ญารินดา บุนนาค: ความสุขคือการนำเวลากลับคืนมาให้กับตัวเราเอง

The Conversation
15 Oct 2019
เรื่องโดย:

ทรรศน หาญเรืองเกียรติ

Highlights

ไม่แปลกหรอกที่เราจะตื่นเช้าขึ้นมาแล้วยังรู้สึกเหน็ดเหนื่อย เมื่อยล้า หมดพลัง และก็ไม่แปลกเหมือนกัน ที่เราจะรู้สึกสงสัยในตัวเพื่อนของเราบางคน ว่าทำไมเขาสามารถอะไรๆ หลายอย่างได้โดยไม่เหน็ดเหนื่อยท้อแท้ 

        นั่นไม่ใช่ว่าเขามีทุนชีวิตที่ดีกว่าเราเพียงอย่างเดียว แต่สิ่งสำคัญคือเขามีเวลาให้ตัวเองพอที่จะละลายความเหนื่อยเหล่านั้นหายไป จึงพร้อมที่จะทำอะไรต่อมิอะไรได้มากมายต่อไป 

        เราไม่จำเป็นต้องพาตัวเองหลีกหนีออกจากความเป็นจริงเพื่อค้นหาความสุขที่แท้จริงของชีวิต เราสามารถอยู่กับงานประจำและชีวิตประจำวันได้โดยไม่ถูกดูดกลืนพลัง เพียงแค่เรานำเวลากลับมาคืนให้ตัวเองจริงๆ เพียงวันละไม่กี่ชั่วโมง พาตัวเองไปอยู่ในสถานที่ใหม่ๆ ได้ทำอะไรที่ตามใจตัวเอง ได้นั่งทบทวนชีวิตในวันที่ผ่านมา หรือแค่ได้นั่งคุยเฮฮากับเพื่อนฝูงเท่านั้น เราก็จะเรียกความรู้สึกสดชื่นกลับมาได้มากแล้ว

        การมีลูก มีครอบครัว มีงานวุ่นๆ ทั้งวี่วัน สำหรับ ญารินดา บุนนาค สถาปนิก ดารา นางแบบ นักดนตรี และคุณแม่ยังสาว บางครั้งก็ทำให้ชีวิตของเธอเหนื่อย เครียด ไม่แพ้ใคร แต่เธอก็ใช้วิธีแบ่งเวลาให้ตัวเองได้ทำอะไรสนุกๆ อยู่เสมอ 

        การเล่นกับลูก ออกไปกินข้าวนอกบ้าน หรือนั่งคุยกับเพื่อนฝูง ถกกันเรื่องปัญหาชีวิตที่น่าเบื่อ (และความน่าเบื่อนั้นก็หายไป) รวมถึงล่าสุด การรับเล่นหนังของ ‘มะเดี่ยว’ – ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล เรื่อง ดิว ไปด้วยกันนะ ซึ่งเป็นการพาตัวเองออกไปพบกับอะไรใหม่ๆ ให้หลุดพ้นจากสิ่งที่บั่นทอนพลังใจจากชีวิตประจำวัน 

        การพูดคุยกับเธอในวันนี้ทำให้เรารู้ว่าชีวิตที่เติบโตขึ้น อย่างไรเสียก็หนีไม่พ้นกับความเหนื่อยหน่ายที่เข้ามาบีบให้กรอบความคิดของตัวเองแคบลง ลดทอนความเป็นเด็กในตัวเองให้หายไป และกำลังจะกลายเป็นผู้ใหญ่ที่น่าเบื่ออีกคนหนึ่งที่มีชีวิตแบบซังกะตาย ทำงานเพื่อให้พ้นไปวันๆ แล้วก็มุ่งหน้ากลับไปนอนสิ้นแรงอยู่ในบ้าน ปล่อยเวลาที่มีค่าให้ผ่านพ้นไป และกรีดร้องกับชีวิตอีกครั้งในคืนวันอาทิตย์ที่ไม่อยากให้เช้าวันจันทร์มาถึง 

        เราสามารถเปลี่ยนชีวิตที่หมองหม่นแบบนี้ได้เพียงแค่รู้จักตัวเอง และกล้าที่จะฝืนออกไปอยู่ข้างนอกบ้างสักครู่ ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่จะเสียเวลาเลย โดยเฉพาะถ้าเทียบกับการใช้เวลานั้นในการเดินทางกลับบ้านซึ่งไม่ต่ำกว่าสองชั่วโมงอย่างต่ำ เราลองเจียดเวลาที่ต้องนั่งอุดอู้อยู่ในรถไปเดิน ไปดู ไปนั่งคุยกับเพื่อนเสียบ้าง แล้วคุณจะพบว่ามีความสุขขึ้นมาได้มากจริงๆ โดยที่เราก็ยังใช้ชีวิตต่อไปได้อย่างปกติ 

