Lomosonic | คุณค่าที่แท้จริงของวงดนตรี ในสังคมที่พร่ำสอนแต่เรื่องความสุขความสำเร็จ

วงดนตรีที่เคี่ยวกรำตัวเองบนประสบการณ์ของความยากลำบาก ยอมอดมื้อกินมื้อเพื่อเก็บเวลามาฝึกปรือ รายได้จากงานประจำเป็นศูนย์ หรือสมาชิกบางคนอาจมีรายได้แต่ก็พ่วงท้ายด้วยภาระมากมาย แต่ละวันต้องสลับโหมดงานประจำกับการฝึกซ้อมดนตรี เพราะรู้ว่า โอกาสมันไม่รอ ถ้าวันหนึ่งโอกาสมาแล้วเราไม่พร้อมจะทำอย่างไร แล้วจู่ๆ วันหนึ่ง เพลงของเขาถูกแชร์ว่อนไปทั่วโซเชียลมีเดีย

     ถ้าคุณเคยยอมเสียสละทุกอย่างในชีวิตเพื่อปลุกปั้นให้บางสิ่งบางอย่างที่คุณรักค่อยๆ เติบโต แล้ววันหนึ่งก็มีคนมารุมรักรุมชื่นชมกันมากมาย คุณคงรู้ใช่ไหมว่าความรู้สึกที่ได้รับกลับมานั้นแสนจะสุดยอดขนาดไหน

     ความโด่งดังเป็นพลุแตกเกิดขึ้นกับวง ‘โลโมโซนิก’ ในค่ำคืนที่พวกเขาปล่อยเพลง ขอ (WARM EYES) เพลงที่พลิกผันความเป็นอยู่ของวง จากวงดนตรีที่ทำค่ายเพลงขาดทุนแทบทุกวัน กลายเป็นวงดนตรีเนื้อหอมที่มีเวทีดนตรีๆ ต่างมารุมล้อมขอคิวพวกเขามากมาย เมื่อบวกลบรายรับ-รายจ่ายแล้ว สมาชิกที่เหลือก็ตัดสินใจออกจากงานประจำมาขลุกอยู่กับการเล่นดนตรีที่เป็นความฝันและความรักได้แบบสบายๆ

     แต่ความสำเร็จมีความจริงเบื้องหลังเสมอ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อ 5 ปีที่แล้ว สะท้อนบทเรียนที่สอนใจพวกเขาว่า กราฟความสำเร็จที่พุ่งสูงขึ้นไม่ได้หมายความว่ากราฟความสุขจะทะยานสูงขึ้นตามไปด้วย โดยเฉพาะ ‘ป้อม’ มือกีตาร์ของวง เขาเปรียบความสำเร็จไว้เหมือนยอดเขาที่ต้องเดินขึ้นบันไดทีละขั้นด้วยความยากลำบาก แต่ความดังแบบพลุแตกของเพลงเพลงหนึ่งกลายเป็นทางลัดที่พาพวกเขาขึ้นไปถึงบนนั้นอย่างไม่ทันตั้งตัว แทนที่จะเฉลิมฉลองกับความสำเร็จที่ได้มา สุดท้ายกลับพบว่าร่างกายของเขาเหนื่อยล้าเกินไป อีกทั้งจิตใจยังถูกครอบงำด้วยความกลัวและความว่างเปล่า

     ส่วนสมาชิกคนอื่น แม้สภาพจิตใจไม่ตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน แต่หลังจากนั้นกลับต้องเจอแรงเสียดทานจากคำถามและความคิดเห็นต่างๆ นานา ‘ทำไมอัลบั้มต่อมาถึงไม่ดัง?’ ‘เพลงเหี้-อะไรวะ กูไม่รู้จัก’

     เมื่อเกิดความสับสนในใจ พวกเขาพาตัวเองกลับมาที่แก่นแท้แล้วถามตัวเองว่าเป้าหมายของวงคืออะไร?

     โชคดีที่รู้ตัวเร็ว โชคดีที่ไม่โด่งดังตั้งแต่ออกอัลบั้มแรก และโชคดีที่รู้ว่าเป้าหมายที่แท้จริงของโลโมโซนิกคือสิ่งใด พวกเขาจึงกอดคอกันผ่านช่วงเวลายากลำบากมาได้โดยมีจุดหมายร่วมกันคือคำว่า ‘นักดนตรีมืออาชีพ’ ลำบากก็ต้องอดทน เมื่อทนไม่ไหวก็ไปรักษา และรีบฟื้นคืนสู่ภาวะปกติให้ได้

     เราทุกคนอยู่ร่วมกันในสังคมแห่งนี้ สังคมที่ผูกความสุขเข้ากับความสำเร็จ นิยามเป้าหมายชีวิตคับแคบเพียงแค่ชื่อเสียงเงินทอง จึงทำให้เดินหลงทาง อารมณ์สวิงและสุดขั้วได้ง่าย สังคมที่เต็มไปด้วยฉลากแปะป้ายบอกโรคต่างๆ ไหนจะโรคซึมเศร้า โรคไบโพลาร์ โรคหลงตัวเอง โรคคิดว่าตัวเองไม่เก่ง ฯลฯ อาการสารพัดสารพันเหล่านี้นับเป็นโรคได้หมด

     เย็นย่ำของวันหนึ่งที่เราได้ล้อมวงคุยกับพวกเขาถึงเรื่องนิยามความสุขความสำเร็จ หนังสือฮาวทูนำทางชีวิตและข้อสังเกตบางประการต่อโลกที่กำลังถูกรุมเร้าด้วยสารพัดโรค ได้ให้บทเรียนอันสำคัญกลับมาว่า ชีวิตมันไม่ง่าย บางครั้งมันเฮงซวยและกระทำต่อเราอย่างหนักหนาสาหัส แต่การไขว่คว้าความสุขความสำเร็จโดยไม่รู้คุณค่าที่แท้จริงของตน และการขาดความสามารถในการปรับฟื้นคืนตัวให้กลับมาอยู่ในสภาพปกติสุขได้ด้วยตัวเองนั้นแสนเฮงซวยยิ่งกว่า

 

โลโมโซนิก

 

เรายังจำวันที่เพลง ขอ กลายเป็นไวรัลที่ถูกแชร์เต็มฟีดเฟซบุ๊ก ซึ่งนับเป็นโมเมนต์แจ้งเกิดของวงดนตรีโลโมโซนิกเลยก็ว่าได้ แต่จริงๆ แล้วความโด่งดังแบบพลุแตกชั่วข้ามคืนอย่างนั้นมันไม่ได้ส่งผลดีเสมอไปใช่ไหม

     ป้อม: ความดังแบบพลุแตกส่งผลกระทบกับคนในวงแตกต่างกันไป สำหรับผม มันทำให้เราเริ่มมีปัญหาในการรับมือกับความสำเร็จ ลองนึกถึงชีวิตของคนทำงานสายไต่เต้าทั้งหลาย อย่างนักกีฬา ดาราฝรั่ง หรือบรรดานักร้อง มันมีเรื่องของความเติบโตทางอาชีพอยู่ในมือเราด้วย ทุกคนจึงคาดหวัง กดดันตัวเองให้ต้องพัฒนาขึ้น ความสำเร็จอยู่ข้างบนใช่ไหม เราคือคนที่ต้องเดินขึ้นบันได 500 ขั้น แถมยังขึ้นแต่ละขั้นได้ด้วยความยากลำบาก พอไปถึงขั้นที่ 200 จู่ๆ เจอลิฟต์ที่พาเราไปอยู่บนยอดเขาเลย แต่พอไปยืนอยู่บนยอดเขากลับมองออกไปแล้วเกิดคำถามมากมาย จะทำอะไรต่อดีวะ? ในตอนนั้นเราเป็นวงร็อกที่สร้างอัลบั้มได้ 2 ชุดแล้ว อัลบั้มที่ 2 ของวงประสบความสำเร็จ มีคอนเสิร์ตใหญ่ของตัวเอง อยู่ในระดับที่พึงพอใจมากๆ แต่มันก็มียอดเขาอื่นๆ ให้ปีนอีกเพียบ จะเป็นวงร็อกที่เพลงขึ้นชาร์ตเยอะที่สุด จะเป็นวงร็อกที่ทำกำไรมากที่สุด หรือจะทำลายสถิติไหนต่อไปดี คือเรากำลังแฮปปี้กับเส้นทางที่ผ่านมาทั้งหมด กำลังแฮปปี้กับการปีนเขาลูกนี้อยู่แท้ๆ แต่ความดังที่เกิดขึ้นมันมีอีกด้านที่มากระชากความสุขตรงนั้นออกไป

 

     ออตโต้: ตอนนั้นป้อมอาจจะไม่พร้อมต่อการตกอยูในสถานการณ์ที่จะต้องเลือก ทางเลือกแม่งมีเยอะแยะ แต่วันนั้นยังคิดไม่ออกว่าต้องเลือกอะไร แล้วสถานการณ์ที่เกิดขึ้นก็บีบบังคับให้ต้องเลือกเร็วมาก

