วีรพร นิติประภา: ประวัติศาสตร์นอกตำรา และมายาคติของตำนาน ‘เสื่อผืนหมอนใบ’

The Conversation
27 Jan 2020
เรื่องโดย:

ภัทรพร บุญนำอุดม

คนไทยเชื้อสายจีนเติบโตขึ้นมากับ Chinese Dream หรือ ‘ฝันแบบคนจีน’ กับตำนาน ‘เสื่อผืนหมอนใบ’ หรือเรื่องเล่าของบรรพบุรุษที่เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลจากจีนมาสู่เมืองไทย ยากจนข้นแค้น กัดก้อนเกลือกิน สู้ไม่ถอย ลืมตาอ้าปาก กระทั่งกิจการรุ่งเรืองจนกลายเป็นเศรษฐีในที่สุด 

        แต่ไม่ใช่ทุกคนจะมีชีวิตเหมือนฝันเช่นนั้น ที่จริงแล้ว เรื่องราวของการก่อร่างสร้างฐานะจาก ‘ศูนย์’ นั้น มักไม่ได้ดำเนินไปตามพล็อต Chinese Dream นี้สักเท่าไหร่ 

        พุทธศักราชอัสดงกับทรงจำของทรงจำของแมวกุหลาบดำ นวนิยายเล่มที่ทำให้เกิดนักเขียนหญิงคนแรกและคนเดียวที่ได้ดับเบิลซีไรต์ สะท้อนความเจ็บปวดและการต่อสู้ที่เข้มข้นซับซ้อนของครอบครัวชาวจีนโพ้นทะเลออกมาอย่างเคี่ยวงวด ทว่าแจ่มชัด งดงาม และรวดร้าวในหลากรุ่น ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ชีวิตชาวจีนโพ้นทะเลไม่ได้เป็นไปตามพล็อต Chinese Dream เสมอไป

        ในช่วงที่ทั่วโลกกำลังจับจ้องมองไปที่จีน a day BULLETIN จึงเลือกสนทนากับ ‘แหม่ม’ – วีรพร นิติประภา นักเขียนชาวไทยเชื้อสายจีน ว่าด้วยเรื่องของชีวิตชาวจีนโพ้นทะเล ประวัติศาสตร์นอกตำรา และการตั้งคำถามกับมายาคติที่ครอบงำและกดทับผู้คนในสังคม 

        นอกจากนี้เรายังชวน แหม่ม วีรพร และ ‘แหม่ม’ – วาสนา วงศ์สุรวัฒน์ ที่ต่างหลงใหลในประวัติศาสตร์ของชาวจีนโพ้นทะเล ให้แลกเปลี่ยนกันถามคำถาม พบกับบทสนทนาระหว่าง ‘สองแหม่ม’ ผ่าน ‘หนึ่งคำถาม’ ได้ตอนท้ายของบทสัมภาษณ์  

 

วีรพร นิติประภา

ในนิยาย พุทธศักราชอัสดงกับทรงจำของทรงจำของแมวกุหลาบดำ คุณเลือกถ่ายทอดชีวิตของครอบครัวจีนที่ย้ายมาตั้งรกรากในเมืองไทย อยากรู้ว่าความเป็นชาวจีนโพ้นทะเลน่าสนใจตรงไหน

        คือเรามักจะได้ยินคนพูดว่าคนจีนมาอยู่เมืองไทยด้วยการหอบเสื่อผืนหมอนใบเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร คนจีนยากจนข้นแค้น ต้องกัดก้อนเกลือกิน และทำงานหนักจนกลายเป็นเจ้าสัวได้ในที่สุด แต่เรากลับรู้สึกว่า เฮ้ย ไม่น่าจะใช่ว่ะ เพราะสิ่งที่เราเห็นจริงๆ ก็คือ พวกคนที่เป็นเสื่อผืนหมอนใบในตอนนั้น ที่เข้ามาเป็นกุลี ทำงานถีบสามล้อ หรือรับจ้างขุดคลอง อย่างดีก็คือวันนี้ได้เป็นเจ้าของร้านชำ ร้านขายก๋วยเตี๋ยว หรืออาจจะมีร้านรวงอะไรเป็นของตัวเอง แต่การจะเปลี่ยนสถานะจากเสื่อผืนหมอนใบกลายเป็นเจ้าสัวที่มีเป็นพันล้านหมื่นล้านได้นั้นเขาต้องมีทุนติดตัวมาอยู่ก่อนแล้ว หรืออาจจะมีคอนเนกชันกับคนจีนในต่างประเทศ เช่น ในมาเลเซีย สิงคโปร์ ไต้หวัน ฯลฯ เรื่องพวกนี้เรากลับไม่ค่อยพูดกัน

