นิวัติ กองเพียร | ความสุขยามเด็กคือเล่น ยามหนุ่มคือรัก ยามวัยกลางคนคืองาน และยามแก่คือความหลัง

The Conversation
18 Feb 2019
เรื่องโดย:

ภัทรพร บุญนำอุดม, ภาสกร ธวัชธาตรี

ชีวิตคืออะไร? เราเกิดมาทำไม? ชีวิตนี้ควรใช้อย่างไร? สารพัดคำถามที่ตกทอดมาตั้งแต่โบราณกาล ผู้คนมากมายพยายามเปิดประตูแห่งปัญญาเพื่อสำรวจตรวจสอบตัวเองบนความเชื่อว่าชีวิตเราไม่ได้ดำรงอยู่เพียงเพื่อใช้สัญชาตญาณเอาตัวรอดไปวันๆ แต่เราทุกคนสามารถบรรลุศักยภาพแห่งความเป็นมนุษย์ ชีวิตที่ควรค่าแก่การใคร่ครวญ ผ่านการแสวงหาคำตอบของ ‘ความงาม ความดี ความจริง’

     ณ เฮือนสวาง ย่านลาดหลุมแก้ว บ้านที่ตั้งใจว่าจะใช้เป็นแหล่งปักหลักแห่งสุดท้ายในชีวิตของ นิวัติ กองเพียร ชายผู้ศรัทธาในโลกศิลปะ ความรัก และสตรีเพศ

     เขาผู้เป็นตำนานในการบุกเบิกงานวิจารณ์ภาพถ่ายแนวเซ็กซี่ผ่านคอลัมน์ในนิตยสาร บ่ายวันอาทิตย์ที่ไม่มีธุระให้เร่งร้อนออกไปไหน เขายินดีเปิดบ้านให้พวกเราคนหนุ่มสาวได้มานั่งล้อมวงกัน

     สายลมจากริมคลองพัดโชยอ่อนตลอดเวลา บทสนทนาพรั่งพรู หลากหลายเรื่องราวที่เกจินู้ดเปิดเปลือยมา ทั้งความรักความสัมพันธ์ การดูแลครอบครัว การหย่าร้าง และแผนการบั้นปลายชีวิต ความคมคายทั้งหมดมั้งมวลล้วนมุ่งเข้าสู่การแสวงหาปรัชญาในการดำเนินชีวิต 3 ประการ

     ความงาม… ชีวิตที่อยู่รายล้อมความงามนำมาซึ่งความสุข แม้แต่ข้าวของที่ไร้ชีวิตก็ยังมีความงาม หากเรามองเห็นและรู้สึก สิ่งใดที่ขึ้นชื่อว่าเป็นความงาม สำหรับเขาจะต้องติดตาฝังใจ ทำให้เกิดความปรารถนาอยากจะเห็นซ้ำแล้วซ้ำเล่า

     ความดี… เขาหลีกเลี่ยงและตั้งคำถามกับคำนี้มากที่สุด เพราะข้อครหาที่เจอมาทั้งชีวิตล้วนมาจากชุดความดีของผู้เคร่งศีลธรรมที่กลายเป็นกรอบจำกัดเสรีภาพในการแสดงออกและบิดผันความงามให้กลายเป็นเรื่องน่าอับอาย

     ความจริง… อาจทำให้เจ็บปวด เพราะมักจะไปทำร้ายความรู้สึกของใครบางคน แต่เขาเชื่อว่า ที่สุดแล้วทุกชีวิตก็ล้วนต้องเดินไปบนหนทางของความจริง

     “ความสุขยามเด็กคือเล่น ความสุขยามหนุ่มคือความรัก ความสุขยามเข้าสู่วัยกลางคนคือการทำงาน ความสุขยามแก่คือความหลัง”

     นิวัติประมวลภาพรวมชีวิตที่ผ่านมา 72 ปี ความคิดของเขาตกผลึกพร้อมยืนอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริงด้วยความเข้าใจ ทุกลมหายใจเข้าออกยังเป็นศิลปะ ของสวยๆ งามๆ… แน่นอนว่าแววตายังเป็นประกายทุกทีที่พูดถึง ‘ผู้หญิง’

 

นิวัติ กองเพียร

 

ในวัย 72 ปี คุณมีนิยามต่อ ‘ความงาม’ อย่างไร และอะไรคือความงามของชีวิตในยามนี้

     สำหรับผม ความงามคือความดีและความจริง ความงามสำคัญต่อการมีชีวิต ภาพเขียนคืองานศิลปะชิ้นแรกที่ดึงดูดผมให้สนใจในเรื่องความงาม เริ่มจากการที่เราจ้องมองมันแล้วเกิดความสงสัยว่าทำไมรูปนี้ถึงเป็นศิลปะ แล้วทำไมอีกรูปหนึ่งกลับไม่เป็นศิลปะ คำถามเหล่านี้ท้าทายให้เราอยากหาคำตอบและทำให้เราออกไปตามหามัน

     ความงามสำคัญต่อการมีชีวิต ถ้าเราอยู่กับสิ่งที่เป็นความงาม ชีวิตของเราก็จะมีความสุข ผมเชื่อว่าแม้แต่การนำสิ่งของเข้ามาวางไว้ในบ้านก็ตาม ถ้าของชิ้นนั้นหาความงามไม่ได้เลยก็ไม่ควรจะนำมันเข้ามา

     แต่ก่อนผมถึงขั้นไม่เอาพลาสติกเข้าบ้านเลยด้วยซ้ำ ขวดน้ำก็ต้องใช้ขวดแก้ว ไม่ใช่เพราะกลัวโลกร้อนอะไรหรอก เพียงแต่สายตาเราปฏิเสธมันเท่านั้นเอง แต่ตอนนี้ผมจำต้องใช้มันแล้วเพราะล้างไม่ไหว ใส่น้ำในขวดแก้วไว้แป๊บเดียวก้นขวดเขียวซะแล้ว ขวดน้ำพลาสติกจึงได้รับการอนุญาตให้เข้ามาอยู่ในบ้านด้วยความจำเป็น

