อุทิศ เหมะมูล | สิ่งที่ดูสวยงามที่สุดต้องเคยผ่านซากปรักหักพังของความขมขื่นชอกช้ำ

ช่วงหนึ่งของการพูดคุย อุทิศ เหมะมูล นักเขียนวัย 43 ปี บอกว่าชีวิตที่เสเพลของเขาตอนนี้ทำให้นึกถึง ‘เลสเตอร์ เบิร์นแฮม’ จากภาพยนตร์ American Beauty (1999) ตัวละครวัยเดียวกันที่ทนทุกข์อยู่ในชีวิตประจำวันอันซ้ำซาก ความว่างเปล่าจากการอยู่ไปวันๆ ทำให้จิตใจซังกะตาย เมื่อทนอยู่ไม่ได้จึงต้องออกวิ่งไขว่คว้าหาวัยหนุ่มผ่านพฤติกรรมแบบชายใจแตก จู่ๆ ก็ลาออกจากงาน ซื้อรถสปอร์ตมาอวดโอ่ หรือลุกขึ้นมาฟิตหุ่นหวังเอาชนะใจสาว

เรามัวแต่นึกถึงบทสรุปชีวิตตัวละครวัยกลางคนจนเผลอทำหน้าเหยเกออกมา – อุทิศรีบยกมือปัดป้องบอกให้เราหยุดความคิดตัวเองไว้ก่อน

     อุทิศไม่ได้วิ่งเตลิดไปไกลเกินกว่าบริติชผับย่านสุขุมวิท ยังประคองสติให้ตื่นขึ้นมาเขียนงานในทุกๆ เช้า หากมีวิกฤตชีวิต การเขียนจะช่วยปลุกปลอบ ต่อลมหายใจ และทำให้เขานับถือตัวเองได้มากที่สุด

     การจดจ้องความเปลี่ยนแปลงของร่างกายและจิตใจจากวัยหนุ่มสู่วัยกลางคน ความเสื่อมถอยและความรู้สึกผิดที่พบว่าตัวตนในปัจจุบันไม่เป็นอย่างอุดมคติในอดีต คือบทใหม่ในชีวิตจริงที่เขาบันทึกผ่านตัวละครในนวนิยาย ‘ร่างของปรารถนา’ ล่าสุดได้รับการดัดแปลงเพื่อแสดงในละครเวที ’ปรารถนา : ภาพเหมือนการเข้าสิง กำหนดจัดแสดงระหว่างวันพุธที่ 22 สิงหาคม-วันอาทิตย์ที่ 26 สิงหาคมนี้

     “ร่างของปรารถนาคือการยื้อยุดครั้งสุดท้าย ที่จะเอาความรู้สึกเป็นหนุ่มเป็นสาวกลับเข้ามาไว้ในตัวงานเขียน” เขาเหม่อมองไปยังคนหนุ่มสาวที่กำลังประชุมถกเถียงถึงงานกลุ่มด้วยพลังเหลือล้นภายในร้านกาแฟที่เรานั่งกันอยู่

     ในอดีตเขานึกชื่นชมวุฒิภาวะของผู้ใหญ่ด้วยอุดมคติของคนหนุ่ม เวลาดู ริวอิจิ ซากาโมโตะ เล่นเปียโนก็เห็นแต่ความสวยงามและความสงบนิ่ง แต่พอได้ยืนอยู่ในจุดเดียวกัน ความแก่สอนให้เห็นความจริงเบื้องหลังความงาม ทำให้มองรอบด้านมากขึ้นจึงได้เห็นสัจธรรม

     “แท้จริงแล้วชีวิตเรียบง่ายต้องผ่านสิ่งที่ยุ่งยากที่สุด สิ่งที่ดูสวยงามที่สุดต้องผ่านซากปรักหักพังของความขมขื่นชอกช้ำมาก่อน”

 

อุทิศ เหมะมูล

คุณบอกว่าร่างของปรารถนาเป็นงานเขียนเพื่อยื้อยุดความหนุ่มสาวไว้เป็นครั้งสุดท้าย นี่คุณเริ่มรู้สึกว่าตัวเองแก่แล้วเหรอ

     ไม่ใช่แค่รู้สึกนะ แก่ขึ้นเลยจริงๆ เรามาถึงจุดที่ยอมรับว่าตัวเองมีอายุมากขึ้น ตอนนี้ก็ 43 แล้ว อีกครึ่งปีก็จะ 44 เราไม่ใช่คนอายุ 18 ไม่ใช่คนอายุ 25 และไม่ใช่คนอายุ 30 อย่างที่เคยเป็นอีกแล้ว ชีวิตคนเรามันผลัดเปลี่ยนไปตลอดเวลา จุดที่เรายืนอยู่แต่ละช่วงในชีวิตมันก็ไม่เหมือนกันสักทีเดียว แม้จะเจอเหตุการณ์อันเดียวกัน แต่ว่ารูปแบบของการคิดถึงหรือการตัดสินใจเกี่ยวกับเรื่องการกระทำก็ต่างกัน อายุเป็นตัวแปรสำคัญในการตัดสินใจ

     ตอนที่เราเป็นวัยรุ่น เรามองหาความมีวุฒิภาวะ เวลามองดูผู้ใหญ่หรือคนที่แก่กว่า เราจะเห็นว่าเขามีความคิด มีการวางตัวแบบนั้น เรามองสิ่งเหล่านั้นในฐานะที่เราเป็นวัยรุ่น แต่พอเราไปอยู่ในจุดเดียวกัน สิ่งที่เราเป็นหรือสิ่งที่เรามองไม่เหมือนกับอุดมคติที่ครั้งหนึ่งเราเคยมีต่อวัยวุฒิแบบนั้น