        ถ้าย้อนกลับไปดูในประวัติศาสตร์ จะพบว่าคนจีนที่ย้ายมาตั้งรกรากในเมืองไทยไม่ได้มีแต่พวกเสื่อผืนหมอนใบเท่านั้น แต่มันมีทุนที่เข้ามาหลายระลอก อย่างเช่น ตั้งแต่สมัยการเปลี่ยนแปลงการปกครองของจีน รวมถึงช่วงก่อนหน้านั้น พูดง่ายๆ คือมีเงินไหลเข้ามาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อยู่ตลอดเวลา ตรงนี้ต่างหากที่น่าสนใจ และในขณะเดียวกันคนจีนก็ไม่ได้คิดว่าพวกเขาเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร แต่เขาสามารถเข้ามารับราชการได้ พูดให้ถูกที่สุดคือประเทศเราอยู่ในเงื้อมมือของคนจีนมานานแล้ว อาจจะตั้งแต่สมัยต้นรัตนโกสินทร์ที่คนจีนเพาเวอร์ฟูลมากๆ ถึงขั้นได้เป็นเจ้าพระยาก็มี หรือถ้าสืบสาวตระกูลหลายๆ ตระกูลจะพบว่ามีเชื้อสายจีน

แล้วต้นตระกูลของคุณเป็นใคร และเข้ามาทำอะไรในเมืองไทย

        เราแซ่ตั้ง บรรพบุรุษเข้ามาเมืองไทยตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 6 บ้านอยู่เยาวราช ขายรังนกส่งไปเมืองจีน แล้วต่อมาก็ขายน้ำมัน มีปั๊มเล็กๆ ริมคลอง ซึ่งก็ไม่ได้มีเงินอะไรมากมาย เพราะไม่ใช่คนจีนทุกคนที่ค้าขายเก่งหรือสนใจเงิน และการที่คนชอบมองว่าคนจีนทุกคนงกเงิน ก็เป็นเพราะว่าเขามีความฝันว่าจะกลับบ้าน เขาไม่ได้อยากจะมาตั้งรกรากอยู่ที่นี่เป็นการถาวร ดังนั้น เขาจึงขยัน ประหยัด และอดทนเหลือเกิน 

        แล้วการที่คนจีนชอบค้าขายก็เป็นเพราะว่าอาชีพนี้ไม่ต้องพึ่งพาสภาพแวดล้อมที่เดี๋ยวแล้ง เดี๋ยวหนาว เดี๋ยวน้ำท่วม เขาจึงตั้งใจทำงานเพื่อที่จะตั้งตัวให้ได้แล้วกลับไปเป็นเจ้าของที่ดินที่บ้านเกิด คือมีชีวิตที่ดีแบบที่ชาวนารู้จัก มีที่ดินแปลงหนึ่งให้คนเช่า วันๆ นั่งเก็บค่าเช่าและอยู่สบายๆ ดังนั้น ความคิดของการหารายได้แบบ Passive Income ก็มีมาตั้งแต่สมัยนั้นแล้วเช่นกัน  

รู้ประวัติศาสตร์ของครอบครัวตัวเองมากน้อยแค่ไหน

        เขาแทบไม่พูดให้ฟังเลย แต่เราค่อนข้างเชื่อว่าส่วนใหญ่เขามาเมืองไทยด้วยเป้าหมายว่าจะมาทำมาหากินจนได้เงินก้อนหนึ่งแล้วจะกลับไปตั้งต้นชีวิตใหม่กันที่เมืองจีน แต่พออยู่ไปอยู่มาดันเกิดสงครามโลก ในที่สุดจึงไม่ได้กลับไป ซึ่งครอบครัวจีนในไทยส่วนใหญ่ก็เป็นแบบนี้ แล้วเขาก็จะเล่าอยู่แค่ว่าตอนเด็กๆ อากงอาม่าลำบาก คงอยากให้ลูกหลานรู้สึกว่าเขาไม่ได้อยู่กันแบบสบายๆ นะ ให้เราขยันและอดทนหรืออะไรก็แล้วแต่ แต่มันไม่มีเรื่องจะเล่า กระทั่งเคยโดนดูถูกอย่างไร หรือเขาเคยดูถูกคนไทยอย่างไรก็ยังไม่ค่อยถูกพูดถึงเลย เราว่ามันก็ดูถูกกันไปกันมาทั้งสองข้างนั่นแหละ เห็นได้ชัดว่าเขาไม่ได้อยากอยู่ที่นี่ แล้วก็ไม่ได้คิดว่าแผ่นดินนี้มันน่าสนใจอะไร แต่มันมีงาน มีโอกาส แล้วการแข่งขันมันก็ต่ำกว่าที่จีนแค่นั้นเอง

        แต่เรายังมีป้าคนหนึ่งที่สนิทกัน เขาเป็นตัวแทนของตัวละครยายศรีที่อยู่ในนิยาย เราชอบนอนหนุนตักเขา แล้วเขาก็จะเล่าเรื่องนู่นนี่ให้เราฟังเยอะแยะ จริงบ้าง ไม่จริงบ้าง ซึ่งเราก็มารู้ทีหลังเมื่อตอนที่โตขึ้นจนเกือบจะแก่แล้วว่ากว่าครึ่งของเรื่องที่เขาเล่ามันเป็นเรื่องที่มโนมากเลย (หัวเราะ)

