Teddy Sheringham | โฟกัส ทำงานหนัก และยืนหยัดกับสิ่งที่เชื่อ หลักคิดสามประการของตำนานดาวยิงอังกฤษ

ถ้ามองย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ที่ไม่ไกลมากนัก ยุคที่ฟุตบอลอังกฤษกำลังเริ่มพุ่งขึ้นไปจนถึงสูงสุดของความนิยม น่าจะราวทศวรรษที่ 1980 เป็นต้นมา เวทีพรีเมียร์ลีกอังกฤษคลาคล่ำไปด้วยดาวเตะระดับโลกมากมายที่ข้ามฟ้ามาวาดลวดลาย ทั้ง แอนโธนี เยบัวห์, เจอร์เกน คลินส์มันน์, รุด กุลลิต, ดาวิด ชิโนลา, ปีเตอร์ ชไมเคิล, เดนนิส เบิร์กแคมป์, เธียร์รี อองรี และ เอริก คันโตนา รวมทั้งสุดยอดแข้งผู้ดีอังกฤษแท้ๆ ก็ขึ้นมาโดดเด่นมากมาย ไล่ตั้งแต่ดาวซัลโวฟุตบอลโลกปี 1986 แกรี ลินิเกอร์, อลัน เชียเรอร์, ไมเคิล โอเวน, เดวิด เบ็กแฮม, สตีเฟน เจอร์ราร์ด ทุกคนล้วนมีภาพจำที่ชัดเจนต่อแฟนฟุตบอลทั่วโลก

ในบรรดาสุดยอดแข้งระดับโลกเหล่านั้นก็มี เท็ดดี้ เชอริงแฮม เป็นหนึ่งในตำนานดาวยิงจากสองสโมสรยักษ์ใหญ่ในอังกฤษ ทั้งท็อตแนม ฮอตสเปอร์ และแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เขามีส่วนพาทีมประสบความสำเร็จมากมาย ทั้งแชมป์พรีเมียร์ลีก 3 สมัย เอฟเอคัพ แชมป์ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก อีกทั้งเป็นกำลังสำคัญในทีมชาติอังกฤษชุดทำศึกยูโร 96 ที่เข้าถึงรอบรองชนะเลิศ ซึ่งถือเป็นการเข้ารอบรายการเมเจอร์ได้ลึกที่สุดเท่าที่อังกฤษทำได้ต่อจากแชมป์โลกปี 1966 และอันดับ 4 ฟุตบอลโลก 1990

สองทศวรรษแห่งตำนานของความยืนหยัด ไม่ยอมแพ้ และพลังที่จะก้าวไปข้างหน้าเสมอของนักฟุตบอลที่ดีที่สุดในโลกคนนี้ ทำให้ a day BULLETIN ขอความร่วมมือจากรายการ Football Focus ทางสถานีโทรทัศน์กองทัพบก ช่อง 5 ผ่าน 3 พิธีกร ‘แดนนี่’ – ดานิเอล เบล็สซิง, ‘เจ๊ดำ’ – ศุภชัย หนุมาศ และ ‘ยุ้ย’ – ชไมพร เห็นประเสริฐ เพื่อร่วมทำบทสัมภาษณ์พิเศษชิ้นนี้ขึ้นมา

โลกเปลี่ยนแปลงคนเปลี่ยนแปลง เทคโนโลยีพาเราหมุนไปเร็วและไปไกล โฟกัส ทำงานหนัก และยืนหยัดกับสิ่งที่เชื่อสามประการนี้คือสิ่งที่ตำนานลูกหนังอังกฤษคนนี้บอกสอนคนหนุ่มสาวรุ่นใหม่ แน่นอนว่าประสบการณ์ในฐานะนักเตะอาชีพ เขามีแรงบันดาลใจมากมายให้เรา และที่พลาดไม่ได้คือมุมมองเฮฮาที่น่าติดตามต่อฟุตบอลโลก 2018 ที่กำลังจะเริ่มขึ้นในกลางเดือนมิถุนายนนี้ ที่รัสเซีย

teddy sheringham

 

คุณเล่นฟุตบอลอาชีพยาวนาน 24 ปี กับ 9 สโมสร อะไรคือสิ่งที่แตกต่างกันระหว่างฟุตบอลในยุคอดีตและปัจจุบัน

     ชัดเจนที่สุดคือเรื่องของเงินที่เข้ามาในโลกของฟุตบอล ในเวลานี้จำนวนเม็ดเงินที่ลงมาสู่วงการมันบ้าคลั่งมาก และเราเห็นแบบนี้กันมานานจนกลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว สำหรับค่าตัวนักเตะมากมายมหาศาลจนทุกวันนี้ทะลุหลัก 100 ล้านปอนด์ เช่นกันกับจำนวนเงินค่าเหนื่อย ทั้งที่ถ้าย้อนกลับไปดูเมื่อก่อน ในช่วงเวลาที่ผมเล่นฟุตบอลอาชีพ ก็ยังรู้สึกว่ารายได้ในตอนนั้นสูงมากๆ แล้ว สำหรับเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่ได้มาเล่นฟุตบอล มันถือว่าเกินฝันไปไกลมากแล้ว