 

     ปิติ: มันขึ้นอยู่กับว่าเราตั้งโจทย์ให้ตัวเองไว้ว่ายังไง ปรากฏการณ์ที่อยู่ดีๆ เพลงเราก็เป็นที่รู้จักมากขึ้น สำหรับผม มันไม่ได้ส่งผลในแง่ลบหรือทำให้เรารับมือไม่ได้ ด้วยความที่รู้อยู่แล้วว่าเราอยากทำเพลงกับวงโลโมโซนิกต่อไปเรื่อยๆ นี่ไง โอกาสที่จะทำให้เราได้ทำเพลงต่อ เราได้ใบเบิกทางมาแล้ว

 

     บอย: เราคิดเหมือนปิติ คืออยากให้มองช่วงแรกๆ ในชีวิตการทำวงดนตรีของพวกเรา ตอนที่อัลบั้มแรกไม่ดังมันทำให้เราลำบาก ต้องเดินเข้าออฟฟิศเพื่อไปขอเช็ค โดนบอกกลับมาว่า วันนี้มึงติดลบนะ พวกมึงต้องไปขอเขาเล่น มันทำให้พวกเราไม่ติดยา เพราะว่าจน (หัวเราะ) ผมจึงมองต่างจากป้อม ผมเป็นหมาล่าเนื้อ เป็นคนกระหายความสำเร็จ สำหรับผม เพลง ขอ คือปาฏิหาริย์ ทำให้วงดนตรีนี้ได้เล่นต่อในทุกๆ วัน ทำให้เราออกจากงานประจำได้ ถึงแม้ทุกวันนี้มันผ่านจุดนั้นมาแล้ว ความดังแบบพลุแตกมันซาลงไปแล้ว ทำให้เรารู้ว่าจริงๆ แล้วเรายังไม่ถึงขั้นที่เรียกว่าประสบความสำเร็จขนาดนั้นเลยด้วยซ้ำ

 

โลโมโซนิก

 

วงโลโมโซนิกต้องไปถึงจุดไหนถึงจะเรียกว่าเป็นวงดนตรีที่ประสบความสำเร็จสำหรับคุณ

     บอย: ความสำเร็จ สำหรับผมคือเปิดประตูบ้านออกไปแล้วทำอะไรไม่ได้เลย ต้องดังถึงขนาดนั้นอะ แม้แต่วินมอเตอร์ไซค์ยังต้องเหลียวหลังมามอง (หัวเราะ) คือเรางงกับคำถามที่ถาโถมเข้ามาในช่วงนั้นมากกว่า คำถามแบบ… ใช้ชีวิตยังไง? เข้าใจนะว่าคนที่เขานับถือเรามากๆ เขาจะชอบคิดว่าเราเป็นแบบ พี่เบิร์ด ธงไชย แต่มันไม่ใช่แบบนั้นไง มันคือส่วนน้อย คนที่เขาไม่รู้จักเขาก็ไม่ได้สนใจอะไร ซึ่งผมก็ไม่ได้ป่วยเป็นโรคร็อกสตาร์ที่พอคนสนใจก็รำคาญเว้ย ไม่อยากถ่ายรูปว่ะ หรือพอไม่มีคนมาขอถ่ายรูปเลยก็เดือดร้อน

     สิ่งที่แย่ที่สุดในช่วงที่เพลงเราเริ่มดังก็คือมันเริ่มนำความน่ารำคาญบางอย่างเข้ามา เริ่มเจอคำถามทำนองว่า พี่รู้สึกยังไงที่อัลบั้ม 3 ไม่ดัง? เริ่มเจอความเห็นประเภท ‘วันนั้นเห็นพี่บอยขึ้นรถไฟฟ้าด้วย พี่เขาติดดินจังเลย’ คืออะไร ไม่เข้าใจ อีกอย่างที่แย่มากๆ คือเจอคนไม่เคารพกัน เช่น ‘เพลงเหี้-อะไรวะ กูไม่เห็นรู้จัก’ หรือเพื่อนเขาอาจจะชอบเรามาก แต่เขากลับแสดงออกว่า ‘ฉันไม่สนใจหรอกนะไอ้หนวดนี่’ ‘วงอะไรเนี่ย ร้องเพลงให้ฟังหน่อยสิ’ เราต้องอดทนต่อเรื่องพวกนี้ พอเจอมากเข้าก็ยอมรับว่ามันมีผลต่อจิตใจของตัวเอง แต่เอฟเฟ็กต์ที่เกิดขึ้นมันไม่ได้ทำให้เราซึมเศร้า มันกลับทำให้เรารู้ว่าเราอยากจะก้าวไปให้ถึงจุดที่ทุกคนรู้จักเรา เคารพเรา เพราะว่าพวกเราเคารพพวกคุณไง

 

     ป้อม: (พยักหน้า) นี่เป็นปัญหาที่แก้ได้ด้วยการดังเลยครับ แต่ต้องอธิบายก่อนว่าตอนที่วงดังมากๆ ความสำเร็จนั้นมันไม่ได้ทำให้เรารู้สึกดาวน์นะ แต่มันทำให้เราว่างเปล่า เราชกมวยเสร็จ เราชนะแล้ว เรารู้แหละว่ามันจะมีแมตช์ต่อไป แต่ตอนที่หัวกำลังว่างเปล่าเรากลับเจอช่วงเวลาที่งานถาโถม ทัวร์เข้ามาเยอะมาก เดือนละหลายสิบงาน ซึ่งเราไม่เคยชินกับชีวิต ยิ่งทัวร์ยิ่งเศร้า ต้องนั่งอยู่ในรถตู้ที่แคบๆ นานๆ จนรู้สึกเหมือนเราถูกขังแล้วโดนลากไปเรื่อยๆ ทุกๆ วัน จนถึงจุดหนึ่งผมคุยกับออตโต้ว่า เชี่- อุตสาหกรรมดนตรีจริงๆ แล้วหน้าตามันเป็นอย่างนี้เหรอวะ มันไม่ได้เป็นภาพเดียวกับที่เห็นตอนเด็กๆ ว่าออกอัลบั้ม ขายดีได้ล้านตลับแล้วมีคอนเสิร์ตใหญ่ ชีวิตได้รับการเติมเต็ม มีความสุข แต่ภาพในหัวที่เกิดขึ้นตอนนั้นคือภาพของตัวเราที่เป็นเหมือนวัวที่ถูกใช้ให้ไปรีดนมอยู่ตลอดเวลา ติดต่อกันเป็นเวลาหลายเดือน

 

ในเมื่อแต่ละคนได้รับผลกระทบต่างกัน พวกคุณได้นั่งคุยกันเพื่อหาจุดที่สมดุลของวงบ้างไหม

     ปิติ: คุยครับ แต่เป็นการคุยกันเรื่องงานมากกว่า จริงๆ แล้วเราเองก็ไม่เคยมานั่งถามกันนะว่าตอนนั้นแต่ละคนรู้สึกยังไงบ้าง

 

     บอย: ถึงเราจะอยู่ด้วยกันมานาน ผูกพันเป็นเหมือนครอบครัวเดียวกัน แต่เวลาทำงาน เรายึดในหลักการทำงานแบบมืออาชีพ

 

     ป้อม: ส่วนผม ตอนนั้นไม่มีอะไรมากเลย เมื่อรู้ตัวแล้วว่าเคมีในสมองผิดพลาดก็ไปรักษาซะ เหมือนเวลาติดหวัดก็ต้องไปหาหมอ รักษาอยู่ 2 อาทิตย์ กินยาต่ออีกเดือนเดียวก็หายแล้ว เรามีนิสัยโรคจิตอยู่อย่างหนึ่งคือเป็นคนเพอร์เฟกชันนิสต์ เวลาทำอะไรจะตั้งใจมากๆ ไปหาหมอก็เช่นกัน เป้าหมายแรกคือทำยังไงให้เป็นคนไข้ที่หายเร็วที่สุดของหมอ ก็ออกกำลังกาย กินให้พอ นอนให้หลับ ไม่มีอะไรมาก แค่รักษาสมดุลของสามสิ่งนี้ไว้ให้ได้

 

     บอย: มันคือข้อดีของป้อมเลยนะ หลังๆ พอมีใครมาถามเราเรื่องนี้ เราจะบอกเลยว่าให้ไปหาหมอ

 

     ปิติ: บางเวลาเราก็คิดๆ เหมือนกันว่าเราอาจจะมีภาวะของความซึมเศร้า แต่เราไม่อยากไปหาหมอ การหาหมอมันทำให้เรารู้สึกสูญเสียอธิปไตยของตัวเองไป ถ้าเกิดหมอเขาวินิจฉัยว่าเราเป็นซึมเศร้า เท่ากับว่ากูต้องป่วยใช่ไหม แต่ผมสามารถไม่เศร้าก็ได้นะหมอ (หัวเราะทั้งวง) สุดท้ายแล้วผมคงไม่อยากให้ใครมาตัดสินว่าเราป่วย

