ดร.สุปรีดา: ความท้าทายของการใช้ชีวิตในปัจจุบัน ความหมายแท้จริงของการมีสุขภาวะที่ดี

The Conversation
4 Nov 2019
เรื่องโดย:

วุฒิชัย กฤษณะประกรกิจ

Highlights

ทั้งๆ ที่รู้กันอยู่ว่าสิ่งใดถูก สิ่งใดผิด อะไรที่ดีต่อตัวเรา อะไรที่จะมาทำร้ายเรา แต่น่าแปลกที่เราก็มิอาจจะเลือกสิ่งที่ถูก สิ่งที่ดีสำหรับตัวเองได้เสมอไป

        อะไรที่อยู่เบื้องหลังพฤติกรรม การใช้เหตุผลภายในจิตใจ และสิ่งเร้าจากภายนอกมาเปลี่ยนแปลงเราได้อย่างไร ซึ่งส่วนใหญ่มันเป็นไปอย่างน่าฉงนสงสัย โดยที่เราไม่ทันรู้ตัว จากการประกอบสร้างความเป็นจริงทางสังคม

         อย่างเช่น ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว บุหรี่และเหล้าเคยเป็นสัญลักษณ์ของสถานะทางสังคม ต่อมามันถูกเทคโนโลยีทางการแพทย์และนักสื่อสารด้านสุขภาพเผยแพร่ข้อมูลใหม่ๆ เกี่ยวกับผลวิจัยถึงโทษของมัน

        จนมาวันนี้ เรามีความจริงทั้งสองขั้วมาเผยตัวอยู่ตรงหน้า ทำให้เราได้ย้อนกลับมานั่งทบทวนสุขภาวะของตัวเองในฐานะปัจเจกบุคคล และมองออกไปรอบๆ ตัวเพื่อเห็นถึงแนวโน้มทางสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป เต็มไปด้วยมลภาวะและเงื่อนไขยากลำบากในการดำเนินชีวิต

        ในวาระครบรอบ 18 ปี ของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ผู้ทำงานหนักอยู่เบื้องหลังประเด็นทางสังคมมากมาย นอกจากเรื่องบุหรี่และเหล้า ยังรวมไปถึงสุขภาวะด้านอื่นๆ อีกมากมายในวิถีชีวิตของเรา a day BULLETIN จึงไปพูดคุยกับ ดร. สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการกองทุน สสส. ที่เข้ารับตำแหน่งนี้มานาน 4 ปี โดยก่อนหน้านี้เขาก็ทำงานนี้มานานเกือบเท่าอายุของที่นี่

        นอกจากเราจะคุยกันเรื่องทั่วไป ว่าทำอย่างไรจึงจะแข็งแรงและมีสุขภาวะที่ดี เรายังตั้งคำถามลึกลงไปในระดับการทำงานเบื้องหลัง กระบวนการที่พวกเขาใช้ ความคิดเบื้องหลังทั้งหมด อุดมคติ และความเชื่อที่ สสส. ใช้ ในการทำงานเพื่อประกอบสร้างความรู้ ความจริง และผลักดันสังคมไปในทิศทางที่พวกเขาหวังและฝัน

 

ดร. สุปรีดา อดุลยานนท์

ตลอดระยะเวลาสองทศวรรษของ สสส. ประเด็นปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพของคนไทยเราเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร

        ผมมาอยู่ตอนปลายปี 2546 ตอน สสส. ก่อตั้งมาได้ปีกว่าๆ โดยรวมสุขภาพคนไทยจะมองว่าดีขึ้นหรือแย่ลง คงต้องชำแหละดูกันเป็นส่วนๆ เพราะถ้าให้สรุปด้วยคำเดียวคงเป็นไปไม่ได้ ในแง่หนึ่ง คนไทยอายุยืนขึ้น อันนี้ชัดเจน อายุเฉลี่ยของคนไทยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อย่างสมัยผมยังเป็นเด็ก ให้คุณทายว่าสาเหตุการตายอันดับหนึ่งของคนไทยคืออะไร คืออหิวาตกโรคและไข้รากสาด หรือไม่ก็มารดาตายระหว่างคลอด เหมือนที่เห็นในหนัง แม่นาก เรียกว่าคนท้องจะคลอดนี่ขาข้างหนึ่งไปรออยู่บนสวรรค์แล้ว แต่ตอนนี้การตายด้วยสาเหตุเหล่านี้ลดฮวบลง สะท้อนให้เห็นภาพใหญ่ของพัฒนาการทางการแพทย์แผนปัจจุบัน

