ญาญ่า อุรัสยา | สำรวจความเชื่อในการใช้ชีวิตและการทำงาน ณ ปัจจุบันของเธอ

ดวงใจอัคนี คือหนึ่งในซีรีส์ที่อยู่ในละครชุด 4 หัวใจแห่งขุนเขา ที่ส่งให้ ‘ญาญ่า’ – อุรัสยา เสปอร์บันด์ ขึ้นแท่นเป็นนางเอกที่น่าจับตามองทันที และหลังจากที่แจ้งเกิดอย่างเต็มตัวแล้ว เส้นทางในวงการบันเทิงของเธอก็ดูเหมือนจะสดใส ได้รับรางวัลทางการแสดงมากมาย ทำงานชิ้นไหนก็ประสบความสำเร็จ รับเล่นละครบทบาทไหนก็มีแต่คนรัก ได้ขึ้นแท่นเป็นถึงขวัญใจมหาชนของคนยุคนี้

     แน่นอนว่าความสำเร็จนี้ไม่ได้มาจากความฟลุก แต่มาจากการพัฒนาตัวเองอย่างจริงจังของเธอ ที่พร้อมเปิดใจรับกับสิ่งใหม่ๆ ที่เข้ามาเสมอ ซึ่งเห็นได้จากงานภาพยนตร์ของเธอเมื่อปีที่แล้วอย่าง น้อง.พี่.ที่รัก และตอนนี้กำลังจะมีเรื่อง นาคี 2 ซึ่งว่าด้วยความเชื่อที่ฝังรากลึกในวัฒนธรรมของประเทศไทย และอะไรคือสิ่งที่ทำให้ผู้หญิงหัวสมัยใหม่อย่างเธอ สนใจในเรื่องเล่า ตำนานที่เก่าแก่นี้

     ซึ่งสิ่งนั้นก็คือ ‘ความเชื่อ’ เธอย้ำกับเราเสมอตลอดการสนทนาว่า ตัวเองเป็นคนที่เชื่อมั่นในทุกอย่างที่เกิดขึ้นว่าจะต้องพาเราไปสู่สิ่งที่ดีได้ เหมือนกับที่หลายๆ คนเชื่อมั่นในตัวเธอ และมอบหมายงานชิ้นสำคัญให้นักแสดงหญิงคนนี้เสมอๆ ซึ่งเธอก็ไม่เคยทำให้ใครต้องผิดหวัง และแม้ใครจะบอกว่า ญาญ่าสวยแล้ว ญาญ่าแสดงดี ญาญ่าเพอร์เฟ็กต์แล้วก็ตาม แต่เธอก็ยังคงมุ่งมั่นพัฒนาฝีมือต่อไปเพราะเชื่อว่าตัวเองยังพัฒนาฝีมือต่อไปได้อีก

     การพูดคุยกันในวันนี้จึงเป็นสิ่งที่เราคาดเดาได้ตั้งแต่แรกว่า บทสนทนาจะเต็มไปด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะจากผู้หญิงที่มีภาพลักษณ์ร่าเริงสดใสคนนี้ ซึ่งเธอก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ แต่สิ่งที่ทำให้เราทึ่งในความคิดความอ่านของญาญ่ามากขึ้นคือเรื่องของความเท่าเทียมกันของมนุษย์ ที่เธอบอกว่าอยากขอร่วมถกเถียงประเด็นนี้กับเรา ร่วมถึงมาตรวัดความสุขของแต่ละคนที่อยากให้เรามองเรื่องนี้ด้วยความ ‘ไก่กรอง (ไตร่ตรอง)’ มากขึ้น สุดท้ายแล้วเราก็จะได้พบกับคุณค่าที่ซ่อนอยู่ในตัวเอง

 

ญาญ่า อุรัสยา

 

ภาพยนตร์เรื่องใหม่ของคุณเกี่ยวข้องกับความเชื่อที่ดูเหมือนว่าจะงมงาย อยากรู้ว่าคุณมีความเชื่อแบบนั้นหรือเปล่า

