พูนลาภ อุทัยเลิศอรุณ | How to เรียนรู้และฉุกคิดเพื่อเปลี่ยนแปลงและพัฒนาชีวิตด้วยหนังสือ WeLearn

The Conversation
7 Feb 2019
เรื่องโดย:

กฤตธกร สุทธิกิตติบุตร, ตนุภัทร โลหะพงศธร

เมื่อความสุขและความสำเร็จกลายเป็นผลลัพธ์หรือจุดหมายของชีวิตที่ทุกคนต้องการไปให้ถึง การเริ่มต้นที่ง่ายที่สุดจึงเกิดขึ้นได้จากการอ่านหนังสือ เพราะการอ่านนั้นมีพลัง แล้วพลังของหนังสือหนึ่งเล่มสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะถ้าหนังสือเล่มนั้นเป็นหนังสือแนวพัฒนาตัวเอง ด้วยวิธีการนำเสนอเนื้อหาเพื่อการมีชีวิตที่ดีขึ้นในทุกๆ ด้าน จุดประกายให้ผู้อ่านฉุกคิด ชี้ให้เห็นรูปแบบความคิดและพฤติกรรมที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาตัวเอง พร้อมทั้งแนะแนวทางเพื่อสร้างแรงบันดาลใจ ทำให้มีความมุ่งมั่นลงมือทำบางสิ่งบางอย่างเพื่อเปลี่ยนแปลงตัวเอง

     ทั้งหมดนี้คือกระบวนการเรียนรู้ที่ ‘ปูน’ – พูนลาภ อุทัยเลิศอรุณ บรรณาธิการสำนักพิมพ์วีเลิร์น ยึดถือเป็นหลักคิดในการทำงานและการดำเนินชีวิต รวมทั้งใช้ผลิตหนังสือวีเลิร์นมาตลอด 15 ปี

     กระบวนการจึงเป็นหนทางที่นำไปสู่ผลลัพธ์ แต่ผลลัพธ์นั้นเป็นไปได้ทั้งความสำเร็จที่หมายมั่น และความล้มเหลวที่ไม่คาดหวัง เมื่อไม่มีใครรู้ได้ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร ความพยายามและการใฝ่รู้อยู่เสมอจึงเป็นสิ่งสำคัญในกระบวนการที่จะทำให้เราสามารถเพิ่มโอกาสใหม่ๆ เพื่อก้าวไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีในชีวิต

     และถึงแม้ว่าจะอ่านหนังสือเล่มเดียวกัน ก็อาจไม่ได้เกิดการเปลี่ยนทันทีทันใดหลังจากอ่านจบ เพราะจังหวะชีวิตและเงื่อนไขของแต่ละคนแตกต่างกัน แต่อย่างน้อยที่สุดเราก็ได้เริ่มต้นเรียนรู้ และริเริ่มพัฒนาตัวเองจากการอ่าน เช่นเดียวกันกับหนังสือของวีเลิร์น กว่าจะสำเร็จเป็นหนังสือหนึ่งเล่มได้ ล้วนผ่านขั้นตอนและกระบวนการเรียนรู้ที่สั่งสมมาตลอด ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของสังคมที่ไม่เคยหยุดนิ่ง ไม่ต่างกับชีวิตของเราทุกคน เพราะมนุษย์เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา และเพื่อชีวิตที่ดีกว่าเราจึงจำเป็นต้องเรียนรู้เพื่อพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ

 

WeLearn

 

เปรียบเทียบกับเมื่อก่อน กระแสหรือความนิยมของหนังสือแนวพัฒนาตัวเองในปัจจุบันเป็นอย่างไรบ้าง

     ความต่างที่เห็นชัดเจนอยู่ตรงที่พลังของโซเชียลมีเดีย เมื่อก่อนความต้องการของการอ่านหนังสือประเภทนี้อาศัยการบอกต่อ แนะนำกันปากต่อปาก แต่ทุกวันนี้โลกเปลี่ยน พฤติกรรมผู้อ่านก็เปลี่ยน หลายคนอ่านเสร็จก็รีวิวลงในโซเชียลมีเดีย แล้วก็แพร่กระจายออกไปเป็นไฟลามทุ่ง ทำให้มีคนรู้จักหนังสือมากขึ้น คนก็สนใจตามหามาอ่านกันมากขึ้น นี่คือพลังของโซเชียลมีเดียซึ่งเมื่อก่อนไม่ได้มีแบบนี้

 