        เมื่อมีความสุขกับการอยู่ในโลกของความจริงแล้ว ต่อไปเราก็จะมีกำลังใจในการทำงานอื่นที่ตัวเองรัก เหมือนกับที่ญารินดาหรือคนอื่นๆ ทำได้เช่นกัน

 

ญารินดา บุนนาค

เราพบว่าชีวิตคุณในตอนนี้มีทั้งการทำงานด้านสถาปนิก อาจารย์สอนพิเศษ มีงานในวงการบันเทิงบ้าง แต่ก็ยังต้องดูแลลูก ดูแลครอบครัว คุณวางโครงสร้างในการจัดการระบบเวลาแต่ละวันไว้อย่างไร

        ตั้งแต่สมัยเรียนหนังสือ เราก็ทำงานหลายอย่างมาโดยตลอด และเรื่องพวกนี้ไม่เคยมีปัญหากับเราเลย แต่พอมีลูกแล้วชีวิตก็เหมือนเริ่มจะมีปัญหาขึ้นมา (หัวเราะ) เพราะการมีลูกทำให้เราต้องจัดการชีวิตที่เปลี่ยนไป เราไม่สามารถเห็นแก่ตัวแบบเมื่อก่อนที่ตอนเช้าทำอย่างหนึ่ง ตอนเย็นก็ไปทำงานอีกอย่างได้แล้ว เพราะเราจะไม่มีเวลาอยู่กับครอบครัว เราต้องเลือก แล้วก็จัดเวลาให้เหมาะสมมากขึ้น

        ซึ่งช่วงหลังที่ตารางเวลาของแต่ละอาชีพแตกต่างกันไป เราจึงพบว่าการทำงานสถาปัตย์หรือสอนหนังสือนั้นเหมาะกับการใช้ชีวิตที่มีครอบครัวมากที่สุด เพราะการทำงานในสายงานนี้ทำให้สามารถกลับมาเล่นกับลูกตอนเย็นได้ พอตอนเช้าก็ไปส่งลูกที่โรงเรียนได้ ตารางงานที่มีมันโอเคกว่า ทำให้เมื่อประมาณหนึ่งปีครึ่งที่แล้ว เราตัดสินใจเปิดออฟฟิศของตัวเองชื่อ Imaginary Objects โดยเปิดกับเพื่อนที่เป็นเพื่อนสนิทตั้งแต่สมัยเรียนที่ฮ่องกง เพราะเราทำงานสถาปัตย์มาตลอด แต่ก็ไม่เคยมีบริษัทเป็นของตัวเองเลย จนเมื่อปีครึ่งที่แล้วก็คิดได้ว่าสมควรแก่เวลาแล้ว 

การมีกิจการเป็นของตัวเองคือทางเลือกที่ทำให้เราสามารถเพิ่มเวลาให้กับตัวเองใช่ไหม เพราะเราก็สามารถให้ทีมงานช่วยจัดการงานแทนได้ 

        โห! ไม่เลย (หัวเราะ) การที่เรามีออฟฟิศเป็นของตัวเองไม่ได้ทำให้เรามีเวลาเป็นของตัวเองมากขึ้น มันยิ่งทำให้เรามีความรับผิดชอบมากขึ้น ทั้งกับน้องๆ ในออฟฟิศและกับลูกค้า แต่ข้อดีของการมีออฟฟิศเป็นของตัวเองคือเราเลือกได้ว่าเราจะทำงานแบบไหน ให้ความสำคัญกับอะไร เราอยากทำงานออฟฟิศใหญ่หรือออฟฟิศเล็ก เราอยากให้องค์กรของเรามีสกิลหรือมุ่งไปแบบไหน แต่ก็ยอมรับว่าทำให้เราจัดการเรื่องเวลาได้ง่ายขึ้น  

ช่วงก่อนหน้านั้น ที่คุณยังทำงานเพลง ภาพยนตร์ หรือซีรีส์ออกมา งานเหล่านั้นถือเป็นงานอดิเรกหรืองานเสริมที่เติมเต็มความสนุกบางอย่างให้ตัวเองได้ไหม

        เราไม่ได้คิดว่าเป็นงานเสริมนะ มันคืออีกงานหนึ่งนั่นแหละ เพราะเราทำงานหลายอย่างมาตลอด ทั้งงานสถาปัตย์ เล่นหนัง ร้องเพลง สอนหนังสือ ทำควบคู่กันมาตลอด แต่ก็จะอยู่ในแต่ละช่วงของชีวิตที่เราโฟกัสบางอย่างมากกว่า อย่างช่วงที่เราทำเพลงจริงจัง ตอนนั้นก็ยังทำงานสถาปัตย์ควบคู่ไปด้วย เพียงแค่หลายคนอาจไม่รู้ แต่ตอนนี้เราไม่ได้ทำเพลงแล้ว และทำงานสถาปัตย์เป็นส่วนใหญ่เท่านั้น