     ทุกวันนี้เราเชื่อในทุกอย่างเลย สิ่งที่พยายามบอกตัวเอง เรื่องแรกคือ เชื่อในตัวเอง นั่นคือความเชื่ออันดับหนึ่งของญาญ่า ซึ่งบางทีก็ทำไม่ได้ตลอดเวลาหรอก แต่จะพยายามบอกตัวเองว่านี่คือความเชื่อที่สูงสุดเป็นอันดับหนึ่ง อันดับสองคือ เชื่อในศาสนา สามคือ เชื่อในพลังแห่งความรัก มันอาจจะฟังดูน่าเบื่อ แต่ทรงพลังมากจริงๆ

     ศาสนาพุทธมีหลักคำสอนให้รู้จักเดินทางสายกลางและเป็นคนดี เราเข้าใจพุทธศาสนามากขึ้นตอนที่เรียนมหาวิทยาลัย เพราะมีวิชาบังคับคือ History of Buddhism แต่ถ้าเป็นเรื่องความเชื่อในตำนานชาวบ้านอย่างเรื่องของพญานาค เรามีความรู้น้อยมากๆ รู้แค่เท่าที่เคยดูจากละคร

     พอต้องมาเล่นหนังของพี่อ๊อฟ (พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง) เขาก็ให้เราทำการบ้านเรื่องตำนานมากขึ้น พบว่าพญานาคนั้นมีหลายแบบ และมีประวัติความเป็นมาไม่เหมือนกัน จนรู้สึกมีความผูกพัน จากที่มีเท่ากับศูนย์ เพิ่มขึ้นถึง 99% เมื่อมารับบทเป็นผู้หญิงยุคใหม่ที่เชื่อในเรื่องของตำนานก็เลยเข้าทางเรา เพราะในเรื่องคนในพื้นที่เองก็มีทั้งที่เชื่อและไม่เชื่อ บางคนลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่าบ้านเราเคยมีตำนานเรื่องนี้อยู่ แต่เราจะเป็นคนเดียวที่มอบความเชื่อของตัวเองให้กับเรื่องของพญานาค

     ทุกคนมักจะเข้าใจกันไปว่า น้อง.พี่.ที่รัก เป็นหนังเรื่องแรกของเรา แต่จริงๆ แล้ว นาคี 2 เริ่มต้นถ่ายทำก่อน ดังนั้น วันแรกที่เราไปถึงกองถ่าย เราก็ถามทีมงานเลยว่ากล้องตัวอื่นๆ หายไปไหนหมด เพราะปกติการถ่ายละครจะใช้กล้องหลายตัว (หัวเราะ) กว่าจะปรับจูนทุกสิ่งได้ตอนนั้นก็ยากมาก เพราะละครจะอยู่ในจอโทรทัศน์อย่างมากก็กว้างเท่านี้ แต่ภาพยนตร์จะฉายอยู่บนจอที่ใหญ่มากๆ (กางแขนเหยียดตรง)

     ดังนั้น แค่เรากะพริบตาหรือไม่กะพริบตาก็มีความหมายแตกต่างกันแล้ว ตอนเล่นละครรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้จะโดนมองข้ามไป แม้แต่ตัวเราก็มองข้ามไปเหมือนกัน ไหนจะต้องปรับตัวจากการแสดงแบบเมโลดรามา เป็นการแสดงแบบเรียลิสติกมากขึ้นด้วย ทุกอย่างจึงยากไปหมดสำหรับเรา แต่เราก็ประทับใจวิธีการทำงานของทีมงานทุกคนที่เขาไว้ใจ และให้โอกาสเราแสดงในสิ่งที่เราคิดออกมา ถึงแม้พี่อ๊อฟจะคอยบอกว่าเราต้องทำอะไรมากน้อยแค่ไหนก็ตาม แต่ขณะเดียวกัน เขาก็จะบอกว่าด้วยว่าเรานี่แหละเป็นคนที่รู้จักตัวละครนี้มากที่สุด

     ดังนั้น จึงขึ้นอยู่กับตัวเราเองด้วย ทุกอย่างไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัว การแสดงของเราอยู่ที่ตรงนั้น เวลานั้น ซึ่งสนุกมากๆ และทำให้เราหลงรักการเล่นหนังไปเลย ที่ให้อิสระในการตีความตัวละครกับเราอย่างเต็มที่