 

     บอย: ปิติคล้ายกับเราเลย เราเลยจะชอบรู้สึกว่าตัวเองไม่น่ารัก เพราะว่าผมไม่เคยท้อ ไม่เคยมีความรู้สึกว่าจะเหนื่อยล้าจนอยากจะหยุด เวลามีน้องมาขอกำลังใจ หรือมาถามว่าเวลาพี่ท้อ พี่ทำยังไง ผมตอบไม่ได้ ผมเลยรู้สึกว่าผมไม่น่ารักเอาซะเลย

 

โลโมโซนิก

 

แล้วในช่วงเวลาปัจจุบันล่ะ พวกคุณทุกคนพร้อมเผชิญทุกเวที ไม่มีความกดดัน ไม่มีความพารานอยด์แล้วใช่ไหม

     ป้อม: ไม่นอยด์ครับ ตอนนี้ผมกำลังหาศัตรูอยู่ ถ้ามีศัตรูแล้วชีวิตจะมีความสุข พูดว่าศัตรูมันอาจดูเหมือนเราเกลียดเขาแต่จริงๆ แล้วเราเป็นเพื่อนกันนี่แหละ เพียงแต่เราควรมีศัตรูในใจไว้เพื่อเป็นเป้าหมายย่อย เหมือนมีเควสต์ต่างๆ ในเกมให้เราคอยเคลียร์ มีเควสต์หลักสักอัน และมีเควสต์รองหลายๆ อัน บางเวลาจะได้พักจากเควสต์หลักไปเล่นในเควสต์รอง เกมถึงจะสนุก ถ้าเรามีความสุขมากๆ สมบูรณ์แบบมากๆ ชีวิตมันจะว่างเปล่า

 

     บอย: ผมว่าเรายังไม่ถึงจุดที่มีความสุขมากๆ จนชีวิตว่างเปล่าเลย เรายังไม่รวยขนาดนั้น สำหรับผม เราต้องรวยก่อนแล้วจะรู้สึกว่าชีวิตแม่งว่างเปล่า ยังต้องกังวลอยู่ว่าวันนี้จะมีงานไหม ตอนนี้งานเริ่มน้อยแล้วนะ พอเงินเริ่มไม่มีแล้วจะทำยังไง ก็ต้องทำวงต่ออยู่ดี แล้วผมกล้าพูดเลยนะว่าผมจะไม่ไปทำเดี่ยว ผมจะรวยไปกับไอ้คนพวกนี้ (ชี้สมาชิกทุกคนในวง) มันเท่กว่า เราต้องการชาวแก๊งอย่างนี้ ยังมีเรื่องให้ต้องคุยต้องทะเลาะกันอีกเยอะ

 

     ป้อม: ถ้าสับสนไม่แน่ใจ เราจะกลับมาที่แก่น ลองฟังกันเอง เฮ้ย งานดี กูชอบ ตื่นเต้นว่ะ เพลงแม่งโคตรดี แค่นี้เลย

 

     บอย: เราอยากมีงานดีๆ เราอยากมีเพลงเท่ๆ สำหรับผมเพลง ความรู้สึกของวันนี้ เป็นโมเดลการต่อสู้ที่ดีที่สุดของพวกเรา เพลงนี้มันมีท่าประหลาด ตอนที่ปล่อยไปมันเงียบๆ ดูไม่น่าจะไปได้ไกล แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือมันค่อยๆ โตขึ้นเรื่อยๆ จนทุกวันนี้เกือบจะร้อยล้านวิวแล้ว เรื่องมอนิเตอร์ยอดคนฟังนี่ผมโรคจิตมาก คนทำเพลงมันต้องดูสิ เราทำให้คนฟังนะเว้ย ถ้าเราจะทำเพลงกันเอง เราฟังกันเองในห้องก็ได้ แต่เรายังคลั่งการเล่นคอนเสิร์ตอยู่ ต่อให้เราได้ไปเล่นที่สเตเดียมที่ใหญ่ที่สุดของประเทศนี้ แต่ไม่มีคนโต้ตอบกลับมาหาเราเลย ก็ต้องถือว่างานเรามันยังไม่ใช่ แต่ถ้าเป็นคอมเมนต์นี่ไม่ดูเลยนะ

 

     ปิติ: ส่วนเราอ่านคอมเมนต์ เพราะทำเพลงก็อยากจะรู้ว่าฟีดแบ็กมันเป็นยังไง แต่ก็จะอ่านแบบปิดตาข้างเดียวนะ (หัวเราะ) เวลาอ่านมันเหมือนเราเดินเข้าป่าที่เต็มไปด้วยกับระเบิด บางทีเจอคอมเมนต์แบบ พี่ห่วยจัง แม่งเหมือนเดินเหยียบกับระเบิด ทำให้วันนั้นซึมไปได้ทั้งวันเหมือนกัน

 

     ป้อม: หลังๆ ผมเสียใจน้อยลงกับคอมเมนต์นะ ต่อให้คนที่เราเคารพมาชมก็ยังเฉยๆ รู้สึกว่าความกระหายอยากได้คำชมมันเบาลง ไม่ค่อยมีผลกับชีวิตแล้ว

 

     บอย: จริง ต่อให้เขาชมมาฉิบหายวายป่วง แต่ถ้ายังแปลงเป็นเงินเข้ากระเป๋าไม่ได้ก็ไม่ดีใจเท่าไหร่นะ (หัวเราะ) หรือต่อให้ตัวเลขคนฟังสูงก็ไม่ได้พิสูจน์ว่ามันจะแปรค่าเป็นเงิน เวลาเราเล่นคอนเสิร์ต สมมติที่สนามราชมังฯ ก็ได้ เราต้องการคนดูห้าหกหมื่นคนเท่านั้น จริงๆ แล้วเราไม่ได้ต้องการหกสิบเจ็ดสิบล้านคนจากทั้งประเทศ สิ่งสำคัญอาจเป็นแค่การหาวิธีว่าจะทำยังไงให้หกหมื่นคนยอมจ่ายเงินมาดูเรา เพราะฉะนั้น เวลาสร้างงานเราจะลงลึกตรงนี้ ต้องได้งานที่ดีมากๆ แล้วคนจะยังรักและอยากมาดูงานเรา ไม่ใช่ว่ามุ่งเอาแต่ยอดวิวที่มหาศาล แต่ถ้ายอดน้อยมากมันก็น่าเครียดนะ (ยิ้ม) ตอนนี้ขอให้เพลงเรามันเติบโตแบบ ความรู้สึกของวันนี้ ให้มันหยั่งลึกอยู่ในใจคน ให้คนมีความผูกพันกับแบรนดิ้งโลโมโซนิค

 

โลโมโซนิก

 

คุณคิดว่าแฟนเพลงของคุณเขารักอะไรในแบรนด์ที่ชื่อว่า โลโมโซนิก

     บอย: เราเป็น human being เราคือมนุษย์เมืองไทยที่อากาศโคตรจะร้อน เป็นคนขี้หงุดหงิด ชอบแต่งเพลง ชอบอยู่กลางฝูงชน ดุบ้าง ใจดีบ้าง อ้าว… ลุงตู่นี่หว่า (หัวเราะ) ล้อเล่นนะ เราคือมนุษย์ที่ด่าได้ เตือนได้ เราเป็น daddy, brother, lover, little boy เราเป็นพ่อ เราเป็นพี่เป็นน้อง และเราก็เป็นคนรักของคุณ

 

     ป้อม: มีสิ่งหนึ่งที่ชัดเจนมากๆ ของโลโมโซนิกก็คือ เราจะเป็นอะไรก็ได้แต่เราคือคนที่จริงใจครับ

 

     บอย: คือถ้าจะให้ทำเพลงที่แบบ… (นิ่งคิด) ฉุดให้สังคมเสื่อมลงไป แต่ทำออกมาแล้วดังแล้วรวย เราไม่ทำ มันไม่เท่

 

     ป้อม: เราอยากรวย แต่ไม่ใช่ว่าเราจะทำทุกอย่างเพื่อให้รวย สำหรับเราคือต้องรวยและเท่ด้วย

 

     บอย: ศีลธรรมคือเรื่องจำเป็น ผมมีหลาน ได้คุยได้เล่นกับเขา ได้เฝ้าดูพวกเขาที่กำลังเติบโต มันทำให้ผมสัญญากับตัวเองเลยว่าผมจะไม่ทำเพลงที่ชี้นำพวกเขาไปในทางที่ผิด ลามกอนาจาร พวกเขาที่ยังอยู่ในวัยเจ็ดขวบแปดขวบไม่ควรมาฟังเรื่องพวกนี้ หรือแม้กระทั่งทำเพลงที่บอกว่า เราไม่ผิดที่จะไปหลงรักคนที่เขามีแฟนแล้ว มันผิดก็ต้องบอกว่าผิดสิ

