาไว้ เพราะป่าเหล่านั้นร่ำรวยในความหลากหลายทางชีวภาพมาก มันอยู่เช่นนั้นโดยไม่เปลี่ยนแปลงมาหลายร้อยปี เรายังไม่รู้เลยว่ามีอะไรอยู่ในป่าเหล่านั้นบ้าง อาจมีความลับทางธรรมชาติมากมายซุกซ่อนอยู่ ซึ่งจะค่อยๆ เผยออกมา และอาจนำไปสู่การค้นพบทางการแพทย์ที่สำคัญในอนาคต

     หลายประเทศในโลกมีพื้นที่ป่าอยู่มาก โดยเฉพาะในยุโรป แต่ป่าเหล่านั้นเป็นป่าใหม่อายุแค่ 50-60 ปี ต้องใช้เวลาอีกหลายร้อยปีกว่าจะเป็นเหมือนป่าดึกดำบรรพ์ของเรา คือต่อให้เราไม่พูดถึงการค้นพบความลับทางธรรมชาติใดๆ ในเมื่อมันอยู่เช่นนั้นมาเป็นร้อยๆ ปี เราก็ไม่ควรไปแตะต้อง

 

เหตุนี้หรือเปล่าที่ภูฏานไม่อนุญาตให้มีการปีนเขา

     เหตุผลก็คือในช่วงทศวรรษ 1970 มีคนมาปีนเขาในภูฏาน และชาวบ้านร้องเรียนเรื่องนี้ต่อสภาแห่งชาติว่าพวกเขาปกปักรักษาภูเขาเหล่านั้นมา และภูเขาเหล่านั้นเป็นที่สถิตของอารักษ์ ทวยเทพ และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แต่กลับมีคนขึ้นไปเหยียบย่ำ พวกเขาไม่พอใจ หลังจากนั้นเราจึงไม่อนุญาตให้มีการปีนเขา
ไม่ใช่แค่ภูเขา เรายังมีลำธาร หินผา ต้นไม้ ที่เราเชื่อว่ามีสิ่งศักดิ์สิทธิ์สิงสถิตอยู่ มองในแง่หนึ่ง นั่นคือภูมิปัญญาเก่าแก่ที่ป้องกันไม่ให้คนรุกล้ำหรือช่วงใช้ทรัพยากรธรรมชาติโดยไม่ยับยั้งชั่งใจ

 

ในเมื่อภูฏานสามารถทำให้สิ่งแวดล้อมเป็นประเด็นสำคัญทางการเมืองได้ ไม่ว่าโดยการเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญหรือเป็นส่วนหนึ่งของ GNH ประเทศอื่นก็น่าจะทำได้จริงไหม

     ทำได้และเป็นไปได้ทุกที่ ในเมื่อเป็นไปได้ที่ภูฏาน มันย่อมเป็นไปได้ในอินเดีย บังกลาเทศ เมียนมา ไทย กัมพูชา เวียดนาม ทุกที่ในโลก

 

ขนาดมีผลไหม

     ใช่และไม่ใช่ ยิ่งเศรษฐกิจของคุณมีขนาดใหญ่ คุณก็ยิ่งมีทรัพยากรมากสำหรับนำมาใช้บริหารและจัดการ แต่คุณก็มีประชากรจำนวนมากที่ต้องจัดการและทำงานด้วย ในประเทศขนาดเล็ก คุณไม่จำเป็นต้องอาศัยทรัพยากรไม่ว่ากำลังคน เงินทุน หรือเทคโนโลยีอะไรมากมาย ต่างคนจึงต่างมีข้อได้เปรียบ

     ภูฏานเล็กมาก สเกลการจัดการจึงเล็กตามไปด้วย เมื่อมีปัญหาอะไรเราย่อมเข้าถึงและจัดการได้ง่ายและเร็วกว่า ประเทศไทยมีประชากร 70 ล้านคน และเศรษฐกิจของคุณก็มีมูลค่าหลายแสนล้านเหรียญฯ แต่คุณก็ใช้สิ่งนั้นก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ควรจะเป็นได้เช่นกัน

 

 

เชอริง ต๊อบเกย์

 