 

ญาญ่า อุรัสยา

 

เหมือนกับที่คุณบอกไว้ ว่าความเชื่อประการแรกสุด คือเชื่อในตัวเอง ทุกอย่างขึ้นกับตัวเราเอง

     ใช่เลย ทุกสิ่งทุกอย่างที่เรียนรู้มาขึ้นกับประสบการณ์ของตัวเอง เมื่อเราโตขึ้น ได้พบเจออะไรมากขึ้น ความคิด ทัศนคติ มุมมองต่อโลกจะเปลี่ยนไปอยู่แล้ว ตัวเราตอนนี้กับตัวเราเมื่อสามปีที่แล้ว ไม่สามารถคิดเหมือนเดิมเหมือนตอนนั้นได้อีก เพราะได้เจอนู่นเจอนี่ เราเห็นความเป็นมนุษย์ เข้าใจมนุษย์มากขึ้น ความคิดเราก็จะเติบโตขึ้น

     ความเป็นมนุษย์ของทุกคนไม่มีขอบเขต ไม่มีขีดจำกัด เมื่อเชื่อในตัวเอง ทุกคนสามารถเปลี่ยนแปลงไปเป็นอะไรก็ได้ เติบโตตลอดเวลา เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ไม่มีอะไรที่มั่นคงเลยสำหรับเรา เพราะเมื่อเติบโตขึ้นด้วยสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิต เราพัฒนาขึ้นด้วยความต้องการที่เราอยากไปด้วยตัวเอง เพราะฉะนั้น มันไม่มีของเขต ไม่มีขีดจำกัด

     บ้านของเราเป็นพุทธศาสนิกชน มีคุณพ่อคนเดียวที่นับถือศาสนาคริสต์ ความเชื่อที่หลากหลายทำให้เราไม่ค่อยจะโฟกัสว่าตัวเองต้องเป็นคนทางไหน แต่โดยลึกๆ เราคิดว่าตัวเองเป็นคนเอเชียนี่แหละ เพราะความเป็นพุทธอยู่ในสายเลือดมาตลอด คุณแม่พาเข้าวัดตั้งแต่เด็กๆ ดังนั้น จึงเชื่อว่าความเป็นพุทธในตัวจะเท่าๆ กับความเป็นคนไทยของเราด้วย

 

ความเป็นเอเชียและความเป็นตะวันตกภายในครอบครัว และภายในตัวของคุณ ทำให้คุณมองสังคมและผู้คนอย่างไร

     เรามองเรื่องความเท่าเทียมกัน เพราะมนุษย์คือมนุษย์ แม้ว่าหลายครั้งคนทั่วไปอาจจะมองข้ามเรื่องนี้ไปด้วยปัจจัยหลายๆ อย่าง ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องที่ผิด เพราะนั่นคือสิ่งที่แสดงถึงความเป็นมนุษย์ ความคิดของเราถูกไตร่ตรองด้วยอีโก้ ไตร่ตรองด้วยความลำเอียง ไตร่ตรองด้วยอคติ ที่อาจจะชอบคนนี้ ไม่ชอบคนนี้ เพราะฉะนั้นเป็นเรื่องปกติที่คนเราจะตัดสิน เปรียบเทียบ และแตกแยก ซึ่งนี่เป็นเรื่องปกติมาก ทำให้หลายครั้งเราจะลืมคิดไปว่ามนุษย์ก็คือมนุษย์

     ถ้าเรากลับมาฉุกคิดเยอะๆ ไม่คิดแค่พื้นๆ ตลอดเวลา เอาใจเขามาใส่ใจเรา จะพบว่าคนทุกคนเท่าเทียมกันอยู่แล้ว