ในตอนนี้หลายคนเลือกที่จะทำงานหลักของตัวเองเพื่อหล่อเลี้ยงชีพ และทำงานเสริมที่แตกต่างไปเลยเพื่อเติมเต็มความฝัน คุณเองก็ทำงานมาหลายแขนง เลยอยากรู้ว่าคุณมองวิถีชีวิตแบบนี้อย่างไร

        ส่วนตัวเราว่าสมัยนี้คนมีทางเลือกเยอะขึ้นด้วยข้อมูลที่แพร่หลาย สามารถค้นคว้าและเรียนรู้ด้วยตัวเองได้ง่าย เรารู้สึกว่าข้อมูลในอินเทอร์เน็ตสามารถเกื้อหนุนให้คนทำหรือทดลองในสิ่งที่ตัวเองสนใจได้โดยไม่ยากเย็นเหมือนเมื่อก่อน แต่ในทางกลับกัน มันก็ทำให้คนมีความอดทนลดลง เพราะคิดว่าตัวเองมีทางเลือกเยอะ ซึ่งจริงๆ คนสนใจอยากลองทำอะไรหลายๆ อย่างเป็นเรื่องที่ดีมาก แต่ก็ควรจะลองทำให้ถึงที่สุด ซึ่งไอ้ขีดความถึงที่สุดอาจจะไม่ที่สุดเหมือนคนสมัยก่อนที่ทำอะไรแค่อย่างเดียว

สำหรับตัวคุณเองล่ะ การทำงานหลายๆ แขนงคือการทำเพื่อทดลองหรือทำเพื่อความสุขของตัวเอง

        ทำเพื่อทั้งคู่เลย ถ้าเรารู้ว่าตัวเองชอบอะไรก็จะลองดูเลย เพื่อพิสูจน์ว่าเราชอบจริงหรือเปล่า แต่เราแค่โชคดีที่สิ่งที่อยากทำคือสิ่งที่เราชอบ 

 

ญารินดา บุนนาค

มันยากเหมือนกันนะที่ทุกคนจะสามารถลองทำในสิ่งที่ตัวเองสนใจได้ เพราะหลายคนก็ไม่มีทุนพอสำหรับงานที่สอง หรือบางคนแค่เสร็จจากงานประจำก็เหนื่อย กลับมาถึงบ้านก็แทบสลบแล้ว 

        ใช่ เราก็เป็นอย่างนั้นเหมือนกัน ตอนทำงานออฟฟิศแล้วต้องไปทำงานดนตรีต่อ เราก็ทำตอนกลางคืน หรือทำวันเสาร์-อาทิตย์เป็นงานเสริมไป ก็อาศัยที่ครอบครัวเข้าใจเรานี่แหละ ให้เราลองทำสิ่งเหล่านี้ได้ รวมไปถึงเจ้านายด้วยที่ใจดีและเข้าใจ อย่างช่วงที่ถ่ายหนัง เราก็ต้องแพลนงานในทีมว่าช่วงนี้เราไม่อยู่นะ ซึ่งเพื่อนร่วมงานก็เข้าใจ 

เราควรแน่วแน่ไหมว่าจะมุ่งมั่นไปทำงานในสิ่งที่ตัวเองรัก ถึงแม้มันอาจจะหล่อเลี้ยงชีพเราไม่ค่อยได้ 

        ตอนที่เราทำเพลงก็ต้องตัดสินใจว่าจะอยากทำเพลงแมสหรือทำเพลงตามใจตัวเอง ซึ่งตอนนั้นเราเลือกอย่างหลัง เรามองว่าตัวเองชอบเขียนเพลง ชอบเล่นดนตรี อยากนำเสนอสิ่งที่ตัวเองทำจริงๆ ให้คนฟัง ซึ่งตอนนั้นเราก็รู้ว่าเพลงที่ทำแบบนั้นมันขายไม่ได้หรอก เราเลยต้องไปทำอาชีพอื่นที่มันเลี้ยงเราได้เพิ่ม จะได้ไม่มีความกดดัน ถ้าเราร้องเพลงอย่างเดียวเป็นอาชีพ เราจะมีข้อจำกัดเกิดขึ้นในชีวิตทันที เช่น เราอาจไม่สามารถทำตามใจทุกอย่างของตัวเองได้ อาจต้องให้คนอื่นเขียนเนื้อให้ ต้องแต่งตัวเปลี่ยนเป็นลุกส์อีกแบบหนึ่ง แล้วตอนนั้นยังจะเป็นงานที่เรารักแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ได้ไหม 