ในเรื่องสิ่งแวดล้อม ไทยอาจมองภูฏานเป็น Sandbox สำหรับถอดบทเรียนและขยายผลได้

     ไม่จำเป็น เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นกับภูฏานแตกต่างจากสิ่งที่เกิดขึ้นกับประเทศไทย ในภูฏาน ถ้าเราจะงดใช้พลาสติกก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรตามมามากนัก แต่ถ้าคิดห้ามใช้พลาสติกในกรุงเทพฯ คงยากกว่า และผลพวงที่ตามมาย่อมใหญ่หลวงกว่าภูฏานทั้งประเทศมาก อาจส่งผลต่อบางภาคส่วนของตลาดโลกด้วยซ้ำ ซึ่งภูฏานไม่มีวันที่จะก่อผลกระทบอะไรได้มากมายมหาศาลเท่า ฉะนั้น ถามว่าขนาดมีผลไหม ในกรณีงดใช้พลาสติก การเป็นประเทศเล็กๆ ก็คงทำได้ง่ายกว่า (หัวเราะ)

 

แล้วภูฏานงดใช้พลาสติกหรือเปล่า

     เราเคยงดใช้เมื่อหลายปีก่อน แต่ไม่ค่อยได้ผลนัก ตอนนี้ก็กลับมารณรงค์กันจริงจังอีกครั้ง

 

เป้าหมายที่จะทำให้การเกษตรของภูฏานเป็นออร์แกนิกร้อยเปอร์เซ็นต์สำเร็จหรือยัง

     ยังไม่สำเร็จ พื้นที่การเกษตรจำนวนมากเป็นเกษตรธรรมชาติ แต่ยังไม่ได้รับการรับรองมาตรฐานออร์แกนิกและพืชผลบางชนิด อย่างเช่นมันฝรั่ง เกษตรกรยังใช้ปุ๋ยกันมาก แต่ถึงอย่างนั้นเกษตรกรเองและตลาดก็หันไปหาออร์แกนิกกันมากขึ้น แนวโน้มไปในทางนั้น แต่ยังไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์

 

ภูฏานมีรายได้จากอะไรจึงสามารถเป็นรัฐสวัสดิการได้

     หลักๆ แล้วมาจากพลังงานน้ำ และเรามีรายได้จากภาคบริการที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว อีกบางส่วนจากอุตสาหกรรมการผลิต เกษตรกรรรมยังสำคัญอยู่มากเพราะครอบคลุมประชากรจำนวนมาก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเกษตรแบบยังชีพ เพียงพอสำหรับบริโภคในครัวเรือนเท่านั้น ฉะนั้น รายได้หลักยังมาจากพลังงานน้ำ

     แต่เหตุผลใหญ่ที่สุดที่ทำให้รายได้ที่เรามียังพอเพียง ก็เพราะเราใช้เงินอย่างรอบคอบและไม่ปล่อยให้รั่วไหลง่ายๆ คือถ้าเรายอมปล่อยเงินงบประมาณให้รั่วไหลไปกับการคอร์รัปชัน การดูแลสวัสดิการชาวบ้านเพียงหยิบมือก็คงทำได้ยาก ดังนั้น ภูฏานโชคดีในแง่ที่ว่าแม้ไม่ได้มีเงินมากมายมหาศาล แต่มันถูกใช้อย่างคุ้มค่า และเหตุผลสำคัญก็คือกษัตริย์ของเราทรงวางระเบียบและวินัยทางการเงินไว้อย่างดี

     ทุกวันนี้แม้เราจะมีผู้แทนจากกระบวนการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยเข้ามาทำหน้าที่บริหารประเทศ แต่กษัตริย์ของเราก็ยังทรงเป็นเข็มทิศทางศีลธรรมและเสาหลักทางมโนธรรมแก่รัฐบาล คนที่เข้ามาเป็นรัฐบาลจึงไม่ได้ฉ้อฉลอย่างที่น่าจะเป็นนัก ด้วยเหตุนี้ งบประมาณที่มีอยู่จึงพอเพียง

 

ไม่ใช่เพราะมีรายได้มหาศาล

     ไม่เลย GDP ของเราแค่ 2.5 พันล้านเหรียญฯ เท่านั้น ผมคิดว่าบริษัทในไทยที่มีมูลค่าเท่ากับหรือมากกว่า GDP ของเราทั้งประเทศ น่าจะมีไม่น้อยกว่า 20 บริษัท

 