     และในอีกด้านหนึ่ง ถ้าหันมาดูที่เรื่องของเกมการแข่งขัน แน่นอน มันเร็วขึ้นมาก และจะเร็วขึ้นไปกว่านี้อีก เพื่อจะเอนเตอร์เทนผู้ชมทั้งในสนามและผ่านการติดตามทางหน้าจอโทรทัศน์ เมื่อฟุตบอลแพงขึ้นแบบนี้ ส่งผลให้การทำทีมจะมุ่งตรงไปที่ผลการแข่งขันเท่านั้น ดังนั้น โอกาสในสนามเป็นสิ่งที่หายากขึ้นไปอีก นั่นแปลว่าคุณทุกคนจะต้องใช้มันให้คุ้มค่าที่สุด บางครั้งโอกาสเพียงครั้งเดียวสามารถกำหนดอนาคตของคุณได้เลย ที่สำคัญ เมื่อมันเกิดอะไรขึ้นมา คุณจะไม่มีโอกาสกลับไปแก้ไขได้ ไม่เพียงแค่นักเตะหรือโค้ชเท่านั้น ส่วนประกอบต่างๆ ล้วนนำเข้ามาเพื่อทำให้ฟุตบอลเป็นไปในแนวทางนี้อีก อย่างเช่น VAR (Video Assistance Referee) ที่นำมาใช้เพื่อให้การตัดสินถูกต้องมากขึ้น

     เมื่อเวลาผ่านไปๆ เงินก็ไม่ใช่ทุกสิ่งหรอก อย่างน้อยที่สุดเงินก็ไม่ใช่เหตุผลหลักที่ทำให้นักกีฬาลุกขึ้นมาซ้อมหนัก ไม่ใช่เหตุผลหลักที่ทำให้พวกเขาทำงานหนัก ไม่ยอมแพ้ในสนาม แม้ว่าสกอร์กำลังตามหลังอยู่ และเวลาก็กำลังใกล้จะหมดลงทุกทีๆ แพสชันที่มีต่อเกม ความรักที่มีต่อแฟนบอล สิ่งเหล่านี้ต่างหากคือเรื่องสำคัญที่ทำให้เกมฟุตบอลยังสวยงาม

 

ส่วนตัวคุณเอง คุณเชื่อในเรื่องเทคโนโลยีใหม่พวกนี้ไหม เพราะโลกฟุตบอลตอนนี้เสียงแตกในการต้อนรับเทคโนโลยี VAR มากเหลือเกิน

     ณ ตอนนี้ผมไม่ชอบ VAR สักเท่าไหร่ โอเคว่าเราอาจได้ผลการตัดสินที่ถูกต้องมากขึ้น ซึ่งไม่ใช่เรื่องใหม่อะไรเลย เทียบกับกีฬาอื่นๆ ยกตัวอย่างทางฟากอเมริกันเกม ทั้งพวก NBA หรือ NFL แม้กระทั่งเทนนิส ทว่ากีฬาเหล่านั้นเป็นเกมแบบที่เล่นไม่ต่อเนื่อง เดี๋ยวหยุดเดี๋ยวไปต่อ ทั้งตัวเกมหรือการขอเวลานอก

     แต่เกมฟุตบอลมันไม่ใช่แบบนั้น มันเป็นการเล่นที่ต่อเนื่องไป เหตุการณ์เพียงครั้งเดียวจึงสามารถพลิกโฉมเกมไปได้เลย จุดนี้ถือเป็นความสนุกที่แตกต่าง หรืออาจเรียกได้ว่าเป็นจิตวิญญาณของฟุตบอลก็ได้ ดังนั้น คุณต้องคิดทบทวนกันว่าเรื่องไหนสำคัญกว่าสำหรับฟุตบอล การตัดสินที่ถูกต้องที่แลกมาด้วยความติดๆ ขัดๆ เรื่องอรรถรสในการเล่น การชม เกมต้องหยุดชะงัก หรือความสนุกที่เกิดขึ้นอย่างทันทีทันใด แต่แลกมากับฝ่ายหนึ่งต้องเสียหายจากความผิดพลาด

 

การที่นักเตะคนหนึ่งจะประสบความสำเร็จในสนามไม่ใช่เรื่องง่ายๆ มันยากจนหลายคนท้อแท้อยากจะถอดใจ ในฐานะคนที่ผ่านร้อนหนาวมามากมาย คุณจะบอกอะไรพวกเขา

     อย่างแรกสุด ถ้าคุณมีพรสวรรค์ก็ย่อมได้เปรียบ จงตอบตัวเองอย่างจริงใจว่าตัวเองมีพรสวรรค์นั้นอยู่จริงไหม แต่อย่างไรก็ตาม ถึงแม้จะมีหรือไม่มีก็ตาม หลังจากนั้นคุณต้องทำงานหนัก ซ้อมให้มาก ปลุกเร้าให้ตัวเองหิวกระหายความสำเร็จ เพื่อจะได้มีพลังในการพัฒนาต่อไป เพราะฟุตบอลเป็นกีฬาที่โหดจริงๆ ปะทะกันหนัก ทุกคนในสนามต้องการจะหยุดคุณ แถมยังมีผู้คนนอกสนามอีกนะ อย่างพวกสื่อมวลชนซึ่งมีหน้าที่คอยวิพากษ์วิจารณ์ เขาจะคอยถล่มว่านัดนี้คุณเล่นแย่ยังไง มันเป็นงานที่เรียกร้องทั้งร่างกายที่แข็งแกร่ง เช่นเดียวกับจิตใจและความมุ่งมั่น คุณต้องรับมือมันให้ได้ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม ถ้าเป็นเรื่องดีๆ อย่างเช่นคำชม มีคนมายกย่อง คุณต้องนิ่งพอ ไม่หลงไปกับคำพวกนั้น เพราะเขาชมคุณในเกมที่ผ่านมา ไม่ใช่เกมต่อไปที่จะมาถึง เช่นเดียวกันกับความล้มเหลวผิดหวัง