     บางอย่างเราก็ต้องยอม แต่ถ้าถามว่ามันทำให้เรามองเห็นความงามของพลาสติกมากขึ้นมั้ย ผมบอกเลยว่าในโลกนี้ยังไม่มีพลาสติกชนิดไหนที่ทำให้ผมพอจะบอกว่ามันงามได้เลย

 

ถ้าเป็นงานศิลปะที่มีหลายยุคสมัย สำหรับคุณแล้วศิลปะยุคไหนงามที่สุด

     ผมชอบศิลปะตั้งแต่ช่วงคลาสสิกถึงอิมเพรสชันนิสม์ อาจจะข้ามมาสู่ยุคโมเดิร์นบ้าง แต่ถ้าต่อมาจนถึงโพสต์โมเดิร์นหรือป๊อปอาร์ตจะไม่ชอบเลย เช่น งานของแอนดี้ วอร์ฮอล ผมดูรูปเขาทีไรก็ยังไม่เคยประทับใจเลยสักรูป มักจะมีความรู้สึกว่า เฮ้ย มึงแน่ตรงไหนวะ ทำไมคนถึงได้ชื่นชอบกันนัก

 

ยิ่งเป็นโถส้วมที่ มาร์แซล ดูว์ชองป์ เอาไปตั้งไว้ในมิวเซียมนี่ยิ่งไปกันใหญ่เลยใช่ไหม

     โห ยิ่งไม่ได้ใหญ่เลย ศิลปะพวกนี้อยู่กับเรานานที่ไหน เห็นทีเดียวก็จบแล้ว หากคุณได้เคยไปดูมาแล้วคุณใฝ่ฝันอยากกลับไปดูอีกเหรอ เพราะฉะนั้น มันไม่ใช่

     สำหรับผมศิลปะที่มีความงามต้องทำให้เราอยากเห็นแล้วเห็นอีก ไม่ต้องเป็นอาร์ทิสต์ชื่อดังวาดก็ได้ แต่ถ้าเราได้เห็นแล้วชอบมากๆ ติดตาฝังใจ พอผ่านไปสักสองสามเดือนนึกขึ้นมาได้ คุณก็จะยังอยากไปเห็นภาพนั้นอีก ผมเคยไปยุโรปเป็นเดือนๆ ไปตระเวนดูภาพเขียนทุกวัน ดูรูปของฟานก็อกฮ์ ดูรูปของโมเนต์ ให้ไปอีกก็ไป โมเนต์เคยเขียนภาพพระอาทิตย์กำลังขึ้น (Impression, Sunrise) ภาพนี้เป็นภาพที่ผมใช้เวลายืนจ้องมองอยู่นานที่สุด มันให้ความรู้สึกเหมือนกับเราไปนั่งริมทะเลแล้วพระอาทิตย์กำลังขึ้นจริงๆ เลย เราเคยเห็นจากในหนังสือมาก่อน เราใฝ่ฝันอยากเจอ จนวันหนึ่งเราได้มาเห็นมัน เราจึงมีความสุขมาก ยืนจ้องภาพนั้นอยู่นานจนคนบอกว่า ‘เฮ้ย บ้าเหรอ’ แต่คือกูมีความสุขไง

 

ยิ่งเราได้อ่านเรื่องราวชีวิตของศิลปินที่ต้องใช้ชีวิตแบบยากจนข้นแค้น ภาพเขียนของเขาก็จะยิ่งมีความงามมากขึ้นใช่ไหม

     โอ๊ย ผมไม่สนใจเรื่องพวกนี้เลย แค่รู้นิดรู้หน่อยเท่านั้นแหละ เขาเป็นใครอยู่ที่ไหนแค่นั้น หนังของฟานก็อกฮ์ก็ไปดูนะ แต่ก็ไม่ได้ซาบซึ้งใจอะไรกับเขา ผมไม่ได้เป็นคนที่พอรู้เรื่องราวของเขาแล้วจะรู้สึกว่าภาพของเขาจะสวยขึ้น ใครจะวาดอะไรก็วาดไป ถ้าเราชอบก็คือชอบ ผมว่าไอพวกสตอรีต่างๆ ถูกสร้างมาทีหลังทั้งนั้นแหละ ตอนที่เขียนคงไม่มีสตอรีอะไรหรอก เชื่อผมมั้ยล่ะ ไม่มี (เสียงสูง) ฟานก็อกฮ์แค่เดินไปทุ่งนาเพื่อเขียนรูปฝูงกาเหนือทุ่งข้าวสาลี ก็ตั้งใจไปเขียนภาพนั่นล่ะ แต่พอเขียนไปเขียนมาค่อยมาบอกเอาทีหลังว่าลำบากเหลือเกิน… กูไปตายดีกว่า เรื่องราวแบบนี้มาทีหลัง

     ขนาดคนไปยืนดูภาพในพิพิธภัณฑ์ยังต้องยืนห่าง 6 เมตร คิดดูว่าบ้ามั้ยล่ะ ในมิวเซียมบางที่บอกเลยว่า คุณต้องยืนเท่านี้คุณถึงจะเห็นสิ่งที่คุณควรจะเห็นมากที่สุด ผมไม่เห็นด้วยเลยนะ มนุษย์มีพื้นฐานต่างกัน กูมาจากบ้านโคก ไม่เคยเห็นอะไรพวกนี้มาก่อนเลย แล้วมึงยังจะให้กูไปยืนห่างจากภาพ 6 เมตร กูจะไปซาบซึ้งใจได้ยังไง ภาพเขียนสระบัว (Water Lilies) ของโมเนต์ก็เหมือนกัน มาบอกว่าโมเนต์ไม่ได้เขียนดอกบัวจริงนะ แต่เขียนเงาของดอกบัว โมเนต์เขียนเงา มึงจะบ้าเหรอ (หัวเราะ)