 

     ออตโต้: ใช่ หลายๆ เพลงเดี๋ยวนี้ที่มันสองแง่สองง่ามมากๆ เราฟังเผินๆ อาจจะดูเป็นเรื่องขำๆ แต่เอาเข้าจริงแล้วมันแย่ต่อเด็กนะ

 

     บอย: เราไม่อยากให้เพลงของเราไปทำให้เด็ก ป.3 รู้สึกแบบนั้น มันยังไม่ถึงเวลาของเขา ถ้าเพลงของเราทำให้สังคมยิ่งถอยหลัง ลูกหลานจะอยู่ยังไง มันเลยย้อนกลับไปสู่จุดเริ่มต้นที่ว่าทำไมเราถึงอยากทำและเล่นเพลงตัวเองมากขนาดนั้น ก็ถ้ามึงไม่สร้างเพลงใหม่ของตัวเอง ลูกหลานจะฟังอะไร น่ากลัวนะ ถึงยุคหนึ่งที่ไม่มีเพลงใหม่ ทุกคนฟังแต่อะไรเดิมๆ แล้วคนยอมรับกับการมาคัฟเวอร์รัวๆ ไลฟ์โชว์นม ให้คนกดไลก์เยอะๆ ทุกวันนี้แค่มีแท็บเล็ตมันก็ป่วยหนักแล้ว จะต้องป่วยไปกว่านี้อีกเหรอ การทำเพลงออกมาแต่ละเพลงที่จะไปมีอิทธิพลต่อความคิดคนรุ่นต่อไปจึงไม่ใช่เรื่องเล็ก

 

ความตั้งใจดีของคุณมันทำให้เรานึกถึงช่วงวัยรุ่นที่คอยตั้งคำถามต่อความอนุรักษ์นิยมหรือความหัวโบราณของผู้ใหญ่ แต่ขณะที่เวลาผ่านไป เรามีอายุมากขึ้นเราอาจจะกลายเป็นคนแก่ขี้บ่นไม่ต่างจากพวกเขาเลยก็ได้

     บอย: มันจะเป็นแบบนั้น เด็กๆ ในเจเนอเรชันต่อไป เวลาคุยกับเรา เขาคงจะรู้สึกแบบเดียวกับตอนที่เราโดนเบบี้บูมเมอร์กดดันนั่นแหละ ถ้าพูดถึงเจเนอเรชันเบบี้บูมเมอร์ ผมมีความคิดอย่างเดียวเลยว่า ถ้ามึงไม่ชอบอะไร มึงอย่าเป็นแบบนั้น

 

     ออตโต้: ไม่ว่าจะผ่านไปกี่สมัย การปะทะทางเจเนอเรชันจะเกิดขึ้นเสมอ มีคนที่อยากแหวกขนบ ไม่สนศีลธรรม และก็จะต้องมีคนที่คอยคัดค้านพวกเขา

 

     ป้อม: เด็กวัยรุ่นต้องทะเลาะกับคนมีอายุครับ เป็นกฎของโลก ไม่อย่างนั้นมันก็ไม่ใช่เด็กวัยรุ่นสิวะ

 

     ปิติ: มีแต่ผมสินะที่เป็นเด็กหัวอ่อน

 

     ป้อม: แค่ทรงผมก็ไม่น่าอ่อนแล้วนะ นี่ทำโมฮอว์กไปรับปริญญาด้วยหรือเปล่าเนี่ย (หัวเราะ)

 

     ปิติ: ตรรกะของผมคือ เราอยู่ด้วยกันในสังคม คนอายุน้อยเคารพคนอายุมาก คนอายุมากกว่าก็ควรเคารพคนอายุน้อยกว่าเช่นกัน ถ้าเรามีไอเดียเรื่องความเคารพอยู่ในหัว การทะเลาะกันจะน้อยลง

 

     ป้อม: ในวงของเราเองมีเรื่องที่เห็นไม่ตรงกันเยอะมาก ออตโต้อาจบอกว่าผมชอบเพลงเพลงหนึ่ง ปิติกลับบอกว่าโคตรเกลียดเพลงนี้เลย แต่เราต่างรู้ว่า โอเค แล้วแต่มึง รับรู้แล้วนะ พอ… จบ… วาง

 

โลโมโซนิก

 

กระบวนการทำเพลงมันคล้ายกับระบบการจัดการทางสังคม อะไรที่ไม่ดีจะถูกสกัดออกไป เชื่อไหมว่าการทำเพลงที่ผ่านมาของเราลงตัวโดยไม่เคยต้องใช้การโหวตเลย

 

ในการทำเพลงของวงดนตรีวงหนึ่ง เราควรยึดถือความเป็นประชาธิปไตย หรือต้องมีคนในวงที่เป็นผู้นำแบบเผด็จการคอยควบคุมไม่ให้ทิศทางของเพลงสะเปะสะปะ

     ป้อม: สำหรับผม การทำเพลงไม่ใช่ประชาธิปไตย แต่เป็นทีมเวิร์ก ทุกคนมีบทบาทของตัวเองชัดเจน ส่วนตัวเพลงคือผู้นำที่เป็นเผด็จการ เพลงจะบอกเองว่าเราต้องทำอะไรกับเพลงนั้น เราควรเชื่อฟังมันยังไง เราใช้ตัวเพลงเป็นตัวนำในการทำงานทั้งหมด

 

     ออตโต้: กระบวนการทำเพลงมันคล้ายกับระบบการจัดการทางสังคม อะไรที่ไม่ดีจะถูกสกัดออกไป เชื่อไหมว่าการทำเพลงที่ผ่านมาของเราลงตัวโดยไม่เคยต้องใช้การโหวตเลย

 

     บอย: ผมว่าการทำเพลงมันเป็นกระบวนทางวิทยาศาสตร์ที่มีข้อยกเว้นให้กับเรื่องของความรู้สึก สุดท้ายเรามองดูมัน เราจะรู้ว่ามันดีหรือไม่ดี เพลงเหมือนเด็กที่จะคอยพูดกับเราอย่างจริงใจ แล้วเราจะเห็นเองว่าเขาดีหรือไม่ดี เขาควรจะเข้าโรงเรียนอะไร

 

     ป้อม: สิ่งหนึ่งที่ผมเคารพมากๆ คือวิจารณญาณของวง ผมเชื่อว่าทุกคนโตแล้ว บรรลุนิติภาวะ มีการศึกษา ทุกคนในวงค่อนข้างเป็นชิ้นเป็นอัน และพัฒนาตัวเองไม่หยุด วิจารณญาณของทุกคนจึงฟังได้และน่าฟัง

 

     ปิติ: ถ้ากระบวนการทำดนตรีของผมไปตกอยู่ในช่วงที่ต้องคิดไลน์ของตัวเองแต่เราเกิดไม่มั่นใจ เคาะไม่ได้ ก็ต้องขอความคิดเห็นจากคนในวง ถึงจุดนั้นเราต้องยอมรับแล้วว่ามันอาจจะโดนตัดทิ้งไปเลย หรือโดนคอมเมนต์ว่าเหี้-มากเลยก็ได้ แต่สุดท้ายเราจะกลับมาคุยกันว่า ถ้าไม่ไปทางนี้แล้วเราจะไปทางไหนดี ไม่ใช่แค่เรื่องไลน์ดนตรีเท่านั้น แม้แต่ชื่อเพลงเรายังต้องปรึกษาหารือกัน

 

     บอย: จำได้ๆ ตอนนั้นทั้งวงไม่เอาชื่อเพลง ความรู้สึกของวันนี้ แต่เราเนี่ยกลับรู้สึกว่าเพลงนี้มันต้องชื่อนี้สิวะ ก็มีการมาคุยกับคนในวงว่าเอาเถอะ กูขอแล้วกัน

 

     ป้อม: (ยกมือขึ้น) ตอนนั้นผมเป็นคนที่ค้าน เพราะรู้สึกว่ามันไม่เท่ แต่พอบอยยกเรื่องการตั้งชื่อเพลงที่มีผลทางการตลาดขึ้นมา ผมยอม รู้เลยว่าเหตุผลของตัวเองเบากว่า ถ้าเอาชื่อสั้นๆ เท่ๆ พอใจแค่ตัวเราคนเดียวแต่วงแพ้ เราก็ไม่เอา เมื่อก่อนผมจะดื้อกว่านี้เยอะ เป็นคนที่จริงจังเหลือเกิน แต่พอพักหลังมานี้จะเห็นว่าเราเปลี่ยนใจง่ายมาก เรียกได้ว่าจากหน้ามือเป็นหลังตีนได้ตลอดเวลา เราปรับตัวตามอุณหภูมิของวง พยายามหาข้อดีเพื่อมาขยายให้ใหญ่ที่สุด ผลักดันให้ไอเดียไปได้ไกลที่สุด ถ้าวงบอกว่าสิ่งนี้แย่ ผมจะมองหาข้อแย่ของมัน วงคือจิตวิญญาณหนึ่งร่วมกัน มันอยากจะพุ่งไปข้างหน้า เราจะดันให้มันพุ่งไปข้างหน้า เราคือส่วนหนึ่งของวง และมติของวงคือสิ่งที่บอกว่าเราควรจะทำอะไรกับวง