ทุกอย่างล้วนผ่านมาผ่านไป การตั้งเป้าหมายคือสิ่งสำคัญ ถ้าคุณอยากเป็นนักเตะชั้นยอด ได้ลงสนามต่อเนื่องยาวนานได้เล่นอยู่ในทีมใหญ่ มันก็มีวิธีการของมัน และคุณต้องเดินไปตามขั้นตอนนั้้น เดินลัดหรือเดินเลี่ยงไม่ได้หรอก

     คำว่าท้อเป็นสิ่งต้องห้ามของอาชีพนี้ ถ้าจะให้ผมบอกคุณว่ามันก็พอมีทางลัดนะ บอกแบบนั้นก็ไม่ยากหรอก แต่แบบนั้นก็โกหกกัน Focus, Work-hard, Keep Believing นี่คือแค่สามสิ่งที่ผมจะบอกคุณได้

 

เคยได้ยินมาว่า ในอดีตฟุตบอลอังกฤษมีประเพณีให้นักเตะน้องใหม่ต้องขัดรองเท้าของรุ่นพี่ทีมชุดใหญ่ คุณเองเคยผ่านช่วงเวลานั้นมาหรือเปล่า และประเพณีแบบนี้มันสอนอะไรบ้าง

     แน่นอน นักเตะในอังกฤษรุ่นผมทุกคนผ่านกระบวนการนี้ มันเป็นหนึ่งในขั้นตอนที่คุณต้องเจอ เช่นเดียวกับการแย่งชิงพื้นที่ในทีมชุดต่างๆ ที่มีอยู่อย่างจำกัด คุณจึงต้องทำงานหนัก ต้องทำตัวโดดเด่นจนเป็นที่ต้องการของโค้ช นั่นคือหนทางเดียวในการการันตีที่ยืนในสนามแข่ง เช่นกันกับเรื่องทำความสะอาดรองเท้าให้กับรุ่นพี่ ผมเองก็เคยทำในตอนเล่นกับทีมมิลวอลล์ ซึ่งปัจจุบันไม่แน่ใจว่านักเตะรุ่นใหม่ๆ จะต้องทำไหม เพราะทีมคงอยากให้พวกเขาใช้สมาธิไปกับเกมฟุตบอลมากกว่าเรื่องประเพณีแบบนี้ และเขามีเจ้าหน้าที่ดูแลอุปกรณ์ประจำการอยู่แล้ว แต่ส่วนตัวผมเชื่อว่าประเพณีเป็นเรื่องดี

     สงสัยใช่ไหมล่ะว่ามันดียังไง ในขั้นตอนการไต่เต้าขึ้นมาสู่ทีมชุดใหญ่ นักเตะวัยรุ่นอายุน้อยๆ ประมาณสิบปลายๆ เป็นธรรมดามากที่พวกเขาจะเสียสมาธิไปจากฟุตบอล ยิ่งคนไหนเล่นดี เก่งกว่าคนอื่นในทีมโดยรวมจนกลายเป็นดาวเด่นจะมีคำเยินยอตามมา สื่อจะเรียกเขาว่าเป็นนิวโน่นเป็นนิวนี่ ฉายาเหล่านี้มันเย้ายวน บางคนรับมือไม่ได้ก็จะเตลิดไปไกล เขาจะไม่เล่นเพื่อทีม ไม่เล่นตามโค้ชไม่ทำงานในหน้าที่ เขาจะคิดถึงแต่ตัวเอง เก่งแล้วก็มักจะขี้เกียจซ้อม โอกาสหลุดจากเส้นทางก็มีสูง ยิ่งช่วงวัยของพวกเขาอารมณ์มีเยอะมาก

การขัดรองเท้า หิ้วรองเท้าให้รุ่นพี่ เหมือนเป็นการสอนบทเรียนชีวิตในทางอ้อม เรื่องเล็กๆ แบบนี้สอนให้รู้ว่าใน

โลกแห่งความจริง ไม่ว่าคุณไปอยู่ตรงไหน มันย่อมต้องมีคนเก่งกว่าคุณเสมอ

     โอเค สุดสัปดาห์นี้คุณลงสนามในทีมเยาวชนหรือทีมสำรอง คุณยิงกระจาย 2-3 ประตู คำชมเพียบ แต่พอกลางสัปดาห์ก็ต้องมานั่งขัดรองเท้า นั่นคือระดับของคุณ ณ ตอนนั้น คุณอยากเลื่อนขั้นไหมล่ะ อยากพัฒนาไหม กลับไปซ้อมให้หนัก ทำผลงานที่คิดว่าดีอยู่แล้วให้ดีขึ้นไปอีก พอดีมากแล้วก็ทำให้มันดีสม่ำเสมอ เพื่อตำแหน่งที่ดีขึ้น ไปเป็นตัวสำรองชุดใหญ่ พัฒนาขึ้นไปแย่งตัวจริง สำหรับผม ประเพณีนี้สอนให้เราไม่เหลิงและมีความทะเยอทะยานไปในเวลาเดียวกัน