     เราแต่ละคนเกิดมา ผ่านกระบวนการชีวิตที่แตกต่างกันออกไป คนหนึ่งอาจจะมีชีวิตที่ง่ายมาก ได้ทุกอย่างมาง่ายๆ แต่ในใจลึกๆ แล้วเขาอาจจะไม่ได้มีความสุขเท่ากับคนที่ทำงานโคตรหนักเลย แต่มีความสุขก็ได้ บางทีเราก็ต้องมองข้ามไปว่าฉันเหนื่อยมากๆ กว่าจะได้สิ่งนี้มา เรามาเปรียบเทียบเรื่องภายในใจกันดีกว่า แล้วค่อยไปสงสารคนที่เขาไม่มีความสุขเท่าเรา แต่มีเงินมากกว่าเรา

 

ตัวคุณเองคิดเปรียบเทียบกับคนอื่นด้วยวิธีไหน

     ด้วยความสุข ความสุขเป็นคำอีกหนึ่งคำที่ไม่มีขอบเขต เราแค่เดินออกจากบ้าน แล้วเห็นอะไรสวยๆ ผ่านหน้าไปสักอย่าง นั่นก็เป็นความสุขแล้ว เรามีความสุขกับสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตหลายอย่างมาก อยู่ที่ว่าความเชื่อของเรานั้นคือตรงไหน

     แล้วเราก็ไม่ต้องไปเปรียบเทียบกับความสุขของคนอื่นเลย วันนี้ตื่นขึ้นมาแล้วได้มาทำงานที่ชอบ ได้มานั่งอยู่ตรงนี้ ได้คุยกับคุณในเรื่องที่ไม่ได้เป็นเรื่องพื้นๆ ได้มีโอกาสบอกคุณว่าทัศนคติของเราเป็นอย่างไร มุมมองที่เรามีต่อสังคมคืออะไร แค่นี้เราก็มีความสุขแล้วนะ

 

ญาญ่า อุรัสยา

 

แล้วในมุมมองของคุณ คุณคิดว่าสภาพสังคมทุกวันนี้น่าจะมีความสุขแค่ไหน

     เราเป็นคนคนหนึ่งซึ่งมีชั่วโมงบินน้อยมาก เราอยู่บนโลกมาแค่ 25 ปี เพราะฉะนั้น ถ้าจะถามว่าสังคมเราเป็นยังไง ควรจะเป็นยังไง ควรจะเติบโตไปทางไหน ก็คงตอบยาก เพราะชีวิตเรายังไม่เจออะไรเยอะขนาดนั้น

     แต่ในความรู้สึกลึกๆ ณ วันนี้ เราเชื่อว่าสังคมของเรากำลังก้าวไปในทางที่ถูกต้องมาก ลองกลับไปดูในโซเชียลมีเดียตอนนี้ ทุกคนกำลังเปิดใจกับความเชื่ออีกหลายๆ อย่างที่สมัยก่อนพูดกันไม่ได้ ถกเถียงกันไม่ได้ เพราะมีแค่ความเชื่อเดียว คำตอบเดียวเท่านั้น แต่ตอนนี้เราเห็นหลายคนลุกขึ้นมาแสดงออกถึงความเชื่อ อย่างพี่ซินดี้ (สิรินยา วินศิริ) ก็พยายามต่อสู้และรณรงค์เรื่องสิทธิสตรี ซึ่งมันน่าสนใจและก็มาในทางที่สวยงาม เราว่าจริงๆ แล้วบ้านเราเปิดกว้าง ถ้ามีคนที่ลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่างเพื่อสิ่งที่เขาเชื่อเยอะๆ

     เราชอบโมเมนต์การพูดคุยที่แบบว่า โอ้ โอเค เราคิดแบบนี้ เราเชื่อแบบนี้ก็ได้เหมือนกันนี่ มันทำให้กรอบจำกัดของตัวเรากว้างออกไป เพราะได้คุยกับคนนี้ รู้จักคนนี้ ได้รู้จักแนวความคิดของคนคนนี้ มันช่วยขยายกรอบของเรา อาจเป็นเพราะว่าเป็นคนที่ชอบพูดคุยด้วยมั้ง การพูดคุยกันนั้นสนุกจะตายไป เพราะในโลกนี้ไม่มีมนุษย์คนไหนคิดเหมือนกันหรอก ถ้าเรามานั่งถกเถียงพูดคุยกัน ก็จะทำให้เห็นว่าเรามองสถานการณ์นี้แบบอื่นก็ได้ แล้วแต่ประสบการณ์ของแต่ละคนเลย