        ทีนี้เราลองดูอีกแง่หนึ่ง ขณะที่โรคติดเชื้อทั้งหลายลดลงไปตามลำดับ มันกลับเกิดโรคของยุคสมัยใหม่ อย่างเอดส์ที่เริ่มมาจากไวรัสตัวใหม่ จนตอนนี้เราก็คุมกันพอได้อยู่ เชื้อโรคตัวใหม่จริงๆ อย่างอีโบลาที่เป็นข่าวครึกโครม มีคนตายกันทั่วโลก แต่จำนวนน้อยลง เราจึงต้องมาพิจารณาโจทย์ใหม่ว่าเอาจริงๆ ตอนนี้เราป่วยและตายด้วยอะไรกันแน่ ล่าสุดสามอันดับของบ้านเราก็คือมะเร็ง หลอดเลือดหัวใจ และอุบัติเหตุ ถัดมาจากนี้คือโรคเรื้อรังที่คนทั่วไปเป็นกันอยู่ และนำไปสู่ปัญหาสุขภาพในระยะยาว เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคกลุ่มที่เราเรียกว่า NCDs หรือโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ล่าสุดเป็นสาเหตุการตายกว่า 75% ของคนไทย ถ้าคุณอายุเท่าผม จะพบว่าเวลาเราไปงานศพเพื่อนๆ เรา สามในสี่ของการตายไม่ได้มาจากเชื้อโรคเลย

        นั่นแปลว่า ในขณะที่สุขภาวะของเราดีขึ้น แต่ทุกขภาวะของเราก็เปลี่ยนโฉมไป อันเนื่องมาจากคนละสมุทัยกับในอดีต สาเหตุหลักตอนนี้คือเรื่องพฤติกรรมของเราเอง เรียกรวมกันว่าวิถีชีวิต และแน่นอนว่าต้องรวมถึงสิ่งแวดล้อมด้วย เช่น สารพิษในอาหาร มลภาวะในอากาศ เหล่านี้ก็เกี่ยวข้องกับมะเร็ง ปัญหาสุขภาพในตอนนี้เกิดจากวิถีชีวิตและสิ่งแวดล้อมรอบตัวเราเป็นหลัก จึงทำให้การดูแลสุขภาพตัวเองให้ดีตั้งแต่เบื้องต้นกลายเป็นพื้นฐานและมีผลอย่างมากต่อเราทุกคน ส่วนบริการทาง

        การแพทย์นั้นไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาพวกนี้ มันแค่ช่วยแก้ไขประคับประคองไปตามอาการ ทางวิชาการชี้ว่าเราพึ่งหมอและยาได้แค่ 10% เท่านั้น นอกนั้นขึ้นกับวิถีชีวิตและสิ่งแวดล้อมเป็นหลัก อีกที่เหลือนิดหน่อยเป็นเรื่องพันธุกรรม

        จริงๆ แล้วพวกเราก็รู้ว่าต้องรักษาสุขภาพ แต่สภาพแวดล้อมต่างๆ ไม่เอื้ออำนวยเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรุงเทพฯ

        เราเข้าใจเรื่องนี้ดีว่าลำพังการให้ความรู้แก่ผู้คนว่าควรทำอะไร ไม่ควรทำอะไร มันไม่ใช่โซลูชันหรอก แต่เราจะต้องขับเคลื่อนในระดับนโยบาย การปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อม และดูแลเงื่อนไขในชีวิตของผู้คนด้วย เพื่อที่ทุกคนจะได้ทำตามความรู้ที่เขามีอยู่แล้ว แต่กลับไม่สามารถทำได้ ด้วยเงื่อนไขอะไรในชีวิต เหมือนตัวผมเองเป็นหมอ เข้าถึงข้อมูลความรู้เรื่องสุขภาพมาตั้งแต่ร่ำเรียน และทำงานทางสายสุขภาพมาตลอด ไม่มีปัญหาหรอกเรื่องจะรู้ว่าอะไรควรทำไม่ควรทำ แต่ก็อย่างว่า ความรู้ไม่ใช่เงื่อนไขเดียวที่เราจะทำหรือไม่ทำ อย่างน้อยที่สุด ผมไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ เพราะพ่อผมเป็นคนสูบจัด แม่ก็เลยดูแลลูกๆ ไม่ให้มีใครสูบเลย โดยรวมๆ วิถีชีวิตและพฤติกรรมของผมใช้ได้อยู่