เมื่อสังคมเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม โดยเฉพาะในโซเชียลมีเดียหรือบนโลกออนไลน์ ประเด็นที่มักจะได้รับความสนใจอยู่เรื่อยๆ คือความสำเร็จหรือการมีชีวิตที่ดี ในฐานะบรรณาธิการสำนักพิมพ์คุณมีความคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้ เพราะเป็นเรื่องที่มีความเกี่ยวข้องกับหนังสือที่คุณผลิต

     ถ้าสังเกตจะพบว่าไลฟ์โค้ชในโซเชียลมีเดียส่วนมากจะเน้นเรื่องความสำเร็จในชีวิตและหน้าที่การงาน แต่หนังสือของสำนักพิมพ์วีเลิร์นเป็นการพัฒนาตัวเองในด้านต่างๆ ทั้งสุขภาพร่างกาย ชีวิตจิตใจ ความสัมพันธ์ ความรัก ความสุข การเรียน การทำงาน ธุรกิจและการบริหาร ซึ่งมีความหลากหลายมากกว่า เราไม่ได้เน้นแค่ความสำเร็จ ความรวย หรือการสร้างฐานะเท่านั้น เมื่อคนมองหาความสำเร็จกันมากขึ้น เร็วขึ้น หนังสือแนวพัฒนาตัวเองก็อาจเป็นทางเลือกหนึ่งที่ผู้อ่านใช้สร้างความเป็นไปได้หรือสร้างโอกาสที่จะพาเขาไปสู่ความสำเร็จที่ตั้งไว้

 

แม้ว่าหนังสือของวีเลิร์นจะมีความหลากหลาย แต่ก็คงจะมีแกนบางอย่างที่เป็น core concept หรือ core issue ในการเลือกหัวข้อหรือประเด็นมานำเสนอเป็นหนังสือ

     หนังสือของสำนักพิมพ์วีเลิร์นจะเน้นอยู่สามเรื่องหลักๆ คือการทำงาน จิตวิทยา และการพัฒนาตัวเอง ซึ่งเป็นหัวข้อที่ไม่ว่าจะยุคสมัยไหน หรือคนรุ่นไหนก็ตาม จะยี่สิบปีที่แล้ว สิบปีที่แล้ว จนถึงเด็กรุ่นใหม่ ก็ยังให้ความสนใจเรื่องเหล่านี้กันอยู่ เพราะเป็นเรื่องพื้นฐานในชีวิตประจำวันของทุกคน

     และถ้าอ่านหนังสือของวีเลิร์นบ่อยๆ จะเห็นว่าเรื่องที่เราหยิบจับหลักๆ มักจะเป็นการทำอะไรสักอย่างที่เกี่ยวข้องกับความคิดและวิธีคิด โดยเฉพาะการเปลี่ยน mindset (ความคิดความเชื่อที่ส่งผลต่อพฤติกรรม) เพราะการเปลี่ยน mindset เป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิต

     สมมติว่ามีหนังสือเล่มหนึ่งบอกให้ผู้อ่านรู้ร้อยแปดพันเก้าวิธีในการทำสิ่งหนึ่งให้สำเร็จได้ก็จริง แต่ถ้าหนังสือเล่มนั้นไม่ได้กระตุ้นให้เกิดมุมมองใหม่ๆ ที่จะเปลี่ยน mindset โอกาสที่หนังสือเล่มนั้นจะถูกนำไปปรับใช้ในชีวิตหรือในการทำงานก็น้อยมากๆ

 

WeLearn

 

แสดงว่าหนังสือแนวพัฒนาตัวเองมีหลักการบางอย่างในการสร้างความเปลี่ยนแปลงหรือพัฒนาชีวิตของผู้อ่าน

     เมื่ออ่านหนังสือแนวนี้ จุดเริ่มต้นคือการฉุกคิด ทำให้ผู้อ่านเห็นแง่มุมบางอย่างที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อนว่ามีแบบนี้ด้วยเหรอ ขั้นที่สองคือเปลี่ยนวิธีคิด จะคิดแบบเดิมต่อไปไม่ได้แล้ว ถ้าต้องการพัฒนาตัวเองก็ต้องคิดใหม่และไปในทิศทางที่คิดว่าดีกว่า มองโลก มองคน มองทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวให้ต่างไปจากเดิม พอวิธีคิดเปลี่ยนไปก็รู้สึกมีแรงบันดาลใจ อยากจะทำอะไรสักอย่างซึ่งก็คือขั้นที่สาม แต่ก่อนจะไปถึงขั้นที่สี่คือลงมือทำ เราพบว่าชีวิตแต่ละคนมีปัจจัย เงื่อนไข และจังหวะเวลาแตกต่างกัน การเปลี่ยนจากแรงบันดาลใจไปสู่การลงมือทำของแต่ละคนจึงไม่เหมือนกัน เพราะอาจต้องมีส่วนผสมของชีวิตที่เหมาะมากพอก่อน จึงจะทำให้ลงมือทำได้