ตอนนี้คุณกำลังมีผลงานภาพยนตร์เรื่อง ดิว ไปด้วยกันนะ อะไรถึงทำให้คุณสนใจจนแบ่งเวลามาร่วมงานกับมะเดี่ยว (ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล) ในครั้งนี้

        งานภาพยนตร์ เราจะเลือกหนังที่อยากเล่นจริงๆ และเราก็อยากทำงานกับมะเดี่ยวมานานแล้ว พออ่านสคริปต์ก็รู้สึกว่าตัวละครของเรามีความน่าสนใจ อ่านจบเรามีอารมณ์ร่วมและคล้อยตามกับตัวละครนี้มาก ทั้งที่จริงๆ แล้วเนื้อเรื่องหลักในหนังเป็นเรื่องของเด็กผู้ชายสองคนที่ตกหลุมรักกันสมัย ม.ปลาย ในยุคสมัยเมื่อ 20 ปีที่แล้ว ซึ่งในตอนนั้นตัวละครชื่อ ภพ ซึ่งเป็นวัยเด็กของเวียร์ (ศุกลวัฒน์ คณารศ) อาศัยอยู่ในปางน้อย และคนในพื้นที่นั้นยังรับไม่ได้กับเรื่องแบบนี้ เขาเลยโดนกลั่นแกล้ง จนตัดสินใจจะหนีตามกันมากรุงเทพฯ และเกิดเหตุการณ์ความรักที่ไม่สมหวัง    

        ต่อมา ภพก็โตเป็นผู้ใหญ่และแต่งงาน เราเล่นเป็นภรรยาของเวียร์ชื่ออร ซึ่งอรเป็นคนที่ไม่เหมือนเราเลย อรเป็นคนที่สนับสนุนสามีทุกอย่างแบบไม่ตั้งคำถาม เธอเต็มที่กับสามีมาก เป็นผู้หญิงที่อดทนและเก็บความรู้สึกได้ดีมาก ตอนแรกเราก็ไม่เข้าใจตัวอรเลย แต่พอไปนั่งคุยกับผู้กำกับ เราเลยรู้สึกว่าบทของอรน่าสนใจดี และเราจะสามารถทำให้คนดูเชื่อในตัวละครนี้ได้ไหม เพราะแม้กระทั่งเราเองยังไม่เชื่อในตัวอรเลย 

เพราะเราไม่เชื่อในตัวละครตั้งแต่แรก การทำงานในหนังเรื่องนี้จึงต้องตั้งใจมากกว่าเดิมมากๆ ไหม 

        เราไม่เคยตั้งเป้าว่าจะต้องเค้นต้องเครียดเพื่อให้เข้าใจตัวละคร แต่สิ่งที่ต้องทำอย่างแรกคือเราต้องเข้าใจตัวละครทั้งหมดให้ได้ ถ้าตรงไหนที่ไม่เข้าใจก็จะนั่งคุยกับผู้กำกับเลย ต้องถกกันให้เข้าใจเสียก่อน และถ้าคนที่แสดงคู่กับเราเก่ง ก็จะช่วยในเรื่องการถ่ายทอดการแสดงของเราได้มากด้วย 

 

คุณถือว่าการมาเล่นหนังเรื่องนี้คือการหาสิ่งใหม่ๆ ให้ตัวเองทำด้วยหรือเปล่า

        ใช่ การที่เรามีโอกาสได้มาเป็นตัวละครนี้ ได้ออกกองถ่าย ก็เป็นการหลุดพ้นอย่างหนึ่งจากชีวิตประจำวันเหมือนกัน ซึ่งเราก็รู้สึกดีมากที่มีโอกาสได้ทำ แต่เราก็ไม่สามารถทำแบบนี้ได้บ่อยๆ เพราะการเล่นภาพยนตร์ไม่ใช่ว่าเราสามารถเลือกได้ด้วยตัวเองว่าอยากเล่น ต้องดูอีกว่าจะมีคนเสนอบทมาให้ไหม แล้วบทนั้นเหมาะกับเราไหม 

การมีครอบครัวทำให้คุณเข้าใจในตัวผู้หญิงอย่างอรไหม 

        ครอบครัวทำให้เรามีความสุข แต่สำหรับตัวอรนี่ไม่ใช่เลย เรากับอรตรงกันข้ามทุกอย่างเลย เรารู้สึกว่าชีวิตของเรากับแฟนคือการช่วยเหลือกัน แต่สำหรับอร เขาเป็นฝ่ายให้ครอบครัวอย่างเดียวเลย ผู้หญิงอย่างอรคิดว่าชีวิตการแต่งงานจะมีความสุขได้คือต้องทำให้สามีมีความสุข ซึ่งต่างจากเราโดยสิ้นเชิง เพราะเราเชื่อว่าทั้งสองฝ่ายต้องเคารพซึ่งกันและกัน 