ในช่วงเวลานั้นคุณตระหนักว่าตัวเองเป็นคนจีนหรือคนไทย

        รู้สึกว่าเป็นคนไทย แต่เวลาอยู่ที่บ้านแม่ก็จะชอบบอกว่าเราเป็นจีนเนอะ ตอนสาวๆ แม่อยากให้แต่งงานกับคนจีน มีการเรียกกันมากินข้าวดูตัว ซึ่งเราก็ทำหน้าแบบงงๆ รีบๆ กินให้มันจบๆ ไป ต่างคนต่างแยกย้าย และจำได้ว่าในสมัยของเรามีลูกจีนเข้ามาเรียนในโรงเรียนไทยเยอะ มีเพื่อนที่ยังใช้นามสกุลเป็นแซ่เต็มไปหมด มีโรงเรียนจีนบางแห่งที่สนับสนุนลัทธิคอมมิวนิสต์ แล้วก็มีการเปิดๆ ปิดๆ โรงเรียนจีน ซึ่งถือว่าเป็นการถูกตัดขาดไปจากความเป็นจีน คนรุ่นเราก็จะพูดจีนกันไม่ค่อยได้

        เราเป็นชนชั้นกลาง ช่วงประถมได้เรียนโรงเรียนเซนต์จอห์น ซึ่งเป็นโรงเรียนเอกชนคาทอลิก ค่าเรียนแพง แล้วตอนนั้นก็มีลูกจีนเรียนอยู่ราว 50 เปอร์เซ็นต์เลยนะ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเราไม่ได้มีเงินมากมายอะไร แม่ยังต้องไปเป็นครูอยู่ที่นั่นตั้งสองปีเพื่อให้ลูกได้เข้าเรียนโดยที่ไม่เสียค่าแป๊ะเจี๊ยะ เพราะฉะนั้น เราก็จะได้เรียนร่วมกับเพื่อนๆ ซึ่งผสมผสานทั้งคนไทยและจีน

เคยโดนเพื่อนล้อว่าเป็นลูกเจ๊กหรือเปล่า

        ก็เล่นด้วยกัน เวลามันด่าเรา ‘เจ๊ก’ เราก็ด่ามันว่า ‘ดำ’ ด่ากันไปกันมา อีดำ อีเผือก อีวอก (หัวเราะ) แต่ที่บอกว่าเรารู้สึกว่าตัวเองเป็นคนไทยมากกว่าก็เป็นการบ่มเพาะมาจากโรงเรียนนี่แหละ เวลาที่เขียนระบุไปว่าเป็นประชากรไทย เกิดในแผ่นดินไทย นับถือศาสนาพุทธ ถึงจะมีเชื้อสายจีนแต่ก็ไม่ได้รู้สึกว่าเป็นจีน อย่างไรก็ตาม เราค่อนข้างมั่นใจว่าในยุคของแม่หรือป้าของเราซึ่งเป็นคนจีนไทยเจนที่สองจะมีความรู้สึกว่าพวกเราเป็นครอบครัวคนจีน พูดจีนได้ พูดไทยไม่ชัด อะไรทำนองนั้น ภาษาเป็นสิ่งสำคัญมากในแง่ตัวตน

 

วีรพร นิติประภา

จริงไหมที่พ่อแม่ในครอบครัวจีนรักลูกชายมากกว่าลูกสาว

        ไม่จริงสำหรับครอบครัวเรา เพราะเราไม่ได้อาศัยอยู่กับปู่ย่าตายาย แล้วแม่เราก็เป็นลูกคนสุดท้องของบ้านคนจีนที่มีลูกผู้หญิงถึงเจ็ดคน มีลูกชายคนเดียวเท่านั้น ดังนั้น ไอเดียที่ว่าผู้หญิงจะต้องโดนกดดันเพราะว่าพ่อแม่รักลูกชายมากกว่าจึงจางหายไปเลย นอกจากลูกชายคนเดียวของครอบครัว แม่เรายังมีพี่ชายที่เป็นลูกเลี้ยงอีกคนหนึ่ง ซึ่งจะว่าไปแล้วก็อาจจะไม่ใช่ลูกเลี้ยงเสียทีเดียว แต่เป็นลูกเลี้ยงของเมียที่เมืองจีน นี่ก็เป็นอีกประเด็นที่น่าสนใจมากในการทำความเข้าใจคนจีนโพ้นทะเลกับคนจีนแผ่นดินใหญ่สมัยใหม่