     บางคนอ่านหนังสือจบ ก็ลงมือทำได้เลย เพราะเขาเห็นปัญหาและชีวิตตอนนั้นก็พร้อมเต็มที่ ขณะที่บางคนไม่ใช่แบบนั้น ต้องอ่านเพื่อสะสม บ่มเพาะ รอเวลาจนถึงจุดที่สุกงอมพอดี เมื่อมีส่วนผสมที่เหมาะเจาะเข้ามาในชีวิตก็จะสามารถคว้าโอกาสนั้นไว้ แล้วลงมือทำจนเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ เราจึงจะเห็นว่าบางคนอ่านหนังสือเล่มหนึ่งแล้วเปลี่ยนชีวิตได้ทันทีเลย แต่บางคนอาจต้องรอเวลา

 

หนังสือบางเล่มแม้จะดีมาก ทรงพลังมาก มีวรรคทองที่ทำให้ฉุกคิดหรือเปลี่ยนมุมมอง ซึ่งเราจำได้ขึ้นใจ อ่านจบไปแล้วก็ไม่มีวันลืมประโยคหรือตัวอย่างที่ผู้เขียนยกมา พอถึงจุดหนึ่งของชีวิต สิ่งนี้ก็อาจมีประโยชน์ขึ้นมา เลยเป็นเรื่องที่บอกกันไม่ได้ชัดเจนว่าเมื่อไหร่

 

หมายความว่าการอ่านสร้างความคิดและแรงบันดาลใจใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นได้ แต่การจะก้าวไปสู่การลงมือปฏิบัติเพื่อพัฒนาหรือเปลี่ยนแปลงชีวิตเป็นเรื่องเฉพาะบุคคล คล้ายกับความรู้สมัยเรียน แม้จะเป็นความรู้ที่ดีมาก เราชอบมาก แต่บางครั้งเราก็ไม่รู้หรอกว่าจะมีโอกาสได้ใช้เมื่อไหร่ เหมือนเป็นการสั่งสมความรู้และข้อมูลต่างๆ ไว้ในหัว เพราะสิ่งเหล่านี้อาจมีประโยชน์ในอนาคต

     ถูกต้อง เพราะมันเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่ค่อยๆ สั่งสม บ่มเพาะในตัวเรา จนถึงจุดหนึ่งเราก็อาจจะดึงองค์ความรู้ที่เก็บไว้มาใช้ หรือทำอะไรสักอย่างที่ดีกับตัวเราในอนาคตได้ หนังสือบางเล่มแม้จะดีมาก ทรงพลังมาก มีวรรคทองที่ทำให้ฉุกคิดหรือเปลี่ยนมุมมอง ซึ่งเราจำได้ขึ้นใจ อ่านจบไปแล้วก็ไม่มีวันลืมประโยคหรือตัวอย่างที่ผู้เขียนยกมา พอถึงจุดหนึ่งของชีวิต สิ่งนี้ก็อาจมีประโยชน์ขึ้นมา เลยเป็นเรื่องที่บอกกันไม่ได้ชัดเจนว่าเมื่อไหร่

     อีกอย่างสิ่งที่ได้จากการอ่านก็ไม่เหมือนกันอยู่แล้ว คนโฟกัสที่ผลลัพธ์ เพราะมีโจทย์ มีธงอยู่ในหัวของเขาแล้ว พอมีโจทย์เขาก็มองหาคำตอบ ซึ่งคนลักษณะนี้จะมาพร้อมกับปากกาไฮไลต์ (หัวเราะ) แล้วก็ป้ายข้อความในหนังสือตลอดเวลา อาจเป็นไปได้ว่าโจทย์ที่มีอาจคลี่คลายด้วยการอ่านหนังสือสักเล่มที่เขาเชื่อว่ามีคำตอบอยู่ ซึ่งการที่เขาเชื่อแบบนั้นก็เป็นไปได้อีกว่ามีใครสักคนแนะนำหนังสือที่ตรงกับสิ่งที่เขาต้องการ ดังนั้น ความสุขและแรงจูงใจในการอ่านก็จะไม่เหมือนกันกับคนที่อ่านเรื่อยๆ เก็บสะสมไว้ แล้วก็รอสักวันหนึ่งที่อาจจะเอาความรู้นี้ไปใช้

     แต่การกำหนดเป้าหมายของตัวเองก็มีส่วน คนที่มีเป้าหมายชัดเจนก็จะหาวิธีหรือเส้นทางที่จะนำพาชีวิตไปสู่การเปลี่ยนแปลงนั้นพอดี แต่คนที่อ่านเก็บสะสมก็อาจจะไม่ได้พาตัวเองไปสู่จุดนั้นได้เร็วเท่ากับคนที่ตั้งเป้าหมายไว้ในใจ