 

teddy sheringham

 

ดูตามประวัติการเล่นของคุณ ดูเหมือนว่าคุณไม่ได้โดดเด่นตั้งแต่วัยรุ่น กว่าจะได้รับเลือกเล่นเป็นทีมชาติอังกฤษก็ปาเข้าไป 27 ปี เราอดสงสัยไม่ได้ว่าในช่วงการรอคอยนั้น คุณให้กำลังใจตัวเองอย่างไร

     ในฐานะคนอังกฤษที่เตะฟุตบอล ผมมั่นใจว่าทุกคนฝันอยากติดทีมชาติสักเกมก็ยังดี ผมเองก็เช่นกัน ตั้งแต่เล่นอาชีพตอนอายุ 16 ปี ทีมชาติคือหนึ่งในเป้าหมาย แต่เป็นเป้าหมายที่รู้ดีอยู่แล้วว่าไม่ได้มาง่ายๆ ต้องทุ่มเทมาก ต้องได้เล่นตัวจริงก่อน จากนั้นเล่นบนลีกสูงสุดกับทีมที่มีผลงานดีสม่ำเสมอ มีเอกลักษณ์การเล่นที่ชัดเจน แม้ทำได้ตามนั้นก็ใช่จะไปถึงเป้าหมาย มันอยู่ที่ว่าผู้จัดการทีมชาติในตอนนั้นต้องการคุณหรือไม่ พูดง่ายๆ ก็คือคุณดีที่สุดระดับหนึ่งในสี่ของประเทศในความคิดของผู้จัดการทีมตอนนั้นไหม

     กว่าจะได้รับโอกาสในทีมชาติก็ต้องรอจนอายุ 27 ปี ซึ่งโดยส่วนตัวแล้ว ผมเชื่อว่าตัวเองเล่นได้ดีมาตลอด มีลุ้นทีมชาติมาตั้งแต่ 2-3 ปีก่อนหน้านั้น แต่ก็บอกกับตัวเองเสมอว่าสักวันโอกาสต้องเป็นของเรา จากที่คิดว่าทำได้ดีแล้ว ต้องพยายามมากขึ้น จากที่เล่นได้มิติเดียว ก็พัฒนาตัวเองให้เล่นเพื่อทีมได้มากขึ้น ยกระดับแล้วก้าวผ่านจุดที่คิดว่าดีอยู่แล้วให้ได้

     สิ่งสำคัญมากที่สุดคือคุณต้องเข้าใจและหาตัวเองให้เจอ อะไรคือจุดแข็งของคุณ เริ่มจากจุดนั้นก่อน แล้วก็พัฒนามันต่อไปให้ได้ หนึ่งในสิ่งที่ผมเรียนรู้มา คือคุณไปเก่งกว่าคนอื่นในแบบที่เป็นตัวเขาไม่ได้หรอก เพราะมันไม่ใช่สิ่งที่คุณถนัดจริงๆ ในทางกลับกัน มันก็ไม่มีใครเก่งเกินกว่าคุณในแบบของคุณแน่ๆ หากเขาต้องมาทำในสิ่งที่เป็นตัวคุณ จริงไหม

 

แฟนฟุตบอลอังกฤษน่าจะเคยได้ยินข่าวกอสสิปว่าคุณและ แอนดี้ โคล ไม่ลงรอยกัน แม้จะติดทีมชาติอังกฤษในเวลาไล่เลี่ยกัน และประสบความสำเร็จอย่างลงตัวในสีเสื้อแมนฯ ยูไนเต็ด เราสงสัยว่าในเมื่อคุณสองคนไม่ชอบหน้ากัน แต่กลับทำงานร่วมกันได้อย่างดี อะไรคือเคล็ดลับของเรื่องนี้

     เรื่องของผมกับ แอนดี้ โคล น่ะเหรอ อืม น่าจะเป็นความแตกต่างที่ลงตัว ผมเชื่อแบบนั้นนะ แอนดี้เป็นกองหน้าความเร็วจัด สปีดต้นดีมาก ที่สำคัญ เขาแกร่งและหาพื้นที่ยิงประตูได้ดีเสมอ ขณะที่ผมเองเป็นกองหน้าที่พร้อมออกบอลให้เพื่อนอยู่แล้ว เมื่อได้พาร์ตเนอร์ที่มีคุณสมบัติพร้อมแบบนี้ เราจึงเป็นส่วนผสมที่ลงตัว เราเล่นกันได้ดีในช่วงที่อยู่แมนฯ ยูไนเต็ด แต่ในทีมชาติมีโอกาสร่วมงานกันน้อย เพราะตัวหลักในช่วงนั้นคือ อลัน เชียเรอร์ ซึ่งเป็นกองหน้าที่เก่งมากเช่นกัน

     ทั้งนี้ เรื่องนอกสนามระหว่างผมและแอนดี้ ก็อย่างที่ทุกคนทราบว่าเป็นอย่างไร แต่ผมเชื่อว่าเราทั้งคู่เป็นมืออาชีพมากพอ เรารู้ว่าควรหรือไม่ควรทำอะไร หน้าที่ของเราคือทำงานให้หนักเพื่อผลงานที่ดีของทีม ซึ่งผลงานที่ออกมาก็แสดงให้เห็นในความเป็นมืออาชีพที่พูดถึง