 

การถกเถียงกันเรื่องความงาม ดูจะเป็นการถกเถียงที่ไม่มีวันหาข้อสรุปได้เลย

     แต่ก็ต้องเถียง การไม่เห็นพ้องต้องกันคือสิ่งที่ดี อย่าไปเที่ยวดูโมนาลิซาแล้วปากก็เอาแต่บอกว่าสวยๆ ตามคนอื่นเขา ถ้าสายตาเราไม่ได้เห็นว่ามันสวยก็ไม่ต้องไปคิดว่ามันสวย

     สำหรับผม โมนาลิซาไม่เห็นสวยตรงไหนเลยนะ ผู้หญิงอะไรหน้าตากลมบ๊อก แล้วก็แบนแต๊ดแต๋อย่างนั้นล่ะ ไอ้พวกที่มาบอกว่าต้องไปยืนดูมุมนั้นมุมนี้มันก็มาคิดเอาทีหลัง ก็พวกเดียวกับที่บอกว่าต้องไปยืนห่าง 6 เมตรนั่นแหละ

     ผมก็เถียงกับเพื่อนๆ ศิลปิน อย่างบางคนที่ชอบงานแอ็บสแตรกหรือโพสต์โมเดิร์น พวกเขาก็จะมีหลักการในการเสพงานเหล่านี้ เช่น งานของโมนดรียาน (Piet Mondrian) ที่เป็นช่องสี่เหลี่ยมหลายๆ ช่อง เขาบอกว่าคุณไม่จำเป็นต้องไปดูทั้งหมดหรอก แค่คุณชอบสี่เหลี่ยมเล็กๆ ของเขาอันเดียวก็พอแล้ว เขาบอกผมว่า สีเหลืองในช่องนั้นมันสวยจังเลย เราก็ไม่รู้จะเถียงเขายังไงเหมือนกันนะ

 

ภาพนู้ดที่งามในสายตาของคุณคือภาพแบบไหน ต้องวาดจากผู้หญิงที่ตัวจริงสวยเซ็กซี่สุดๆ เลยหรือเปล่า

     ถ้าเป็นนู้ดผมชอบรูปเขียนของ เออแฌน เดอลาครัว เขาเป็นศิลปินที่มีพรสวรรค์ด้านการดรออิง เขียนเส้นได้สวยสุดๆ การเขียนนู้ดมันคือการเขียนเส้นของเรือนร่าง เพราะฉะนั้น มันอาจจะบิดเบี้ยวไปบ้าง แต่มันคือความงาม ผมจะชอบภาพนู้ดของคนที่รูปร่างดี สัดส่วนกำลังพอเหมาะกับคำว่า ‘งาม’ ภาพนู้ดคืองานศิลปะที่ดึงดูดให้เราเข้าหาและนำเราไปสู่ความสนใจศิลปะแขนงอื่นๆ ต่อไป

     หากคุณศิลปิน คุณจะต้องมีความปรารถนา คุณต้องมีความใฝ่ฝันว่าในชีวิตนี้จะต้องเขียนรูปนู้ดให้ได้สักรูป ผมเองก็เคยพยายามหัดเขียนแต่ไม่รอด ผมตกทั้งเรื่องวิชาการและฝีมือ เขียนฟิกเกอร์ไม่ได้เลย ผมจึงชื่นชมศิลปินที่วาดรูปนู้ดได้สวย เพราะการเขียนเขียนฟิกเกอร์ไม่ใช่เรื่องง่ายนะ คุณต้องเรียนอนาโตมีจนเข้าใจเรื่องกล้ามเนื้อจริงๆ

 

นิวัติ กองเพียร

 

อยากให้ ‘เกจินู้ด’ วิเคราะห์สังคมไทยในปัจจุบันว่า เรามีทัศนคติที่เปิดกว้างในเรื่องเพศมากขึ้นหรือยัง เมื่อเทียบกับช่วงแรกๆ ที่คุณเริ่มเขียนบทความวิจารณ์ภาพนู้ด

     (ส่ายหน้า) ไม่เห็นว่าจะเปิดกว้างหรือว่าเติบไปได้สักเท่าไหร่ คือในทางสังคมอาจจะเปิดกว้างมากขึ้นแล้ว แต่ทำไมยังมีการตามลบตามปิดกันอยู่เลย คนจะพูดกันก็ยังต้องพูดอยู่ในวงแคบๆ ของตัวเอง ไม่กล้าออกสู่สาธารณะ ทำเหมือนหน้าไหว้หลังหลอกมากกว่า กระทรวงวัฒนธรรมเหมือนมีไว้คอยทำตามคำสั่ง ไม่มีหลักการอะไร แล้วก็ไม่ได้มีการทำความเข้าใจกับประชาชนเลยว่า เพราะอะไรถึงต้องห้าม เพราะอะไรถึงเห็นเต้านมได้แต่กลับเห็นหัวนมไม่ได้

 

การใช้ชีวิตอยู่ในสังคมที่ยังปิดกั้นเรื่องเพศทำให้คุณเกิดความอึดอัดใจเหมือนที่ใครหลายคนแสนอึดอัดในการที่ต้องใช้ชีวิตอยู่ภายใต้การปกครองแบบอำนาจนิยมใช่มั้ย