     ตอนนี้เราเป็นคนแก่ ผู้ครอบครองร่างกายอันเสื่อมโทรมและแก่ชรา ต้องเผชิญกับสภาพความเป็นจริงของสิ่งที่ตามมากับอายุ เหมือนที่เขียนไว้ในร่างของปรารถนาว่า ในวัยเด็กจะกินอะไรเท่าไหร่ก็ได้ เดี๋ยวก็เผาผลาญหายไป แต่มันจะไม่ใช่เป็นแบบนั้นอีกแล้วเมื่อคุณมีอายุ 35 ขึ้นไป ต้องระมัดระวังการกินมากขึ้น ไม่นับเรื่องโรคภัยไข้เจ็บอื่นๆ ที่จะตามมา ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องจิตวิญญาณเลยนะ เอาแค่ร่างกายอย่างเดียว เราเคยไปถึงจุดที่สูงสุดแล้ว ตอนนี้เรากำลังร่วงตกลงมาสู่ข้อจำกัดหลายๆ อย่าง แค่จังหวะเคี้ยวข้าวที่ลงฟันไม่ดี อยู่ๆ ฟันบิ่นแตกออกมา สมัยก่อนนี่กัดน้ำแข็ง กัดอ้อยเป็นแท่งๆ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้คือ ร่างกายเปราะบาง ทุกอย่างพร้อมที่จะแตกหัก พร้อมที่จะหกล้ม พร้อมที่จะละลาย พร้อมที่จะเอาสิ่งสกปรกออกมาได้ง่ายกว่าตอนที่เป็นวัยรุ่น

 

อย่างน้อยก็ทำให้คุณระมัดระวังตัว มีสติมากขึ้น ไม่บ้าบิ่นแบบวัยรุ่นคึกคะนอง เราจะมองความแก่ในแง่ดีได้มั้ย

     การระมัดระวังก็เป็นผลมาจากการที่ตอนนั้นเราสนุกไปหน่อย เลินเล่อไปหน่อย เราคิดว่าฟันมันจะอยู่กับเราไปตลอดกาล การพินิจพิจารณาเหล่านี้มันมาจากตัวเหตุที่เกิดขึ้น ถามว่ามีข้อดีมั้ย มันก็ทำให้เราคิดมากขึ้น ระมัดระวังมากขึ้น ใช้ชีวิตด้วยความตระหนักมากขึ้นว่าเราไม่มีอะไรเหมือนเดิมแล้ว เพราะเวลาที่เราจะไปถึงจุดสิ้นสุดมันใกล้เข้ามา

     จริงๆ ก็คิดอยู่บ่อยๆ นะ ว่าตัวเองไม่น่าจะมีอายุเกิน 65 หรอก เพราะฉะนั้นก็เหลือแค่ 20 ปีเอง เวลาที่เรามองไปข้างหน้ามันสั้นลง เรากำลังเดินเข้าไปหาเส้นนั้นเรื่อยๆ ทำให้มองเห็นคุณค่าของเวลาปัจจุบันชัดขึ้น เราไม่เหมือนตัวเองตอนที่ยังไม่รู้หรือมัวมองหาอุดมคติในอนาคตอีกแล้ว เมื่อก่อนจะคิดว่า ตอนนี้ทำไม่ได้ เดี๋ยวอนาคตจะทำได้ ค่อยๆ ทำ ค่อยๆ ไป สักวันจะต้องเป็นของเรา แต่พอมาถึงจุดที่อายุขนาดนี้ คำว่า ‘สักวันจะต้องเป็นของเรา’ มันแทบจะไม่มีแล้ว

 

งานเขียนได้รางวัลซีไรต์ตั้งแต่ยังหนุ่ม ล่าสุดเพิ่งได้ตำแหน่งศิลปินดีเด่นรางวัลศิลปาธร แถมยังมีนักอ่านอีกเป็นจำนวนมากที่รออ่านงานเขียนของคุณด้วยความตื่นเต้น ชีวิตที่ได้ครอบครองความสำเร็จเหล่านี้ยังไม่ทำให้รู้สึกว่าสักวันได้มาถึงคุณแล้วเหรอ

     จริงๆ แล้วอยากจะมีความสุขกับชีวิตนะ อยากมีความสุขกับการเขียนหนังสือ อยากทำทุกวันให้มีความสุข พอเราแก่ตัวมากขึ้น มาถึงจุดที่เราเริ่มที่จะใส่ใจกับแต่ละวัน ใส่ใจกับคนข้างกายมากขึ้น อยากทำทุกเวลาให้มีคุณค่ามากขึ้น เพราะชีวิตมันเหลือน้อยลง อันนี้เป็นคุณค่าในการใช้ชีวิตของตัวเอง ชีวิตเราเรียบง่ายมาก ต้องการอะไรที่ง่ายมาก แต่ก็ดูเหมือนเห็นแก่ตัวมากเลยนะ ไม่ขออะไร ขอได้เขียนหนังสือ ได้อ่านหนังสือ ตอนบ่ายได้ดื่มเบียร์ ตอนกลางคืนหลับสนิทไม่ฝัน แต่ยิ่งเรียบง่ายที่สุดก็มีภาระหลายอย่างเพื่อที่จะทำให้มันเกิดความเรียบง่าย มันก็ต้องจัดการ เพื่อให้มันดูสะอาดตาที่สุด เรียบง่ายที่สุด