 

ไม่กี่ปีที่ผ่านมาเรามักจะเห็นหนังสือแปลจากผู้เขียนชาวญี่ปุ่นมากขึ้น อะไรทำให้หนังสือแนวพัฒนาตัวเองจากประเทศญี่ปุ่นได้รับความสนใจ

     ไทยมีความใกล้ชิดกับญี่ปุ่น คนไทยนิยมชมชอบญี่ปุ่นมากขึ้น จึงไม่แปลกที่คนไทยจะให้ความสนใจหนังสือญี่ปุ่น แต่จริงๆ แล้วสิ่งที่หนังสือญี่ปุ่นมีมากกว่าหนังสือจากตะวันตกคือเน้นการนำไปใช้ได้จริง หรือประยุกต์ใช้ได้หลากหลายมากกว่า มีการอธิบายเป็นขั้นเป็นตอนที่สั้นและกระชับอย่าง ชีวิตดีขึ้นทุกๆ ด้าน ด้วยการจัดบ้านแค่ครั้งเดียว เป็นหนังสือที่อ่านง่ายและทำตามได้เลย

     ขณะที่หนังสือฝั่งตะวันตก ถึงแม้ว่าบางเล่มจะเน้นการประยุกต์ใช้แต่เนื้อหาจะค่อนข้างลงลึกในหลักการมากกว่า เช่น น่าจะรู้อย่างนี้ตั้งแต่ตอนอายุ 20 แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าอ่านยากหรือเข้าใจยาก เป็นเพียงลักษณะการเขียนและการถ่ายทอดในรูปแบบที่แตกต่างกันเท่านั้น

 

Learn ใน WeLearn คือการเรียนรู้อะไร

     มีสองมิติ มิติแรกเราทำหนังสือที่ทำให้ทุกคนสามารถเรียนรู้ร่วมกันได้ ผู้อ่านเรียนรู้จากเรา เราเองก็เรียนรู้จากผู้อ่าน เรียนรู้ควบคู่กันไป ส่วนอีกมิติ เป็นมิติของการทำงานในวีเลิร์น เราขับเคลื่อนการทำงานด้วยการเรียนรู้ การพัฒนาตัวเอง สิ่งที่เราทำในวันนี้ พรุ่งนี้ รวมถึงวันหน้าๆ ไม่เคยเหมือนกันเลย ทำให้เราต้องพัฒนาตัวเองตลอดเพื่อสร้างสรรค์ผลงานที่ดียิ่งขึ้นให้กับผู้อ่านและวงการหนังสือในประเทศไทย เพราะการเรียนรู้จะทำให้เราเติบโตตลอด

 

เติบโตตลอดในที่นี่หมายความว่าอย่างไร

     เราก็ต้องมองว่าจริงๆ แล้วตอนนี้อะไรคือสิ่งที่สังคมต้องการ สังคมในที่นี้คือตลาดและผู้อ่าน แล้วเราก็พยายามทำหนังสือที่ตอบสนองความต้องการนั้นให้ได้ ซึ่งความต้องการของตลาดและผู้อ่าน ชี้ชัดเป็นรูปธรรมไม่ได้ เพราะผู้อ่านส่วนใหญ่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองต้องการอ่านอะไร โจทย์คือเราต้องผลิตหนังสือที่ทำให้คนอยากอ่าน ซึ่งอาจนำเสนอเรื่องที่เป็นความต้องการลึกๆ ในใจของคนส่วนใหญ่ ที่ไม่ได้แสดงออกมาอย่างชัดเจน โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาหรือจัดการกับความยุ่งยากในชีวิต

 

WeLearn

 

อะไรคือสิ่งสำคัญสำหรับการเรียนรู้เพื่อเปลี่ยนแปลงและพัฒนาตัวเองในโลกปัจจุบัน

     input และ output การเรียนรู้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อตัวเรามีทั้งสองอย่าง input คือรับเข้าจากสื่อช่องทางต่างๆ ทั้งหนังสือ โซเชียลมีเดีย แนวคิด ทุกสิ่งที่เราเลือกเสพ ถ้ามีแต่ input อย่างเดียวก็เป็นการเรียนรู้ที่ไม่เกิดประสิทธิผล และถ้าไม่มี output ออกมา โอกาสที่จะเกิดการเรียนรู้อย่างสมบูรณ์ก็น้อย เราจึงเชื่อในเรื่องการเรียนรู้จากการลงมือทำ

