โจน จันใด | สโลว์ไลฟ์คือมายา ‘ชีวิตต้องง่าย’ แต่จะง่ายอย่างไรเมื่อต้องดีลกับข้อจำกัดมากมาย

The Conversation
21 Apr 2019
เรื่องโดย:

กรินทร์ มงคลพันธ์, คุณากร

ขณะที่คุณกำลังสงสัยว่าในชีวิตนี้มีอะไรที่ได้มาง่ายๆ ด้วยหรือ วลีเด็ด ‘ชีวิตต้องง่าย ถ้ามันยากแสดงว่ามันผิด’ ของ โจน จันใด ก็พุ่งเข้ามากระแทกต่อมความคิดอย่างจัง คุณพยายามตีความหลายตลบ ค้นหาบทความประกอบการวิเคราะห์ ย้อนดูรายการชวนวิพากษ์ คุณสนใจมันด้วยรู้สึกว่าชีวิตนั้นแสนยุ่งยาก และไม่เคยรู้สึกง่ายสักนิดที่ต่อให้ตื่นเช้าก็แล้ว แต่ยังต้องมาเสียเวลายืนคอยรถไฟฟ้าซึ่งแทบจะไม่มีพื้นที่ว่างให้ได้แทรกตัว เอาเถอะน่า อย่างน้อยเช้านี้คุณก็รอบคอบที่จะคว้านิตยสารมาอ่านแก้เซ็งระหว่างรอ

     นี่ไง คุณพบแล้วว่าชายผู้หล่นวลีย่อยยากนั้นเป็นลูกชาวนาจังหวัดยโสธร ก่อนจะเข้าเมืองกรุงมาเป็นยาม เด็กเสิร์ฟในร้านอาหาร พนักงานโรงแรม แล้วจึงกลับบ้านไปทำนาเพราะรายได้ไม่พอกิน ทว่าชีวิตช่วงหลังของเขาช่างน่าอิจฉาเสียจริงตอนย้ายรกรากขึ้นไปอยู่อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ เขาดังเป็นพลุแตกในด้านการทำบ้านดิน ทำโปรเจ็กต์แปลกๆ เกี่ยวกับการเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ มีท้องนาและแปลงผักออร์แกนิก แถมยังเปิดศูนย์เรียนรู้ที่ชื่อว่า ‘พันพรรณ’ อะไรนั่นอีก

     ใช่! คุณชักสนใจมากขึ้นเพราะเขามีชีวิตสโลว์ไลฟ์ในแบบที่คุณใฝ่ฝันไว้ไม่มีผิด คุณยิ้มกริ่มเมื่อพลิกหน้ากระดาษชื่นชมภาพประกอบบทความที่มีดิน มีหญ้า มีบรรยากาศสดชื่นรื่นรมย์ จนเริ่มอินขึ้นมาบ้างแล้วว่าวลีนั้นน่าจะเป็นเรื่องที่ถูกต้องที่สุด แต่ก่อนจะได้ทำความเข้าใจคุณเร่งรีบสาวเท้าขึ้นรถไฟฟ้าคันใหม่ รั้นกางนิตยสารในซอกแคบๆ ริมประตู แล้วก้มลงอ่านบทสัมภาษณ์มุมมองความคิดเกี่ยวกับวิถีชีวิตอันเรียบง่ายของเขา มันออกขำขื่นเล็กน้อย แต่ก็ช่วยจุดประกายให้เห็นว่าวิถีสโลว์ไลฟ์อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมเสียทีเดียว

 

โจน จันใด

 

สโลว์ไลฟ์ในมุมมองของคุณคือวิถีชีวิตแบบไหน

     สำหรับผม คือการที่เราทำอะไรด้วยตัวเองมากขึ้น เช่น ไปเก็บผักมาทำอาหารแทนซื้ออาหารปรุงสำเร็จ หรือถ้าไม่ทำเองแต่เรียนรู้ที่จะทำความเข้าใจกระบวนการของอาหารก่อนจะป้อนเข้าปาก รู้ว่าใครเป็นคนปลูก ปลูกที่ไหน ปลูกอย่างไร และนำมาปรุงเป็นอาหารได้อย่างไร แบบนี้ก็ถือเป็นสโลว์ไลฟ์ ซึ่งคุณค่าของมันคือทำให้ชีวิตของเราทุกขณะเกิดการเรียนรู้ในสิ่งรอบตัวเพิ่มมากขึ้น รวมถึงบริโภคทุกอย่างด้วยความเข้าใจ ไม่ใช่อยากได้อะไรก็ใช้เงินซื้อหมด แบบนี้เป็นวิถีชีวิตที่เร่งรีบนะ เร่งรีบแทบตายกว่าจะได้เงินมาซื้อใช่ไหม

 