ที่ผ่านมา โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำซึ่งเป็นรายได้หลักของภูฏาน ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมหรือส่อเค้าความเสี่ยงในเรื่องใดหรือไม่

     ที่ผ่านมายังไม่มีผลกระทบอะไร แต่ในแง่ความเสี่ยงมันมีอยู่เสมอ เรื่องหนึ่งก็คือถ้าโลกร้อนขึ้นมากๆ ถ้าธารน้ำแข็งละลาย น้ำที่จะใช้ผลิตกระแสไฟฟ้าย่อมไม่ยั่งยืนหรือคงที่ เพราะระบบผลิตไฟฟ้าของเราเป็นแบบน้ำไหลผ่านตลอดปี (Run-of-the-river) ระบบนี้มีข้อดีตรงที่เราไม่จำเป็นต้องมีอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ แต่ก็ต้องอาศัยกระแสน้ำที่ไหลอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง ถ้าปริมาณน้ำไม่ต่อเนื่องและสม่ำเสมอก็อาจส่งผลต่อกำลังผลิตได้

     ผลกระทบจากโลกร้อนอีกอย่างก็คือน้ำท่วมใหญ่แบบฉับพลันที่ก่อความเสียหายให้กับเขื่อนและระบบผลิต แม้ว่าเขื่อนของเราจะสร้างโดยการประเมินทางวิศวกรรมให้ต้านทานและรับมือกับน้ำท่วมขนาดใหญ่เท่าที่ประเมินจากมวลน้ำได้ แต่อย่างไรเสีย ความเสี่ยงก็คือความเสี่ยง การเกิดแผ่นดินไหวก็เช่นกัน
ในแง่ตลาดแล้ว ที่ผ่านมาไม่ถือว่ามีความเสี่ยง แต่เราไม่รู้ว่าในอนาคตจะเป็นอย่างไร เพราะกระแสไฟฟ้าที่เราผลิตได้ส่วนใหญ่ส่งออกไปยังประเทศอินเดีย

 

และอินเดียก็เป็นนักลงทุนกลุ่มหลักของโรงไฟฟ้าในภูฏาน

     ถูกต้อง และเขาเป็นผู้ซื้อรายหลัก ที่ผ่านมาไม่มีปัญหาอะไร และเรามีข้อตกลงที่ดีกับอินเดีย แต่การมีคู่ค้ารายเดียวย่อมมีความเสี่ยงเสมอ

 

ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมล่ะ

     ทุกโครงการเป็นระบบน้ำไหลผ่านตลอดปี ไม่มีการสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ จำนวนชาวบ้านที่ต้องย้ายที่อยู่เพราะโครงการเขื่อนเหล่านี้จึงมีน้อยมาก พื้นที่ที่ถูกน้ำท่วมอันเป็นผลจากการสร้างเขื่อนก็น้อยมากเช่นกัน

 

ภูฏานไม่ได้สร้างเขื่อนบนลำน้ำทุกสายที่มี

     ยังไม่

 

และไม่มีนโยบายที่จะทำ

     หวังว่าเราไม่จำเป็นต้องทำอย่างนั้น

 

ทุกวันนี้ รายได้จากพลังน้ำคิดเป็นร้อยละ 25 ของ GDP ของภูฏานก็จริง แต่ดูไม่น่าจะเอื้อประโยชน์ในแง่การสร้างงานให้กับคนหนุ่มสาว

     ทำไมคิดอย่างนั้น

 

โรงไฟฟ้าไม่น่าจะต้องการแรงงานหลากหลายทักษะวิชาชีพ

     แสดงว่าคุณมองแต่ที่โรงผลิตไฟฟ้า ทำไมไม่มองนิเวศทางธุรกิจทั้งระบบ แรกสุด การจะสร้างโรงไฟฟ้าสักโรง ต้องมีการสำรวจทำเลที่ตั้งที่เหมาะสม จากนั้นจึงมีการออกแบบ ระดมเงินทุน ซึ่งต้องการทีมทนายที่จะมาร่างสัญญาที่เป็นธรรม แล้วก็จะมีการก่อสร้าง เมื่อโครงสร้างเสร็จแล้ว ก็จำเป็นต้องมีเครื่องยนต์และเครื่องกลต่างๆ ต้องอาศัยคนที่จะเข้ามาควบคุมการปั่นไฟ มีการจัดวางสายส่ง ต้องอาศัยคนมาดูแลด้านการตลาด ในขณะเดียวกัน เมื่อเราผลิตพลังงานหมุนเวียนไว้ใช้เองและส่งออกได้ ก็ย่อมจะส่งเสริมให้ภาคการผลิตเข้มแข็งขึ้น พึ่งพาพลังงานจากแหล่งอื่นน้อยลง และเชื่อมโยงไปสู่ภาคการผลิตอื่นๆ ซึ่งต้องการแรงงานที่มีชุดทักษะวิชาชีพแตกต่างออกไป