 

อุทิศ เหมะมูล

 

อะไรคือสิ่งที่อุทิศในวัย 43 คิดว่าเป็นชีวิตที่สะอาดตาที่สุด เรียบง่ายที่สุด

     (นิ่งคิด) ความเป็นคนรู้คิด ความเป็นคนน่านับถือ เป็นคนที่มีชีวิตชีวาและมีความสุข มีความพอใจกับสภาพช่วงวัยที่ตนเองเป็นอยู่ เราชอบมอง ริวอิจิ ซากาโมโตะ ตอนเขาเล่นเปียโน เขาดูสงบและมีความสุขมาก มันออกมากับวิธีที่เขาเล่น เราชอบสีผมของเขา มันเป็นสีดอกเลาทั้งหัว แล้วก็มาคิดว่าเราอยากจะมีผมสีดอกเลาแบบนี้บ้างจัง บางทีมันเหมือนการมองแค่รูปลักษณ์นะ แต่เราเห็นออร่าของความพอใจ ความสงบ ที่มันออกมาจากตัวซากาโมโตะ มันเข้ามาประทับในใจเรา แต่ก็จะเห็นว่ามันก็เป็นอุดมคติอันหนึ่งที่เราในวัยหนุ่มสาวมองเห็นว่าเขาเป็นแบบนั้น เขาเองก็ต้องเผชิญกับโรคมะเร็งกล่องเสียงที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ทำให้พูดได้น้อยลงหรือแทบพูดไม่ได้เลยด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้นมันจะมีความจริงเบื้องหลังความงามเหล่านั้น ตอนนี้ก็พยายามที่จะมองเห็น

พอเราโตขึ้น เราจะมองรอบด้านมากขึ้นจนเห็นว่า สิ่งที่เรียบง่ายที่สุดต้องผ่านสิ่งที่ยุ่งยากที่สุด หรือสิ่งที่ดูสวยงามที่สุดต้องผ่านซากปรักหักพังของความขมขื่นชอกช้ำ

     เราพยายามจะสงบแบบนั้น พยายามจะเป็นระลอกคลื่นมากขึ้น แต่ว่าจะเป็นระลอกคลื่นแบบไหน เป็นเสียงโทนต่ำแบบไหนที่ทำให้คนอ่านหนังสือเราแล้วไม่ง่วงหลับ อย่างร่างของปรารถนาก็จะเห็นว่ามันใช้พลังงานของวัยหนุ่มสาวมาก ทั้งๆ ที่ตัวเองเผชิญหน้ากับอายุ 40 แล้ว มันคือเสียงร้องครั้งสุดท้ายของการตามหาเสียงหนุ่มสาวของตัวเองที่ย้อนกลับไป เพราะฉะนั้นมันจึงเป็นมุมมองของความเดือดดาล ยื้อยุดครั้งสุดท้าย ที่จะเอาความรู้สึกเป็นหนุ่มเป็นสาวกลับเข้ามาไว้ในตัวงานเขียน

 

ฟังดูเหมือนคุณจะอาลัยอาวรณ์กับวัยหนุ่มมากกว่าที่มองดูวันเวลาเหล่านั้นผ่านไปอย่างมีความสุข

     พูดแล้วเหมือนอาลัยอาวรณ์นะ แต่ด้วยความที่ชีวิตมันผ่านเลยไปตลอดเวลา ทำให้เราสามารถมีความรู้สึกแบบนี้ได้ก็ตอนอายุ 43 เท่านั้น มันเป็นความรู้สึกที่ว่าต้องการหน่วงรั้งเวลาของวัยหนุ่มสาวในตัวตนเรามากที่สุด ยื้ออดีตไว้สุดแขนที่สุด ทำให้สิ่งที่ผ่านไปแล้วกลับมามีชีวิต ทำให้อดีตกลายเป็นปัจจุบัน ตอนอายุ 27 เราไม่มีทางที่จะมีความคิดแบบนี้หรอก เพราะเรามองไปข้างหน้า แล้วมันไม่ใช่แค่มองเรื่องในอดีตของตัวเองเพียงอย่างเดียว แต่เรามองอดีตในทางที่กำหนดอนาคตของตัวละครด้วย

     เราจะเข้าใจความเป็นอมตะของชีวิตได้ในพื้นที่เดียวก็คือโลกของวรรณกรรม เราสามารถทำชีวิตให้มันกลายเป็นเลขแปด เดินวนได้ไม่รู้จบ เป็นพื้นที่ที่อดีต ปัจจุบัน และอนาคต สามารถวนกลับมาเชื่อมต่อกันได้ ในขณะที่ชีวิตจริงคล้ายกับเราเดินเป็นเส้นตรงไป แต่เราก็ถูกเหนี่ยวถูกรั้งจากอดีตด้วยความทรงจำอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้ว เรานั่งอยู่ตรงนี้ บางครั้งเราก็เผลอแวบคิดถึงชั่วขณะหนึ่งของอดีต จริงๆ มันก็ดูเหมือนกับเป็นเส้นขนานกันไป ทั้งตัวปัจจุบันและความทรงจำที่เป็นอดีตในชีวิตของคนๆ หนึ่ง