ทำไมคนเราต้องเร่งรีบแทบตายเพื่อหาเงินมาใช้จ่ายกับการได้มีชีวิตช้าๆ

     มันเป็นมายา เป็นการหลอกลวงที่ยาวนานของระบบทุนนิยมที่บอกว่า ถ้าคุณมีเงินแล้วคุณจะมีอิสรภาพ มีชีวิตสุขสบาย หากไม่มีเงินคือจนและยากลำบาก ฉะนั้น ชีวิตสบายในแบบที่ทุนนิยมพยายามสอนให้ทุกคนเชื่อคือ ชีวิตที่ไม่ต้องทำอะไร สั่งอย่างเดียว ซื้ออย่างเดียว ซึ่งในความเป็นจริงมันตรงกันข้าม เพราะการใช้เงินซื้ออาจได้สิ่งที่ต้องการรวดเร็ว แต่เราต้องสูญเสียชีวิตขณะขวนขวายเพื่อเงินไปเยอะมาก ชีวิตเร่งรีบจึงเป็นชีวิตที่เชื่องช้าและยาวนาน เพราะกว่าบางคนจะได้เงิน 50 บาท มาสั่งอาหารจานหนึ่งกินแค่ 15 นาที เขาต้องทำงานแลกถึงครึ่งวัน บ้างสูญเสียชีวิตไปหนึ่งเดือนกว่าจะได้เงินสัก 10,000 บาท มาใช้จ่ายเพียงไม่กี่นาที เวลาที่เสียไปตรงนั้นทำให้เขาขาดโอกาสที่จะได้เพลิดเพลินกับชีวิต อยู่กับครอบครัว หรือเรียนรู้เกี่ยวกับตัวเอง นี่คือภาพลวงตาที่ทุนนิยมล้างสมองเรามาตลอด มันทำให้คนเข้าใจว่าถ้าอยากใช้ชีวิตผ่อนคลาย สบายๆ ช้าๆ คุณต้องมีเงินก่อนนะ

 

สำหรับคุณ เชียงใหม่เป็นเมืองที่มีวิถีชีวิตเนิบช้าแบบที่เขาว่าจริงไหม

     ไม่ใช่เลย เชียงใหม่เป็นเมืองที่คนทำงานหนักมาก ยกตัวอย่างเกษตรกรทางภาคอีสานเนี่ยทำการเกษตรแค่ปีละครั้ง แต่เกษตรกรเชียงใหม่ทำมากกว่า 3 ครั้ง เพราะที่นี่มีระบบชลประทานสะดวกสบาย ปลูกข้าวเสร็จก็ปลูกกระเทียม ปลูกหอม จากนั้นลงข้าวโพด พอพ้นฤดูเก็บเกี่ยวก็เวียนปลูกข้าวต่อ แทบไม่มีเวลาได้พัก นี่คือวิถีชีวิตของเกษตรกรส่วนมากในเชียงใหม่ เพราะถ้าพวกเขาไม่ทำอย่างนี้ก็ต้องไปประกอบอาชีพรับจ้างในเมือง ดังนั้น มันจึงเป็นชีวิตที่เร่งรีบมาก เช่นเดียวกับภาพที่คนภายนอกมองมาแล้วเห็นว่าเชียงใหม่เป็นเมืองชิลๆ ผ่านกิจวัตรของชาวเขาที่สะพายกระบุงเด็ดใบชายามเช้า หรือเก็บเมล็ดกาแฟบนยอดดอยอากาศดีนั้นก็ไม่ได้สโลว์ไลฟ์อย่างที่คิด เนื่องจากชีวิตเหล่านั้นต้องดิ้นรนมากเพื่อทำงานตามออร์เดอร์

 

แสดงว่าการมีชีวิตเรียบง่ายไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าจะต้องอาศัยในชนบท

     สโลว์ไลฟ์เกิดได้ทุกที่ คนในเมืองก็ใช้ชีวิตสโลว์ไลฟ์ได้โดยการเริ่มเชื่อมต่อกับคนชนบท อาจจะรวมตัวกันติดต่อกับกลุ่มเกษตรอินทรีย์ให้เขาส่งวัตถุดิบ อาทิ ข้าว พืชผักผลไม้ หรือไข่ไก่ ซึ่งก็จะได้รับทั้งของที่สดใหม่และรู้ถึงที่มาของอาหาร จากนั้นก็นำมาปรุงกินเองแทนการใช้เงินไปซื้ออาหารจานด่วน นอกจากนี้เขาสามารถใช้เวลาแค่ปีละ 2 ชั่วโมง เพื่อทำสบู่หรือแชมพูใช้เอง 2 ปี ซึ่งช่วยลดการใช้ขวดพลาสติก ลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น รวมถึงทำให้เข้าใจว่าแชมพูของเขามาจากไหน มะกรูด ประคำดีควาย หรืออัญชัน มันทำให้เกิดความเข้าใจว่าสิ่งที่เขาใช้นั้นปลอดภัยและดีต่อสุขภาพของตัวเอง

 

โจน จันใด

 