     อย่างตอนที่เปิดสำนักพิมพ์ เราก็เริ่มต้นการเรียนรู้ด้วยการลงมือทำมาตลอด ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าหนังสือทำยังไง ต้องใช้โปรแกรมอะไรจัดหน้า เราเริ่มค้นหาวิธีทำหนังสือจากอินเทอร์เน็ตทั้งหมด เรียนรู้เสร็จแล้วก็ลงมือทำ ลงมือทำแล้วเราก็ได้เรียนรู้ เป็นวัฏจักรแบบนี้ไปเรื่อยๆ จนทำให้เราพัฒนาตัวเองได้ดีขึ้นเรื่อยๆ เราจึงเชื่อในสิ่งนี้มาตลอด และถือเป็นหลักการที่ใช้กำกับการทำงานมาตลอด

 

คุณเชื่อในเรื่องการเรียนรู้จากการลงมือทำ แสดงว่าคุณกล้าที่จะผิดพลาด

     เมื่อเรียนรู้จากการลงมือทำ แน่นอนต้องมีข้อผิดพลาดเกิดขึ้น ซึ่งเรารู้สึกดีมากๆ กับความกล้าที่จะทำ กล้าที่จะล้ม แต่สิ่งสำคัญคือเมื่อเราล้มไปแล้ว ตอนลุกขึ้นมาได้ เราต้องไม่ล้มในจุดเดิมอีก ถ้าล้มซ้ำซากในเรื่องเดิมๆ เท่ากับว่าเราไม่เกิดการเรียนรู้อะไรเลย ดังนั้น การยอมรับความผิดพลาด คือจุดเริ่มต้นที่จะทำให้เราเติบโตไปข้างหน้า เช่นเดียวกันกับเวลาทำหนังสือเราต้องลองผิดลองถูก ประเด็นไหนที่เราทำแล้วคนอ่านไม่ชอบ ครั้งต่อไปเราก็จะไม่ทำซ้ำ ชีวิตมันต้องเรียนรู้จากความผิดพลาดของตนเอง

 

เราอาจต้องล้มก่อน แล้วค่อยๆ ปรับแต่งส่วนผสมนั้น ทำหนังสือครั้งแรกไม่รู้อะไรเลย ทำครั้งที่สองเริ่มรู้บ้าง ครั้งที่สามแม้จะยังไม่สำเร็จแต่ก็ดีกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา จนกระทั่งครั้งที่สี่ส่วนผสมทุกอย่างเข้ากันลงตัวจนทำให้เราไปต่อได้

 

แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่ทุกคนจะยอมรับข้อผิดพลาดของตนเองได้ เพราะความผิดพลาดสำหรับบางคนอาจเป็นบาดแผลใหญ่ในชีวิต กว่าจะยอมรับได้อาจต้องใช้เวลา ในฐานะคนกล้าที่จะล้ม คุณคิดว่าคนเราควรมีมุมมองต่อความผิดพลาดอย่างไร

     เล่าประสบการณ์ส่วนตัวให้ฟังแล้วกัน ตอนที่ตัดสินใจทำสำนักพิมพ์วีเลิร์น เมื่อ 15 ปีก่อน เริ่มต้นจากเงินทุนที่จำกัดมากๆ เราไม่ได้มีเงิน ต้องให้พ่อแม่ไปยืมญาติๆ จนได้เงินมาก้อนหนึ่ง อย่างที่บอกก่อนหน้านี้ว่าเราไม่รู้อะไรเกี่ยวกับการทำหนังสือเลย พอพิมพ์หนังสือเล่มแรก ก็แป๊กสิ เงินหายไปแสนกว่าบาท ยิ่งตอนนั้นมันเป็นจำนวนเงินที่สูงมากด้วย แต่ก็ลองเอาใหม่อีกครั้งทำเล่มที่สอง ก็แป๊กอีก เงินหายไปอีกแสนกว่าบาท แต่รู้สึกว่ายังต้องทำต่อไปให้ได้ ทำเล่มที่สามก็ยังแป๊กอีก แป๊กสามเล่มติด ตอนนั้นคิดเริ่มหนัก ตัดสินใจทำเล่มที่สี่ถ้ายังแป๊กก็คงไม่ทำต่อ แต่ปรากฏว่าเล่มที่สี่กลับปัง หนังสือเล่มนี้ชื่อว่า คู่มือจับโกหก ซึ่งเป็นหนังสือที่ช่วยให้เราเรียนรู้อะไรหลายๆ อย่าง