การถกเถียงหลายๆ อย่างทำให้เราเองเป็นคนรอบรู้ สามารถอยู่ในสังคมไหนก็รอด เพราะเราพร้อมที่จะถกเถียงกัน และขณะเดียวกันก็พร้อมที่จะนำแนวคิดของคนนั้นคนนี้เข้ามาใส่ตัว

แต่หลายครั้งการถกเถียงกับคนอื่นก็ลุกลามจนกลายเป็นการผิดใจกันนะ

     ไม่นะ คำว่าถกเถียงกัน เราว่ามันแล้วแต่ mindset ของแต่ละคนด้วย ถ้าเราเตรียมใจมาถกเถียงกัน เราก็ต้องเคารพคนคนนั้นที่เราคุยด้วย การเคารพกันคือสิ่งสากล ไม่ใช่เรื่องยากที่คนอื่นจะเข้าใจว่าเรากำลังเคารพเขา เขากำลังเคารพเรา เพราะฉะนั้น เราพร้อมที่จะคุยถ้าต่างฝ่ายต่างเคารพกัน

 

อยากให้คุณเล่าถึงชีวิตของเด็กสาวอย่างคุณที่กลายมาเป็นดาราดัง เรานึกถึงฉากหนึ่งในหนังเรื่อง Notting Hill ซึ่งนางเอกบอกว่า กว่าจะมาถึงวันนี้ได้ เขาต้องอดอาหารตั้งแต่อายุ 12 ถึงได้เป็นดารา ชีวิตฉันเศร้าที่สุดเลย คุณมีความเห็นกับเรื่องนี้อย่างไร

     ไม่รู้สิ มันขึ้นอยู่กับว่าชีวิตในตอนนี้เขาแฮปปี้หรือเปล่านะ อย่างชีวิตที่ผ่านมาของเราก็ต้องผ่านอะไรมาเยอะอยู่แล้ว ถ้าเราไม่เคยเจออะไรที่ยากๆ มาก่อน เราจะไม่ภูมิใจกับสิ่งที่ดีในวันนี้

     สิ่งที่ยากสำหรับเขาคือการอดอาหาร ซึ่งทำให้เขาภูมิใจกับรูปร่างตัวเองในตอนนี้ เราเองก็ต้องดูแลรูปร่างตัวเอง จะตามใจปากตลอดเวลาไม่ได้อยู่แล้ว ซึ่งนั่นคือความยากลำบากอย่างหนึ่งในการเป็นดาราที่เราไม่สามารถตามใจตัวเองไปทุกอย่าง แต่ในอนาคตเราอาจจะแฮปปี้มากๆ กับสิ่งที่เราอดทนฝ่าฝันมา เพื่อจะได้สิ่งที่เราต้องการ

 

ญาญ่า อุรัสยา

 

คุณมีความอดทนฝ่าฟันในการทำงานได้อย่างไร มักจะมีคนบ่นกันว่าเด็กรุ่นใหม่สมัยนี้ไม่รู้จักอดทน

     เรามีความอยากตลอดเวลานั่นแหละ แค่ในหนึ่งวันก็มีหลายร้อยอย่างแล้ว (หัวเราะ) แต่คำตอบนั้นคือการสร้างสมดุลมากกว่า อย่างน้อยๆ ก็ต้องสมดุลกับกิเลสร้อยอย่างในชีวิตเรา แน่นอนว่ามันเหมือนเหรียญที่มีสองด้าน คุณอาจจะอยากมีซิกซ์แพ็กให้ได้ก่อนสิ้นปี แต่ในความเป็นจริงคุณก็ยังต้องออกไปใช้ชีวิต มีสังคม ออกไปกินข้าวกับเพื่อนได้ คุณต้องจัดการและสร้างสมดุลให้ได้ ชีวิตคือการหาสมดุลระหว่างความอดทนและความอยากตรงนั้น

 