 

ขนาดคนเป็นแฟนกันยังเห็นไม่ลงรอยและทะเลาะกันไม่เว้นวัน แปลกใจที่วงดนตรีซึ่งแต่ละคนดูเป็นตัวของตัวเองมากๆ กลับจูนความคิดกันได้ง่ายดายเหลือเกิน

     ป้อม: การที่เรายังต้องมาเถียงกันว่าสิ่งนี้ดีหรือไม่ดีเป็นเพราะเรายังไม่ชอบมันไง แต่ถ้าเราชอบแล้วมันใช่จริงๆ พอเปิดเพลงมาปุ๊บ หรือเปิดอาร์ตเวิร์กมาปุ๊บ ไม่ต้องใช้เหตุผลเลย ทุกคนบอกว่ากูชอบแล้ว นั่นคืองานดี แล้วเราก็โชคดีจริงๆ ที่เรามักจะเจออะไรแบบนี้เสมอ

 

     ปิติ: ผมเชื่อว่าตอนดูงานทุกชิ้นมันจะมีโมเมนต์แวบแรกที่เข้ามากระทบใจทุกคน สิ่งนั้นแหละที่จะบอกว่าเราควรจะตัดสินยังไง

 

     ป้อม: (พยักหน้า) ใช่ๆ เรารอช่วงมิราเคิลอย่างนั้นเสมอ ซึ่งในเดือนๆ หนึ่งที่ทำเพลงกันมันอาจจะเกิดขึ้นสักครั้งหรือสองครั้ง เวลาแบบนั้นแม่งสุดยอด มันทำให้เรามีความสุข เฝ้ารอว่าจะเจอโมเมนต์ที่กำลังก้มหน้าก้มตาทำดนตรีไปแล้ว ปิ๊ง! จู่ๆ ได้งานดีเฉยเลย

 

     ออตโต้: ตราบใดที่คนทำงานมีความสุข งานก็จะดี พอเราไม่ต้องไปเคี่ยวเข็ญกับชาวบ้านเขา เราจะกลับมาเคี่ยวเข็ญตัวเองแทน แค่อ่านอุณหภูมิของคนในวงให้เจอว่า โอเค ปีนี้เราจะเร่าร้อนประมาณนี้นะ เพราะว่าเราต้องทำงานเยอะๆ อุณหภูมิในวงจะคอยนำทางเราเอง

 

     บอย: แต่บอกเลยว่าสุดท้ายแล้วมันจะไปจบในจุดที่มองเห็นแววตาของเด็กๆ ที่มาดูเรา ถ้ามันมีแพสชัน ถ้ามันมีศรัทธาอยู่ในนั้น แสดงว่าเรามาถูกทางแล้ว เราเป็นเหมือนพี่ชายของเขา ถ้าเขาอุตส่าห์เดินทางมาดูเราแล้วกลับไปใช้ชีวิตห่วยๆ เราเสียใจ แต่ถ้ากลับไปแล้วชีวิตมันดี อย่างตอนที่มีนักวิ่งทีมชาติมาคอมเมนต์ว่าเขาได้อะไรที่ดีๆ กลับไปจากเพลงเราบ้าง แบบนี้เราดีใจมาก

 

โลโมโซนิก

 

พวกเรารักงานของตัวเองมากจนไม่อยากขึ้นไปขายหน้าหรือให้ใครหัวเราะเยาะ เวลาเรากำลังทำในสิ่งที่รักแล้วกลับถูกหัวเราะเยาะ ผมว่าโมเมนต์นั้นคือความรู้สึกที่ต่ำที่สุดในโลกเลยนะ เหมือนเราเป็นหนอนเลย กูไม่อยากเจอความรู้สึกแบบนั้นว่ะ มันแย่มาก

 

วงดนตรีวงหนึ่งมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบต่อแฟนเพลงของเขามากน้อยแค่ไหน

     บอย: อย่างน้อยที่สุดมีสิ่งหนึ่งที่แสดงถึงความรับผิดชอบที่วงเรายึดถือมาตลอดคือ เราจะไม่ดื่มเหล้าก่อนโชว์ ห้ามเมาก่อนขึ้นเวที นี่คือกฎเหล็กของวง แต่หลังจากโชว์จบ จะไปทำอะไรที่ไหนก็ได้เลย ขอแค่มีชีวิตกลับมา ช่วยรับผิดชอบตรงนี้ให้ได้

 

     ออตโต้: คำถามคือ ถ้าเราไม่ดื่มเหล้า เราเล่นดนตรีได้ไหม?… เล่นได้ แล้วดีกว่าเดิมไหม?… ดีกว่าเดิม จบแค่นั้น วงเรามีพื้นเพมาจากคนที่ไม่ได้เรียนดนตรีมาอย่างจริงๆ จังๆ เราเป็นนักศึกษาสถาปัตย์ที่รวมตัวกันเพราะชอบเล่นดนตรี ซึ่งถ้าดื่มเหล้าดื่มเบียร์ก่อนขึ้นเล่นดนตรีเมื่อไหร่ จบเลย

 

     ป้อม: ถ้าเมาแล้วเราจะควบคุมความเครียดไม่ได้ แล้วสำคัญที่สุดคือกลัวเล่นหลุด คือผมมองว่าพวกเรารักงานของตัวเองมากจนไม่อยากขึ้นไปขายหน้าหรือให้ใครหัวเราะเยาะ เวลาเรากำลังทำในสิ่งที่รักแล้วกลับถูกหัวเราะเยาะ ผมว่าโมเมนต์นั้นคือความรู้สึกที่ต่ำที่สุดในโลกเลยนะ เหมือนเราเป็นหนอนเลย กูไม่อยากเจอความรู้สึกแบบนั้นว่ะ มันแย่มาก

 

     ปิติ: พอเราทรีตสิ่งที่ทำเป็นการงานของเรา เราจะมีความรู้สึกว่าหากทำพังหรือทำขายหน้า มันคือเรื่องคอขาดบาดตายเลย ลองนึกภาพคนทำงานกับเครื่องจักรในโรงงานอุตสาหกรรมที่ชีวิตมีความเสี่ยงมาก สติขาดเมื่อไหร่เท่ากับว่านิ้วอาจจะขาดได้ ความรู้สึกของเราต่องานมันคือประมาณนั้น อีกอย่างคือผมน่าจะเป็นคนควบคุมตัวเองยาก ถ้าเกิดไปค้นพบว่าดื่มเหล้าขึ้นเวทีแล้วสนุกมากๆ สถานีต่อไป… คนติดเหล้า (หัวเราะ)

 

     บอย: การใช้ชีวิตมาถึงตอนนี้ทำให้เราสังเกตเห็นว่า ร้อยคนพูดเรื่องความฝัน สิบคนจะพูดเรื่องวินัย แล้วหนึ่งคนเท่านั้นที่จะพูดเรื่องวินัยแบบสุดตีน ผมไม่รู้ว่าพวกเราจะเป็นหนึ่งคนนั้นหรือเปล่า แต่ที่แน่ๆ เราทุกคนในวงคือ 4 ใน 10 คนที่พูดเรื่องวินัย ถ้าวงเราไม่มีวินัย ป่านนี้น่าจะตายกันไปแล้ว

 

เวลาปาฐกถาบนเวทีคุณมักจะให้ทุกคนลุกขึ้นมาสู้ หรือบอกว่า ‘มึงเลิกโง่ได้แล้ว’ เพราะคุณมองเห็นว่าคนหนุ่มสาวอายุ 20-30 กำลังหลงทาง โหยหากำลังใจ และเบื่อหน่ายกับการมีชีวิตในทุกวันนี้ใช่ไหม

     บอย: พอพูดว่าโหยหากำลังใจแล้วผมรู้สึกว่าพวกเราเป็นคนไม่น่ารักขึ้นมาทันทีเลยว่ะ ที่อยากบอกพวกเขาจากใจจริงคือ พวกมึงไม่ได้ต้องการกำลังใจอะไรเลย สิ่งสำคัญคือพวกมึงต้องการการนอนที่เพียงพอ แค่นั้นเอง

 

     ป้อม: คำพูดให้กำลังใจมันเป็นแค่ยาแก้ปวดชั่วครั้งคราว ช่วยได้แค่ชั่วโมงนั้นชั่วโมงเดียว การปรับฟื้นคืนตัวให้กลับมาอยู่เป็นปกติสุขได้ด้วยตัวเองสำคัญกว่า ดังนั้น นอกจากการหมกมุ่นต่อการประสบความสำเร็จแล้ว คนเรายังต้องการการพักผ่อนที่เพียงพอ มีงานอดิเรกให้ทำ และมีเวลาให้กับครอบครัวด้วย