คนในเมืองส่วนใหญ่เป็นมนุษย์เงินเดือน บ้างหาเช้ากินค่ำ ทำงานอย่างต่ำ 8 ชั่วโมงต่อวัน ถ้าต้องทำตามแบบที่คุณว่ามานั้นชีวิตของเขาจะหนักหนาเกินไปไหม

     หนักมากขึ้น

 

แล้วจะเป็นไปได้อย่างไร

     มันขึ้นอยู่กับการออกแบบเวลาของแต่ละคน เพราะว่าทุกวันนี้แม้คนจะทำงานหนัก ทว่าเขาใช้เวลากับโทรศัพท์มือถือมากกว่าทำงานด้วยซ้ำไป ใช่ไหม ฉะนั้น ถ้าเราแบ่งเวลาจากสื่อโซเชียลฯ มาสักชั่วโมง เราจะสามารถทำอะไรได้อีกหลายอย่าง หรือสามารถทำอาหารกินเองได้เลย เพราะถ้าเราเข้าใจมันจริงๆ ใช้เวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมงก็ได้กินอาหารที่ดี ดังนั้น ทุกคนจึงมีเวลาเหลือเฟือแต่แค่ไม่รู้จักการจัดลำดับความสำคัญของเวลา

 

คุณเคยกล่าวทำนองว่า ‘ชีวิตยากแสดงว่ามันผิด’ แล้วคิดอย่างไรกับคนสูญเสียโอกาสต่างๆ ในชีวิตไปกับการเร่งรีบทำงาน เก็บเงิน เพื่อย้ายมาตั้งรกรากใหม่และใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายในต่างจังหวัด

     จริงๆ แล้วมันมีทางออกหลายทางมากในการเริ่มต้นชีวิตตามที่ตัวเองต้องการ ซึ่งสิ่งสำคัญที่สุดคือต้องถามตัวเองให้ชัดเจนก่อนว่าชอบอะไร ถ้าเจอและมั่นใจก็ทำสิ่งนั้นแหละ สิ่งที่เราชอบคือหัวใจหลัก เพียงหลายคนอาจจะมองไม่เห็นจึงกลับไปทำงานในระบบตามเดิม

     ส่วนใครที่ยืนยันชัดเจนว่าชอบการเกษตรและพร้อมที่จะมาอยู่แบบนี้จริงๆ ก็มาเลย ไม่ต้องกังวล เพราะการที่เราชอบจะทำให้เราสนุกเพลิดเพลินกับการทำงานและทุ่มเวลากับมันได้อย่างเต็มที่ แค่มาหาที่ทางตรงไหนก็ได้สักครึ่งไร่แล้วเริ่มลงมือจากตรงนั้น อย่างน้อยๆ เมื่อได้ผลผลิตเราก็ไม่จำเป็นต้องซื้ออาหาร ครึ่งไร่เนี่ยถ้าเราออกแบบให้ดีกินยังไงก็ไม่หมด ยังไงก็ต้องขาย พอขายปุ๊บทุกบาทคือเงินเก็บ เพราะเราไม่ได้ลงทุน เราลงแรงเป็นหลัก ได้วันละ 200-300 บาท เป็นเงินเก็บก็ยังดีกว่าได้เงินเดือน เดือนละ 20,000 บาท แต่ไม่มีเงินเก็บเลย ถูกไหม แล้วค่อยสะสมเงินจากตรงนั้นแหละมาหาทำเลใหม่ในแบบที่เราวางเป้าหมายการใช้ชีวิต

 

นอกจากความชอบแล้ว ยังมีปัจจัยสำคัญอื่นๆ อีกไหมที่ต้องคำนึง

     ความเข้าใจในสิ่งที่เรากำลังจะทำ อย่างถ้าจะมาทำเกษตร เราควรรู้จักเรื่องดิน น้ำ พืช และสัตว์ ถ้าเราเรียนรู้เรื่องเหล่านี้ชัดเจน ไปอยู่ที่ไหนก็สามารถทำการเกษตรและสร้างอาหารได้ทุกที่ แต่ถ้าเราไม่มีความเข้าใจเลย มาเริ่มนับหนึ่งใหม่ก็อาจช้าในการเริ่มต้น ฉะนั้น จึงอยากให้ลองไปเรียนรู้ดูก่อน อาจขออาสาไปช่วยชาวบ้านทำสวนทำไร่เพื่อดูว่าเราไหวไหม แต่สิ่งที่อยากเตือนก็คือ อย่าคิดว่าจะเอาเงินมาทำการเกษตร เพราะการเกษตรถ้าเริ่มจากเงิน จบทุกราย

 

โจน จันใด

 

อะไรคือเหตุที่ทำให้การเกษตรที่เริ่มต้นด้วยเงินไม่ประสบผลสำเร็จ

     เมื่อไหร่ก็ตามที่ลงทุนด้านการเกษตรมันจะได้ไม่คุ้มเลย เนื่องจากทุกอย่างราคาแพงขึ้นได้หมดตามอัตราเงินเฟ้อ ยกเว้นผลผลิตทางเกษตรที่ราคาถูกยังไงก็ถูกอย่างนั้นเหมือนเมื่อ 30 ปีที่แล้ว เหตุนี้คนที่เคยทำธุรกิจค้าขายมาเขาจะรู้เลยว่าการเกษตรคือสิ่งที่ไม่ควรลงทุน