 

ขอกลับมาที่ฟุตบอลในยุคปัจจุบันสักหน่อย หากเปิดโอกาสให้คุณเลือกนักเตะในยุคปัจจุบันมาเป็นคู่ของคุณ

     ไม่ยากเลย ผมชื่นชมและขอเลือก แฮร์รี เคน กองหน้าจากท็อตแนม ฮอตสเปอร์ส แฮร์รี เคน เป็นกองหน้าที่ครบเครื่องมากที่สุดในยุคปัจจุบัน เขาได้เปรียบคู่แข่งจากรูปร่างที่ใหญ่โต (สูงถึง 188 เซนติเมตร) แข็งแกร่ง โดดเด่นในการเล่นลูกกลางอากาศ ยิงได้หนักทั้งเท้าซ้ายและเท้าขวา และยังมีสิ่งที่เขาพิเศษกว่าใครที่รูปร่างใกล้เคียงกัน ก็คือทักษะการครองบอลที่ยอดเยี่ยม รวมทั้งวิสัยทัศน์การเล่นที่ชาญฉลาด นั่นคือข้อดีที่ผมเห็นจากแฮร์รี

 

มีหลายคนเปรียบเทียบว่า แฮร์รี เคน คล้ายๆ กับคุณเมื่อก่อนเลย แม้แต่ตัวเขาเองก็เคยให้สัมภาษณ์ว่ามีคุณเป็นต้นแบบ

     ถ้าเป็นแบบนั้นผมก็ขอขอบคุณมาก แต่เปรียบเทียบว่าคล้ายไหม ผมบอกตามตรงว่า แฮร์รี เคน เก่งกว่าผมเยอะทีเดียว เอาให้เห็นภาพส่วนตัวก็แล้วกัน ผมมองว่าแฮร์รีเป็นส่วนผสมการเล่นระหว่างตัวผมเองกับ อลัน เชียเรอร์ สิ่งที่เรามีเหมือนกันคือการพักบอลและการออกบอลที่ทำให้เพื่อนในทีมเล่นง่าย แต่จุดที่เขาเหนือกว่าผมมากแน่ๆ คือความหนักหน่วงและความเฉียบขาดในการจบสกอร์ ซึ่งนั่นไม่ต่างจาก อลัน เชียเรอร์ เลย

 

teddy sheringham

 

นี่ฟุตบอลโลกกำลังจะเริ่มอีกแล้ว คุณคาดหวังไว้กับทีมชาติอังกฤษคราวนี้อย่างไร ที่มีอดีตเพื่อนร่วมทีมชาติของคุณอย่าง แกเร็ธ เซาธ์เกต คุมทีมอยู่ ขอถามจริงๆ คุณเชื่อว่าอังกฤษมีลุ้นความสำเร็จขนาดไหนในฟุตบอลโลก 2018

     อืม สำหรับทุกทีมนั่นแหละ ฟุตบอลโลกเป็นทัวร์นาเมนต์ที่ยากเสมอ เพราะนี่คือรายการที่รวมเอาทีม รวมเอาผู้เล่นที่ดีที่สุดในโลกมาไว้ด้วยกัน เพื่อเป็นที่หนึ่งของโลก สำหรับทีมอังกฤษ แม้หลายฝ่ายจะเป็นห่วงในเรื่องผู้จัดการทีมใหม่ อายุเฉลี่ยในทีม แต่สำหรับผม แกเร็ธ เซาธ์เกต ทำงานได้ยอดเยี่ยมในฐานะผู้จัดการทีม เขาคลุกคลีกับเด็กชุดนี้มานานมากจนสร้างความมั่นใจให้กับทีมในภาพรวม ผู้เล่นเองก็มีคุณภาพสูง แต่เรื่องประสบการณ์ก็ถือว่ายังเป็นสิ่งที่พวกเขาต้องเก็บเกี่ยว

     ในฟุตบอลโลกครั้งนี้คงเป็นงานหินแน่ๆ ส่วนตัวผมมองว่าถ้าเข้ารอบ 8 ทีมสุดท้าย ก็ถือเป็นผลงานที่น่าพอใจ เด็กในทีมอังกฤษชุดนี้ถ้าพวกเขารวมตัวกันไปยาวๆ เราจะมีลุ้นความสำเร็จในศึกชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2020 รวมทั้งฟุตบอลโลก 2022

 

ถ้าให้สวมบทผู้จัดการทีมชาติอังกฤษ คุณจะเลือกกองหน้าคนไหนไปลุยฟุตบอลโลกครั้งนี้

     คนแรกแน่นอนว่าผมเลือก แฮร์รี เคน เขาคือเบอร์หนึ่งในอังกฤษตอนนี้ หากคุณมีข้อสงสัยอะไรก็ตาม ให้หันกลับไปมองสถิติที่เขาทำไว้ตลอด 3 ฤดูกาล ตัวเลขแบบนี้ไม่มีคำว่าฟลุก ด้วยฟอร์มที่คงเส้นคงวา สไตล์การเล่นแบบนี้ เขาจะเป็นกำลังสำคัญ ผมหวังว่าแฮร์รีจะเล่นโดยไม่มีอาการบาดเจ็บตลอดการแข่งขัน