 

     บอย: เราไม่มีคำแนะนำ เราไม่รู้ว่าจะต้องให้กำลังใจใครยังไง แต่ถ้าแฟนเพลงเข้ามาคุยกับเรา เราจะบอกเสมอว่า เหนื่อยก็พัก นอนเถอะ ชีวิตไม่มีคำว่าไม่ไหวหรอก มันมีแค่คำว่าสำออย เราถึงบอกว่าเราไม่น่ารัก เพราะเราจะพูดในสิ่งที่เขาไม่อยากได้ยิน แต่มันมาจากมุมมองจริงๆ ของเรา ทำไมต้องให้คนอื่นมาบอกว่ามึงต้องวิ่ง ทำไมต้องให้คนอื่นมาบอกว่าทำบุญเถอะว่ะ ถ้าถามว่าคำพูดให้กำลังใจหรือไกด์ทิศทางชีวิตคนมันจำเป็นไหม มันก็คงต้องมีคนพูดแหละ แต่พูดแล้วอย่าหาประโยชน์จากมันได้ไหม

 

     ปิติ: ผมหลีกเลี่ยงเลยนะ ผมไม่ต้องการให้ใครมาโค้ชชีวิตผม ไม่อยากสูญเสียความเป็นตัวเอง แต่ถ้าอาชีพไลฟ์โค้ชที่คอยปลุกพลัง ให้กำลังใจคนมันสามารถไปช่วยชีวิตคนคนหนึ่งได้ สังคมคงต้องมีฟังก์ชันนี้อยู่แหละมั้ง

 

     บอย: ผมคิดถึงขั้นว่าทำไมต้องมีโรงเรียนสอนบุคลิกภาพด้วยวะ การที่มึงเป็นมึง เฮ้ย มันก็เท่ดีนี่หว่า ไม่เห็นจะต้องยืนถ่ายรูปเอวเอสตลอดเวลา ทำไมต้องมีหนังสือปลุกพลังใจหรือสอนเรื่องการใช้ชีวิตที่มีความสุขด้วย สำหรับผมแล้ว หนังสือพวกนี้มีประโยชน์อย่างเดียวคือเอามาเป็นเชื้อเพลิงสำหรับก่อกองไฟเท่านั้นเอง

 

     ป้อม: ในชีวิตคนเราอาจต้องการหนังสือแค่ 5 เล่ม เปิดอ่านเล่มแรกแล้วยึดถือเป็นคัมภีร์ในการใช้ชีวิตไปสักทศวรรษหนึ่ง ลองพิสูจน์ดูว่ามันจริงไหม คุณจะได้บทเรียนที่ล้ำค่ากลับมาในชีวิต สมมติอ่านหนังสือเล่มหนึ่งแล้วเชื่อว่าทุกคนควรได้รับความยุติธรรม คุณลองใช้ชีวิตแบบนั้นดูสักสิบปีสิ แล้วมันเวิร์กหรือเปล่า พอมันไม่เวิร์ก ค่อยเอาเล่มที่สองมานำทางชีวิตต่อ แล้วค่อยแก้ไขกันไป คนเราต้องการแค่นี้เอง

 

คนอายุระหว่าง 20-30 กว่าๆ รู้สึกว่าพวกเขาตกอยู่ในภาวะหมดไฟ (Burnout Syndrome) ท้อแท้กับการงาน

     ปิติ: เราเคยเป็นและทำให้เข้าใจว่าทำไมวงดนตรีบางวงทำอัลบั้มนี้เสร็จแล้วเว้นหายไปเป็นสิบปีเลย ผมเคยเข้าใจความรู้สึกว่าไม่อยากทำอะไรเลยนะ มันอาจจะเกิดขึ้นในช่วงที่วงไม่ได้ทำเพลงเลยจนไฟมันกำลังจะมอด หรือตอนที่วงทัวร์กันสี่ห้าวันติดจนรู้สึกว่าร่างกายต้องการการพักผ่อนแล้ว

 

     ป้อม: ทุกคนน่าจะมีโมเมนต์แบบนี้ ยกเว้นบอยที่มีแรงต้านทานต่อเรื่องนี้สูงมาก

 

     บอย: ไม่มีตังค์เมื่อไหร่ก็จะรู้เองว่ามันทำอะไรเราไม่ได้เลย (หัวเราะ)

 

     ออตโต้: ช่วงปลายปีของปีไหนสักปีหนึ่งที่วงเรามีงานโชว์เยอะมาก พอขึ้นไปบนเวทีปุ๊บ เรารู้สึกเลยว่า เชี่- ไม่สนุกว่ะ เหมือนกำลังเล่นแบบเปิดโหมดออโต้ไพลอต

 

     ป้อม: ทุกคนสามารถมีภาวะ Burnout Syndrome เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา อาจจะมีวูบเป็นบางวัน บางสัปดาห์ หรือบางเดือน แต่สุดท้ายกลับมาที่ผลลัพธ์ระยะยาว 10 ปีของวง สิ่งนี้คือโมเมนตัมที่เราต้องรักษาไว้ให้ได้

 

     ปิติ: แต่ก็จะมีบางครั้งนะที่เรารู้สึกว่า เอ๊ะ เป็นเพราะว่าเราอ่านบทความเกี่ยวกับ Burnout Syndrome มากเกินไปจนเราคิดว่าตัวเองต้องเป็นด้วยหรือเปล่าวะ เหมือนพยายามหาสิ่งที่จะมาแก้ตัวว่าเรากำลังป่วยอยู่

 

     บอย: ซึ่งพบว่าจริงๆ แล้วคือมึงขี้เกียจกันนี่หว่า (หัวเราะ)

 

     ป้อม: โซเชียลมีเดียยุคนี้ทำให้เกิดปัญหาเรื่องการชอบแปะป้าย เรามีชื่อโรคเพิ่มขึ้น 500 ชื่อ เช่น เกลียดคนผิวเหลือง เกลียดคนผิวขาว หรือกลัวคนหน้าซีด ฯลฯ อาการพวกนี้เป็นโรคหมดเลย เรื่องล่าสุดที่ทำให้คนสับสนกันมากคือ ฉันเป็นอินโทรเวิร์ตหรือฉันเป็นเอกซ์โทรเวิร์ต คือมึงก็เป็นมึงนั่นแหละ แล้วมึงก็มีหลายเวอร์ชันด้วย เวลาหดหู่อาจจะอยากอยู่คนเดียว เวลาร่าเริงก็อยากออกไปเจอสังคม มึงเป็นคนปกติเว้ย ไม่ต้องแปะป้ายอะไรเลย มึงเป็นตัวเองเถอะ ยกเว้นถ้าทนไม่ไหวก็ไปหาหมอ

 

เราจะใช้ชีวิตอย่างไรให้เจอ input ใหม่ๆ ไอเดียใหม่ๆ ที่จะหล่อเลี้ยงไฟในการทำงานของเราให้คงอยู่ไปตลอด

     บอย: อย่าไปยอม ต้องท่องไว้เลยว่าอย่าไปยอม ง่ายมาก ยกตัวอย่างเวลาไปทัวร์คอนเสิร์ตที่โรงเรียนไหนก็ตาม ผมเข้าไปคุยกับเด็กก่อนขึ้นเวทีเสมอ อาจารย์ฝ่ายปกครองชื่ออะไร? รู้สึกยังไงกับเขา? ขวัญใจประจำโรงเรียนคือคนไหน? คู่อริคือโรงเรียนอะไร? พอพูดขึ้นไปพูดชื่อเหล่านั้นบนเวทีปุ๊บ คนเฮกันลั่นเลย ถ้าเด็กมันจะขนาดไหนมึงก็ต้องขนาดนั้นอะ เด็กสมัยนี้ชอบอะไรล่ะ ถ้าเรายังมัวไปคุยคอนเทนต์ยุค 90s กับเด็กปัจจุบันเขาจะเข้าใจไหม หรือไปพูดเรื่องเขียนจดหมายส่งหากันเขาจะอินไหม ตอนนี้มึงส่งไลน์กันแล้วไง เด็กมันเก่งจริงเราต้องยอมรับ แต่ถ้าจะไปเล่นคอนเสิร์ตให้เขาดู เราก็ต้องพูดเรื่องเดียวกับเขา พูดง่ายๆ คือทำตัวเป็นพหูสูตให้มากที่สุด

 

โลโมโซนิก

 

ในเอ็มวีเพลงล่าสุด กลัวว่าความคิดถึงของฉันจะทำร้ายเธอ เล่าเรื่องตัวละครหนึ่งที่ป่วยเป็นไบโพลาร์ อาการป่วยทางจิตแบบนี้สะท้อนสังคมในปัจจุบันอย่างไร