     สิ่งแรกคือช่วยเรื่องการเงินทำให้เราอยู่รอดต่อไปได้ เพราะถ้าแป๊กอีกก็คงปิดสำนักพิมพ์และไม่มีวีเลิร์นอย่างทุกวันนี้ แต่สิ่งสำคัญที่สุดที่ คู่มือจับโกหก สอน คือทำให้เรารู้วิธีการทำหนังสือให้มีคนอ่าน เพราะเราเรียนรู้ความผิดพลาดจากหนังสือสามเล่มแรก ค่อยๆ อุดช่องโหว่ พอมาถึงเล่มสี่เราจึงลองทำในเส้นทางใหม่ เมื่อได้ผลตอบรับดี ก็ยิ่งทำให้เรารู้ว่าจะทำยังไงต่อไป เราได้วิธีคิดใหม่ๆ ทำให้วีเลิร์นทำหนังสือได้อย่างทุกวันนี้ เราพัฒนาตัวเองเรื่อยๆ ตลอดเวลาที่ผ่านมา

     สำหรับคนที่ลงมือทำอะไรสักอย่างแล้วล้ม อยากให้มองว่าการล้มนั้นเป็นเพียงเพราะอาจจะขาดส่วนผสมบางอย่างไป ซึ่งเรายังไม่รู้ว่าคืออะไร แล้วเราจะทำยังไงให้สามารถหาสิ่งที่ขาดหายไป และนำสิ่งนั้นมาเติมในสมการได้ ซึ่งก็คือการลองผิดลองถูก การหมั่นเติมแต่ละครั้งจะทำให้เราดีขึ้นเรื่อยๆ เชื่อเถอะว่าไม่มีใครสักคนจะผิดพลาดโดยสมบูรณ์ เราแค่ยังไม่รู้ว่าจะทำให้สำเร็จได้ยังไงมากกว่า

     อย่างที่บอกเราอาจต้องล้มก่อน แล้วค่อยๆ ปรับแต่งส่วนผสมนั้น ทำหนังสือครั้งแรกไม่รู้อะไรเลย ทำครั้งที่สองเริ่มรู้บ้าง ครั้งที่สามแม้จะยังไม่สำเร็จแต่ก็ดีกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา จนกระทั่งครั้งที่สี่ส่วนผสมทุกอย่างเข้ากันลงตัวจนทำให้เราไปต่อได้ ดังนั้นทุกครั้งที่ล้ม ต้องมองกลับไปศึกษาดูว่ามีอะไรที่เรายังทำได้ไม่ดี มีอะไรที่เรายังไม่รู้ พอได้จังหวะเวลาก็ลองใหม่ด้วยส่วนผสมกับสูตรที่ดีว่าเดิม

 

ในกระบวนการเปลี่ยนแปลงหรือพัฒนาตัวเอง ต้องอาศัยความพยายามและความตั้งใจแน่วแน่อย่างไร

     ขึ้นอยู่กับว่าเราต้องการเปลี่ยนแปลงเรื่องอะไรมากกว่า เรื่องที่ตรงไปตรงมาอาจจะไม่ต้องถึงขั้นเปลี่ยนวิธีคิด แค่ต้องอาศัยพลังใจในการเริ่มต้นทำมากกว่า เช่น การลดน้ำหนัก การออกกำลังกาย ขณะที่บางเรื่องต้องเปลี่ยนความเชื่อและมุมมองถึงจะสำเร็จได้

     คนที่มีโจทย์ชัดเจนหรือในใจมีเป้าหมายที่ต้องการไปให้ถึง ยิ่งถ้าได้อ่านหนังสือที่บอกวิธีการชัดเจน เข้าใจง่าย มีตัวอย่างประกอบจากคนที่เคยทำสำเร็จมาแล้ว ก็จะทำให้เกิดพลังใจได้ หนังสือจึงมีส่วนช่วยตรงนี้ ทำให้เริ่มลงมือทำ ซึ่งจะเกิดการเปลี่ยนแปลงในตัวเองได้ง่ายและเร็วกว่าคนที่ไม่ได้ตั้งใจแน่วแน่ ยิ่งถ้าเจอความท้าทายแม้เป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ก็อาจกลายเป็นเรื่องยากได้

 

WeLearn

 

เป้าหมาย ผลลัพธ์ และความสำเร็จ มีความหมายความสำคัญอย่างไรกับการพัฒนาตัวเอง

     ถ้าว่ากันตามตรง สำหรับวีเลิร์นในฐานะสำนักพิมพ์ ผลลัพธ์คือกุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจเลยก็ว่าได้ ถ้าไม่มีเป้าหมายหรือผลลัพธ์มายึดโยงกับสิ่งที่ทำอยู่ เราก็จะไม่ก้าวไปสู่จุดที่ประสบความสำเร็จได้ ถ้ามีเป้าหมายชัดเจน มีความแน่วแน่ต่อผลลัพธ์ที่คาดหวังไว้ เราก็จะเดินไปในทิศทางที่ถูกต้องเหมาะสม เพื่อบรรลุเป้าหมายนั้นได้ แล้วมันจะคอยกำกับและพาเราไปสู่ผลลัพธ์ที่ตั้งไว้ นี่คือการทำหนังสือที่เราไม่ได้ให้โชคชะตามาเป็นตัวกำหนด เราต้องกำหนดอนาคตด้วยตัวเอง