     เราคิดว่าแก่นหลักงานของเราจริงๆ คือการเผชิญหน้ากับสภาวการณ์ของชีวิตปัจจุบันแต่ละช่วง ฉะนั้น เราอายุ 40 ก็จะเขียน ลับแล, แก่งคอย ที่เราเคยเขียนตอนอายุ 33 ไม่ได้ เราไม่สามารถเขียน  ระบำเมถุน ซึ่งเขียนตอนอายุ 27 ต่อให้เขียน ก็จะเป็นผลงานในแบบของคนอายุ 40 ชีวิตมันย้อนกลับไม่ได้ มันย้อนได้เฉพาะในเรื่องแต่ง ในการทำงานเกี่ยวกับเรื่องแต่ง ทุกครั้งเราย้อนกลับไปในอดีต ซึ่งมันจะสวนกับชีวิตเราที่กำลังเดินเป็นเส้นตรงเข้าไปหาการหมดลมหายใจใกล้ขึ้นทุกขณะ

 

คุณพบว่ามีเรื่องใดที่อุทิศในวัย 43 ได้สร้างความผิดหวังให้กับอุทิศวัยหนุ่มบ้างมั้ย

     ก็มีนะ เวลาเรามองผู้ใหญ่คนหนึ่งแล้วก็บอกตัวเองว่าจะไม่โตมาเป็นผู้ใหญ่แบบนั้นอย่างเช่นพ่อของเรา ตอนเด็กๆ เราจะเห็นพ่อชอบทำร้ายร่างกายแม่ เราจะไม่ทำร้ายแม่เราแบบพ่อ เราจะโตขึ้นมาโดยไม่เป็นผู้ใหญ่แบบนี้ แต่พอโตขึ้นจริงๆ เราทำร้ายแม่เราบ่อยมากนะ ไม่ใช่การทำร้ายร่างกาย แต่เป็นการทำร้ายทางวาจา เราทำให้เขาเสียใจเพราะคำพูดเราอยู่บ่อยๆ สิ่งที่เราพยายามที่จะไม่เป็นมันกลับอยู่ในยีน ในเลือดเนื้อเชื้อไขที่มาจากพ่อของเรา บางทีวิธีที่เราหลีกเลี่ยงมันก็คือความกลัวเดิมที่คอยหลอกหลอนเราอยู่ วันดีคืนดีมันก็เปิดเผยใบหน้าของมันออกมาผ่านตัวตนของเรา เราอาจจะทำแบบนี้กับคนที่รักที่สุด คนที่ไว้ใจเราที่สุด คนที่ใกล้ชิดเรามากที่สุด

 

เกิดอะไรขึ้นหลังจากที่รู้สึกตัวว่าเรากำลังทำร้ายแม่

     ก็รู้สึกผิด หลังจากนั้นก็ออกไปนั่งดื่มเบียร์ ล่องลอยไปกับความรู้สึกผิดนั้น แล้วก็เอามาเขียนหนังสือ บางทีเราไม่รู้ตัวหรอกว่าเราอาจจะกลายเป็นคนที่ครั้งหนึ่งเราเคยรังเกียจ พอโตขึ้นเรารู้สึกว่าเราเข้าใจ ไม่ได้หาความชอบธรรมให้กับการทำร้ายร่างกายของพ่อที่มีต่อแม่ในวัยเด็ก แต่เราเข้าใจว่ามันมีสิ่งที่เดินเป็นวงเวียนแบบนี้ในชีวิตซึ่งจะย้อนกลับมาฝังอยู่ในตัวเรา แม้ว่าจะระมัดระวังตัวได้เหมาะสมแค่ไหนก็ตาม เพราะฉะนั้นมันทำให้เห็นมิติของมนุษย์มากขึ้น

 

ฟังดูโรแมนติกมากเลยนะ เราทำร้ายคนที่รัก เรารู้สึกผิด แล้วก็เก็บกวาดด้วยการดื่มเบียร์ ล่องลอยไปกับความรู้สึก

     เวลาเล่าแบบนี้มันทำให้ดูเหมือนรื่นรมย์ แต่จริงๆ แล้วมันเผาผลาญตัวเองมาก บีบคั้นอารมณ์มาก จนบางทีก็นั่งคิดว่า มึงต้องใช้พลังงานแบบนี้เขียนหนังสือด้วยเหรอวะ นี่มึงอายุ 43 แล้วนะ มึงควรจะเขียนหนังสืออย่างคนที่เขามีความสุข คนปกติที่เขาเป็น เขียนหนังสือสบายๆ ไม่ต้องใช้พลังงานขนาดนี้ก็ได้มั้ง ต้องเผาตัวเองขนาดนี้เลยเหรอ มันไม่ได้รื่นรมย์หรอก เราว่ามันเป็นภาวะวิกฤตตลอดเวลา เราถูกกล่อมให้สงบลงด้วยความชาของแอลกอฮอล์ในเบียร์ เพราะว่าภาวะที่นึกถึงมันแน่น มันเดือดปุดๆ อยู่ มันร้อน มันวูบวาบ แล้วมันก็บิดไส้บิดหัวใจอยู่ตลอดเวลา

     ความรู้สึก guilty เวลาที่เราอยู่เฉยๆ แล้วบางความทรงจำมันก็โผล่ขึ้นมา แล้วเราก็ต้องเผชิญหน้ากับมันเพื่อมองให้ชัดว่าเราเคยทำอะไร เราเคยเป็นอะไร แล้วจะเข้าใจพฤติกรรมของเราแบบนี้ต่อสิ่งที่เราเป็นต่อโลกต่อคนรอบข้างอย่างไร หรือการกลับมาเผชิญหน้าอีกครั้งกับสิ่งที่เรารู้สึกผิดที่ได้ทำไปแล้ว เพราะฉะนั้น มันก็ต้องได้เบียร์เย็นๆ นี่แหละ เพื่อให้มันประคองอารมณ์ไปได้ ไม่งั้นร่างอาจจะลุกไหม้ไปแล้ว (หัวเราะ)