 

แล้วการเกษตรยังจะเวิร์กอยู่ไหมในยุคที่อะไรๆ ก็ปรับตัวแพงขึ้น

     มันเวิร์กทุกยุคทุกสมัยตราบใดที่เราไม่ใช้ความคิดแบบทุนนิยม ถ้าไม่คิดว่าการเกษตรคือธุรกิจหรืออาชีพ แต่คิดว่าคือวิถีชีวิต มันเวิร์กตลอดเวลา เกษตรคือการใช้ชีวิตตามปกติ ตื่นก่อนพระอาทิตย์ขึ้นมาทำงาน ร้อนก็หยุดไปหาอย่างอื่นทำ ค่ำลงเย็นย่ำก็มาลุยกันต่อ เราก็จะมีพืชพันธุ์ธัญญาหารโผล่ขึ้นมาหล่อเลี้ยงชีวิตให้มีกินมีอยู่ กินไม่หมดก็แจกจ่ายให้คนอื่นบ้าง เหลือแล้วค่อยขาย ซึ่งการขายเนี่ยคือผลพลอยได้ ไม่ใช่เป้าหมาย ฉะนั้น การเกษตรจะต้องคิดให้ต่างจากวิธีคิดแบบปัจจุบันที่มองว่าการเกษตรต้องทำกำไรสูงสุด ถ้าเราคิดแบบนี้อยู่ได้ทุกที่ครับ เหมาะกับทุกสถานการณ์เลย

 

การเกษตรที่มองข้ามเรื่องการลงทุน หมายความว่าการเกษตรในวิถีของคุณคือการพึ่งเงินน้อยที่สุด

     ใช่ๆ พึ่งระบบเงินให้น้อยลง พึ่งตนเองให้มากขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่ใช้เลย เราต้องเข้าใจเงินอีกแบบหนึ่ง เงินในความหมายของคนทั่วไปคือความมั่นคง แต่เงินในความหมายของการพึ่งตนเองเป็นแค่เครื่องมือในการแลกเปลี่ยนเพื่อให้เกิดความสะดวกสบายและทำให้ชีวิตง่ายขึ้น ฉะนั้น เราก็ทำงานหาเงินใช้เหมือนคนทั่วไป แต่เราไม่สะสมเงินเพื่อความมั่นคง นี่คือความแตกต่าง เพราะเรามองว่าเงินไม่ได้มีความมั่นคง เปรียบเป็นเพียงเครื่องมือจำเป็นเช่นจอบและเสียมที่ใช้ขุดดิน แต่ไม่ใช่ต้นกล้าของชีวิต จึงไม่ได้มีความกังวลเรื่องเงินเลย

 

แต่ยังมีเกษตรกรรายย่อยซึ่งเป็นส่วนใหญ่ในสังคมที่ยังต้องเร่งทำผลผลิต ด้วยมีหนี้สินและภาระใช้จ่ายจำนวนมาก คุณมองว่าทางเลือกหรือทางรอดของพวกเขาคืออะไร

     มันเป็นกับดักทางความคิดที่ว่า ถ้าเราจะหาเงินไปใช้หนี้ เราต้องมีเงินลงทุนเยอะๆ เพื่อจะได้ผลผลิตจำนวนมากและรายได้สูง ฉะนั้น เกษตรกรที่ทำการเกษตรโดยมุ่งลงทุนเช่นนี้ เขาจะติดอยู่ในวงจรความคิดว่า ถ้าไม่มีเงินก็ทำอะไรไม่ได้ แล้วก็กลัวการเปลี่ยนแปลง ทั้งๆ ที่มันเสี่ยงและมีโอกาสขาดทุนสูงมากไม่ต่างจากการซื้อหวย เพราะว่าปลูกข้าวสองสามปีอาจได้ราคาดีสักหนหนึ่ง หลังจากนั้นราคาก็ตกลงไปลงอีกสองสามปี วนเวียนซ้ำๆ ชาวนาจึงเป็นหนี้ตลอด ยิ่งลงทุนหนี้สินก็ยิ่งพอกพูน ทางออกของวงจรนี้คือควรเลิก ปล่อยเลยไม่ต้องสน แล้วลองมาทำเกษตรแบบพึ่งตนเองดู อาจทำในพื้นที่เล็กๆ ก่อนก็ได้ อย่างน้อยก็ไม่ต้องซื้ออาหาร

 

โจน จันใด

 