        สมัยก่อนพอคุณอายุได้สัก 15-16 ปี คุณต้องมีเมียแล้ว เพราะว่าคุณต้องออกไปทำมาหากิน ดังนั้น จึงต้องมีคนคอยทำกับข้าวและคอยซักผ้า พอคุณโตขึ้นมาอีกหน่อย ต้องย้ายเข้ามาทำงานในเมืองไทย ทีนี้ใครจะซักผ้าทำกับข้าว สมัยนั้นไม่มีร้านอาหารเยอะแยะอย่างทุกวันนี้นะ แปลว่าคุณก็ต้องหาเมียใหม่อีกคนหนึ่งสิ

        พอมีลูกก็จะส่งลูกหัวปีของเมียทางนี้ไปให้เมียทางนู้นเลี้ยง แล้วทางนู้นก็จะส่งลูกหัวปีมาให้ทางนี้เลี้ยงเช่นเดียวกัน เพื่อที่จะได้ไม่มีลูกฉันลูกเธอหรือแม่ฉันแม่เธอ แต่ละครอบครัวจะมีทั้งแม่คนไทยและแม่คนจีน ทุกคนอยู่ภายใต้ความคิดที่ว่าพวกเราคือครอบครัวเดียวกัน มันเป็นวิธีการเชื่อมครอบครัวเข้าด้วยกัน ครอบครัวจึงเป็นมากกว่าครอบครัว เพราะมันคือธุรกิจด้วย

นิยายเล่มนี้จึงเต็มไปด้วยตัวละครในชีวิตจริงของคุณ

        อ่า… ไม่ได้ใส่ลงไปมากนักหรอก พอถึงจุดหนึ่งที่เรารู้สึกว่าเริ่มอึดอัด ไม่สะดวกใจ เราจะหยุด เพราะการเขียนนิยายแบบนี้มันง่ายมากที่คนจะพุ่งเป้าไปที่คนในชีวิตจริงของเรา ซึ่งเราไม่อยากให้เขาต้องมาถูกเปิดเผยชีวิตส่วนตัว ดังนั้น พระเอกของเราจึงขายข้าวสารแทน นอกจากนั้นแบ็กกราวนด์ต่างๆ ของตัวละครก็หยิบมาจากเรื่องเล่าในอินเทอร์เน็ต บางอย่างก็เป็นเรื่องเล่าในครอบครัวของเพื่อน หรือเพื่อนของคนในครอบครัวเรา เช่น เราเล่าถึงผู้ชายที่เสียงดังมากๆ ซึ่งเวลาเขาเดินมาคุยด้วยแล้วจะได้ยินไปจนถึงเจ็ดบ้านแปดบ้านเลยทีเดียว ฮามาก บ้านเราเรียกเขาว่า ‘อากู๋ผายปอด’ คือครอบครัวเราก็เป็นคนปากจัดอย่างนั้นจริงๆ นอกจากนั้นก็เป็นเรื่องที่มาจากห้องแชตของคนแก่ๆ ซึ่งเราชอบมาก เพราะว่าเราต้องการประวัติศาสตร์เรื่องเล่า แล้วเราก็คิดว่าประวัติศาสตร์ที่เรียนกันอยู่ทุกวันนี้เป็นเรื่องที่โคตรจะบัดซบเลย

        ประวัติศาสตร์จริงๆ จะอยู่ในเรื่องเล่าต่างๆ ที่อยู่ในครัว ซึ่งเด็ดมาก เพราะมันเป็นโลกของผู้หญิง เป็นเรื่องที่ผู้ชายไม่มีทางรู้ พวกผู้ชายจะรู้แต่ว่าเราค้ารังนก เราไปขายที่ตรงนั้นตรงนี้ ก๋งมีพี่น้องกี่คน จบแล้ว ในขณะที่พวกผู้หญิงจะรู้มากถึงขั้นที่ว่า ‘เนี่ยนะ ตอนหนุ่มๆ ตานี่เขาไปชอบผู้หญิงบ้านนู้น’ หรือ ‘เดี๋ยวนี้ผู้หญิงบ้านนู้นเขาได้เป็นเมียเจ้าสัวแล้วนะ’ ส่วนใหญ่จะเป็นพวกเรื่องซุบซิบนินทา

ด้วยความที่ผู้หญิงมีนิสัยเมาธ์แตกเมาธ์แตน ประวัติศาสตร์มากมายในโลกนี้จึงอยู่ในมือของผู้หญิง

        แต่ว่ามันเชื่อถือได้ยากไง เพราะมันเต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึก แต่ไม่เป็นอย่างนั้นในประวัติศาสตร์บันทึก คุณจะเห็นว่าเวลาเราเล่าถึงเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งที่เกิดขึ้นในเวลาสงคราม เราไม่ได้เล่าเลยว่าแผ่นดินไทยรู้สึกอย่างไร หรือผู้คนหวาดกลัวหรือเปล่า