     คนที่สอง ผมเลือก เจมี วาร์ดี้ จากเลสเตอร์ซิตี เขามีความโดดเด่นที่ต่างออกไปจาก แฮร์รี เคน ตรงที่ความเร็วต้นดีมากๆ สามารถกระชากบอลหาที่ว่างได้น่ากลัว ใช้โอกาสไม่เปลือง และที่สำคัญ เขาฉวยโอกาสเก่ง แถมเป็นนักเตะที่บุคลิกดี มีความเป็นผู้นำในตัว ด้วยความที่เป็นคนไม่ยอมแพ้เป็นพื้นฐาน ผมเชื่อว่าเจมีและแฮร์รีจะเล่นกันได้ลงตัว

     คนที่สาม อืม เลือกยากเหมือนกัน เพราะนี่คือฟุตบอลทัวร์นาเมนต์ ต้องคิดเผื่อไว้เยอะๆ ทั้งในฐานะตัวสำรองที่ต้องลงไปเปลี่ยนเกม ซึ่งควรจะมีลักษณะและรูปแบบการเล่นที่ต่างออกไปอย่างชัดเจน ประเด็นนี้ผมนึกไปที่กองหน้าตัวใหญ่ๆ อย่าง แอนดี้ คาร์โรลล์ หรือ ปีเตอร์ เคราช์ แต่เหตุผลเรื่องทัวร์นาเมนต์ หากมีกองหน้าตัวหลักเจ็บไปคนหนึ่งคงต้องเลือกที่สามารถลงไปทดแทนและเล่นได้หลากหลายตำแหน่งและรูปแบบ ดังนั้น ผมขอเลือก เจสซี ลินการ์ด จากแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เขาทำได้ดีทั้งริมเส้น หน้าต่ำ ด้วยจุดเด่นด้านการครองบอล ความเร็วและจังหวะจ่ายได้เสีย เขาน่าจะมีประโยชน์มากสำหรับทีมเราในเกมรุก

 

เราอยากขอคำแนะนำจากคุณอีกสักนิด สำหรับบรรดาสาวๆ ที่เจอปัญหาแฟนหนุ่มเอาแต่จดจ้องอยู่กับเกมฟุตบอลจนละเลยในการดูแลเธอ คุณจะแนะนำหนุ่มๆ เหล่านั้นอย่างไร เพื่อให้สาวๆ เอนจอยกับชีวิตรัก และกีฬาฟุตบอลไปด้วยกัน

     เฮ้ โชคดีที่ผมไม่เคยเจอปัญหาอะไรแบบนี้เลย (หัวเราะ) โชคดีที่เราทั้งคู่ (เขาหมายถึงสาวข้างกาย) ชอบดูฟุตบอลเหมือนกัน ยิ่งเป็นฟุตบอลโลก เทศกาลลูกหนังที่ดีที่สุดในโลก มันก็มีเสน่ห์มากอยู่แล้วนะ หากคุณผู้ชายลองชวนคุณผู้หญิงดูด้วยกัน นั่งอธิบายสักนิด ผมเชื่อว่าเธอน่าจะสนุกไปด้วยกันได้ไม่ยาก แต่ถ้าหากไม่ไหวจริงๆ ผมว่าสักหนึ่งสัปดาห์ก่อนเริ่มฟุตบอลโลก ให้คุณผู้ชายเตรียมเงินก้อนโตๆ ไว้ก่อนเลย แล้วใช้ปรนเปรอเธอให้เต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมใดที่เธอปรารถนา อาจจะเป็นช้อปปิ้ง สปา หรืออะไรก็ตามที่เธออยากได้ จัดเต็มกันไป แล้วก็บอกเธอดีๆ ว่าฟุตบอลโลกคราวนี้เราขอเวลาส่วนตัวเยอะหน่อย แบบนี้ปัญหาไม่น่าจะเกิด

 

สุดท้าย อะไรคือสิ่งสำคัญที่สุดที่คุณเรียนรู้จากฟุตบอล

     ชีวิตนี้เกมฟุตบอลสอนผมมากมาย มันเป็นยิ่งกว่าอาชีพที่หาเลี้ยงตัวเองมา ฟุตบอลสอนใจผมเสมอมาว่าไม่ให้หยุดพัฒนาตัวเอง คุณต้องก้าวข้ามระดับเดิมๆ ของคุณไปให้มากที่สุด แสดงให้โค้ชเห็น แสดงให้เพื่อนร่วมทีมเห็นว่าคุณยังไปต่อได้อีก ถ้าทำได้แบบนั้น นอกจากจะชนะใจโค้ช เป็นที่ยอมรับของเพื่อนร่วมทีม สำคัญที่สุดคือคุณจะชนะตัวเอง ดังนั้น ไม่ว่าใครจะบอกจะคุณเก่งแล้ว เร็วพอแล้ว เก่งแล้ว อย่าไปเชื่อ ‘จงพัฒนาต่อไป’ อย่าเชื่อแม้กระทั่งเสียงอิดออดของตัวเองที่จะบอกดีแล้ว พอแล้ว

 

Teddy Sheringham

 


FYI

รู้จัก VAR

     สำหรับคอฟุตบอลที่ติดตามข่าวสารในวงการใกล้ชิด คงรู้จัก VAR กันดีอยู่แล้ว เพราะลีกยุโรป รวมทั้งลีกในบ้านเรา ก็ได้นำอุปกรณ์ใหม่นี้เข้ามาใช้กัน เช่นเดียวกันกับฟุตบอลโลกคราวนี้ เดือนมิถุนายน 2018 ที่รัสเซีย เราจะได้เห็นมันกลายเป็นกระแสความสนใจที่คอฟุตบอลต้องจับตา