เริ่มต้นในพื้นที่เล็กๆ ของเราก่อน

     ใช่ เล็กที่สุด การเกษตรไม่ควรทำมาก เพราะมันจะเหนื่อยมากและลงทุนสูง แต่ถ้าทำเล็กๆ มันจะได้ผลผลิตมาก ‘ทำน้อยได้มาก ทำมากได้น้อย’ อันนี้คือสูตรที่ต้องจำหากจะทำการเกษตร ให้เน้นลงแรงเป็นหลักแล้วผลผลิตมันจะสูง

     อย่างผมปีแรกทำแค่ครึ่งไร่ พอปีต่อมาเริ่มมีสระน้ำและขยายแปลงผักก็ประมาณไร่กว่า ทำอยู่ 3 ปี ผมมีเงินเก็บ 4 แสนบาท เป็นการเก็บเงินที่ง่ายมาก แต่มีข้อแม้ว่าต้องเป็นเกษตรอินทรีย์ ต้องปลูกหลากหลาย และต้องขายในพื้นถิ่น ห้ามผลิตเพื่อส่งขาย ซึ่งสิ่งนี้เองที่ทำให้ผมค้นพบว่าการเกษตรทำให้เรากำหนดรายได้ของตัวเองได้ชัดเจนและง่ายที่สุด อีกทั้งรู้สึกถึงอิสรภาพแท้จริง รู้สึกถึงความมั่นคงภายใน เพราะเมื่อมันเลี้ยงเราให้มีอยู่มีกินแล้วก็มีเงินใช้ เราจะไร้ซึ่งความกลัว อยากทำอะไรก็สามารถทำได้ตามต้องการ ด้วยความเพลิดเพลินโดยไม่กลัวว่าจะขาดทุนหรือล้มเหลว

 

เกษตรกรรมอุ้มชูชีวิตให้มีทางเลือกมากขึ้น

     เกษตรกรรมคือรากของชีวิตที่มั่นคงและสุขสบาย เราจึงมีอิสรภาพที่จะทำอะไรก็ได้หลังจากนั้น ซึ่งมันไม่เหมือนกับการมีเงินมาก เพราะการมีเงินมากทำให้เราขาดอิสรภาพโดยรู้สึกว่ามีอิสรภาพ แน่นอน เราสามารถไปไหนก็ได้ ซื้ออะไรก็ได้ แต่มันไม่ใช่อิสรภาพของเรา มันเป็นอิสรภาพของเงิน ซึ่งเงินนั้นจะเฟ้อ จะฝืด หรือจะจากเราไปเมื่อไหร่ก็ได้ ดังนั้น อิสรภาพที่แท้จริงต้องเกิดจากตัวเราไม่ใช่สิ่งภายนอก ไม่ว่าอยู่ที่ไหนเราก็ยังช่วยเหลือตัวเองได้เสมอ นั่นแหละคืออิสรภาพ และถ้าเราเข้าใจประเด็นนี้ก็จะทำให้เข้าใจคำว่าชีวิตแบบสโลว์ไลฟ์

 

ถ้าคนที่ไม่ชอบเกษตรกรรมล่ะครับ เขาพอมีทางเลือกอื่นบ้างไหม

     สิ่งที่เราชอบคือหัวใจสำคัญนะ ไม่จำเป็นต้องเป็นเกษตรกรก็ได้ ชอบศิลปะก็ทำงานศิลปะ แต่อย่างที่บอกว่าต้องเชื่อมต่อกับกลุ่มเกษตรกรเพื่อพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน การพึ่งตนเองนั้นไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องทำทุกอย่างเองทั้งหมด ทว่ายังหมายถึงการพึ่งกันเองด้วย เพียงแต่ไม่พึ่งระบบที่ใหญ่โตเกินไป อาจเลือกเอาเฉพาะในชุมชนหรือในพื้นที่ของเรา ฉะนั้น เราไม่จำเป็นต้องปลูกข้าวเอง ทำซอสเอง ทำอะไรเองทั้งหมด แค่ทำสิ่งที่เราชอบแล้วก็อุดหนุนแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน

     เพราะมนุษย์เป็นสัตว์สังคม เราจะอยู่โดดเดี่ยวตามที่ทุนนิยมต้องการให้เราเป็นมันเป็นไปไม่ได้ ระบบทุนนิยมต้องการแยกคนออกจากกันและออกจากทุกสิ่งทุกอย่าง ทุกวันนี้คนก็เลยรู้สึกเหงา รู้สึกโดดเดี่ยว รู้สึกว่าไม่จำเป็นต้องอยู่กับคนอื่น เนื่องจากเราถูกสอนมาให้อยู่คนเดียว ดังนั้น การกลับไปเชื่อมต่อกันอีกครั้งจะทำให้มนุษย์กลับมาเป็นสัตว์ที่สมบูรณ์ แล้วชีวิตก็จะง่ายขึ้น

 

ในฐานะเกษตรกร คุณมีความคิดเห็นอย่างไรต่อกรณีการผ่านมติให้ใช้สารเคมีพาราควอตต่อไปได้อีก 2 ปี