     ข้อดีของไฟฟ้าพลังน้ำคือ ในกระบวนการทั้งหมดที่ว่ามา หากภูฏานพัฒนาทักษะเฉพาะที่เกี่ยวข้องได้ดีพอ ซึ่งเรายังพัฒนาได้ไม่เต็มที่ แล้วจัดเป็นแพ็กเกจ ก็มีโอกาสที่เราจะเติบโตขึ้นมาในฐานะผู้ให้บริการหรือที่ปรึกษาทางด้านไฟฟ้าพลังน้ำแก่ประเทศอื่นๆ ได้

 

เชอริง ต๊อบเกย์

 

ทุกวันนี้ ภูฏานยังต้องพึ่งพาทักษะและเทคโนโลยีส่วนใหญ่จากอินเดีย

     ถูกต้อง แต่นั่นไง ในมุมมองของผม ไฟฟ้าพลังน้ำไม่ได้จบและไม่ควรจบอยู่แค่เรื่องของเขื่อนหรือโรงไฟฟ้า ในแง่ของโอกาสการสร้างงาน ปัจจุบันนี้เรายังใช้ศักยภาพของมันเพียงแค่ส่วนเสี้ยวเดียว ยังมีความเป็นไปได้อีกมาก

 

โอกาสการมีงานทำของคนหนุ่มสาวในภูฏานตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง

     ไฟฟ้าพลังน้ำถือเป็นภาคส่วนหนึ่ง อีกภาคส่วนคือการท่องเที่ยว ซึ่งเราต้องพยายามรักษาตลาดไฮเอนด์ไว้ ถ้าสามารถทำได้ก็เป็นตัวเลือกหนึ่ง เกษตรอินทรีย์ก็เป็นอีกตัวเลือก และหวังว่าบริการด้านไอทีที่ตั้งอยู่ในภูฏานและอาจรวมถึงนอกประเทศจะเป็นอีกตัวเลือกหนึ่ง

 

เมื่อตุลาคมปีก่อน มีเทศกาล Entreprenureship จัดขึ้นที่ทิมพู บรรยากาศเป็นอย่างไรบ้าง

     คึกคักมาก คนหนุ่มสาวจากหลายประเทศทั่วโลกมาร่วมงานนี้ และพวกเขามีพลัง มีไอเดีย ความคาดหมาย ความคาดหวัง เป็นพลังเชิงบวกที่ดีมาก เมื่อช่วงต้นปีก็จัดกันไปอีกรอบ

 

ท่านคิดว่าคนหนุ่มสาวมีนิยามและมองความสุขต่างไปไหม

     น่าจะเป็นอย่างนั้น หวังว่าจะเป็นอย่างนั้น ความสุขนั้นมีสองเรื่อง หนึ่งคือสิ่งที่ทำให้คุณมีความสุขในระดับปัจเจก สองคือฐานรากและปัจจัยที่เอื้อให้มีความสุข รัฐบาลสนใจและให้ความสำคัญกับการพัฒนาหรือทำให้เกิดฐานรากและปัจจัยที่จะก่อให้เกิดความสุข ได้แก่ สาธารณสุข การศึกษา ความมั่นคงและปลอดภัย การมีส่วนร่วมในกระบวนการทางประชาธิปไตย สิ่งแวดล้อมที่ดี วัฒนธรรม ชุมชนที่เข้มแข็ง สิ่งเหล่านี้คือการงานที่รัฐต้องทำ แต่ความสุขในความคาดหมายส่วนตัวเป็นเรื่องที่ขึ้นกับปัจเจก เหมือนว่าคุณชอบกินพิซซ่าหรือชอบกินข้าว อันนั้นเป็นเรื่องของคุณ

 