กิเลสเรื่องไหนที่คุณจัดการได้ยากที่สุด

     หลายอย่างมากเลย เช่น กดเลื่อนนาฬิกาปลุก (หัวเราะ) อันนี้ทรมานมากๆ สำหรับเราเลยนะ การทำงานเป็นนักแสดงทำให้ชีวิตเราแทบไม่มีวันจันทร์-อังคาร หรือวันหยุดเสาร์-อาทิตย์เหมือนคนอื่น มันทรมานนะ บางทีก็อยากนอนต่อ (หัวเราะ) อันนี้คือความทรมานอันดับหนึ่งของเราเลย

 

แล้วคุณบอกตัวเองให้ลุกขึ้นจากที่นอนในทุกๆ เช้าอย่างไร

     เวลามีนัดทำงาน แล้วยิ่งเป็นตอนเช้ามากๆ เราต้องคิดถึงคนอื่นที่เขาไปทำงานกับเรา แล้วต้องตื่นเช้ากว่าเราด้วยซ้ำ ซึ่งจะต้องมีอีกเป็นร้อยๆ คนแน่ๆ แล้วจะให้คนร้อยกว่าคนมารอเรา มันก็ไม่ใช่เรื่อง จริงไหม

 

การคิดถึงคนอื่น ทำให้คุณเอาชนะความขี้เซานี้ได้ใช่ไหม

     ก็น่าจะสัก 80% (หัวเราะ)

 

คุณเข้าวงการมาตั้งแต่ตอนอายุ 14 ตอนนั้นคุณมองยอดเขาเส้นทางไต่เต้าของสายงานอาชีพนี้ไว้อย่างไร

     ตอนนั้นไม่ได้คิดอะไรเลย เราเป็นเด็กนักเรียนที่แบบว่าเรียนเก่งได้ A รวด ทำการบ้านตลอด ไม่เคยสาย ไม่เคยขาด เลยคิดว่าเราคงเข้ามหาวิทยาลัยมาแบบคนชอบเรียนแนววิชาการ จบแล้วก็ได้ทำบริษัทกฎหมายยิ่งใหญ่ ไม่เคยคิดว่าเราจะมาทางศิลปะการแสดง แต่สุดท้ายก็มาได้ แถมมาไกลมากแล้วด้วย เราว่ามันเจ๋งมาก ตอนเช้าเราตื่นมาบางทีก็ทึ่งกับชีวิต คิดว่ามาถึงจุดนี้ได้ยังไง

 

ญาญ่า อุรัสยา

 

บนเส้นทางนี้คุณเคยผิดหวังไหม เราเห็นคุณสดใสร่าเริงหน้ากล้องตลอดเวลา อยากรู้ว่าเวลาที่คนอย่างญาญ่าเฟล มันเป็นอย่างไร

     เราเป็นคนประเภทที่คาดหวังกับตัวเองอยู่แล้ว ซึ่งก็เป็นเหรียญสองฝั่งอีก คือมันทั้งดีและไม่ดี เพราะบางทีเราต้องการและกดดันตัวเองเยอะเกินไป ถ้าเราปล่อยๆ ไปบ้างก็ดีเหมือนกัน ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ เพราะฉะนั้น สิ่งที่ทำให้ตัวเองท้อที่สุดคือการทำให้ตัวเองผิดหวัง เรื่องนี้ฟื้นกลับมายากที่สุดเลย

     หลายๆ ครั้งก็มีคนอื่นที่อาจคิดหวังให้เราทำนู่นทำนี่ ซึ่งเราก็เข้าใจเขานะ เพราะหลายครั้งเราเองไปก็คาดหวังกับคนอื่นเหมือนกัน เราจึงไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองแย่ขนาดนั้น

 

เราก็เห็นว่าคุณสวยแล้ว เก่งแล้ว โด่งดังแล้ว แต่ตัวคุณเองยังรู้สึกว่าทำได้ไม่ดีพออีกเหรอ

     คุณก็ต้องมองในอีกทางหนึ่ง คิดเสียว่าสิ่งที่เรายังไม่ไปถึงเป็นเป้าหมายของเรา และในอนาคตฉันก็ต้องไปถึงจุดนั้นให้ได้ จะได้ไม่ต้องเครียดมาก

 