คุณเคยทะเลาะกับแฟนแบบรุนแรงบ้างไหม 

        ไม่เลย เราทั้งคู่คบกันมาตั้งแต่อายุ 19-20 ปี ซึ่งนานมาก แต่ช่วงแรกๆ ก็ทะเลาะกันมากๆ เลย จนเหมือนรู้ไส้รู้พุงกันหมด พอเราโตขึ้นเรื่องพวกนี้ก็หายไป แล้วก็โชคดีที่ไม่มีปัญหาใหม่เข้ามา เราเข้าใจว่าเขาเป็นแบบนี้ แล้วก็ไม่ได้คาดหวังว่าเขาจะต้องมีอะไรที่เราชอบ เขาเองก็ไม่เคยคาดหวังอะไรจากเราเหมือนกัน เลยทำให้พวกเราไม่ผิดหวังกันเองเท่าไหร่ 

คุณกลัวเรื่องความมั่นคงในชีวิตคู่บ้างไหม เพราะในหนังก็แสดงให้เห็นว่าการแต่งงานก็ไม่ใช่หลักประกันของชีวิตครอบครัวเสมอไป 

        อาจจะมีบางครั้งที่แฟนเราเขาปฏิบัติต่อลูกไม่ตรงกับสิ่งที่เราคิด แต่เราก็เข้าใจว่าคนแต่ละคนไม่เหมือนกัน ทำให้บางทีเราก็มานั่งคุยกันว่าอย่างน้อยความคิดพวกเราต้องตรงกันบ้าง นอกจากนั้นก็ไม่มีอะไรแล้ว 

ทำไมคุณไม่เลือกทำงานเพลงล่ะ น่าจะง่ายกว่าการไปออกกองถ่ายหนัง เพราะเดี๋ยวนี้เราก็สามารถทำเพลงกันเองจากห้องนอนได้เลย 

        การทำงานเพลง เราต้องเขียนเพลงเอง แล้วต้องมีทั้งเวลาเขียน เวลาซ้อม ทำเสร็จก็ต้องหาเวลาไปนั่งขายเพลง ไปเข้าห้องอัด แต่การแสดงเราแค่เต็มที่เมื่อผู้กำกับสั่งเดินกล้อง ถ่ายเสร็จก็เดินออกมา การใช้เวลาในการทำงานภาพยนตร์จึงน้อยกว่าการทำเพลงมาก 

งานประจำที่ทำอยู่ก็หนักหน่วงพออยู่แล้ว พอไปทำงานที่รักก็มีความยากลำบากอีก ไปๆ มาๆ การทำงานทั้งสองอย่างนี้ต้องอาศัยความอดทนพอๆ กันไหม

        ไม่เลย ถ้าทำในสิ่งที่ชอบเราจะรู้สึกว่าเหนื่อยน้อยลง เพราะเราจะคิดอยู่ตลอดว่าตัวเองโชคดีแค่ไหนที่ได้ทำงานแบบนี้ จริงๆ เราก็ไม่ได้คิดว่างานประจำที่ทำอยู่มันดูด้อยกว่างานหนังหรืองานเพลง เพราะงานแต่ละอย่างก็มีข้อดีและข้อเสีย มีสิ่งที่สนุกของมันอยู่แล้ว 

 

ญารินดา บุนนาค

คุณให้เวลากับตัวเองอย่างไรสำหรับการหาอะไรสักอย่างทำเพื่อฟื้นฟูจิตใจตัวเองในวันที่ความรู้สึกของตัวเองเหนื่อยล้าหมดไฟ 

        ตอนนี้เราไม่ค่อยมีเวลาแบบนั้นเลย แต่ก็รู้ว่าต้องหาแล้วเหมือนกัน เพราะช่วงหลังๆ ชีวิตก็หนักอยู่กับสิ่งที่เรากำลังทำในตอนนี้ ด้วยความที่มีครอบครัวแล้วด้วย ซึ่งจริงๆ เราก็มีความสุข แต่การดูแลครอบครัวก็ดูดเวลาของเราไปมากเลย เราไม่มีโมเมนต์แบบเมื่อก่อนที่กลับบ้านมาก็นั่งเล่นกีตาร์อยู่ในห้องคนเดียว ตอนนี้กลับบ้านมา ลูกก็วิ่งมาเล่นกับเราจนเขาหลับ ตอนนั้นเราก็หมดแรงแล้ว ตอนเช้าเขาก็มาปลุก เราแทบไม่มีเวลาของตัวเอง ซึ่งถ้าเราจะทิ้งลูกไว้กับแฟนแล้วออกไปเที่ยว เราก็จะรู้สึกผิด เราทำแบบนั้นไม่ได้ (หัวเราะ) 