ถ้านิยามของความสุขเปลี่ยนไป วิธีการวัด GNH ก็อาจต้องเปลี่ยนไปด้วย

     ผมไม่แน่ใจ เพราะเราวัดตัวเงื่อนไขปัจจัย ซึ่งปัจจัยระดับฐานรากเหล่านั้นคงจะเหมือนเดิม หรือเปลี่ยนบ้างก็แต่เพียงเล็กน้อย ยกตัวอย่างเช่น คงจะมีคำถามว่ามรดกทางวัฒนธรรมจะยังมีความสำคัญอยู่หรือไม่ ปัจจุบันถือว่ามีความสำคัญ ในอนาคตอาจจะไม่มีความสำคัญเท่าไหร่ ถ้ามันไม่มีความสำคัญต่อผู้คนอีกต่อไปแล้ว เราก็คงวัดได้อย่างนั้น และไม่ได้เป็นปัญหาที่จะวัด เพราะผู้เชี่ยวชาญที่ออกแบบวิธีการสำรวจ GNH ก็คงจะต้องปรับคำถามและวิธีการไปตามบริบทที่เปลี่ยนไปอยู่แล้ว แต่ถึงที่สุดความสุขส่วนตนก็ยังเป็นเรื่องของปัจเจกแต่ละคน

 

ท่านคิดว่าอะไรคือหัวใจสำคัญต่อความสำเร็จของภูฏานในการสร้างความสุขมวลรวมประชาชาติ

     ประเด็นสำคัญคือเราใช้ตัวเราเองเป็นมาตรวัด เราไม่ได้ใช้เนปาลหรือไทยเป็นเกณฑ์ แต่หากจะถามถึงหัวใจสำคัญแล้ว ตอบได้เลยว่าคือกษัตริย์ของเรา พระองค์ทรงหยั่งเห็นและดำริปรัชญาความสุขมวลรวมประชาชาติขึ้นมา ทรงน้อมนำไปสู่การปฏิบัติ และยังทรงเป็นเข็มทิศทางศีลธรรมและธรรมาภิบาลของรัฐบาล หากไม่ใช่เพราะพระปรีชาสามารถของพระองค์ ผมไม่คิดว่าเราจะทำได้

 

เชอริง ต๊อบเกย์

 

แล้วความสุขมวลรวมของท่านในเวลานี้ อยู่ในระดับที่น่าพอใจไหม

     ส่วนตัวเหรอ ผมมีความสุขมาก (ยิ้มกว้าง) ผมไม่มีปัญหาอะไร ไม่ว่าเรื่องสุขภาพ จิตใจ ครอบครัว ชุมชน หรือทางการเงิน ในแง่การศึกษา ผมรักการเรียนรู้ ชอบอ่าน ฉะนั้น ผมสุขสบายและมีความสุขมาก

 

แม้ว่าปลายปีก่อนท่านแพ้เลือกตั้ง

     เพราะแพ้เลือกตั้งนั่นแหละ (หัวเราะ) ตอนเป็นรัฐบาล ผมทำเต็มร้อยเสมอ เพื่อจะไม่รู้สึกเสียใจในภายหลัง และผมพยายามอย่างที่สุดที่จะวางนโยบายที่ดีที่สุด ในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งที่ผ่านมา พรรคเราแพ้ แต่ผมไม่รู้สึกเสียใจ เพราะประชาชนเขาเลือกแล้ว ผมเป็นเพียงตัวเลือกหนึ่ง ผมเสนอตัวเข้ามาทำงาน ถ้าประชาชนมีตัวเลือกที่ดีกว่านั่นถือเป็นเรื่องดีสำหรับพวกเขาและก็ดีต่อตัวผมเอง เพราะผมจะได้ไม่ต้องทำงานหามรุ่งหามค่ำ และให้เวลากับเรื่องที่ชอบและสนใจได้อย่างเต็มที่

     อย่างตอนนี้ ผมมักจะใช้เวลากับครอบครัว อ่านหนังสือ เขียนหนังสือ ออกกำลังกาย ได้มีโอกาสพบปะผู้คนมากมาย เดินทาง พูดง่ายๆ คือรื่นรมย์กับชีวิต

 

ถือเป็นช่วงของการเติมพลัง

     ไม่ซะทีเดียว เพราะผมไม่ได้รู้สึกเหน็ดเหนื่อยอะไร แน่ละ ได้มีเวลาทบทวนสิ่งต่างๆ

 