     ผมไม่ใช่พวกคนอุดมการณ์แรงกล้าอะไรกับเขาหรอก เราแค่ต่อต้านการกดขี่ข่มเหง การปิดหูปิดตาคนเท่านั้นเอง แต่ถามว่าจะให้ผมออกไปต่อสู้มั้ย ก็คงไม่ ผมเป็นแค่คนคนหนึ่งที่จะไม่ยอมทำตามเวลาเขาใช้อำนาจสั่งการโน่นนี่เท่านั้น ถ้าเขาห้ามไม่ให้ดูหนังโป๊ ผมดูอยู่ในบ้านของผมก็ได้ มีอิสระอยู่ประมาณหนึ่งแต่ว่าไม่ได้ออกไปสู่สาธารณะเท่านั้นเอง ซึ่งถ้ามันไปสู่สาธารณะได้ ผมก็จะขอบคุณมาก

     เคยมีคนถามว่าผมเขียนวิจารณ์ภาพนู้ดเพราะมีอุดมการณ์ที่จะผลักดันให้สังคมเปิดกว้างเรื่องเพศมากขึ้นหรือเปล่า นั่นก็ไม่ใช่อีก จริงๆ แล้วคอลัมน์นี้เกิดขึ้นแบบฟลุกๆ ด้วยซ้ำ แต่ก่อนผมใช้ชื่อจริงและนามสกุลของผมเป็นชื่อคอลัมน์เลย เริ่มต้นจากเขียนเรื่องศิลปะมาเรื่อยๆ วันหนึ่งผมเขียนถึงศิลปะภาพถ่าย แล้วไปเอาภาพถ่ายนู้ดมาลง เขียนอธิบายว่าภาพนู้ดภาพแรกของโลกคือรูปแบบไหน ทีนี้ เสถียร จันทิมาธร บรรณาธิการที่คอยตรวจต้นฉบับให้เรามาบอกว่า ให้เขียนเรื่องนี้ไปเลย จากนั้นก็เขียนวิจารณ์ภาพถ่ายนู้ดมายาวเลย

     ชีวิตจากนั้นมาก็โดนด่าเละ มีคนเขียนจดหมายด่าสาดเสียเทเสีย โดยเฉพาะครูตามโรงเรียนต่างๆ บอกว่า ‘ถ้าอนาคตของชาติมาอ่านแล้วจะเป็นยังไง’ แต่เราไม่สนใจเลย เด็กก็ช่างมึง (หัวเราะ) สมัยนั้น มติชน เขาให้ผมเดินสายไปพูดตามที่ต่างๆ ด้วยนะ ทีนี้ก็มีคนเข้ามาถามว่าทำไมถึงพูดเรื่องลามกอย่างนี้ ผมก็บอกไปว่าธรรมชาติสร้างมาให้เอากัน พวกคุณกลับบ้านไปก็เอากัน สร้างลูกสร้างเผ่าพันธุ์กันขึ้นมาเต็มบ้านเต็มเมืองไปหมด แล้วทำไมจะต้องปิดเป็นความลับ ทำไมไม่เปิดเผยให้เห็นเลยว่าใครสวยตรงไหน ใครงามตรงไหน เขาก็เฮกันนะ (ยิ้ม)

 

ในยุคดิจิตอล ใครๆ ก็สามารถถ่ายภาพตัวเองแล้วส่งออกไปสู่สาธารณะได้ ทำให้เราเห็นภาพวับๆ แวมๆ ของผู้หญิงมากมายเต็มไปหมด เราอยากรู้ว่าภาพเหล่านี้เย้ายวนใจคุณมั้ย

     ผมสนใจในแง่ที่ว่าในทางสังคมเปลี่ยนไปแล้วแต่ฝ่ายการปกครองยังทำเป็นไม่ยอมรับ คือใครๆ ก็สามารถนู้ดกันอยู่ในโลกโซเชียลมีเดีย แค่มีสมาร์ตโฟนกับอินเทอร์เน็ต คุณจะกดเข้าไปดูตอนไหนก็ได้ แต่ทำไมยังมีกระทรวงวัฒนธรรมที่ล้าหลัง ทำอะไรไม่เข้าท่า คอยไปลบคอยไปปิด ทั้งๆ ที่คุณก็รู้ว่าลบไม่หมดหรอก ในแต่ละวันเขาโพสต์กันไม่รู้เท่าไหร่ต่อเท่าไหร่ มากมายมหาศาล ผมเองก็ไม่ค่อยได้ไปตามดูภาพพวกนี้แล้วนะ นานๆ จะเข้าไปดูสักทีว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง แล้วก็จะใช้วิธีติดตามเพื่อนช่างภาพ เขาจะคอยมาบอกในเพจของเขาว่า ตอนนี้มีการจัดแสดงภาพนู้ดที่ไหนบ้างในโลก ผมก็คอยตามข่าวจากเขาเท่านั้นเอง

 

เคยเข้าไปในเพจที่รวมภาพถ่ายของผู้หญิง โดยจัดหมวดหมู่ตามขนาดหน้าอก เช่น Cup A, B, C หรือเปล่า

     รู้จัก เคยเข้าไปดู แต่ผมดูแป๊บเดียวแล้วก็เลิกนะ มันเยอะเกินไป แล้วก็โพสต์แบบไม่เลือกเลย ทำซะจนไม่น่าดู คือช่วยคัดสรรรูปดีๆ หน่อยได้มั้ย มันถึงจะดึงดูดคน แต่นี่อะไรกัน เอามาหมดเลย มีเท่าไหร่ก็ใส่เข้าไป ไม่ไหวหรอก ไม่สนุก

 

อยากรู้ว่าผู้หญิงที่จะอยู่เป็นคู่ชีวิตของคุณได้ต้องเป็นคนอย่างไร เขาต้องใจดี ใจกว้างมากๆ เลยใช่ไหม