เราเห็นคุณมักจะไปไหนมาไหนเป็นประจำ การเดินทางนั้นช่วยเยียวยาเราได้บ้างไหม  

        เวลาไปเที่ยวก็ต้องเอาลูกไปด้วยค่ะ (หัวเราะ) แต่เราก็สนุกกันมาก พวกเราเพิ่งไปอเมริกากันมา พาน้องไทรไปเยี่ยมคุณปู่คุณย่า และเราก็เลยได้มีโอกาสไปปีนเขา ซึ่งการท่องเที่ยวก็ช่วยพาเราออกจากชีวิตประจำวันอย่างหนึ่งเหมือนกัน

คุณเคยบอกว่าการเรียนสถาปัตย์ทำให้ตั้งคำถามเยอะว่าทำไมอันนี้ถึงเป็นอย่างนี้ แล้วคุณเคยตั้งคำถามไหมว่าการมีลูกจะทำให้ชีวิตมีความสุขได้ในรูปแบบไหน 

        ยากมากเลยนะ (หัวเราะ) แต่การเลี้ยงลูกก็เป็นทั้งหน้าที่และเป็นทั้งความสุขเหมือนกัน การที่เราจะต้องรับผิดชอบชีวิตคนคนหนึ่งมันคือสิ่งที่ยิ่งใหญ่มาก แน่นอนว่าเขาเป็นคนที่เรารักที่สุดในโลก การที่ได้ใช้เวลาอยู่กับพวกเขาสนุกมาก และการได้อยู่กับเด็กทำให้เรามีความสุข เพราะเด็กจะมีความคิดอีกแบบที่ทำให้เราหัวเราะได้เสมอ

ที่ถามแบบนี้เพราะคู่รักหลายคู่ลังเลว่าจะมีลูกดีไหม หรือแม้แต่คนที่กำลังจะมีลูกก็มีความกลัวลึกๆ ในใจอยู่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นต่อไปเมื่อเด็กคลอดออกมาลืมตาดูโลกบ้าง คุณมีคำแนะนำเกี่ยวกับเรื่องนี้บ้างไหม

        เราตอบไม่ได้เลย เพราะพ่อแม่แต่ละคนไม่เหมือนกัน พวกเขามีหน้าที่กับสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญไม่เหมือนกัน เราเลยรู้สึกว่าการที่พ่อแม่คนหนึ่งจะไปบอกพ่อแม่อีกคนหนึ่งมันทำไม่ได้ แต่ละคนมีวิถีชีวิตไม่เหมือนกัน และการเลี้ยงลูกก็ไม่มีถูกผิดด้วย เอาแค่ให้ตัวเองมีความสุข ลูกมีความสุขก็พอ เพราะบางอย่างเป็นสิ่งที่เราทำแล้วมีความสุข แต่ถ้าคนอื่นทำเขาอาจไม่มีความสุขก็ได้

เราสามารถนำประสบการณ์ของตัวเองมาใช้สอนลูกได้ดีกว่าสิ่งที่พ่อแม่สอนเรามาตอนเด็กๆ ไหม

        เราสอนลูกจากประสบการณ์อยู่แล้ว แต่เราชอบให้ลูกลองผิดลองถูกด้วยตัวเองมากกว่า เราจะให้เหตุผลกับเขาก่อนนะ แต่ถ้าเขาไม่เชื่อ เราก็จะให้เขาลองเอง เช่น เขาอยากกินพริก เราก็บอกเขาว่าเผ็ดมากนะ น้ำตาไหลเลย เชื่อสิ ถ้าเขาไม่เชื่อก็ให้เขาลองเลย เราจะไม่ห้ามเขา เพราะเชื่อว่าถ้าเขาเจอเรื่องราวกับตัวเอง เขาจะจดจำมากกว่าเราไปบอกเขา แต่มันก็จะมีลิมิตอยู่เหมือนกัน ถ้าอันไหนมันอันตรายเกินไปเราก็จะห้าม 

เมื่อน้องไทรโตขึ้น คุณจะส่งเขาไปเรียนพิเศษ เรียนกวดวิชา เรียนเสริมทักษะในวันหยุดบ้างไหม