ประวัติศาสตร์ที่เราร่ำเรียนกันมามันบัดซบอย่างไร

        มันเลือกเล่า เราต่างก็เลือกเล่า จะว่าไปนิยายก็เลือกเล่าเหมือนกัน อย่างเราเราเลือกเล่าความรู้สึก เล่าเรื่องที่ถูกเล่าและอาจไม่ถูกเล่า เพราะเวลาเราอ่านงานประวัติศาสตร์ในตำรา เราพบว่าที่ เฮ้ย ทำไมเขาไม่พูดถึงเหตุการณ์นี้  ทั้งๆ ที่มันเกิดขึ้นในช่วงนั้น ในปีเดียวกัน หรือมันน่าจะมีอะไรใครอยู่เชื่อมเรื่องตรงนั้น หรือเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ของคนสามัญไม่สลักสำคัญ คือมันไม่มีคำให้การของผู้เป็นแม่หรือว่าลุงคนที่อยู่ตรงหัวมุมถนนนู้นเลย มีแต่ชุดเหตุการณ์

ที่จริงแล้วอำนาจในการเล่าประวัติศาสตร์ควรจะเป็นของใคร

        ขึ้นอยู่ว่าคุณจะมองมันแบบไหน เนื่องจากเราพบว่าประวัติศาสตร์ในช่วงเวลาหนึ่งมักจะเขียนขึ้นโดยรัฐบาลเวลานั้น กับนักวิชาการที่เป็นผู้ชาย เพราะฉะนั้น มันก็จะยุ่งอยู่กับแค่เรื่องการเมือง การสงคราม การปกครอง ส่วนเรื่องอะไรที่มันจะส่งผลสะเทือนกับยุคสมัยก็จะถูกตัดออกไป เราคิดว่าประวัติศาสตร์มันควรจะถูกมองทั้งกระดาน ควรจะมีการเก็บเรื่องเล่าและเปิดพื้นที่ให้กับเรื่องเล่าใหม่ๆ ด้วย เช่น ยายคนหนึ่งซึ่งเล่าว่าเห็นฝูงเครื่องบินผ่านมา มันดูระยิบระยับไปทั่วทั้งฟ้า เออ กี่ลำวะ สองร้อยลำเหรอ แล้วฝูงบินหนึ่งมันจะมาพร้อมกันทีเดียวสองร้อยลำได้ไหม เอ๊ะ ตอนนั้นทั้งญี่ปุ่นมีเครื่องบินอยู่กี่ลำกันแน่ ประวัติศาสตร์จากการบอกเล่าของยายคนนี้ไม่ควรจะถูกทิ้งไปเลย แต่ควรถูกนำมาชั่งน้ำหนักหรือลดทอนความไม่จริงออกไปมากกว่า

ระหว่างจีนกับไทย ประวัติศาสตร์ของใครคลุมเครือกว่ากัน

        พอๆ กันเลย แต่จีนอาจจะมีเรื่องเยอะกว่าเรามาก เพราะจีนอยู่ภายใต้การปกครองของพรรคคอมมิวนิสต์ แล้วพวกก๊กมินตั๋งก็บ้าพอกัน ซึ่งคุณอย่าไปคาดหวังเลยว่าประวัติศาสตร์ที่เรากันอยู่ในทุกวันนี้มันจะมีอะไรที่น่าเชื่อถือจนถึงขั้นยึดถือเป็นความจริงได้ เราเชื่อกันมาค่อนชีวิตว่าเรามาจากเทือกเขาอัลไตนั่นน่ะ และจนป่านนี้ก็ยังมีคนเชื่อแบบนั้นอยู่เลย

        สมัยเป็นเด็กเราก็เบื่อวิชาประวัติศาสตร์ไทยในชั้นเรียนพอๆ กับที่พวกคุณเบื่อนั่นแหละ ไม่รู้จะเรียนไปทำไม เป็นวิชาที่เฮงซวยที่สุดแล้ว แต่ในขณะเดียวกันมันคือวิชาที่จะทำให้เราเข้าใจความเป็นมนุษย์ของเรา แล้วถ้าคุณศึกษาดีๆ จะพบว่ามนุษย์ไม่ได้ทำอะไรมากไปกว่าเดิม ซ้ำๆ เดิมๆ ตลอด ประวัติศาสตร์จึงซ้ำรอยเสมอ เพราะว่ามนุษย์ไม่ได้ดีขึ้นเลย

เราจำเป็นต้องศึกษาประวัติศาสตร์ไหม หรือการไม่ศึกษาประวัติศาสตร์จะส่งผลเสียกับชีวิตของเราหรือเปล่า