 

อุทิศ เหมะมูล

 

ช่วงนี้คุณดื่มเบียร์บ่อยมั้ย

     ช่วงนี้เราเสเพล ดูไปก็คล้ายกับตัวละครใน American Beauty (1999) เหมือนกันนะ ที่อยู่ดีๆ ก็ซื้อรถสปอร์ตมาขับ แล้วก็พยายามคิดเข้าข้างตัวเองว่าความเสเพลนี้คือกระบวนการหนึ่งของการเขียนงานของเรา (หัวเราะ) ช่วงเช้าถึงเที่ยงทำงานเขียน ช่วงบ่ายเริ่มต้นด้วยการเปิดเบียร์หนึ่งขวด นั่งดื่มแล้วก็กล่อมตัวเองว่าจะออกไปไหนดี ไปดูงานศิลปะดีมั้ย หรือจะไปดูหนัง สุดท้ายก็จะไปจบที่บริติชผับ ไปนั่งดื่มเบียร์แล้วก็คิดถึงสภาวะอะไรหลายๆ อย่างเพื่อที่จะเอามาใช้ในงานเขียนของวันพรุ่งนี้ เพราะฉะนั้นตอนบ่ายก็จะเป็นเหมือนการปล่อยวิญญาณให้กระเจิดกระเจิงออกไป ไม่ได้สำมะเลเทเมานะ ส่วนใหญ่ก็จะไปนั่งดื่มอยู่กับที่ ปลดปล่อยทุกอย่าง เหมือนเวลาเรานั่งอยู่ที่ห้อง

 

การนั่งดื่มเบียร์คนเดียวถือเป็นความสุขในช่วงนี้

     ก็เป็นช่วงที่ได้ทำตามใจตัวเอง จริงๆ แล้วเป็นคนที่มีความสุขกับการอยู่คนเดียว สุขในสภาวะที่เรามีความสุขกับมัน แม้แต่ความรู้สึกว่าเราคิดถึงใครสักคนหรือความรู้สึกว้าเหว่เปล่าเปลี่ยวก็เป็นความสุขที่ได้คิดถึงแบบนั้น ถามว่าแล้วให้ออกไปหาคนที่คิดถึงเอามั้ย ก็ไม่ จะนั่งดื่มเบียร์อยู่ตรงนี้ นั่งคิดถึงอยู่อย่างนี้ จริงๆ แล้วคือติดอยู่ในสภาวะแบบนี้ ซึ่งโดยรวมแล้วถือว่ามีความสุข

 

คุณโพสต์เรื่องราวการดื่มเบียร์ไว้ในเฟซบุ๊กมากมาย เราสงสัยว่ามีใครส่งข้อความมาชวนคุณไปดื่มเบียร์บ้างมั้ย

     ไม่มีนะ มีแต่เวลาไปซื้อของตามซูเปอร์มาร์เก็ตก็อาจจะมาทักว่า ใช่พี่อุทิศหรือเปล่า ผมอ่านหนังสือพี่นะ ขอถ่ายรูปได้มั้ยครับ แต่ในแง่ที่หลังไมค์มาชวนดื่มเบียร์จะไม่มี เราว่าเราเป็นคนที่มีระยะอะไรสักอย่างระหว่างเรากับคนอ่านหรือคนที่ติดตามงานเรา มันอาจจะเป็นลักษณะการวางตัวของเราที่ทำให้ไม่ใช่ทุกคนจะทะเล่อทะล่าเข้ามาหาได้ ก็จะต่างจากนักเขียนบางคนที่นักอ่านสามารถเข้าถึงตัว เข้าไปอยู่ข้างๆ ด้วยความรู้สึกสบายใจ เวลาที่เขาพูดอะไรที่ลึกซึ้งหรือเปราะบางมากๆ ก็มีคนพร้อมจะหันเข้าหาเขา เหมือนเป็นพี่ชายให้กับคนอ่านของเขา ซึ่งมาจากบุคลิกตัวตนของนักเขียน แต่สำหรับเราคือ ไม่ว่าจะผ่านข้อเขียนหรือมุกตลกที่เราเล่น มันเหมือนจะมีระยะห่างอันหนึ่งที่ทำให้คนอ่านรู้สึกว่าคนๆ นี้ไม่ได้ต้องการการอยู่ใกล้ๆ หรอก เขาแค่อยากบอกว่าตอนนี้เศร้าอยู่นะ

 

สำหรับนักเขียนที่เข้ามาสู่โลกของเฟซบุ๊กในวัย 40 อย่างคุณมองพื้นที่นี้อย่างไร

     ก็เล่นมาประมาณ 4 ปีแล้ว คิดอยู่สักพักเลยนะก่อนจะเข้ามาเล่น แล้วก็เห็นว่ามันสนุก แต่สนุกอย่างเดียวมันไม่พอ มันดูไม่ค่อยมีเหตุผล ต้องวางตัวไว้ก่อน จริงๆ ตอนเข้ามาคือตอนที่ทำสำนักพิมพ์ของตัวเอง ก็เลยจะใช้เฟซบุ๊กเป็นที่โฆษณาประชาสัมพันธ์งานของเรา พอใช้ไปสักพัก เอ๊ะ เริ่มไม่ค่อยมีเรื่องงาน มีแต่เรื่องชีวิตตัวเอง จะบ่น จะพูดอะไรก็จะพูด เป็นที่แสดงทรรศนะ ความคิดเห็น แสดงอารมณ์ พ่นระบาย อะไรก็ว่าไป