        ไม่มีเลย เราพาลูกไปอยู่ที่สวน ให้เขาออกไปเดินเล่นข้างนอกดีกว่า ซึ่งเราไม่ได้บอกว่าทำแบบนี้คือถูกต้องนะ แต่เราคิดว่าทำแบบนี้แล้วมีความสุข เราไม่อยากพาลูกไปเรียนพิเศษ วันเสาร์-อาทิตย์ก็อยากอยู่ด้วยกัน อยากพาไปเล่นสนุกทุกคนทั้งพ่อแม่และลูก การเรียนรู้ที่อยู่นอกห้องเรียนก็มี 

 

ญารินดา บุนนาค

บางช่วงของชีวิตเราจะเจอกับมรสุมของงานที่เข้ามาประเดประดัง ไหนจะเรื่องส่วนตัว เรื่องครอบครัวที่เข้ามาเสริมอีก ในจังหวะเวลาตอนนั้นคุณเจอกับความเครียดแบบนี้บ้างไหม 

        เคยค่ะ ซึ่งบางทีถ้าเราเครียดมาก ก็ต้องคอยปลอบตัวเองว่าชีวิตเราก็ไม่ได้แย่ขนาดนั้น เรายังมีนู่นมีนี่ให้ทำอีกหลายอย่าง ไม่ก็บอกว่าเดี๋ยวมันก็จะผ่านไป หรือถ้ามันเครียดมากๆ ก็หยุดพักนิ่งๆ สักนิด เราต้องคอยเตือนตัวเองตลอด หรือไม่ก็เราก็ไปบ่นให้แฟนฟัง การที่เราได้บ่นให้คนที่เรารักหรือเพื่อนสนิทฟัง แค่นี้ก็ช่วยให้รู้สึกดีขึ้นเยอะมาก (หัวเราะ) 

การที่เราจะมีความสุขกับตัวเองในแต่ละวันที่เขาเรียกกันว่า Me-Time หนึ่งในวิธีนั้นคือการออกไปแฮงเอาต์กับเพื่อนๆ บ้าง นั่นหมายความว่าคุณก็มีการใช้วิธีนี้มาบ้างแล้ว

        นั่นสิ จริงๆ เรามีเวลาไปแฮงเอาต์กับเพื่อนเยอะนะ เพราะเพื่อนๆ เองก็มีลูกแล้วหลายคนเหมือนกัน เวลาไปหาเพื่อน เราก็จะพาลูกไปด้วย ให้พวกเขาได้เล่นด้วยกัน แล้วเราก็ได้นั่งคุยกับเพื่อนด้วย บางเรื่องก็ขำๆ มีความงี่เง่าอยู่ในระดับหนึ่งได้ แต่ก็มีบางเรื่องที่เครียดๆ เช่น เรื่องหาโรงเรียนให้เด็กๆ อะไรทำนองนี้ (หัวเราะ) และโชคดีอย่างหนึ่งที่พวกเรามีลูกอายุเท่าๆ กัน เลยเหมือนเราได้ผ่านปัญหานี้ไปพร้อมๆ กัน 

คุณเคยมีอารมณ์ที่เหนื่อยล้าไม่อยากออกไปไหนบ้างไหม 

        ก็ต้องบังคับตัวเอง บางทีเราจะมีบ้างที่แบบขี้เกียจออกไปดูหนังจัง หรือไม่อยากออกไปเดตเลย แต่พอออกไปแล้วเราก็รู้สึกว่าดีจังเลยที่พาตัวเองออกมาได้ อย่างวันก่อนจะไปเดตกับแฟน เราก็มีข้ออ้างให้ไม่ไปเพียบเลย (หัวเราะ) แต่ก็ตั้งใจแล้วว่าจะไป ซึ่งก็เหนื่อยมากกว่าจะไปถึงร้านอาหาร (หัวเราะ) แต่พอได้กินข้าวแล้วก็รู้สึกดีขึ้นมากๆ และรู้สึกมีความสุขที่ได้กินอาหารพวกนี้ ไม่ได้ยอมแพ้กลับบ้านนอน เราต้องหาความตื่นเต้นให้กับตัวเองบ้าง 

เหมือนคุณจะบอกว่าการมีลูกทำให้ความตื่นเต้นในชีวิตหายไปใช่ไหม เลยต้องไปพาความรู้สึกนี้กลับมา

        จริงๆ ก็ไม่ถึงกับหายไป เพราะก่อนหน้านั้นเราก็มีพี่ๆ หรือกลุ่มเพื่อนที่มีความเป็นเด็กในตัวสูง คนพวกนี้จะทำอาชีพนักดนตรี เป็นคนทำงานเพลง แต่พอเรามามีครอบครัว ตัวเองก็มีความเครียดมากขึ้น พอได้กลับไปทำอะไรสนุกๆ แบบเด็กๆ เลยรู้สึกสนุกมากขึ้นกว่าเดิม 