        การไม่รู้ประวัติศาสตร์อาจทำให้เราฟั่นเฟือน หรือความไม่สมเหตุสมผลทางประวัติศาสตร์อาจจะทำให้เราเป็นบ้าได้ เช่น พอศึกษาประวัติศาสตร์ไปจนถึงจุดหนึ่งจะทำให้คุณเริ่มเข้าใจว่าขบวนการลูกจีนรักชาติเป็นอย่างไร ทำไมคนจีนในไทยถึงไปเข้ากับม็อบ ก็เพราะว่าเขาไม่มีความเป็นประชากรยังไงล่ะ ทั้งที่คำว่า  ‘ลูกจีนรักชาติ’ โดยนัยยะของมันต้องหมายถึงรักชาติจีนใช่ไหม แล้วทำไมคำมันถึงเลื่อนลอย ทำไมเขาถึงออกมาเป่านกหวีดแล้วบอกว่าตัวเองเป็นลูกจีนรักชาติ คุณเข้าใจความฟั่นเฟือนตรงนี้ไหม ดังนั้น ถามว่าควรรู้ไหม ควร แต่ถ้าถามว่าแล้วเราจะรู้ของจริงไหม ไม่ทราบ เรารู้เท่าที่รู้แค่นั้นเอง

 

วีรพร นิติประภา

คุณเคยประสบกับความรู้สึกของการเป็นคนไทยพลัดถิ่นหรือเปล่า อย่างเช่นตอนที่คุณไปเรียนต่อต่างประเทศ

        เราเป็นคนที่เติบโตในช่วงสงครามเวียดนามแล้วไง ช่วงนั้นคนไทยไปเรียนอเมริกาเต็มไปหมด หรือไม่ก็ไปเป็นโรบินฮูดกันเยอะเลย ความรู้สึกของพรมแดนหรือการ belong กับสถานที่ใดที่หนึ่งจึงไม่ค่อยชัดเจนสักเท่าไหร่ แล้วเราก็ไม่ได้รู้สึกว่าการเป็นเจ๊กอยู่ในเมืองฝรั่งจะเป็นเรื่องตกต่ำแต่อย่างใด เพราะมันพ้นช่วงสงครามโลกไปแล้ว ผู้คนก็กระจัดกระจายกันไปแทบจะทั่วทั้งโลก

        ตอนนั้นเรามองว่าสงครามเวียดนามเป็นสงครามของคนอื่น เราไม่รู้เรื่องและไม่สนใจ ซึ่งความเป็นชาติมันถูกสร้างขึ้นในช่วงสงครามโลกสองครั้งเท่านั้นเอง ก่อนหน้านี้เราก็อยู่เป็นเพื่อนกัน คนศรีสะเกษเดินไปกินเหล้าฝั่งเขมรโดยที่เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าฝั่งไหนเป็นฝั่งไหน แต่เส้นเขตแดนมันมาแบ่งชัดในช่วงสงคราม รัฐเป็นคนสร้างและคอยบอกว่าเธอต้องสู้เพราะเธอเป็นคนไทย เธอเป็นศัตรูกับประเทศนั้นประเทศนี้ แต่ปัญหาที่ใหญ่มากๆ ก็คือทำไมจนป่านนี้ประเทศเรายังติดอยู่ในความเป็นชาตินิยม ซึ่งเป็นอย่างยาวนานมากกว่าประเทศใดๆ ในโลกนี้ อาจจะเว้นไว้แค่เกาหลีเหนือเท่านั้นเอง (หัวเราะ)

การมีรากไม่จำเป็นต่อชีวิตของพวกเราแล้วใช่ไหม

        คนรุ่นใหม่ไม่จำเป็นต้องมีรากแล้ว เพียงแต่ว่ามันจะมีคนคอยจ้องจะบอกว่าเราต้องอยู่ตรงนั้นตรงนี้เพื่อที่เขาจะควบคุมเราได้ ถามอย่างนี้แล้วกัน ตอนนี้พิธีไหว้ตรุษจีนของคุณเหลืออะไร ไม่เป็ดก็ไก่ใช่ไหมล่ะ ที่เหลือไม่มีแล้ว คุณไม่รู้ด้วยซ้ำว่าต้องจัดโต๊ะอาหารอย่างไร หรือต่อให้คุณรู้วิธีการจัด แล้วคุณรู้ความหมายของมันเหรอ

        ถ้าคุณอยากจะมีราก ถามว่ารากจริงหรือรากปลอม แล้วจะเอารากไกลแค่ไหนล่ะ คุณลองสาวไปเลย จะพบว่าคุณไม่ได้มาจากเทือกเขาอัลไต แต่คุณมาจากแอฟริกา เราทุกคนล้วนมาจากแอฟริกาทั้งนั้น ถ้านับแบบนั้นก็มีชาติเดียวเป็นหนึ่งเดียวอยู่ดี

ในยุคสมัยใหม่เราขับเคลื่อนไปด้วยความเป็นมนุษย์ต่างหาก ซึ่งความเป็นมนุษย์ การมีความรู้สึก หรือการมีชีวิตจิตใจ มันเป็นอะไรที่ไม่ได้ถูกโปรโมตในประเทศนี้นะ