     นี่ก็เป็นเป้าหมายหลักของระบบทุนนิยม เพราะทุนเนี่ยต้องการจะทำให้คนอ่อนแอที่สุด ทรุดโทรมที่สุด มีครอบครัวที่แตกสลายมากที่สุด ซึ่งสิ่งที่ทุนกลัวที่สุดคือความสุข ความรัก และอิสรภาพ ฉะนั้น ระบบนี้จึงไม่ได้สนใจว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับคุณ มันคอยบงการให้ทำงานหนักจนไม่มีเวลาได้เรียนรู้ ให้เจ็บป่วยเพื่อจะได้ไม่มีเวลาลืมตาอ้าปาก การผ่านพระราชบัญญัติพาราควอตทำให้เกิดความเสียหายสูงมาก ทั้งในระดับสังคม สุขภาพ หรือสิ่งแวดล้อม มีเกษตรกรเจ็บป่วยและเสียชีวิตเพิ่มขึ้นจากสารเคมีอันตรายชนิดนี้ แต่ทุนสนแค่ว่าจะทำอย่างไรให้เกิดกำไรสูงสุด ส่วนรัฐบาลที่มีอยู่ก็ไม่ใช่รัฐบาลของประชาชน เป็นเพียงตัวแทนของภาคทุนนิยม รับใช้ระบบทุนนิยมเป็นหลัก ฉะนั้น กฎหมายที่ออกมาจึงไม่ได้เอื้อต่อการดำรงอยู่ของคนตัวเล็กตัวน้อย เกษตรกรเป็นหนึ่งในคนเหล่านั้น พวกเขาไม่มีทางออก และรัฐก็ไม่เคยมองเห็นว่าคนที่กำลังถูกบั่นทอนชีวิตลงช้าๆ เขาต้องการทางออกไหม

 

โจนจันใด

 

ทำไมความสุข ความรัก และอิสรภาพ จึงเป็นสิ่งที่ทุนนิยมกลัว

     เพราะมันอยู่คนละฝั่งและเป็นอุปสรรคมาก เนื่องจากพอคนรักกันก็จะช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ประกันชีวิตจะขายไม่ได้ หรือโรงพยาบาลก็อาจหดหู่ลงเพราะทุกคนห่วงใยดูแลเอาใจใส่กันมากขึ้น ส่วนความสุขนั้นมีผลให้คนบริโภคน้อยใช้น้อย ซึ่งทำให้เศรษฐกิจไม่โต GDP ไม่พุ่ง

     ดังนั้น จะเห็นว่านักเศรษฐศาสตร์ทั้งหลายจึงพยายามที่จะเปลี่ยนวิธีคิดของคนใหม่ ด้วยการบอกว่าถ้าคนบริโภคน้อยแสดงว่าคนไม่มีความสุข แต่ถ้าคนใช้จ่ายกันเยอะนั่นหมายความว่าคนส่วนใหญ่กำลังมีความสุข ซึ่งในความเป็นจริงแล้วมันตรงกันข้าม ใช่ไหม เพราะถ้าคนจ่ายเงินมากมันสะท้อนให้เห็นว่าจะต้องมีความทุกข์มากขึ้น ทำงานหนักขึ้น เครียดมากขึ้น ส่งผลให้สุขภาพแย่ลง หรือแม้กระทั่งครอบครัวอาจแตกสลายเพิ่มขึ้น

 

การบริโภคน้อยใช้น้อยหมายความว่าเราพึ่งตัวเองได้มากขึ้น

     ถูกต้อง คนที่บริโภคน้อยใช้น้อย ใช้ของเท่าที่จำเป็นและทำเองเป็นส่วนมากคือคนที่อยู่อย่างพึ่งตนเอง ซึ่งมีอิสรภาพและความสุข ตรงกันข้ามกับคนที่ไม่มีอิสรภาพและไม่มีความสุข เขาจะรู้สึกว่าตัวเองด้อยจึงต้องขวนขวายบริโภค ใช้เงินเพื่อแสวงหาความภาคภูมิใจด้วยการหาอะไรมาหลอกตัวเองว่าถ้ามีอันนี้แล้วจะดูดีขึ้น จะมีความสุขมากขึ้น

 

คุณคิดว่าอะไรคือแรงจูงใจที่ทำให้คนรุ่นใหม่ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ซึ่งบางคนก็ถือได้ว่าประสบความสำเร็จในชีวิตแล้ว สนใจมาเข้าคอร์สเรียนรู้การใช้ชีวิตแบบพึ่งตัวเองที่สวนพันพรรณ