     ไม่ จริงๆ แล้วผมเป็นคนยอมคนนะ ถ้าผมรักเขาชอบเขาผมก็จะยอมเขา เพราะฉะนั้น เขาจะอยู่ได้ด้วยการยอมของผม เวลาเถียงๆ กัน ผมจะบอก ครับ… ยอมแล้ว ผมจะบอกอย่างนี้เลยเพื่อให้มันจบ เราจะโกรธกันไปทำไมล่ะ คือผมเป็นอย่างนี้มาตั้งแต่สมัยหนุ่มๆ แล้วนะ กับภรรยาคนปัจจุบันก็ยังเป็น แต่ผู้ชายทุกคนไม่จำเป็นต้องทำแบบนี้นะ มันเป็นเพียงวิธีของผมเท่านั้นเอง

 

ยอมแบบยอมสยบหรือแค่ปากบอกว่ายอม

     แอบทำลับหลังนี่มีบ้างอยู่แล้วน่ะ (ยิ้ม) แต่ก็ไม่ใช่ทุกเรื่องนะ อันนี้เป็นเรื่องปกติ เรารู้ว่าเขาไม่ชอบให้ทำแบบนี้ใช่มั้ย เราก็อย่าไปทำต่อหน้าเขาสิ เอ้อ เราค่อยไปทำตอนหลังหรือทำคนเดียวแล้วกัน คนอยู่ด้วยกันต้องเป็นแบบนี้ ถ้าคุณไม่เป็นแบบนี้คุณอยู่ไม่ได้หรอก ไม่มีใครที่ดีพร้อมยอมเมียไปซะทุกเรื่องตั้งแต่สากกะเบือยันเรือรบหรอกนะคุณ

 

ภรรยาคุณเขารู้หรือเปล่า

     รู้ (เสียงสูง) เขารู้ว่าเราเป็นคนแบบนี้ แต่เราไม่ได้ทำให้เขารู้สึกว่าเป็นการกะล่อนนะ คือเราเถียงจนสุดลิ่มทิ่มประตูแล้ว จนสุดท้ายเราบอกว่า โอเค คุณชนะ ก็คุณถูกต้องไง

 

นิวัติ กองเพียร

 

อะไรที่ทำให้คุณเลือกมาลงหลักปักฐานที่ ‘เฮือนสวาง’ และเลือกให้บ้านหลังนี้เป็นที่ปักหลักแห่งสุดท้ายในชีวิต

     ผมย้ายเข้ามาอยู่ที่บ้านหลังนี้ตั้งแต่เมื่อ 30 ปีที่แล้ว เพราะการแนะนำของเพื่อนลูกชาย พอดีเขามาจัดสวนแถวนี้ ซึ่งพอผมมาเห็นที่ริมน้ำแบบนี้แล้วก็ชอบ เลยเที่ยวไปเดินถามคนแถวนี้ว่ามีใครขายมั้ย ราคาเท่าไหร่ เขาก็บอกราคาที่ดินมา 650,000 บาท เราก็อยากได้ แต่จะเอาเงินที่ไหนล่ะ พอดีผมมีภาพเขียนของ พี่สุเชาว์ ศิษย์คเณศ ซึ่ง คุณบัณฑูร ล่ำซำ เขาอยากได้มาก เราก็เลยขายต่อให้เขาแล้วเอาเงินมาซื้อที่เลย

     เรือนไม้ที่เรานั่งกันอยู่ตรงนี้ผมแทบจะลงมือตอกตะปูเองเลยด้วยซ้ำ ของตกแต่งอย่างพวกประตูไม้เก่าก็จะเป็นของเก็บสะสมตั้งแต่สมัยผมยังอยู่บ้านจัดสรรในกรุงเทพฯ ตั้งใจเอาไว้เลยว่าจะตายที่นี่ ไม่รู้จะไปที่ไหนอีกแล้ว เงินก็ไม่มีแล้ว ข้าวของก็ขายไปหมดแล้ว เคยมีบ้านที่ซื้อไว้ ตอนนี้ก็ขายไปหมดแล้ว

     ผมเป็นคนที่เวลาอยากได้อะไรก็ตั้งใจว่าจะซื้อ สมมติของราคาหนึ่งหมื่น ผมก็จะหาวิธีทำงานให้ได้เงินหนึ่งหมื่นบาทแล้วเอาไปซื้อเลย ไม่ได้มีความคิดว่าชีวิตนี้จะต้องเก็บเงินสำรองเตรียมไว้ ไม่มีเงินเก็บในธนาคารเลย มีเท่าไหร่ก็ใช้ซื้อของที่อยากได้หมด

     ส่วนไอเดียที่ว่าคนเราจะต้องออมเงินไว้ใช้จ่ายเพื่อรักษาโรคยามแก่ชรา ผมก็ไม่ได้คิดอย่างนั้น เราอยู่โดยที่อยากได้อะไรเราก็ซื้อ ทุกวันนี้ผมใช้สวัสดิการ 30 บาท ไปรอคิวที่โรงพยาบาลรักษาตัวตามปกติเหมือนคนอื่นๆ แต่ดีหน่อยที่ไม่ค่อยป่วยอะไรร้ายแรง คือต้องบอกว่าผมเป็นคนที่พิเศษอยู่อย่างหนึ่ง ถึงแม้จะต้องนอนห้องแอร์อยู่ตลอดเวลา ไปอยู่ลำบากในป่าแบบคนอื่นเขาก็ไม่ได้ แต่จะมีความอดทนสูงมากในการที่จะไปเข้าคิวรอทำบัตรรวมกับคนอื่นๆ ไปนั่งอยู่ข้างๆ คุณยาย ถึงเวลาหมอตรวจเขาก็เรียกชื่อ ตรวจเสร็จก็รับยามาแล้วกลับบ้านมากินเท่านั้นเอง แต่ถ้าให้ใช้เส้นสายเพื่อแซงคิวคุณยายที่มานั่งรออยู่นานแล้ว เราไม่เอาด้วย พอเรารู้แบบนี้ เราก็สามารถทนอยู่กับการเข้าคิวยาวๆ เพื่อรอหมอมาเรียกได้โดยไม่เป็นทุกข์