ท่านชอบปั่นจักรยาน

     ใช่

 

เส้นทางไหนที่ท่านชอบ

     จากทิมพูไปฮา (Ha) ประมาณ 90 กิโลเมตร แต่ไม่ได้ออกไปปั่นพักใหญ่แล้ว แต่ก็มีจักรยานติดตั้งอยู่ที่ระเบียงบ้านไว้ออกกำลังกาย นานๆ ถึงจะออกไปสักครั้ง ผมชอบเดินเขา ชอบกิจกรรมกลางแจ้ง

 

ท่านจะแนะนำนักปั่นไทยไปปั่นจักรยานที่ภูฏานไหม เราจะมีปัญหาเรื่องความสูง (Altitude Sickness) หรือเปล่า

     ถ้าคุณให้เวลาในการปรับตัวไม่น่าจะมีปัญหา นักปั่นไทยน่าจะลองไปปั่นจักรยานที่ภูฏาน เพราะแตกต่างจากเมืองไทยมาก ทั้งทิวทัศน์ สภาพปัจจัยทางภูมิอากาศและภูมิประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าคุณเป็นนักปั่นอาชีพ การไปฝึกในที่ที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเลต่างไปจะช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับร่างกาย

 

ในความเห็นของท่าน ‘ชัมบาลา’ เป็นจริงได้บนโลกนี้หรือไม่

     ได้สิ

 

หน้าตาเป็นอย่างไร

     ผมไม่ใช่ผู้นำทางจิตวิญญาณ คุณถามผิดคนแล้ว แต่ผมเชื่อว่าชัมบาลาอยู่ในใจของเราทุกคนนี่เอง คุณคงหาไม่เห็นหรอกถ้ามัวแต่มองออกไปข้างนอก พ้นจากใจของเราแล้ว บางที… บางทีนะ ก็อาจจะเป็นครอบครัวของคุณเอง

 

ในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ ชีวิตเราเต็มไปด้วยความเครียด คนจำนวนมากกำลังประสบปัญหาโรคซึมเศร้า ถ้าเราไม่สามารถหลีกเร้นไปอยู่ในที่ซึ่งผาสุกและงดงามอย่างภูฏานได้ ท่านพอจะแนะนำเราได้ไหมว่าควรทำอย่างไร

     ความผาสุกและงดงามเป็นเรื่องภายนอก คุณต้องระวัง เพราะคนทุกคนมีปัญหามีทุกข์เป็นของตน ใครๆ ก็มีความเครียด แม้แต่พระก็เครียด คุณว่าไหม (หัวเราะ) เครียดกันคนละแบบ ประเด็นคือคุณไม่สามารถเปรียบเทียบตัวเองกับภูฏานได้ ภูฏานแตกต่างจากไทย ภูฏานเองก็ไม่สามารถเปรียบเทียบตัวเองกับเกาะสมุย เพราะประเทศเราไม่มีทางออกทะเล ไม่มีชายหาด ผมเองชอบทะเล ชอบชายหาด แต่ที่บ้านผมไม่มี ฉะนั้น ผมพูดไม่ได้ว่าสิ่งนี้ดีกว่าสิ่งนั้น

      ผมไม่แน่ใจกับสภาพจิตใจของคนเมืองอย่างคนกรุงเทพฯ คุณมีประชากรเท่าไหร่นะ สิบสองล้านเชียวหรือ คงลำบากทีเดียว แต่ผมเชื่อว่าเมื่อมีความเครียดก็ต้องมีวิธีรับมือกับมัน เช่นว่าการผ่อนพักเพื่อใคร่ครวญ หรือการฝึกสมาธิภาวนา

 


 

เชอริง ต๊อบเกย์

เชอริง ต๊อบเกย์

     เกิดเมื่อ 19 กันยายน 1965 จบปริญญาตรี สาขาวิศวกรรมเครื่องกล จากมหาวิทยาลัยพิตต์สเบิร์ก ในปี 1990 ต่อมาได้รับปริญญาโทในสาขาการบริหารรัฐกิจ จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ในปี 2004 