     สิ่งนี้มันสะท้อนถึงภาวะของคนที่ไปถึงจุดสูงสุดในระบบทุนแล้วรู้สึกว่าไม่มีทางไปต่ออีกแล้ว เนื่องจากจุดสูงสุดของทุนนิยมนั้นได้นำพาพวกเขาให้หนีห่างออกจากธรรมชาติไปไกลสุดกู่ จนรู้สึกโดดเดี่ยว ไม่มั่นคง เหนื่อยหน่ายและโหยหาอยากจะกลับมามีชีวิต จึงมองหาอะไรที่เป็นพื้นฐานอย่างธรรมชาติ มาเพื่อเรียนรู้ชีวิตอีกด้าน มาเพื่อมีเพื่อนมากขึ้น โดยเพื่อนในที่นี้ไม่ใช่แค่เฉพาะกับคน แต่ยังหมายถึงจุลินทรีย์ มด แมลง นก หนู รวมถึงพืชพันธุ์ธัญญาหารด้วย เหล่านี้ช่วยเปิดมุมมองให้เห็นถึงความหลากหลายอันอุดมสมบูรณ์ ซึ่งในชีวิตของคนที่ประสบความสำเร็จทั่วๆ ไป แทบไม่เคยได้สัมผัสเพราะหยิบจับแต่สิ่งที่แปรรูปมาแล้ว เลยทำให้มีคนหลายหลากอาชีพ อาทิ ผู้พิพากษา แอร์โฮสเตส หมอ หรือวิศวกร มาที่นี่เยอะมาก รวมถึงเด็กน้อยอายุเพียง 11 ขวบ และคนพิการนั่งวีลแชร์ข้ามน้ำข้ามทะเลมาจากต่างประเทศ ซึ่งทำให้เห็นว่าผู้คนบนโลกนี้พบเจอทางตันในชีวิตเยอะมาก

 

พวกเขาศึกษาเรียนรู้อะไรบ้าง

     ที่นี่มีคอร์สหลักๆ อยู่ 3 คอร์ส คือ ‘คอร์สพึ่งตนเอง’ เป็นการปูพื้นฐานให้ได้สัมผัสและทำความเข้าใจในการใช้ชีวิตแบบพึ่งตนเอง ‘คอร์สปักหลัก’ จะเป็นเรื่องของการออกแบบจัดสรรพื้นที่ให้เรามีอยู่มีกินและเลี้ยงตัวเองได้อย่างมั่นคง สุดท้ายคือ ‘คอร์สเอาจริง’ ที่จะเป็นการลงมือทำสำหรับคนที่อยากจะกลับไปทำจริงๆ มีทั้งสร้างบ้านดิน ทำปุ๋ยหมัก ปลูกพืชผัก ทำอาหาร ทำซอส ทำสบู่ แชมพู และของใช้เองต่างๆ นานา

 

โจน จันใด

โจน จันใด

 

มีอะไรเปลี่ยนแปลงไหม มีทิศทางในอนาคตอย่างไร สำหรับพันพรรณในวันนี้ที่กลายเป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้น

     ไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงเท่าไหร่นะ เพราะพันพรรณเป็นกลุ่มที่ตั้งขึ้นมาเฉพาะกิจ โดยเป้าหมายหลักก็คือการเก็บเมล็ดพันธุ์ เป้าหมายรองคือเป็นสถานที่เรียนรู้เพื่อการพึ่งตนเอง ฉะนั้น มันก็ทำหน้าที่ไปตามปกติของมัน มีทั้งคนมาแล้วจากไปและคนที่อยู่ยาว ใครมั่นใจแล้วก็ออกไปทำของตัวเอง ส่วนใครยังไม่มั่นใจก็อยู่ต่อจนคิดว่าตนเองพร้อม ที่นี่ก็เลยกลายเป็นเหมือนวัด เหมือนโรงเรียน หรืออะไรสักอย่างซึ่งมันไม่จำเป็นต้องเติบโต เพราะเราไม่ต้องการเห็นพื้นที่เติบโต แต่ต้องการเห็นคนที่มาแล้วเติบโตและได้ออกไปใช้ชีวิตของตัวเองมากขึ้นๆ

 

นอกจากบ่มเพาะการใช้ชีวิตแบบพึ่งตนเองและเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์พืชพื้นบ้าน คุณมีโปรเจ็กต์อื่นอีกไหมที่กำลังวางแผนจะทำในอนาคต

     ตอนนี้งานเก็บเมล็ดพันธุ์มันใหญ่มาก ถือว่าเป็นงานสุดท้ายที่ผมจะทำในชีวิตเลยทีเดียว ฉะนั้น ในการเก็บเมล็ดพันธุ์จึงเชื่อมโยงไปถึงการสร้างกลุ่ม สร้างเครือข่าย การฝึกอบรม ไปจนถึงการตั้งบริษัท ‘ธรรมธุรกิจ’ ขึ้นมา ซึ่งบริษัทนี้ก่อตั้งมาเพื่อสนับสนุนงานเก็บเมล็ดพันธุ์เป็นหลัก ผ่านการสร้างวงจรใหม่ของชีวิตที่ให้ผู้ผลิตเชื่อมต่อกับผู้บริโภคได้โดยตรง พร้อมให้คนในวงจรอาหารมาเป็นครอบครัวเดียวกัน ใช้เมล็ดพันธุ์พื้นบ้านเราเองในการเพาะปลูกโดยปราศจากสารเคมี ส่งเสริมคนปลูกให้มีอยู่มีกิน เหลือแล้วค่อยนำมาขายแก่บริษัท ก่อนที่ทางบริษัทจะนำไปจำหน่ายสู่ผู้บริโภคในราคาที่เป็นธรรม