     แต่สำหรับคนทั่วไปที่ไม่ได้ติดตามวงการฟุตบอลใกล้ชิด ถ้าชมการถ่ายทอดการแข่งขันไปสักพัก คงยังไม่เข้าใจว่าทำไมผู้ตัดสินต้องเป่าหยุดเกมกลางคัน แล้วไปชมวิดีโอบันทึกเหตุการณ์ก่อนจะมาเล่นกันต่อ ความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้มีอะไรบ้างที่ต้องสนใจ และเข้าใจ เรามีคำตอบให้คุณ

     มาเริ่มต้นที่เรื่องพื้นฐานที่สุด VAR จะเข้ามาสู่เกมในช่วงโอกาสใดบ้าง ตามที่ระบุกันไว้ VAR จะใช้ได้ใน 4 สถานการณ์เท่านั้น

     1. เป็นประตูหรือไม่ ฟาวล์ก่อนหรือล้ำหน้าก่อนไหม (Goals)

     2. เป็นจุดโทษหรือไม่ นอกหรือในเขตโทษ (Penalties)

     3. ใบแดงโดยตรงหรือไม่ (Straight red cards)

     4. เหตุการณ์ผิดพลาดประหลาดๆ ใบแดงผิดคนไหม (Mistaken identity)

     สิทธิ์ขาดทั้งหมดอยู่ที่ผู้ตัดสินใหญ่ คือผู้ถือนกหวีดในมือ ว่าอยากใช้บริการเทคโนโลยีใหม่นี้หรือไม่ หากกรรมการตัดสินใจด้วยตนเองว่าอยากดู VAR เขาจะหยุดการเล่นในสนามพร้อมวาดมือเป็น 4 เหลี่ยม แต่ถ้าหากการตัดสินใจมาจากคำแนะนำของผู้เฝ้าหน้าจอแล้ว เขาจะหยุดการเล่นในสนาม แล้วชี้ไปที่หู ทำมือเป็นสี่เหลี่ยม จากนั้นค่อยวิ่งไปดูภาพช้า ซึ่งตามกฎมีแค่ท่านเปาผู้เป่านกหวีดเท่านั้นที่มีโอกาสดูภาพช้านี้

 

The SAS (Shearer and Sheringham)

     หากเปรียบเทียบกับกองหน้าในยุคเดียวกันอย่าง อลัน เชียเรอร์ ดาวยิงสูงสุดตลอดกาลของพรีเมียร์ลีก นั่นคือเบอร์หนึ่งของทีมที่การันตีตำแหน่งตัวจริงและกัปตันทีม มีครบทั้งความคมกริบจากจังหวะทำประตูในทุกระยะทั้งเท้าและศีรษะ ทำให้ยังมีที่ว่างอีกหนึ่งตำแหน่งในแนวรุก ซึ่ง เท็ดดี้ เชอร์ริงแฮม ต้องเบียดแย่งกับคู่แข่งฝีเท้าฉกาจมากมาย ทั้ง เอียน ไรต์ จากอาร์เซนอล, แอนดี้ โคล ดาวยิงจากนิวคาสเซิล และแมนฯ ยูไนเต็ด, ร็อบบี้ ฟาวเลอร์ จากลิเวอร์พูล รวมทั้ง เลส เฟอร์ดินานด์ จากนิวคาสเซิล ยูไนเต็ด

     หากเปรียบเทียบจากตัวเลขการทำประตู ทุกคนเหนือกว่าเขา มีความเร็วเหนือกว่า คมกว่าในการปิดสกอร์ แต่ด้วยความชัดเจนเรื่องความเขี้ยวในเกมกลางอากาศ จังหวะออกบอลที่ยอดเยี่ยม ทำให้เพื่อนเล่นได้ง่ายเสมอ รวมทั้งจิตใจที่เยือกเย็น ส่งให้เท็ดดี้คือคู่ขาตัวหลักของเชียเรอร์โดยอัตโนมัติ ทั้งคู่เล่นได้อย่างเข้าขากัน จนเป็นที่มาของฉายา The SAS (Shearer and Sheringham) เป็นคู่ดาวยิงที่ทรงพลัง พาอังกฤษไปได้ไกลถึงรอบรองชนะเลิศศึกชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป ปี 1996 ซึ่งเป็นหนึ่งในผลงานที่ดีที่สุดของทีมสิงโตคำรามนับตั้งแต่ได้แชมป์โลกเมื่อปี 1996 และอันดับที่ 4 ฟุตบอลโลก 1990

 

ย้อนประวัติศาสตร์กับ แอนดี้ โคล

     สำหรับเหตุผลว่าทำไมสองคนนี้ไม่ชอบหน้ากัน หลักฐานที่ชัดเจนที่สุดน่าจะเป็นบทสัมภาษณ์ของ แอนดี้ โคลผ่านเว็บไซต์ independent ของอังกฤษ เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2010 ย้อนถึงไปถึงเหตุการณ์เมื่อปี 1995 เป็นเกมแรกในนามทีมชาติอังกฤษ พวกเขาได้รับโอกาสลงสนามเป็นตัวสำรองพบกับทีมอุรุกวัย โคลเป็นตัวสำรองลงไปแทน เท็ดดี้ เชอริงแฮม ในนาทีที่ 70 ท่ามกลางสายตาแฟนบอล 60,000 คู่ ในสนาม ภาพที่ออกมาในจังหวะที่เปลี่ยนตัว แอนดี้ยื่นมือไปให้ เท็ดดี้ที่เดินสวนออกมากลับไม่แยแส และเดินตรงไปที่ม้านั่งสำรอง เหตุการณ์นั้นเองที่ทำให้ แอนดี้ โคล ไม่พอใจอย่างมาก