     เริ่มรับราชการในฝ่ายงานเทคนิคและอาชีวศึกษา สังกัดกรมสามัญศึกษา ในปี 1998 เขาเป็นผู้ก่อตั้งและเป็นหัวหน้าศูนย์ฝึกอบรมแห่งชาติ และทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการในกระทรวงแรงงานและทรัพยากรมนุษย์ ระหว่างปี 2003-2007 ก่อนลาออกมาลงสมัครรับเลือกตั้งในสังกัดพรรคพีดีพี

 

ภูฏาน: ประชาธิปไตยวัยละอ่อน

     นับจากสถาปนาขึ้นเป็นราชอาณาจักรภูฏาน ในปี 1907 ภูฏานปกครองโดยระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ จนกระทั่งปี 1998 สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี ซิงเย วังชุก กษัตริย์พระองค์ที่ 4 แห่งราชวงศ์วังชุก ทรงเปลี่ยนแปลงระบบการบริหารราชการแผ่นดินให้มีหัวหน้ารัฐบาลและสภาคณะมนตรีขึ้นบริหารประเทศ เพื่อกระจายอำนาจและเตรียมการประเทศให้พร้อมแก่การปกครองระบอบประชาธิปไตยตามพระราชดำริของพระองค์

     ภูฏานมีการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกและเปลี่ยนแปลงการปกครองไปสู่ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญโดยสมบูรณ์ เมื่อวันที่ 24 มีนาคม ค.ศ. 2008 รัฐสภาประกอบด้วยวุฒิสมาชิก 25 คน (20 คนจากการเลือกตั้ง 5 คนจากการแต่งตั้งโดยพระมหากษัตริย์) และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 47 คนจากการเลือกตั้ง

      รัฐธรรมนูญฉบับแรกและฉบับเดียวของภูฏานบัญญัติว่า กษัตริย์ทุกพระองค์จะครองราชย์จนถึงพระชนมายุ 65 พรรษาเท่านั้น และให้อำนาจแก่ประชาชนในการฟ้องร้องกษัตริย์ (Impeachment)

     ภูฏานมีการเลือกตั้งทั่วไปแล้ว 3 ครั้ง โดยครั้งแรกพรรคสันติภาพและความรุ่งเรืองภูฏาน (Druk Phuensum Tshogpa: DPT) ชนะการเลือกตั้งได้เป็นรัฐบาล มี นายเลียนเชน จิกมิ วาย ทินเลย์ เป็นนายกรัฐมนตรี ในการเลือกตั้งครั้งที่สอง พรรคประชาธิปไตยประชาชน (People’s Democratic Party: PDP) ชนะการเลือกตั้ง มี นายเชอริง ต๊อบเกย์ เป็นนายกรัฐมนตรี

     สำหรับการเลือกตั้งครั้งล่าสุด เมื่อเดือนตุลาคม 2018 พรรคสังคมนิยมประชาธิปไตย (Druk Nyamrup Tshogpa: DNT) ชนะการเลือกตั้ง มี นายโลเทย์ เชอริง เป็นนายกรัฐมนตรี

 

เชอริง ต๊อบเกย์

 

WATS FORUM 2019

     ในการสัมภาษณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟครั้งนี้ a day BULLETIN ต้องขอขอบคุณศูนย์วิจัยและนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน หรือ RISC โดยการสนับสนุนจากบริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (MQDC) ผู้จัดงานเสวนาระดับนานาชาติ WATS FORUM 2019 เพื่อสร้างความเข้าใจและส่งเสริมการพัฒนาแนวความคิดและนวัตกรรมเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีอย่างยั่งยืนของทุกสรรพสิ่งบนโลก หรือ For All Well-being โดยได้เชิญผู้ทรงความรู้ระดับโลกจากสาขาต่างๆ มาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและวิสัยทัศน์ในด้านความเป็นอยู่ที่ดี (Well-being) สถาปัตยกรรม (Architecture) เทคโนโลยี (Technology) และความยั่งยืน (Sustainability) พร้อมค้นหาแรงบันดาลใจใหม่ๆ เพื่อพัฒนาตนเองและสังคมโดยรวม ในช่วงต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

ธนดิษ ศรียานงค์

ช่างภาพที่ชอบการเดินทาง แต่จำทางไม่ค่อยได้ นิ่งเป็นหลับ ขยับเป็นหลง

เรื่องโดย

สายพิณ ฮัมดานี

นักเขียน อดีตคนทำหนังทดลอง และบรรณาธิการสำนักพิมพ์ a book