     งานหนังสือมันมีจังหวะของมัน คนเรามันไม่ได้พิมพ์หนังสือทุกวันนี่หว่า แค่ปีหนึ่งมีหนังสือออกเล่มหนึ่งคนยังพูดกันเลยว่าทำไมทำงานสม่ำเสมอจัง มีงานไม่ขาดเลย บางทีการทักอะไรแบบนี้มันก็เป็นความรู้สึกสองด้านนะ คือเขาอาจจะชมเราก็ได้ว่าทำงานต่อเนื่อง แต่บางทีในความรู้สึกเราเราจะนึกว่ากระแนะกระแหนกูรึเปล่าวะ ออกงานถี่จัง เอาอะไรมาเขียนเหรอ

 

อุทิศ เหมะมูล

 

หลายๆ ครั้งที่สเตตัสเกี่ยวกับงานหรือไลฟ์สไตล์ของคุณก็เป็นการอวดโอ่หรือไปทำให้คนอื่นรู้สึกด้อยกว่าโดยไม่ตั้งใจ

     มันก็ปนๆ กันแหละ การมีเฟซบุ๊กก็เลยกลายเป็นแทนที่จะรู้สึกสบายๆ กลับยิ่งต้องระมัดระวังตัวมากขึ้นโดยไม่จำเป็น ผ่านการเติบโตมาสามสี่ปีที่ใช้เฟซบุ๊ก จากตอนแรกที่จะใช้สำหรับโฆษณางานตัวเอง ต่อมาเริ่มมีทั้งเบียร์ กับข้าว อาหาร โฆษณานี่เราก็เกรงใจด้วยนะ ไม่ได้อยากจะทำบ่อย เพราะยังไงเราก็ยังรู้สึกตะขิดตะขวงใจตลอดเวลาที่เราจะต้องโฆษณาหนังสือตัวเอง หรือมีใครเขียนถึงหนังสือเรา แล้วเราก็แชร์มาหน้าเฟซบุ๊กเรา เราแม่งเกรงใจนะเว่ย เกรงใจคน เกรงใจเพื่อนในเฟซบุ๊กเรา โอ้โห ไม่ต้องหลงตัวเองขนาดนั้น ก็คิดไปเองหมด แต่กูก็ต้องทำ ก็จะมีชีวิตดีด้วยแต่ก็ต้องหาเงินด้วยไง แต่พอหาเงินก็รู้สึกผิดอีก (หัวเราะ) เพื่อนๆ ในเฟซบุ๊กจะรำคาญกูมั้ยวะเนี่ย แม่งหาเงินอีกแล้ว

 

อายุที่มากขึ้นส่งผลต่อวุฒิภาวะในการโพสต์สเตตัสในเฟซบุ๊กมั้ย

     คิดนานมากนะกว่าจะโพสต์แต่ละสเตตัส ช่วงหลังๆ เราตั้งสถานะเป็นเฉพาะเพื่อนมากขึ้น นานๆ ถึงจะเปิดเป็นพับลิกทีหนึ่ง ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นโพสต์ขายของ จากสนุกๆ บางทีคนเราก็มีอารมณ์เศร้าซึม บางทีเราก็อยากเผยอารมณ์แบบนี้บ้าง ซึ่งหลายๆ คนก็มีอารมณ์แบบนี้กันทั้งนั้น เราก็นั่งมอง เออ กูก็รำคาญมึงเหมือนกันนะ เพราะฉะนั้นถ้ากูโพสต์ มึงต้องรำคาญกูเหมือนกัน ก็นั่งคิดนะ เก็บไว้ก่อนมั้ย แต่ไม่ได้แล้วว่ะ ตอนนี้มันต้องออกแล้ว กินเบียร์ไปสามสี่ไพนต์ มันต้องออกแล้ว

     มีช่วงหนึ่งที่เรารู้สึกว่ามันเต็มไปด้วยพลังงานลบมากจนทำเอาเราลบไปด้วย แล้วเราก็รู้สึกว่ามันโอเคถ้าจะปล่อยพลังงานลบไปบ้าง ทำบ่อยด้วย ตอนเมาๆ นี่ประจำ ช่วงที่เปราะบางที่สุด ช่วงที่อารมณ์ขุ่นมัวที่สุด ถึงขนาดบางคนแซวนะ ศุกร์เสาร์ไม่รอดแน่นอน คอยดูอุทิศตอนห้าทุ่มเป็นต้นไปหรือหลังเที่ยงคืนเดี๋ยวมาแน่นอน ซึ่งก็มาจริงๆ แล้วก็มีคนดูอยู่จริงนะ โพสต์ไม่ถึงยี่สิบนาที มาเป็นร้อยไลก์เลย ไม่หลับไม่นอนกันหรือไง นี่โพสต์ตอนตีหนึ่งนะ แล้วมันก็เป็นพิษกับตัวเอง กับคนที่ได้อ่านด้วย