 

งานเก็บเมล็ดพันธุ์เป็นงานใหญ่อย่างไร

     เมล็ดพันธุ์คืออาหาร อาหารคือชีวิต แต่ในปัจจุบันมีเมล็ดพันธุ์ได้สูญหายไปจากโลกนับไม่ถ้วน และพืชผักที่หลงเหลือให้เราทานกันอยู่ทุกวันนี้เป็นเพียง 6% เท่านั้นจากที่มนุษย์เคยทานมา มันจึงเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่มากที่อาหารได้สูญหายไปเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ เป็นวิกฤตใหญ่ที่สุดบนโลกใบนี้ ทว่าคนส่วนมากไม่ค่อยตระหนักถึงเพราะล้วนถูกตัดขาดจากอาหาร ถูกฝึกให้กินไก่สายพันธุ์เดียว หมูสายพันธุ์เดียว กินผักไม่เกิน 5 ชนิด ซึ่งมันผิดจากอดีตที่ผ่านมา ฉะนั้น การที่จะฟื้นเมล็ดพันธุ์ให้กลับมาอยู่ในวิถีชีวิตของคนได้อีกจึงไม่ใช่งานง่าย เป็นเรื่องที่จะต้องมุ่งมั่นอย่างหนักและเชื่อมกับคนจำนวนมหาศาลมาก จึงนับว่าเป็นงานใหญ่ที่สุดที่ผมจะคิดได้

 

ปัจจุบันนี้เมื่อคุณมีชื่อเสียงมากขึ้น ดูเหมือนคุณจะยุ่งและทำงานเยอะขึ้น มันทำให้ชีวิตของคุณยากขึ้นด้วยไหม

     ทุกวันนี้ชีวิตผมวุ่นมาก แต่ความวุ่นเหล่านี้ต่างจากทั่วไปเพราะมันไม่ใช่งาน การที่ผมได้รับเชิญให้ไปบรรยายหรือร่วมวงเสวนาต่างๆ นั้นไม่มีใครจ้าง กลับกัน ผมยินดีมากและมองว่ามันเป็นสิ่งที่สำคัญ เนื่องจากผมมีเป้าหมายหลักคือการเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์พืชพื้นบ้าน ดังนั้น การที่จะทำให้เมล็ดพันธุ์เพิ่มปริมาณและหลากหลายขึ้นได้มันต้องอาศัยคนจำนวนมาก ไม่ใช่แค่ปลูกผักที่นี่แล้วแช่เก็บไว้ในตู้เย็น เราต้องเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ในใจคนด้วย ผมเลยต้องเดินทางเพื่อไปปลูกฝังกระบวนการนี้ ซึ่งอาจจะดูเหมือนวุ่นวายสับสน แต่จริงๆ แล้วมันเป็นความเพลิดเพลินของผม เพลิดเพลินจากการได้เห็นคนเริ่มเก็บและแบ่งปันเมล็ดพันธุ์กันมากขึ้น

 

ถือเป็นความสุขอีกรูปแบบหนึ่งของคุณ

     จริงๆ แล้วผมเป็นคนที่ไม่มีมุมมองต่อความสุข ไม่สนใจทั้งสุขและทุกข์ เพราะมันคือสิ่งเดียวกัน เพียงแต่คนละด้านเหมือนเหรียญ ด้านหนึ่งเป็นสุข อีกด้านหนึ่งจึงเป็นทุกข์ ต้องการหรือไม่ต้องการมันก็มา เดี๋ยวเดียวก็สุข อีกสักพักทุกข์ มาๆ ไปๆ อยู่อย่างนี้ ผมจึงไม่เคยแสวงหาความสุขเลย แต่แสวงหาความเข้าใจเป็นหลัก โดยเฉพาะเข้าใจอารมณ์ความรู้สึกของตัวเอง นี่คือสิ่งสำคัญสูงสุดที่ผมทุ่มเท

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

กรินทร์ มงคลพันธ์

บรรณาธิการภาพประจำนิตยสาร COMPASS ที่เสพติดการปั่นจักรยานมากกว่าการถ่ายรูปเสียอีก พบว่าตัวเองโชคดีที่ทำงานและใช้ชีวิตที่เชียงใหม่ เพราะที่นี่ไม่เพียงจะมีป่าใกล้เมือง แต่ยังมีเส้นทางให้ปั่นจักรยานสวยๆ หลายเส้นทางเหลือเกิน

 

เรื่องโดย

คุณากร

อายุ 28 ปี เชื้อชาติไทย สัญชาติไทย ศาสนาไม่ระบุ ตำแหน่งงานล่าสุดเป็นผู้ช่วยนักวิจัยในมหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งหนึ่งของจังหวัดเชียงใหม่