 

แม้จะคาดหวังผลลัพธ์ในการพัฒนาตัวเองไว้ แต่ท้ายที่สุดแล้วก็ไม่มีอะไรการันตีได้ว่าเราจะประสบความสำเร็จหรือบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้

     ใช่ จริงๆ แล้วการอ่านหนังสือแนวพัฒนาตัวเองจะทำให้ผู้อ่านได้ทั้งกระบวนการและผลลัพธ์ แต่ไม่ได้หมายความว่าคนที่อ่านหนังสือแนวพัฒนาตัวเองทุกคนจะต้องมีผลลัพธ์หรือเป้าหมายอยู่ในใจตลอด หลายคนซื้อหนังสือไปอ่านเพราะสนใจอยากอ่าน ซึ่งกระบวนการเป็นเรื่องสำคัญ ระหว่างทางที่อ่านหนังสือย่อมสร้างความพึงพอใจในระดับที่สูงมากอยู่แล้ว

     เราได้อ่านหนังสือที่นำวิธีการและตัวอย่างมาร้อยเรียงกันแล้วมันกลายเป็นเนื้อหาที่ทำให้เราได้รับผลตอบแทนเป็นสติปัญญา ทำให้เราสนุกกับการอ่าน ได้เปิดโลก รู้เห็นสิ่งใหม่ๆ ที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในระดับหนึ่ง แต่สุดท้ายแล้วสิ่งที่อ่านพอเติมเข้ามามากๆ เราก็มีความพร้อมที่จะคว้าโอกาสอื่นๆ ที่เข้ามาในชีวิตเพื่อเปลี่ยนแปลงตัวเอง และพัฒนาตัวเองให้สำเร็จได้ ในเงื่อนไขที่เหมาะสม

 

แม้คนอ่านจะมองว่าการทำหนังสือแนวพัฒนาตัวเองน่าจะมีเคล็ดลับหรือทางลัดในการทำงาน แต่ความจริงแล้ว สิ่งที่วีเลิร์นทำไม่มีทางลัดอะไรเลย เราเลือกที่จะเดินทางตรงตลอด

 

อะไรคือความท้าทายที่สุดในการผลิตหนังสือแนวพัฒนาตัวเอง

     น่าจะเป็นความท้าทายของทุกสำนักพิมพ์ นั่นคือจะทำยังไงให้หนังสือโดนใจคนอ่าน เวลาที่เราทำหนังสือ แม้คนอ่านจะมองว่าการทำหนังสือแนวพัฒนาตัวเองน่าจะมีเคล็ดลับหรือทางลัดในการทำงาน แต่ความจริงแล้ว สิ่งที่วีเลิร์นทำไม่มีทางลัดอะไรเลย เราเลือกที่จะเดินทางตรงตลอด

     เวลาทำหนังสือสักเล่ม เราจึงต้องทำหนังสือที่มีเนื้อหาดีที่สุด ควบคุมคุณภาพการแปล ให้ความสำคัญกับการถ่ายทอดจากภาษาต้นฉบับมาเป็นภาษาไทย เพื่อทำให้อ่านได้ไหลลื่นราวกับเป็นหนังสือที่คนไทยเขียน

     แล้วเราก็เชื่อเสมอว่าหนังสือทุกเล่มมีความดีงามมีประโยชน์ในตัวมันเอง หน้าที่ของเราคือจะทำยังไงให้ค้นพบสิ่งเหล่านั้น แล้วนำมาเสนอผู้อ่านในมุมมองที่น่าสนใจมากขึ้น สนุกมากขึ้น เพื่อเขาจะได้นำไปพัฒนาด้านต่างๆ ของชีวิตต่อไปได้

 

แล้วการตั้งชื่อหนังสือล่ะ เพราะชื่อหนังสือของวีเลิร์นมักจะดึงดูดให้ผู้อ่านเลือกหยิบขึ้นมาเปิดดูเนื้อหาข้างใน