 

ขงจื๊อกล่าวว่า เมื่ออายุ 15 ตั้งใจศึกษา อายุ 30 ยืนบนลำแข้งของตนเอง อายุ 40 เริ่มไม่ลังเลสงสัย อายุ 50 จึงทราบเจตนารมณ์ของฟ้า แล้วสำหรับ นิวัติ กองเพียร ชีวิตหนึ่งชีวิตควรดำเนินไปในรูปแบบใด

     (ยิ้ม) ความสุขยามเด็กคือเล่น ความสุขยามหนุ่มคือความรัก ความสุขยามเข้าสู่วัยกลางคนคือการทำงาน ความสุขยามแก่คือความหลัง ผมมีแค่สี่อย่างนี้ ไม่ได้มีแผนการยิ่งใหญ่อะไรเลย ซึ่งตอนนี้ผมแก่แล้ว ถ้าคุณมาสัมภาษณ์ผมก็จะมีแต่เรื่องความหลังเท่านั้นแหละ ผมผ่านสามช่วงนั้นมาได้โดยไม่ได้รู้สึกว่าเป็นทุกข์อะไรมากนัก เพราะผมไม่ได้ตั้งความหวังว่ากูจะต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ แค่ทำสิ่งที่มันเป็นจริงสำหรับเราก็พอแล้ว

     สมมติว่าอยากได้ตู้เย็นสามชั้น แต่ถ้าความเป็นจริงมันทำให้ได้ตู้เย็นมาแค่ชั้นเดียว ผมก็พอใจ นั่งๆ อยู่เอาหนังสือภาพของโมเนต์มาเปิด ออกเดินทางไปดูภาพเขียนที่เราชอบ นั่งวาดรูปเล่น เท่านี้ก็ทำให้มีความสุขแล้ว

     อีกอย่างคือผมเป็นคนที่ไม่ค่อยทุกข์ร้อนอะไร เอาง่ายๆ ว่าตอนที่มีคนในบ้านตาย แม่ตายหรือพ่อตายผมก็ยังใช้ชีวิตได้ปกติ ไม่ร้องห่มร้องไห้ ไม่เวทนาสงสารอะไรทั้งนั้นแหละ เมื่อถึงเวลาพ่อแม่ก็ต้องตาย คือถ้าเราไม่ทำให้สิ่งนั้นเป็นปัญหามันก็จะไม่เป็นปัญหา

     แม้แต่การหย่าร้างในอดีตก็ตาม การหย่าร้างของผมกับภรรยาเก่าก็ไม่ใช่การหย่าร้างแบบที่สังคมไทยเข้าใจความเป็นจริง คือเพียงแค่เพราะว่าผมอยู่กับคุณไม่ได้แล้วก็บอกกันตรงๆ ผมรู้ว่าคุณอาจจะเจ็บปวดหรืออาจจะไม่เจ็บปวดก็ได้ แต่ผมจะบอกคุณว่า เฮ้ย ผมอยู่กับคุณไม่ได้แล้วนะ ผมต้องไปอยู่กับคนอื่น ผมไม่รู้นะว่าคุณจะเป็นยังไง คุณอาจจะเจ็บปวดรวดร้าวหรือว่าดีใจ อันนี้ผมไม่ทราบ แต่นับจากวันนี้เป็นต้นไป ผมจะแพ็กของออกจากบ้าน แล้วหลังจากวันนั้นผมก็ไม่รู้ว่าเขาเจ็บปวดมั้ย เขาก็ไม่ได้มาบอกผมด้วยว่า เฮ้ย กูเจ็บปวดนะ จะขอบคุณเช่นกันถ้าคุณจะบอกให้ผมรู้ แต่อย่างไรก็ตามผมต้องไปมีความสุขของผมแล้วนะ

 

ถ้าคุณเป็นฝ่ายที่โดนบอกเลิกหรือเกิดอกหักขึ้นมา จะมีวิธีเยียวยาตัวเองอย่างไร

     ยังไม่เคยนะ แล้วผมก็ไม่ได้เป็นคนที่คิดว่าตัวเองอกหัก มีเหมือนกันแหละที่เคยไปบอกเขาว่าชอบแล้วเขาปฏิเสธ เราก็จบ ไม่เล้าหลือ ไม่เซ้าซี้ การจบความสัมพันธ์สำหรับผมทำได้รวดเร็วมาก ไม่ต้องรอให้ถึงวันรุ่งขึ้นหรอก จบเดี๋ยวนั้นไม่มีอะไรค้างคาอยู่ในใจเลย ผมทำแบบนี้มาตลอด ไม่ว่าจะปัญหาครอบครัวหรือปัญหากับเพื่อน

     ถ้าเลิกคบกับเพื่อน เราก็จะบอกเพื่อนแบบนี้ ไม่ได้ว่ะ กูไม่คบมึงแล้ว แล้วไม่ใช่คนเดียวนะที่เจอผมพูดแบบนี้ มีหลายคนเลยที่เราใช้วิธีไม่ติดต่อไป พอมันติดต่อมาเราก็จะบอกว่า กูไม่พูดกับมึงแล้ว กูไม่คบมึงแล้ว เพราะฉะนั้น เราก็ไม่มีอะไรที่จะต้องมาผูกพันติดต่อกันอีก