ความสนุกที่กลับมาอีกครั้งช่วยเพิ่มความคิดสร้างสรรค์ให้ตัวเองได้ระดับไหน

        โห! มีมากขึ้นเลยด้วย อย่างการมีลูกทำให้เราได้เห็นมุมมองแบบเด็กๆ ของเขาที่อาจเป็นแรงบันดาลใจให้เราได้ ซึ่งมันก็คือการสังเกตสิ่งรอบตัวเหมือนเมื่อก่อนนั้นแหละ แค่เปลี่ยนจากเพลงที่เราฟัง หนังที่เราดู หนังสือที่เราอ่าน มาเป็นพฤติกรรมลูกของเราแทน หรือจากผู้คนที่เราไปพบเจอมา 

 

ญารินดา บุนนาค

อยู่กับเด็กก็มีความสุขจริงๆ หลายครั้งเราก็อิจฉาคนมีลูกเพราะเราสามารถทำอะไรสนุกๆ แบบไม่ต้องกลัวสายตาใครได้ด้วย

        การมีลูกทำให้เราดึงความเป็นเด็กออกมา บางคนบอกว่ามีลูกแล้วรู้สึกแก่ แต่สำหรับเรา การมีลูกกลายเป็นข้ออ้างที่ทำให้เราสามารถไปเล่นสวนน้ำหรือกระโดดลงไปเล่นในบ่อลูกบอลที่เราจินตนาการว่าเป็นบ่อพิษอะไรแบบนั้นก็ได้ (หัวเราะ) นี่คือโอกาสที่ทำให้เราได้กลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง ต้องรีบคว้าไว้

บางคนติดอยู่กับคำว่าโตแล้วทำไม่ได้ โตแล้วเล่นอะไรเป็นเด็ก เพื่อนเราหลายคนก็จะบอกแบบนี้เวลาจะชวนเขาไปทำอะไรที่ท้าทายหรือบ้าๆ บอๆ หน่อย ไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไร 

        หาเพื่อนใหม่ค่ะ (หัวเราะลั่น) 

เราคงหักดิบกันขนาดนั้นไม่ได้หรอก แต่ก็เข้าใจนะว่าคนเราพอโตขึ้นเรื่อยๆ กรอบความคิดก็ถูกบีบให้แคบโดยไม่รู้ตัว

        จริงๆ แต่แค่เรารู้ตัวว่าเราเป็นอย่างนั้นก็ช่วยเราได้เยอะแล้ว เพราะบางคนไม่รู้ว่าตัวเองน่าเบื่อขึ้นเรื่อยๆ (หัวเราะะ) เรามีความรับผิดชอบที่มากขึ้น ซึ่งมันมาพร้อมกับอายุ ต้องรับผิดชอบครอบครัว รับผิดชอบอาชีพการงาน รับผิดชอบบ้าน รับผิดชอบรถ มีหนี้สินเงินทอง หรือมีกฎเกณฑ์ต่างๆ ที่อยู่ในสังคม มันสั่งสมเข้ามา แม้กระทั่งข่าวที่เราเสพอยู่ทุกวันก็ทำให้วิญญาณของเราหมองลง พอได้รับอะไรอย่างนี้มากๆ ก็เกิดความเบื่อหน่าย ดังนั้น ถ้าชีวิตเราอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ก็ต้องเตือนตัวเองว่า เฮ้ย! ไปทำอะไรอย่างอื่นสิ ไปทำนู่นทำนี่ทำนั่นก็ได้ หรือลองมองโลกอีกแบบหนึ่งสิ บางทีก็ยังมีสิ่งที่ดีมากมายรอให้เราทำอยู่ เราต้องรู้ตัวเองก่อน ต้องมีสติ เหมือนที่เราบอกว่าพรุ่งนี้ฉันจะไปเดตหรือต้องไปดูหนัง ถึงหนังจะไม่น่าดูก็เถอะ (หัวเราะ) เราต้องฝืนตัวเองออกไป พอออกไปแล้วเราจะรู้สึกดีขึ้นเยอะจริงๆ ที่ได้ออกไปข้างนอก

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

ทรรศน หาญเรืองเกียรติ

หมาป่าขาวล่ำขนาดสามคนโอบของหมู่บ้านบุญละติน (a day BULLETIN) รักการติดตามคาเมนไรเดอร์ยุคเฮย์เซย์ พอๆ กับการออกเดินทางไปเพื่อหาเรื่องราวสนุกๆ มาเล่าให้กับคนอ่านในทุกสัปดาห์ ,, IG/Twitter : @Matt_Doraemon

ภาพโดย

วงศกร ยี่ดวง

ฝ่ายสร้างสรรค์วิดีโอประจำ a day BULLETIN