     การตั้งชื่อเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ต่อให้เราทำเนื้อหาดีมากๆ แต่ตั้งชื่อไม่ดีก็ไม่มีใครอ่าน จริงๆ ผู้อ่านจำนวนมักจะบอกเราว่าวีเลิร์นเป็นสำนักพิมพ์ที่เก่งเรื่องตั้งชื่อหนังสือ แต่ภายใต้ชื่อที่เห็น เราใช้เวลาตกตะกอนกันนานมาก กว่าจะได้ชื่อหนังสือที่น่าสนใจ และมีพลังการขายสูง (หัวเราะ) บางเล่มเราใช้เวลาอยู่หกเดือนกว่าจะได้ชื่อ เพื่อให้ได้ชื่อที่เรามั่นใจว่าเหมาะสมกับเนื้อหาในหนังสือจริงๆ เพราะการคิดชื่อต้องใช้ทั้งความตั้งใจ ความพยายาม และเวลา

     สมมติว่าถ้าเราตั้งชื่อไม่ดี ไม่สื่อสารพอ ทั้งเราและคนอ่านก็จะได้รับผลกระทบทั้งสองฝ่าย แม้ว่าเราเชื่อมั่นว่าหนังสือเล่มนั้นดีมากๆ ถ้าใครได้อ่านอาจจะทำให้ชีวิตเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงเลยก็ได้ แล้วเราก็ทุ่มเวลาทำอยู่ครึ่งปี บางเล่มทำเป็นปี แต่สุดท้ายเราคิดชื่อแย่ๆ ออกไป ทำให้ไม่มีใครสนใจ ทั้งที่เนื้อหาข้างในดีมากๆ ผู้ผลิตเองเสียนักอ่าน แต่คนที่เสียเยอะกว่าคือผู้อ่าน เพราะเราทำให้เขาพลาดโอกาสจะได้อ่านหนังสือที่ดีสักเล่ม ซึ่งมันอาจเปลี่ยนชีวิตเขาไปตลอดกาล

 

ถ้าการอ่านหนังสือเป็นจุดเปลี่ยนหนึ่งของชีวิต มีหนังสือเล่มไหนที่เปลี่ยนชีวิตคุณ

     เล่มแรกซึ่งเปลี่ยนวิธีการมองคนได้ดีมากๆ คือ วิธีพาตัวเองออกจากกล่องใบเล็ก เวลาเรามีปัญหาหรือรู้สึกแย่กับใครสักคนโดยเฉพาะเจ้านาย เพราะเรามองว่าเจ้านายไม่ยุติธรรม ปฏิบัติกับลูกน้องแต่ละคนไม่เท่าเทียมกัน แทนที่จะมองว่าเขาทำแย่ๆ กับเรา บางทีอาจมีกล่องใบเล็กๆ ครอบความคิดเราอยู่ ทำให้เราคิดว่าเขาแย่ แต่จริงๆ เป็นเพราะวิธีคิดของเราต่างหากที่เป็นตัวการทำให้เรามีมุมมองแบบนั้น หนังสือเล่มนี้ทำให้เรามองคนที่มีปฏิสัมพันธ์ด้วยเป็นอีกแบบหนึ่งเลย ทันทีที่เรามองเขาเหล่านั้นต่างไปจากเดิม ก็จะทำให้เราหลุดพ้นจากปัญหาต่างๆ ที่รุมเร้าอยู่ได้

     อีกเล่มที่ดีคือ ถอดรหัสลับสมองเงินล้าน เพราะทำให้เห็นว่าวิธีคิดทำให้เรามีฐานะไม่ไปไหนสักที แล้วเราจะคิดยังไงเพื่อเปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็นคนที่มีฐานะดีขึ้นได้ หนังสือเล่มนี้จะเปรียบเทียบวิธีคิดระหว่างคนที่มีฐานะปานกลางกับคนที่มีฐานะมั่งคั่ง ตอนได้อ่านครั้งแรกก็พบว่าวิธีคิดส่วนใหญ่ของเราเป็นวิธีคิดของคนที่มีฐานะปานกลางไปถึงจนมากๆ พอได้อ่านก็ฉุกคิดได้ เราจึงเริ่มเปลี่ยนวิธีคิดไปเป็นคิดอีกแบบหนึ่ง และมีแรงบันดาลใจในการลงมือทำต่อไปด้วย

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

กฤตธกร สุทธิกิตติบุตร

หัวหน้าช่างภาพกอง a day BULLETIN

เรื่องโดย

ตนุภัทร โลหะพงศธร

อดีตนักเรียนจิตวิทยา ปัจจุบันเป็นนักเขียนผู้หลงใหลการสังเกตตั้งแต่พฤติกรรมบุคคลไปจนถึงปรากฏการณ์สังคม พร้อมค้นหาคำอธิบายในประเด็นที่เกี่ยวข้องด้วยมุมมองและความรู้จิตวิทยา