แล้วเป้าหมายของคุณวันนี้คืออะไร

     มีสองอย่างที่ตั้งไว้มาตั้งแต่ต้นปี หนึ่ง คือเราต้องให้เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ในงานทุกๆ ชิ้นที่เราทำ ทำให้ดีกว่าที่ผ่านมา ซึ่งเราก็ทำสำเร็จได้ระดับแค่ 70%-80% และสอง อีกอย่างที่ตั้งเป้าไว้คือกินให้ช้าลง (หัวเราะ) เราเป็นคนรีบๆ ที่กินอาหารแล้วกลืนเลย ไม่ค่อยเคี้ยว ทำไมต้องรีบๆ ก็ไม่รู้ เหมือนไม่ยอมละเมียดละไมกับอะไรเลย เราตั้งใจว่าต้องเคี้ยวให้ช้ากว่านี้ให้ได้

 

เพราะแก่แล้ว เลยคิดว่าต้องช้าๆ ต้องมีความละเอียดอ่อน ไม่ใช่วัยรุ่นใจร้อนแล้ว

     (หัวเราะ) เป็นไปได้ เพราะเมื่อสองปีที่แล้วเราไม่คิดถึงเรื่องนี้เลย ไม่แคร์เลย ใช่ ตอนนี้เราไม่ได้อายุมาก แต่พออายุมากขึ้น ไม่ได้แปลว่าแก่นะคะ (หัวเราะ) แค่ความคิดถูกเปิดกว้างขึ้น เราอยากสำรวจอะไรหลายๆ อย่างที่เราไม่เคยสำรวจก็แค่นั้นเอง เพราะทุกอย่างในตอนนี้มันเร็วไปหมดเลย ทำให้ทุกคนขาดความละเมียดละไมกับทุกสิ่งไปด้วย

     เราเองปกติแล้วเป็นคนง่ายๆ ด้วย ก็เลยไม่ได้รู้สึกว่าอะไรหายไป จริงๆ แล้วเราเป็นคนที่เชื่อในพรหมลิขิตด้วยนะ คือเชื่อว่า อืม มันต้องเป็นแบบนี้ เลยไม่ได้คิดว่าตัวเองขาดอะไรไป เราแค่ต้องใช้เวลาอีกมากๆ ในการเก็บประสบการณ์ เราต้องทำตอนนี้ให้ดีที่สุด เพราะเราอยู่ในงานที่มีแต่คนอยากทำ

 

ญาญ่า อุรัสยา

 

แสดงว่าที่เรามาเจอกันวันนี้ ถูกกำหนดไว้แล้วด้วยใช่ไหม

     เฮ้! นี่คือพรหมลิขิตค่ะ (หัวเราะ) มันก็ต้องเกิดขึ้นแบบนี้ จะได้ไม่ต้องคิดมาก เราอาจจะพูดเหมือนมันง่าย แต่จริงๆ แล้วมันก็ไม่ง่ายหรอก สุดท้ายแล้วเราก็เป็นแค่มนุษย์คนหนึ่ง อะไรที่มันยาก เราก็คิดแหละว่าทำไมๆ ต้องเป็นแบบนี้ แต่สุดท้ายเราก็คงต้องนั่งลงและชื่นชมกับมัน เราคิดว่านี่เป็นช่วงเวลาที่ทำให้เราก้าวข้ามมันเพื่อไปเจอกับอะไรที่ใหญ่กว่านี้ในอนาคต

 

อย่างโปรเจ็กต์ BOV List (Business of Fashion List) ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่สำหรับคุณที่เกิดขึ้นหรือยัง