     บอย: มันคือการตีความอีกชั้นหนึ่งมากกว่า เราไม่ได้จะพูดเรื่องไบโพลาร์ตรงๆ แต่เราพยายามจะพูดถึงจุดที่ดีที่สุดกับจุดที่ร้ายที่สุดในความสัมพันธ์ ความรักทำให้คนเราดีที่สุดแต่ในขณะเดียวกันมันก็ทำให้คนเราร้ายที่สุด ซึ่งมันคล้ายกับอาการไบโพลาร์ที่อารมณ์ของคนป่วยจะสวิงไปสุดขั้วของทั้งสองฝั่ง ถ้าถามว่าพอสังคมมันวิวัฒน์ไปแล้วมันบีบให้คนเป็นไบโพลาร์กันมากขึ้นไหม ผมว่าคนเราเป็นกันมานานแล้วนะ

 

     ป้อม: เมื่อก่อนคนแย่งผัวแย่งเมียกันเป็นเรื่องปกติ และฆ่ากันง่ายกว่านี้ไม่รู้กี่ร้อยเท่า ยังไม่ทันเกิดไบโพลาร์หรอก แค่จะไปสู้กับสิ่งที่ตัวเองเชื่ออย่างการออกรบเพื่อชาติก็ตายแล้ว ออกไปทำมาหากินก็เสี่ยงชีวิต ทำประมงทำนาก็เสี่ยงตาย โรคภัยไข้เจ็บเยอะมาก มันยังไม่ทันได้ทุกข์เลยมันตายกันก่อนทั้งนั้น อายุเฉลี่ยของมนุษย์เราเมื่อก่อนแค่ 40 ปีเอง

 

     ออตโต้: เออ ก็ดีนะ กูก็ว่าเราจะอยู่อะไรกันนานนักหนา

 

     ป้อม: ในอนาคตชีวิตคงอยู่ยากขึ้นถ้าหากเราไม่มีความสุขหรือถ้าร่างกายไม่แข็งแรง อายุขัยเฉลี่ยของคนเดี๋ยวนี้อยู่ที่ 84 ปี นี่คือเอามาเฉลี่ยกับคนที่ตายเพราะอุบัติเหตุตั้งแต่อายุยังน้อยแล้วยังพบว่าคนเราจะมีอายุยืนได้ขนาดนี้ ผมอ่านข้อมูลนี้แล้วยังรู้สึกเลยว่า นี่กูต้องอยู่ถึง 84 จริงเหรอ

 

     ปิติ: เชี่- อีก 50 ปี กูจะทำอะไรดีวะ

 

     ป้อม: การที่ถูกโยนออกไปในความว่างเปล่ามันทำให้เราเศร้าได้ง่าย

 

     บอย: พอถึงวันหนึ่งเราอาจจะมีความสุขกับการได้อยู่กับลูกกับหลานก็ได้นะ สมมติว่าหมดเวลาที่ผมจะเล่นดนตรีได้แล้ว คงไปทดลองอะไรสักอย่างหนึ่งอยู่ที่ต่างจังหวัด พยายามตัดต่อพันธุกรรมของพืช ทำให้ข้าวโพดอันใหญ่เท่าบ้าน โคตรเจ๋ง ผมอยากทำได้ว่ะ (หัวเราะ)

 

     ป้อม: เน็ตไอดอลบางคนยังชอบพูดถึงเรื่องเกษียณ กอบโกยให้ตัวเองรวยเร็วๆ แล้วรีบเกษียณตัวเองออกมา ผมเคยมีความรู้สึกที่อาจจะใกล้เคียงกันอยู่ในช่วงที่วงเราดัง หลังคอนเสิร์ตใหญ่ มีเงินใช้เต็มมือเลย ตอนนั้นบอยลาไปบวชพอดี เราเลยได้ทดลองเกษียณอยู่เดือนหนึ่ง โรคซึมเศร้ากำเริบเลยครับ เพราะคนที่อยู่กับงานมาทั้งชีวิตแล้วจู่ๆ ไม่มีงานให้ทำเนี่ยมันว่างเปล่าจนทำให้รู้สึกว่าตัวเราค่อยๆ หมดคุณค่าลงไปเรื่อยๆ

 

     ออตโต้: ชีวิตต้องมีกิจกรรมเนอะ ถ้าไม่มีแล้วมันไม่รู้ว่าจะอยู่ยังไง

 

วงดนตรีที่เคยผ่านช่วงเจ็บปวดอัดอั้นตอนที่วงยังไม่มีชื่อเสียง เผชิญกับความรู้สึกว่าวงเรามีหน้าที่เพียงแค่คอยดึงให้ลูกค้าอยู่ดื่มเหล้าในผับให้นานที่สุด เจอสายตาไม่แยแสจากบางคน จนเข้าสู่เฟสที่มีคอนเสิร์ตใหญ่ของตัวเอง พื้นที่และช่วงเวลาระหว่างเล่นคอนเสิร์ตใหญ่คือโมเมนต์ที่เยียวยาความเจ็บปวดที่ผ่านมาของเราได้มากแค่ไหน

     บอย: ตอนอายุ 20-30 เราคิดถึงแต่ความรู้สึกของตัวเองแบบนั้นแหละ แต่หลังจากนี้เราไม่ได้ทำคอนเสิร์ตเพื่อเยียวยาตัวเองอีกแล้ว คอนเสิร์ตใหญ่ครั้งต่อไปมันจะเกิดขึ้นเพื่อแฟนเพลงของพวกเรา นี่ไม่ได้มาทำปากหวานใส่นะ แต่ผมคิดว่าเรากำลังทำเพื่อลูกหลาน มันคือการส่งต่อ วันหนึ่งเราก็ต้องเลิกเป็นโลโมโซนิก แต่ถ้าในช่วงเวลานี้เราได้ส่งต่อให้เกิดวงดนตรีอีกวงหนึ่งที่ขับเคลื่อนสังคมต่อไป ส่งต่อกันไปอีกเป็นสิบเป็นร้อยวง แบบนี้ผมดีใจ แต่สำหรับคอนเสิร์ตใหญ่ครั้งต่อไปผมยังไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ เพราะยังไม่มีเมสเสจที่ชัดเจน แต่ถ้าเมสเสจมาเมื่อไหร่ เจอกันแน่นอน

     โลโมโซนิกทำได้ดีที่สุดคือการเล่นดนตรี เราไม่เคยจัดแฟนมีตติ้ง เราไม่ได้เป็นคนที่มีมนุษยสัมพันธ์ดีขนาดนั้น เราไม่ได้เกิดมาเป็นโมเดลที่เขาปลุกปั้นมาเพื่อทำธุรกิจอะไรบางอย่าง แต่โลโมโซนิกวันนี้มันเป็นซับคัลเจอร์ ในวันหนึ่งที่วัฒนธรรมนี้มันถูกส่งต่อไปสู่คนอื่นๆ วันนั้นผมตายตาหลับ เราเรียนรู้จากแฟนเพลง เขาเองก็ได้เรียนรู้จากเรา เราเห็นชีวิต มันไม่ใช่พันธกิจยิ่งใหญ่ว่าวงดนตรีเราจะมาปลดปล่อยพวกเขาแบบนั้นนะ แต่ว่าเราเรียนรู้ซึ่งกันและกัน เราเป็นผู้ใหญ่ที่เด็กตะโกนด่าขึ้นมาว่าพี่บอยวันนี้พูดมากจังวะ เมื่อก่อนเราจะโกรธ แต่ตอนนี้คือ เฮ้ย ใจเย็นก่อนนะ

 

โลโมโซนิก

 

การออกไปโชว์ท่ามกลางวัยรุ่นซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นวัยขบถและหุนหันพลันแล่น เราจะมีวิธีบอกให้พวกเขาลดดีกรีความบ้าบิ่นหรือเดือดดาลลงได้อย่างไร

     บอย: ที่สุดแล้วไม่ว่าจะคลุกคลีกับคนวัยไหน หรือต่อให้บอกว่าสังคมในอนาคตจะต้องเสื่อมทรามลงไปแค่ไหนก็ตาม ผมว่า respect คือสิ่งสำคัญ ถ้าสังคมยิ่งถดถอย ถึงวันหนึ่งที่เด็กออกมามีเซ็กซ์กันตามฟุตพาทเป็นเรื่องปกติ เราก็ยังยืนยันว่าเราจะไม่ไหลไปตามน้ำ เราจะต่อสู้เพื่อพื้นที่ของเรา

 