     เวลาที่เราอ่านหนังสือของ คาริล ยิบราน เขาบอกว่าความรักเป็นอย่างนี้ๆ เราอ่านแล้วเราก็แย้งว่า เฮ้ย เราไม่เป็นแบบนี้นะ แต่ถามว่าเขาเขียนดีมั้ย ดีนะ ‘ความรักคือการให้’ แต่เราไม่เคยทำแบบนั้นเลย แล้วก็ไม่ได้คิดด้วยว่าจะต้องไปอุทิศตนให้เหมือนที่ คาริล ยิบราน บอกไว้

 

ในเรื่องความรักความสัมพันธ์ คุณเป็นคนโรแมนติกมั้ย

     ไม่รู้สิ ภรรยาผมเขาก็บอกว่าผมโรแมนติกนะ แต่ผมคิดว่าเราอยู่กันเหมือนเพื่อนกันมากกว่า ตอนเช้าๆ ก่อนเขาไปทำงานก็จะตะโกน ‘ไปแล้วนะ’ เราก็ ‘เอ้อ…’ ระหว่างวันต่างคนก็ต่างใช้ชีวิตของตัวเองไป ความหวานแหววมันมาแค่ช่วงแรกๆ แป๊บเดียวเท่านั้นเอง พออยู่กันไปเรื่อยๆ คุณจะกลายเป็นเพื่อนกัน ไม่ได้เป็นสามีภรรยาแล้ว นี่คือความเป็นจริง

     แต่ถ้าคุณยังเป็นสามีภรรยาอยู่แสดงว่าคุณไม่ได้เข้ากัน คุณยังแปลกแยกต่อกัน แล้วคุณก็จะไปนึกถึงสิ่งที่พ่อแม่คุณสอนมาใช่มั้ยว่าคนเป็นภรรยาต้องทำอะไรบ้าง คนเป็นสามีต้องทำอะไรบ้าง หนึ่ง สอง สาม สี่ แล้วพอชีวิตคู่มันไม่เป็นแบบนั้น คุณก็จะผิดหวังเสียใจ

     แต่อย่างภรรยาผมเขาบอกเลยว่า เขาไม่เข้าครัวทำกับข้าวและเขาไม่ซักผ้าให้นะ เราก็โอเคสิ เรารักเขาชอบเขา เราก็ต้องยอมรับตรงนี้ ต่างคนก็ต่างทำของตัวเองไป ตกเย็นค่อยกลับมากินข้าวพร้อมกัน แล้วก็จะไม่มีคำถามว่า ‘ทำไมเดี๋ยวนี้เธอไม่เป็นแบบนั้น’ ‘เมื่อก่อนเธอไม่ได้เป็นอย่างนี้’ ถ้าคุณรู้จักกัน คุณจะไม่มีคำถามแบบนี้ คุณจะรู้ว่าเวลาอยู่กับเขา เขาก็ต้องเป็นแบบนี้แหละ

 

การเลี้ยงดูลูกในแบบฉบับของคุณก็น่าจะเลี้ยงแบบสบายๆ ปล่อยให้เขามีอิสระเสรีในการใช้ชีวิต

     ไม่ครอบครอง ไม่เป็นเจ้าข้าวเจ้าของ เราให้เขาเกิดมาเท่านั้น ไม่ได้มีความคิดว่าลูกเราจะต้องโตไปเป็นแบบนั้นแบบนี้ แล้วก็ไม่มีสมบัติให้ เขาก็ต้องช่วยเหลือตัวเอง พูดอย่างนี้ไม่ใช่ว่าผมไม่เลี้ยงลูกนะ ตอนเด็กๆ ก็ชงนมให้กินตลอด เวลาพาไปโรงเรียนเขาไม่เคยร้องไห้เลย เดินเข้าโรงเรียนกันหน้าตาเฉย เวลาเขาจัดงานผมก็คอยไปดูลูกเราเต้นระบำกับเพื่อนของเขา ไม่ได้ปลื้มใจจนน้ำตาไหลอะไรแบบนั้น คิดว่าไปให้ลูกหน่อยแล้วกัน การเลี้ยงดูของผมก็แค่นั้นเอง

     โรงเรียนก็ให้ลูกเลือกกันเอง แม่ของเขาทำงานอยู่โรงพยาบาลจุฬาฯ สามารถเข้าโรงเรียนสาธิต จุฬาฯ ได้สบาย แต่เมื่อลูกบอกว่าอยากเรียนโรงเรียนแถวบ้าน เราก็ปล่อยเขา เพราะเรามีคอนเซ็ปต์ว่าเราเชื่อลูก เราไม่ได้เชื่อสังคม ไม่ได้เชื่อสิ่งแวดล้อม ลูกสาวสองคนก็เรียนจบจนไปเรียนต่อที่เยอรมนีได้ ไม่เห็นว่าจะต้องไปเข้าโรงเรียนชื่อดังอะไร

     เรื่องเที่ยวก็เรื่องธรรมดา เขาจะไปกินเหล้ากับเพื่อนหรือจะไปเล่นบิลเลียดก็ไป ส่วนลูกสาวนี่เชื่อมั้ยว่าสมัยก่อนเวลาเขากับแก๊งเพื่อนจะไปเที่ยวกัน เพื่อนเขาทุกคนจะต้องมาขอให้ผมไปพูดกับพ่อแม่ให้ ช่วยไปรับรองให้หน่อยว่าผมไปที่ผับนั้นด้วย ผมก็โทร.ไปพูดให้ แต่จริงๆ แล้วไม่ได้ไปอยู่ด้วยหรอก ผมจะขับรถไปส่งหน้าผับแล้วถึงเวลาตีหนึ่งตีสองค่อยรับไปส่งที่บ้านพวกเขาเท่านั้นเอง พอเราอนุญาตแล้วเราก็ไม่ควรไปนั่งยุ่งอยู่ตรงนั้น เด็กควรจะมีอิสระในชีวิต