คุณมองว่าเด็กรุ่นใหม่มีความเป็นมนุษย์น้อยลงหรือเปล่า

         มีๆ แต่แปลกๆ ไป (หัวเราะ) เราจะเจอคำถามแบบว่า ‘โอ๊ย จะทำอย่างไรดีคะคุณแม่ คือรู้สึกทำใจไม่ได้เลยที่จะต้องไม่ทำงานในวันหยุดยาว’ หรือ ‘จะทำอย่างไรให้หยุดปีใหม่แบบสบายๆ โดยไม่รู้สึกผิด’ (ยิ้ม) ไปหาแมวมาเลี้ยงนะลูก แล้วดูมันนอน นั่นแหละคือสิ่งมีชีวิตทั่วไป มันจะออกล่าเมื่อหิวเท่านั้น คนเราก็ควรจะทำงานเมื่อหิวหรือเปล่า แต่ระบบบริโภคนิยมหรืออะไรก็ตามกลับเลี้ยงให้คุณรู้สึกผิดที่ไม่ทำงาน ทำไมต้องรู้สึกผิดด้วยล่ะ นอนได้ก็นอนไปสิ

        คุณเป็นคนไม่ขยัน คุณยังไม่ได้ผ่อนคอนโดฯ คุณไม่มีหลักประกัน คุณไร้ความมั่นคงใช่ไหม แต่ถ้าคุณผ่อนคอนโดฯ วันนี้ อีกสามสิบปีข้างหน้าคอนโดฯ ถึงจะเป็นของคุณ แล้วอะไรคือความมั่นคงวะ คุณยังไม่มีอะไรเลย อยากจะย้ายงานยังทำไม่ได้เลย เพราะยังติดผ่อนเขาอยู่

ที่ต้องผ่อนก็เพราะว่ากลัวจะแก่ตัวไปโดยไร้ที่อยู่ กลัวว่าจะต้องนอนตายอย่างเดียวดายอยู่ข้างถนน

        ก็ต้องเรียกร้องรัฐสวัสดิการสิ ถูกไหม แทนที่คุณจะเรียกร้องรัฐสวัสดิการ คุณกลับเลือกที่จะผ่อนคอนโดฯ ซึ่งอาจจะทำให้คุณไม่สามารถจะแต่งงานกับคนที่คุณรักแถมยังอร้อยอร่อย คุณแต่งกับเขาไม่ได้เพราะว่าแม่งขี้เกียจ คุณจึงต้องหาแฟนที่พอมีเงินนิดหน่อย แต่แม่งอาจจะโคตรไม่อร่อยเลย สันดานก็เหี้ย เพื่อที่จะให้เขามาช่วยผ่อนคอนโดฯ พวกคุณอยากมีชีวิตแบบไหนกันแน่ 

        เพราะคุณไม่ถูกสอนให้มีชีวิตแล้วคุณจะรู้ได้อย่างไรว่าคุณอยากมีชีวิตแบบไหน เพราะฉะนั้น คุณก็จะผ่อนไปเรื่อยๆ ผ่อนแม่งทุกอย่าง ผ่อนกล้อง ผ่อนรถ ผ่อนบ้าน ผ่อนแมว ผ่อนหมา ผ่อนเมีย ในขณะที่โลกมันเปิดกว้างมากขึ้น เด็กๆ เขาย้ายไปอยู่ที่นั่นที่นี่ เขาไปนั่งจิบชาที่ทิเบต เขาแชตกับเพื่อนเรื่องการเดินทางของดวงดาว แต่เด็กไทยยังผ่อนนู่นผ่อนนี่กันอยู่เลย

แล้วการที่คุณมีลูกไว้ทันใช้ เป็นเพราะว่าประเทศนี้ไม่ได้เป็นรัฐสวัสดิการใช่ไหม  

        เรามีลูกด้วยเหตุผลอื่น เพราะตอนนั้นเรายังไม่รู้จักชีวิตเลย เราคิดว่าการมีลูกจะทำให้เรารู้ว่ามนุษย์คืออะไร ไม่เกี่ยวกับการเป็นหรือไม่เป็นรัฐสวัสดิการ เรามีลูกตอนปี 1991 ประเทศนี้กำลังรวยและดีกว่านี้ คิดว่าตัวเองเอาอยู่ ไม่ได้หวังว่าเขาจะต้องมาเลี้ยงดูเราตอนแก่ สิ่งที่เราทำหลังจากได้รับรางวัลซีไรต์ครั้งแรก ซึ่งประมาณหนึ่งปีหลังจากการปฏิวัติโดย คสช. ก็คือบินไปหาลูกที่เยอรมนีหลังจากที่ไม่ได้เจอหน้ากัน 4 ปี เพื่อที่จะบอกเขาว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นอย่ากลับมาและอย่าเปลี่ยนอีเมล แล้วฉันจะตามหาเธอเอง เพราะเราไม่รู้จริงๆ ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นบ้างหลังจากนั้น เขาจะปิดประเทศหรือเปล่า ซึ่งทุกวันนี้ถึงแม้เราจะไม่ปิดประเทศในรูปแบบเดียวกับเกาหลีเหนือ แต่ก็แทบจะไม่มีใครค้าขายกับเราแล้ว คนในประเทศก็อดๆ อยากๆ กันอยู่นี่ คุณเห็นหรือเปล่า