     ป้อม: ใช่ สิ่งที่บอยพูดสำคัญ โลโมโซนิกคือซับคัลเจอร์ ถ้าคุณเข้ามาในวัฒนธรรมของเรา คุณควรจะชอบมัน ไม่ใช่เข้ามาเพื่อเปลี่ยนแปลงมัน มีบางโชว์ที่ผู้ชายเบียดผู้หญิง ทำให้ผู้หญิงที่ยืนอยู่ตรงนั้นเซจนจะล้มลงไปอยู่แล้ว บอยจะตะโกน เฮ้ย ไม่เอา แฟนเพลงต้องดูแลกันสิ ไม่ใช่มาผลักกันล้มแบบนี้ ถ้าคุณมาอยู่ในคัลเจอร์ของเรา เรามีสิทธิ์ควบคุม แต่ถ้าเป็นเรื่องในบ้าน ผมคงไม่เคาะประตูไปแบบ อีห่- มึงทำผิดศีลธรรมแบบนี้ได้ยังไงกัน แล้วปิดประตูใส่ เราจะไม่ทำแบบนั้นเช่นกัน เราไม่ควรสาระแนเรื่องของคนอื่น เพราะการไปสาระแนตัดสินเรื่องของคนอื่นจะทำให้เราเป็นทุกข์ เพราะฉะนั้น เพลงหน้าของเราจะชื่อว่า กฎแห่งกรรม ครับ (หัวเราะทั้งวง) ล้อเล่นนะ แต่เอาเป็นว่าวงเรามีเส้นแบ่งที่ชัดเจน

 

     บอย: เรายังได้ไปทดลองทำงานกับศิลปินรุ่นใหม่ๆ ล่าสุดเรากำลังทำเพลงกับอิ้งค์ (วรันธร เปานิล) พอได้คุยกันก็พบว่าเด็กคนนี้มันเด็กดื้อเหมือนพวกเรานั่นแหละ เซนส์ความดาร์ก เซนส์ความดื้อมันได้ ที่สำคัญคือทำให้เรามองเห็นว่าคนรุ่นใหม่เดี๋ยวนี้เก่ง เส้นทางดนตรีของพวกเขายังอีกยาวไกล เขามีฝีมือ เขาร้องโอเปราได้ เราก็อยากเอาตรงนี้มาทดลองดู การได้พบวัตถุดิบใหม่ๆ แบบนี้มันทำให้เราไม่หมดไฟไปง่ายๆ สัญญาว่าจะใช้เวลาที่มีทำให้งานนี้ออกมาเต็มที่ที่สุด

 

โลโมโซนิค

 

หลังจากที่วงดนตรีโลโมโซนิกเดินทางมาสู่ปีที่ 15 แล้ว เป้าหมายต่อไปของพวกคุณคืออะไร

     ป้อม: ระยะหลังมานี้ ผมรู้สึกว่าถ้าคุณรักอะไรสักอย่างและอยากสนุกกับมันก็เพียงพอแล้ว อาจจะเป็นคำตอบที่ดูโลกสวย แต่ตอนนี้เราแฮปปี้กับจุดที่เป็นอยู่ ชีวิตที่ผ่านมาสอนอะไรเราเยอะ และก็ทำให้เราผิดพลาดน้อยลง สิ่งที่เราพยายามทำทุกวันคือทำอย่างไรก็ได้ให้เข้าใกล้ความเป็นมืออาชีพมากขึ้น คนทำงานครีเอทีฟหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเกิดความรู้สึกกดันในใจเสมอๆ ชีวิตเราถูกบังคับให้ต้องแสวงหาไอเดียใหม่ๆ หรือคำตอบใหม่ๆ ที่ดีกว่าเดิมเพิ่มเติมตลอดทุกปี อัลบั้มที่แล้วดี ปีนี้มีคำถามแล้วว่าจะทำอะไรให้ดีกว่าเดิม ย้ำสิ่งที่ดีอยู่แล้วให้ดีขึ้นไหม หรือหาเส้นทางใหม่ๆ คำตอบของเราจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ซึ่งคำตอบเหล่านี้จะเข้าไปเปลี่ยนแปลงเส้นทางของเราให้เราโตขึ้น แก่ขึ้น หรือเราอาจจะเด็กลงก็ได้

 

     ปิติ: จริงๆ แล้วผลงานคอลเล็กชันหนึ่งของเราอาจมาจากการวาดเล่น แต่ว่าเราโอเคกับมัน เราแค่อยากรวมส่งเป็นชิ้นงานก็ได้ ไม่จำเป็นว่าต้องเอาชีวิตไปเรียนรู้จนเกิดบรรลุสัจธรรมแล้วนำมาเผยแพร่ เราแค่ชอบทำเพลงเราก็ทำไปเรื่อยๆ พร้อมที่จะปล่อยมันในสภาพไหนก็ได้ ทั้งอัลบั้ม ซิงเกิล หรือมินิอัลบั้ม มีให้คุณเลือกได้มากมาย

 

     ป้อม: การสร้างสรรค์ผลงานมันไม่ใช่ว่าผมไปอ่านหนังสือมาเล่มหนึ่ง ยกตัวอย่างเล่มที่ผมกำลังอ่านอยู่อย่าง เซเปียนส์: ประวัติย่อมนุษยชาติ สนุกมาก ดีโคตรๆ อ่านจบผมเดินมาบอกคนในวงว่า เฮ้ย กูรู้หมดแล้วว่ามนุษย์แม่งมีวิวัฒนาการมายังไง ถ้างั้นเรามาทำเพลงเพื่อเล่าประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติกันเถอะ (หัวเราะ) จะเขียนลงไปยังไงล่ะ ถ้าคิดทำจริงๆ คงเครียดจนอาจจะเป็นมะเร็งได้ เพลงคือการดีไซน์ สำหรับเรา มันไม่ใช่การพยายามค้นหาความจริงแท้มาเล่าออกไปแบบเพี้ยนๆ ซาวนด์มั่วๆ นัวๆ แล้วก็จบ เพลงมันต้องมีเรื่องความสวยงามเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

 

     ปิติ: ใช่ เราเรียนออกแบบกันมา และมันส่งผลต่อการดีไซน์เพลงของเรา คือเราจะให้ความสำคัญกับบริบท (context) เป็นอย่างมาก เพลงต้องเหมาะกับคนฟัง สิ่งนี้สำคัญ เพราะมันจะทำให้เรายังสามารถมีชีวิตอยู่ด้วยการเขียนเพลง ทำเพลง เล่นดนตรี และได้อยู่ร่วมกับวงที่เรารักต่อไปได้

 

โลโมโซนิค

 

LOMOSONIC

สังกัดค่ายสนามหลวงมิวสิก ประกอบด้วยสมาชิก 4 คน ได้แก่ 

     ‘บอย’ – อริย์ธัช พลตาล (ร้องนำ)

     ‘ป้อม’ – ฉัตรชัย งามสิริมงคลชัย (กีตาร์, เสียงประสาน)

     ปิติ เอสตราลาโด สหพงศ์ เดน โดมินิค (กีตาร์)

     ‘ออตโต้’ – ชาญเดช จันทร์จำเริญ (กลอง)

 

ปัจจุบันมีผลงานในรูปแบบอัลบั้มเต็มทั้งหมด 3 อัลบั้ม

     Fireworks (2552)

     ECHO & SILENCE (2556)

     ANTI-GRAVITY (2560)

     และล่าสุดกับซิงเกิล เพลง กลัวว่าความคิดถึงของฉันจะทำร้ายเธอ

 

 

LOMOPROJECTS

OCTOBER

     ปลายเดือนตุลาคมนี้ เตรียมตัวรับความมันจากการผสมผสานดนตรีร็อกและซินธ์พ็อพจากโลโมโซนิก และ อิ้งค์ วรันธร ในงาน Leo Presents ‘สนามหลวงสวนสนาม’ ซึ่งการพบกันครั้งนี้จะทำให้เกิดเคมีใหม่ๆ ที่สรรค์สร้างบรรยากาศอันแสนสนุกในรสชาติไม่ซ้ำเดิมมาฝากแฟนเพลงทุกคน

 

NOVEMBER

     แฟนๆ ของวงโลโมโซนิกเตรียมตัวพบกับมินิอัลบั้มของพวกเขาที่จะคลอดภายในเดือนพฤศจิกายนนี้

 

DECEMBER

     ส่วนเดือนธันวาคมที่จะถึงนี้ เตรียมพบกับโลโมโซนิกในรูปแบบ Special Show ในงาน Hall of Fan

 

ETC.

     ในอนาคต พวกเขายังมีแพลนว่าจะไปบุกทัวร์ในต่างประเทศมากขึ้น หลังจากได้ไประเบิดเวทีที่ Mídí Music Festival สาธารณรัฐประชาชนจีน, Golden Melody Awards and Festival และ Heartown Music Festival ประเทศไต้หวัน และ Busan Rock Festival ที่ประเทศเกาหลีใต้ กันมาแล้ว

Share Post
Like 5 View 7109

Author

ภัทรพร บุญนำอุดม

บรรณาธิการออนไลน์ที่มีสมาร์ตโฟนเครื่องแรกตอนอายุ 30 เรียนต่อปริญญาโทด้านรัฐศาสตร์เพราะอยากแก้ไขปัญหาในสังคม แต่กลับพบว่าตัวเราเองนี่แหละที่มีปัญหา

ภาสกร ธวัชธาตรี

ช่างภาพประจำกอง a day BULLETIN