     นึกถึงตอนเราเป็นเด็กดูสิ สมัยก่อนเราอยู่ต่างจังหวัด พ่อแม่ยิ่งบังคับสุดๆ ตกกลางคืนจะไปดูหนังกลางแปลงยังไม่ได้เลย เราเองก็อยากมีอิสระบ้างเหมือนกัน

 

ความเป็นจริงที่แท้ยิ่งกว่าสิ่งอื่นใดก็คือ เราทุกคนต้องตาย ในเรื่องนี้คุณมีการวางแผนไว้อย่างไรบ้าง

     ผมเตรียมตัวตายนะ หนังสืองานศพก็เขียนไว้เรียบร้อยแล้ว ไม่อยากให้ใครเดือดร้อน การเตรียมตัวตายจึงเป็นเรื่องจำเป็น ผมก็ขอไว้แค่ไม่กี่อย่างเท่านั้น ไม่ให้จัดงานใหญ่โตมโหฬาร และอย่าให้ใครต้องวุ่นวาย สวดสามวันแล้วเผาเลย อย่าไปถึงเจ็ดวันเดี๋ยวคนจะเดือดร้อนมากเกินไป ทีแรกก็ว่าจะไม่สวดหรอก แต่ทำตามประเพณีดีกว่า ตายให้เหมือนมนุษย์ปกติหน่อย แล้วก็จัดงานที่วัดทองสะอาด แถวบ้านนี่แหละ ไม่ต้องเข้าไปในเมือง มันจะได้ไกลคน พอคนมาลำบากก็จะได้ไม่ต้องมากันเยอะ (หัวเราะ) เดือดร้อนเขาเปล่าๆ

     การเตรียมตัวก่อนตายนั้นสำคัญ เราต้องทำเพื่อไม่ให้เกิดปัญหากับลูกหลาน ต้องเคลียร์ตัวเองให้สะอาดที่สุด ไม่ต้องมีหนี้สิน ไม่ต้องมีเงินฝาก เอาออกมาใช้ให้หมดจะได้ไม่มีอะไรตกค้าง มีเงินฝากเดี๋ยวคนก็เดือดร้อน ต้องมาจัดการมรดกอะไรกันอีก ไม่ต้องมีเสียเลยดีกว่า (หัวเราะ)

 

นิวัติ กองเพียร

 

ผู้หญิงที่คุณคิดว่าฮอตที่สุดในเวลานี้

     คนนี้ๆ (เปิดหน้าจอไอแพดให้ดู) ดาวิกา โฮร์เน่ คือต้องบอกก่อนว่า ความเซ็กซี่ของผู้หญิงแต่ละคนมันแตกต่างกัน ในคนคนหนึ่งจะต้องมีอวัยวะที่สวยไม่ชิ้นใดก็ชิ้นหนึ่ง ตา จมูก ปาก บางคนแค่เห็นผมอย่างเดียวยังเซ็กซี่ หรือจะเป็นมือ ขา เท้า ก็ยังทำให้รู้สึกได้ แต่ถ้าเป็น ใหม่ ดาวิกา ผมชอบหมดเลย รูปร่างดี มีอก มีเอว มีก้น คนนี้ครบ

 

ผู้หญิงที่ยิ่งมองยิ่งจิตตก

     โห ผมนึกถึงนักร้องคนหนึ่ง เคยเขียนวิจารณ์เขาไปเมื่อนานมาแล้ว ด่าเขาแบบเละเทะ คือเขาออกมาถ่ายภาพแนวเซ็กซี่ๆ แต่สำหรับผมพอเห็นแล้วไม่ได้รู้ยั่วยวนอะไรเลย โป๊ก็ไม่โป๊ คือพยายามทำเซ็กซี่แต่กลับเป็นมลพิษต่อสายตามากกว่า ตอนนั้นก็มีคนเขียนที่ชื่นชอบนักร้องคนนั้นเขียนกลับมาว่าผมสารพัดสารเพ เขาก็ชอบของเขาแหละ เพียงแต่เรามองไม่เห็นความเซ็กซี่อะไรจากเขา เห็นแต่ความน่าเวทนามากกว่า

 

ผู้หญิงที่จะไม่มีวันเข้าใกล้

     นึกออกทันที คนนี้เลย …… (เอ่ยชื่อ) เจอหน้าให้ถีบนี่จะถีบนะ ผมสงสัยว่ายังมีมนุษย์แบบนี้อยู่ในโลกอีกเหรอ คนที่วันๆ เอาแต่ขีดเส้นศีลธรรม เที่ยวออกมาชี้ถูกชี้ผิดด่าว่าคนอื่นเขา คือคุณเป็นมนุษย์หน่อยสิ มีความรู้สึกรู้สาหน่อยสิ จะมีความคิดแบบนี้ผมไม่ว่านะ แต่คุณเสือกมาต่อต้านคนอื่นที่เขาไม่ได้คิดแบบคุณ อยู่ด้วยกันก็เคารพกันหน่อย ถ้าคุณอยู่กับเขาไม่ได้ก็ไม่ต้องอยู่ ไม่ใช่เที่ยวไปด่าว่าเขาเป็นคนผิดเพศ เฮ้ย เขาก็เป็นคนนะ ข้าวเขาก็ไม่ได้ขอคุณกิน แล้วเขาก็ไม่ได้ทำให้สังคมเดือดร้อนอะไร

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

ภัทรพร บุญนำอุดม

บรรณาธิการออนไลน์ a day BULLETIN 

เรื่องโดย

ภาสกร ธวัชธาตรี

ช่างภาพประจำกอง a day BULLETIN