     เราคิดเสมอว่ายังไงๆ ตัวเองก็คงไม่ได้เข้าติดหนึ่งในนั้น เลยคิดว่า โอเคๆ ชะตาถูกกำหนดมาเป็นแบบนั้นแหละ แต่เมื่อเราปลงกับสิ่งนั้นแล้ว แต่มันดันเกิดขึ้นจริงๆ เรานี่วิ่งรอบห้องเลย Oh my gosh! ดีใจมาก เพราะโลกนี้มีคนตั้งกี่คน แต่เขาเลือกมาแค่ 500 คน แล้วเราเป็นหนึ่งในนั้น โดยเขาใช้ตัวเลขสถิติของสิ่งที่อยู่ในออนไลน์ โซเชียลมีเดีย แล้วชื่อเราก็โผล่มา ซึ่งมีคนไทยแค่ 5 คนเอง เราภูมิใจมาก สิ่งนี้เป็นเหมือนความฝันที่แสนไกล แต่สุดท้ายแล้วหัวใจเราอยู่ที่เมืองไทยนี่แหละ เราคิดตลอดเลยว่า จะลองดูไหม จะลองไปไหม แต่สุดท้ายแล้วหัวใจเราอยู่ที่ประเทศไทยนี่แหละ

 

คุณเรียกเมืองไทยได้ว่าบ้านอย่างเต็มปากเลยเหรอ

     มันคือประสบการณ์ที่คุณจะได้ไปอยู่ที่อื่น เรียนรู้จากที่อื่น แต่สุดท้ายแล้วที่นี่คือบ้าน

 

แต่บ้านของเรานี่รถติดหนึบเลยนะ

     บางครั้งเราก็ใช้วิธีเดินเอาสิคะ เราโชคดีมากที่เป็นคนเหงื่อไม่ค่อยออก (หัวเราะ) สำหรับเรา ทุกๆ อย่างอยู่ที่นี่ ครอบครัวก็อยู่ เพื่อนก็อยู่ เราพูดแบบนี้คุณอาจจะฟังแล้วบอกว่านางเอกมากๆ แต่แฟนคลับเราก็อยู่ที่นี่ด้วย พวกเขาสำคัญกับเรามาก แล้วงานที่ทำมันก็อยู่ตรงนี้ด้วย แล้วคนที่เราเติบโตมาได้ ผู้ใหญ่ในช่องที่ให้โอกาสเราเขาก็อยู่ที่นี่หมดเลย เราจะรู้สึกใจสลายเหมือนกันนะถ้าต้องจากไป

 

เพราะคู่พระ-นางของคุณก็อยู่ที่นี่ด้วยใช่ไหม

     ยากจัง เพราะเราไม่รู้ว่าความเป็น the two of us เกิดขึ้นจากอะไร มันไม่ใช่สิ่งที่เรากำหนด มันเป็นสิ่งที่ทุกคนกำหนดให้ ซึ่งเราทั้งคู่ก็ซาบซึ้งใจสุดๆ แต่เราก็ไม่รู้เหมือนกันว่าต้องทำแบบไหนถึงจะได้สิ่งนี้มา

 

ในตอนนี้ด้วยเทคโนโลยีการสื่อสาร ใครๆ ก็สามารถเป็นคนมีชื่อเสียงได้ง่ายๆ ดาราที่ยิ่งใหญ่อย่างญาญ่า-ณเดชน์ จะมีขึ้นอีกได้ไหม

     นี่คือวัฏจักรของโลก เราได้บางอย่าง และเราก็เสียบางอย่าง นี่คือเรื่องธรรมชาติมาก แต่อย่างไรก็ตาม เราคิดว่าคนดูเขาก็ดูที่ฝีมือด้วย ไม่ได้ดูที่สิ่งภายนอกมากๆ อีกต่อไปแล้ว ซึ่งเป็นผลดีต่อคนทำงานอีกหลายคน ที่ได้โชว์ความสามารถในวงการบันเทิง ทั้งการละคร การภาพยนตร์ สุดท้ายก็เป็นประโยชน์ต่อคนดูมากๆ เลย

 

ญาญ่า อุรัสยา

Share Post
Like 20 View 3401

Author

ทรรศน หาญเรืองเกียรติ

หมาป่าขาวอวบขนาดสามคนโอบของหมู่บ้านบุญละติน (a day BULLETIN) รักการติดตามคาเมนไรเดอร์ยุคเฮย์เซย์ พอๆ กับการออกเดินทางไปเพื่อหาเรื่องราวสนุกๆ มาเล่าให้กับคนอ่านในทุกสัปดาห์ IG/Twitter : @Matt_Doraemon

ภาสกร ธวัชธาตรี

ช่างภาพประจำกอง a day BULLETIN