     แต่ตอนนั้นเรารู้สึกว่าไม่ได้ มันต้องโพสต์เดี๋ยวนี้ พอผ่านคืนนั้นมาได้ ตื่นเช้ามาอีกวันจะรู้สึกผิดมาก วุฒิภาวะเริ่มกลับมา แต่แทนที่จะสิ้นสุด ตอนหลังก็เริ่มเล่นกับมันอีก แทนที่จะกำหนดตัวเองได้ โซเชียลมีเดียมันเป็นอะไรที่ยืดความอดทนอดกลั้น จะจบก็ไม่จบ ทำให้หาความเป็นไปได้ที่จะทำในสิ่งที่ควรจะเลิกทำได้แล้ว

 

คุณเริ่มต้นจากความสนุกจากการขายหนังสือ แต่กลับกลายเป็นว่าเฟซบุ๊กทำให้คุณรู้สึก guilty มากขึ้นไปอีก

     ใช่ ยกตัวอย่างนี้ก็ได้ โพสต์ไปตอนเที่ยงคืนครึ่ง รู้ว่ามีท่านผู้ชมรอดูอยู่เพราะว่าโพสต์ไม่ถึงยี่สิบนาทีมาเป็นร้อยไลก์ ก็เสพติดสิ เฟซบุ๊กทำให้นิสัยเสีย อีกอย่างก็คือ ตื่นเช้ามาอีกวันไม่ชอบตัวเองตอนเที่ยงคืนครึ่งเลย รู้สึกแย่ ทำไมเป็นคนแบบนี้ ไม่ชอบตัวตนด้านนี้ แต่ก็ทำให้ยอมรับว่าตัวตนด้านนี้ไม่เคยหายไป มันก็ยังอยู่ในตัวเรา ออกมาตอนเราเมา ก็ตัดสินใจด้วยการลบโพสต์ (หัวเราะ) แต่ลบโพสต์เสร็จแทนที่จะพอได้แล้วกับความประพฤติแบบนี้ ก็ยังไปยืดขยายพื้นที่ด้วยการไปเล่นกับมันด้วยการบอกว่า โพสต์จะนี้หายไปภายในหนึ่งชั่วโมง

โลกโซเชียลมันทำให้เราเสพติดการถูกคนสปอยล์เรา

     แล้วเราชอบไง รู้สึกดีเวลาคนมากดไลก์ แล้วถ้ามีโพสต์ไหนกร่อยๆ ก็จะแป้ว รู้สึกซึมเศร้า น้อยใจ ไม่เอาแล้ว จะไม่อยู่แล้ว คือชีวิตไหลไปตามเฟซบุ๊กมากเลย วนอยู่อย่างนี้ ยักแย่ยักยัน ยากทั้งในโลกโซเชียลมีเดีย ยากทั้งตัวเอง การมีหรือไม่มีพัวพันกันไปหมด ก็เลยมีอยู่ช่วงหนึ่ง deactivate แม่งเลย (หัวเราะ) เลิกเล่นไปสามเดือน แล้วก็รู้สึกดีนะ มันปลอดโปร่งขึ้น คือเราก็เห็นว่าทุกคนแม่งทะเลาะกันได้หมด ไม่ว่าจะประเด็นห่าเหวอะไรเล็กๆ น้อยๆ ก็เอาหมด ประเด็นใหญ่ๆ ก็แตกเป็นเรื่องกอสสิปได้ เป็นเรื่องไปหมด ในวงล้อมของจุดหนึ่งมันกลายเป็นอะไรไม่รู้

 

บทเรียนในวัย 43 ที่อุทิศได้เรียนรู้จากโลกของเฟซบุ๊กคืออะไร

     จริงๆ โลกโซเชียลมีเดีย ต่อให้ตั้งไว้ให้เห็นเฉพาะเพื่อนก็ตาม แต่ในเฟซบุ๊กเราก็ไม่ได้รู้จักทุกคนหรอก สองพันห้าร้อยคนในนั้น แล้วเราไปเผยความเปลือยที่สุด สิ่งที่มันอยู่แนบใจเราที่สุด กับสภาวะที่มันเปราะบางมากๆ ออกไป เราไม่รู้มันไปตกอยู่ที่ใครบ้าง อันนั้นแหละคือสิ่งที่เวลาตื่นเช้ามาแล้วเรารู้สึกว่าเราไม่น่าทำ เพราะความรู้สึกของเรามันเป็นพิษ เป็นส่วนที่มันไม่ผ่านการกลั่นกรอง ไปตามอารมณ์ ตกใจแล้วมันก็ไปเลย

     การเขียนบนเฟซบุ๊กจึงไม่เหมือนกับการเขียนหนังสือที่เราพูดถึงอารมณ์นี้เหมือนๆ กัน แต่การเขียนหนังสือคือการนั่งมองอารมณ์แล้วค่อยๆ อธิบายอารมณ์นั้นขึ้นมา มันจะมีสติกว่ามันจะกรองกว่า ตอนนี้ก็พยายามจะแบ่งปันด้านที่ดีที่สุดของตัวเอง ช่วงที่อยากโพสต์อะไรที่รู้ว่าเป็นพิษก็จะพยายามทำตัวให้ดีที่สุดด้วยการเอาโทรศัพท์ไปวางไกลๆ แล้วก็เข้านอน อยู่คนเดียวหรือฟังเพลง แล้วบอกตัวเองว่า นอนนะ พรุ่งนี้เช้าจะดีขึ้น ผ่านชั่วโมงนี้ไปให้ได้ก่อน

 

อุทิศ เหมะมูล

 