คุณคิดอย่างไรกับความกตัญญูกตเวที ซึ่งเป็นคุณธรรมประจำใจคนจีน

        ลูกไม่ได้มีหน้าที่ที่ต้องเลี้ยงดูเราเลย พ่อแม่ของพวกคุณเพ้อกันไปเองมากกว่า ซึ่งพวกเขาก็ถูกสอนกันมาอีกทีว่าให้มีลูกทันใช้ ลูกจะต้องเลี้ยงดูพ่อแม่ บ้าบอ เราบอกลูกเลยว่าไม่ต้องไปสนใจเรื่องที่คนอื่นคอยฝังหัว เราไม่มีบุญคุณต่อกัน แหม เวลาคนเอากันก็มันจะตายนี่นา (หัวเราะ) ถ้ามีลูกแล้วหวังจะให้ลูกเลี้ยงอีกเหรอ บ้าชัดๆ

        เราสอนลูกว่าเวลาใครดีกับเราก็ให้รู้ว่าเขาดีด้วย และตอบแทนเขาเท่าที่ทำให้ ถ้าตอบแทนเจ้าตัวไม่ได้ก็ให้ตอบแทนไปที่คนอื่นๆ แต่ถ้าคนไม่รู้ว่าใครดีกับคุณ คือมันก็จะเท่ากับรู้สึกว่าใครแม่งก็ไม่ดีทั้งนั้น คุณจะมีปัญหา การรับรู้ว่ามีคนทำดีกับเราคือการมีชีวิตที่สวยงาม เมื่อคนคนหนึ่งให้โอกาสคุณ พอถึงวันข้างหน้าถ้าคุณนั่งอยู่ในที่ที่สามารถให้โอกาสคนอื่นได้ จงทำ ก็เท่านั้นเอง ไม่ใช่ต้องตอบแทนแต่บุพการี ถ้าเธออยากดูแลฉันก็ทำ อยากอยู่กับฉันก็อยู่ ไม่เธอก็ดีลกับความรู้สึกผิดของเธอเองไปถ้าวันหนึ่งฉันเสือกช่วยตัวเองไม่ได้ งี่เง่า หรือเกิดเป็นง่อยขึ้นมาแล้วเธอไม่อยากเป็นภาระ ไม่ก็ปล่อยไปนั่งขอทานข้างถนนในประเทศที่ไร้รัฐสวัสดิการ คือปัญหามันไม่เกี่ยวอะไรกับกตัญญูเลย มันเรื่องรัฐสวัสดิการล้วนๆ

 


แหม่ม วีรพร ถาม แหม่ม วาสนา  

ในฐานะลูกจีนโพ้นทะเล อยากรู้ว่าคนจีนยุคใหม่มองลูกจีนยุคเก่าในประเทศต่างๆ อย่างไร

        เราคิดว่าคนจีนรุ่นใหม่ที่ได้สัมผัส ที่เขาไปเรียนต่างประเทศ มาเรียนที่เมืองไทย มาทำธุรกิจที่เมืองไทย เขามีความเป็นปัจเจก เขาไม่ได้รักชาติเหมือนสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เขาต้องการมีชีวิตที่ดี ต้องการทำเพื่อคุณภาพชีวิตของเขากับครอบครัว เขาก็มาไทยเพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจ

        ส่วนเขาจะมองลูกหลานคนจีนในประเทศไทยอย่างไร ส่วนหนึ่งเขาอาจจะมองว่าคนพวกนี้อาจจะพูดภาษาจีนไม่เป็น แต่กลับมีไอเดียความเป็นจีนที่จีนยิ่งกว่าเขา เรามีลูกศิษย์คนจีนที่มาจากปักกิ่งคนหนึ่งที่มาทำวิจัยเรื่องการบูชาบรรพชนในศาลเจ้าจีนของกรุงเทพมหานคร อยู่จีนเขาไม่เคยบูชาบรรพชนเลย เพราะว่าพ่อแม่เขาก็โตมาในยุคปฏิวัติวัฒนธรรมของเหมาเจ๋อตงที่กวาดล้างวัฒนธรรมพวกนี้ไปหมด ซึ่งคนจีนก็จะมองว่าไทยหรือประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีความเป็นจีนที่อยู่ในพิพิธภัณฑ์ที่เขาต้องเรียนรู้ เป็นจีนยิ่งกว่าเขา

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

ภัทรพร บุญนำอุดม

บรรณาธิการออนไลน์ a day BULLETIN 

ภาพโดย

กฤตธกร สุทธิกิตติบุตร

หัวหน้าช่างภาพกอง a day BULLETIN