     “ผมจำได้ดี มันเกิดขึ้นในเกมแรกของผมกับทีมชาติ เราพบอุรุกวัย ส่วนตัวผมคาดหวังไว้สูง เพราะนี่คือสิ่งที่นักเตะอังกฤษทุกคนรอคอย รวมทั้งเป็นความภูมิใจ ของครอบครัว โดยเฉพาะคุณพ่อคุณแม่ที่คอยให้กำลังผมเสมอมา นี่คือวันพิเศษสุด โอกาสลงสนามเกิดขึ้นในนาที 70 แทนที่เท็ดดี้ สิ่งที่คิดคือ ในฐานะรุ่นพี่ เป็นซีเนียร์ของทีม เท็ดดี้ควรจะเดินมาสัมผัสมือแล้วพูดอะไรเล็กน้อยให้กำลังใจ แบบ ‘Good luck, Coley’ ประมาณนี้ แต่ไม่เลย เขาไม่สนใจ ที่จะจับมือและเดินผ่านไป คุณคิดดูสิ  เขาทำแบบนี้ในเกมเปิดตัวทีมชาติของผม จนทุกวันนี้ยังไม่รู้เลยว่าอะไรคือสาเหตุ ในวันนั้น ยอมรับว่าตอนนั้นผมหัวเสีย อาย อดคิดไม่ได้ว่าเกิดอะไรขึ้น” (คือส่วนหนึ่งในบทสัมภาษณ์ของ แอนดี้ โคล ครั้งนั้น)

     อย่างไรก็ตาม หลังเหตุการณ์นั้นอีก 2 ปี เท็ดดี้ เชอริงแฮม ก็ย้ายมาแทนที่ เอริก คันโตนา ในสีเสื้อแมนฯ ยูไนเต็ด และประสบความสำเร็จร่วมกันกับ แอนดี้ โคล โดยเฉพาะทริปเปิลแชมป์บันลือโลกในฤดูกาล 1998-99 ทั้งแชมป์พรีเมียร์ลีก เอฟเอคัพ และยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีก ไม่ใช่เพียงแค่แฟนบอลที่สงสัยในความสัมพันธ์ของทั้งคู่ ผู้เล่นในทีมรวมทั้งสตาฟฟ์โค้ชก็งงงวยด้วยเช่นกัน แต่ด้วยผลงานเล่นคู่กันที่โดดเด่น ประกอบกับไม่มีปัญหาอะไรนอกจากไม่พูดกัน จึงไม่มีปัญหาเกิดขึ้น

     ดังนั้น หากคุณไม่ชอบเพื่อนร่วมงานสักคน มันคงไม่ใช่ปัญหาหนักหนาอะไร หากต่างฝ่ายเป็นมืออาชีพมากพอก็สามารถทำงานร่วมกันจนออกมาดีได้ แต่ทางที่ดี สานสัมพันธ์ปรับความเข้าใจกันไว้ดีกว่า

 

เท็ดดี้ เชอริงแฮม กับไพ่โปกเกอร์

     นอกจาก จะเป็นนักเตะที่ยอดเยี่ยม เท็ดดี้ เชอริงแฮม ยังเป็นนักกอล์ฟแฮนดิแคปต่ำด้วย อีกหนึ่งเกมกีฬาที่เขาทำได้ยอดเยี่ยมมาก นั่นคือไพ่โปกเกอร์ หลังจากรีไทร์จากฟุตบอลอาชีพตั้งแต่ปี 2008 เขาเดินสายแข่งขันไพ่โปกเกอร์ในรายการซีรีส์ชิงแชมป์โลกหลายครั้ง เกมโดดเด่นที่สุดคือรายการ No Limit Hold’em Main Event ได้เล่นเป็นหนึ่งในผู้เล่นบนโต๊ะสุดท้าย จากรายการที่มีเซียนโปกเกอร์ระดับโลกลงแข่ง 389 คน ก่อนจบในอันดับที่ 5 รับเงินไป 93,121 ยูโรเลยทีเดียว

 


เรื่อง: พรรษิษฐ์ วิชญคุปต์, ดานิเอล เบล็สซิ่ง, ศุภชัย หนุมาศ, ชไมพร เห็นประเสริฐ

ขอขอบคุณรายการ Football Focus สถานีโทรทัศน์กองทัพบก ช่อง 5

Share Post
Like 0 View 730

Author

a day BULLETIN Team

Where the Conversations Begin: เชื่อมโยงผู้คนหลากหลายแวดวงเข้าด้วยกัน รวมตัวให้เป็นปรากฏการณ์ทางสังคม ชวนตั้งคำถามกับสิ่งเก่า กระตุ้นให้เกิดความคิดใหม่

กฤตธกร สุทธิกิตติบุตร

หัวหน้าช่างภาพกอง a day BULLETIN