แล้วนำความอัดอั้นตลอดสามเดือนที่ไม่ได้เล่นเฟซบุ๊กไปปลดปล่อยที่ไหน

     ก็ได้การวาดรูปเข้ามาช่วยในช่วงบ่าย ทำให้ไม่ต้องเร่าร้อนออกไปกินเบียร์มากเกินไปนัก เช้าจดจ่อกับการเขียนหนังสือ บ่ายจดจ่อกับการวาดรูป ซึ่งจะใช้พลังงานแตกต่างกันมาก แล้วมันทำให้สมดุลชีวิตเราดี ช่วงเช้าคือการบีบคั้นเอาออก คาดหวังในตัวเองมาก แต่ตอนบ่ายที่ทำงานศิลปะจะใช้พลังงานอีกแบบ จากความเข้มข้น ตึงเครียด อภัยให้ความผิดไม่ได้ในตอนเช้าค่อยๆ คลายออกด้วยการทำงานศิลปะ ยอมรับในสิ่งที่ผิดพลาดไม่เป็นดั่งใจ ทำให้เราได้อยู่กับสิ่งที่มันสบายๆ

     ภาพที่วาดในหนังสือร่างของปรารถนาจะเห็นว่ามันเคร่งเครียดมาก ลามกมาก แต่ตอนนี้มันคลี่คลายขึ้น สุนทรีย์มากขึ้น ไปทดลองหาฟอร์มใหม่ๆ ลายเส้นใหม่ๆ ที่กระตุ้นความรู้สึกมากขึ้น จะว่าคลี่คลายคงไม่ใช่ แต่เป็นการเข้าถึงความลามกโดยไปแตะความรู้สึกที่มันเย้ายวน แตะอารมณ์ที่ไม่จำเป็นต้องกระจาดตาหรือปะทะตรงๆ เดี๋ยวนี้มีคำชมมาอีกแบบ เวลาเขียนต้นไม้ ใบไม้ ล้อจักรยาน คนก็จะไปถอดหาความเซ็กซี่จากภาพของเรา ไม่ต้องเขียนภาพอวัยวะเพศอีกแล้ว แค่ต้นไม้ที่เราวาดมันมีเส้นโค้งมน ก็มีคนมาชมว่าเหมือนกระดูกสันหลังของผู้หญิงเลยนะครับ เลยกลายเป็นว่าอะไรที่เราเคยทำไว้ก่อนมันกลายเป็นภาพติดตาที่เราเคยให้สิ่งนั้นกับเขาไปแล้ว ตอนนี้แค่เราพูดถึงลมฟ้าอากาศ มันก็อาจจะกระตุ้นความรู้สึกได้แล้ว ไม่จำเป็นต้องพูดถึงอวัยวะเพศหรือการร่วมรักก็ได้

 

ถ้างานเขียนคือพื้นที่ของการปลดปล่อยความรู้สึกผิดระหว่างคุณกับคนใกล้ชิด ภาพวาดถึงร่างเปลือยเปล่าหรือการร่วมเพศของคุณได้ทำหน้าปลดปล่อยความรู้สึกผิดต่อใครบ้าง

     ไม่นะ เราว่าสิ่งที่วาดมันเป็นเรื่องปกติมากๆ ความรู้สึกผิดมันต้องมากับการผิดจรรยา ผิดศีลธรรมหรือจริยธรรมใช่มั้ย ก็ต้องกลับไปดูที่ชุดจริยธรรม วิถีชีวิตของคนๆ นั้นทั้งด้านส่วนตัวและด้านที่มีปฏิสัมพันธ์กับสังคมว่าเส้นจริยธรรมนั้นมันอยู่ตรงไหน มันจึงจะมีผลต่อความรู้สึกผิดของตัวเอง แต่สำหรับเราเรื่องพวกนี้ไม่ได้ทำให้รู้สึกผิดอะไรเลย ถ้าย้อนกลับไปมองตอนเด็กหรือตอนวัยรุ่น เราว่ามันเป็นพื้นที่ต้องห้าม เป็นสิ่งลับๆ ที่เราทำกับตัวเอง กำลังยุ่งอยู่กับชั่วขณะหนึ่งของเรา ไม่ใช่ความรู้สึกผิด

     มันเป็นเรื่องส่วนตัวมากๆ อย่าว่าแต่พ่อหรือแม่เลย แม้แต่ใครก็ไม่ควรเห็น มันพัง มันแตกร่วนมากๆ ช่วงที่กำลังช่วยตัวเองแล้วคนที่เลี้ยงดูเรามาเปิดประตูเข้ามาเจอ ถ้ามองจากมุมของตัวเองในอายุเท่านี้ เราว่ามันไม่ใช่ความรู้สึกผิดแต่เป็นความรู้สึกอับอายมากกว่าที่สองอย่างนี้มาปะทะกันในชั่วขณะนั้นๆ

Share Post
Like 2 View 1854

Author

กฤตธกร สุทธิกิตติบุตร

หัวหน้าช่างภาพกอง a day BULLETIN

ชยพล ทองสวัสดิ์

เด็กเชียงใหม่ที่พูดคำเมืองไม่ได้ เลิฟดนตรี หนังสือ และรูปถ่าย เชื่อว่ามนุษย์ต่างดาวมีจริง เติบโตมาในยุค 90s แต่มักฝันถึงชีวิตในยุค 60s อยู่บ่อยๆ

ภัทรพร บุญนำอุดม

บรรณาธิการออนไลน์ที่มีสมาร์ตโฟนเครื่องแรกตอนอายุ 30 เรียนต่อปริญญาโทด้านรัฐศาสตร์เพราะอยากแก้ไขปัญหาในสังคม แต่กลับพบว่าตัวเราเองนี่แหละที่มีปัญหา