        เมื่อไม่นานมานี้ ผมไปบรรยายให้นักศึกษาแพทย์ปี 4 คลาสเช้าเลย ผมก็ถามว่าพวกเราที่มาเข้าห้องเรียนตั้งแต่เช้าแบบนี้ มีใครกินอาหารเช้ามาแล้วบ้าง (หัวเราะ) พวกเขาคือนักศึกษาแพทย์ มีความรู้เต็มหัวแน่นอน แต่มีไม่ถึงหนึ่งในสี่ที่ได้กินอาหารเช้า อย่างที่ประเมินแล้วว่ามีคุณค่าทางโภชนาการเหมาะสม แถมจำนวนอีกไม่น้อยที่ยังไม่ได้กินอะไรมาเลย ผมก็ถามต่อ ในเมื่อเราก็รู้ว่าอาหารเช้าสำคัญ แล้วเราทำยังไงดี เขาก็เริ่มให้ความเห็น เริ่มแชร์ประสบการณ์ ซึ่งทั้งหมดนั้นไม่มีการให้ความรู้อยู่เลย เพราะมันไม่จำเป็นแล้วในขั้นนี้

         ในขั้นตอนนี้ หลักการทำงานคือการเปลี่ยนเงื่อนไขในชีวิตที่เป็นปัญหาอุปสรรคต่อสุขภาพ เช่น มีตู้ขายอาหารแบบหยอดเหรียญมาตั้งอยู่หน้าห้องเลกเชอร์เลยดีไหม แล้วอาจารย์ต้องยอมให้เขาเอาอะไรมานั่งกินในห้องด้วยได้ไหม หรือเราต้องปรับตารางสอนกันใหม่ ทั้งหมดนั้นก็คือเงื่อนไขชีวิต อย่างที่คุณพูดก็ถูก ปัญหามันคือสิ่งแวดล้อมด้วย ความรู้ในหัวไม่ใช่เงื่อนไขเดียวที่จะทำให้ใครมีสุขภาพที่ดี

สมมติคุณเป็นลูกจ้างประมงออกเรือไป อยู่ในสังคมแบบหนึ่งซึ่งเหล้ามีบทบาทสำคัญ หรือถ้าคุณทำงานเป็นศิลปินเพลง มีหลานผมเคยไปอยู่ค่ายเพลง เขาเล่าว่าต้องนั่งสูดกลิ่นบุหรี่ตลอดทั้งวัน เพราะนั่นเป็นสังคมที่บุหรี่มีบทบาท ดังนั้น เราก็ต้องทำงานปรับเปลี่ยนค่านิยม

บางทีก็ไม่ใช่แค่เรื่องวิถีชีวิตประจำวัน มันเกี่ยวข้องกับค่านิยมทางสังคมด้วย

        ถูกครับ สมมติคุณเป็นลูกจ้างประมงออกเรือไป อยู่ในสังคมแบบหนึ่งซึ่งเหล้ามีบทบาทสำคัญ หรือถ้าคุณทำงานเป็นศิลปินเพลง มีหลานผมเคยไปอยู่ค่ายเพลง เขาเล่าว่าต้องนั่งสูดกลิ่นบุหรี่ตลอดทั้งวัน เพราะนั่นเป็นสังคมที่บุหรี่มีบทบาท ดังนั้น เราก็ต้องทำงานปรับเปลี่ยนค่านิยม ซึ่งก็เป็นอีกหนึ่งเงื่อนไขที่บีบวิถีชีวิตเรา คนเราไม่ได้ทำอะไรก็ได้ตามใจชอบหรอก แต่ว่าถูกกรอบบังคับด้วย

        ในบทบาทที่ผมต้องมารับผิดชอบ ก็เข้าใจการทำงานมากขึ้น โดยเฉพาะการทำงานเชิงสังคม ผลักดันให้เกิดสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาวะมากกว่ามุ่งเป้าไปที่ปัจเจกเดี่ยวๆ เราต้องทำสองอย่างคู่ขนานกันไป ทั้งกระตุ้นให้เขาตระหนักรู้ ให้เขาเห็นความสำคัญ คำว่าตระหนักรู้นี่ไม่ใช่แค่รู้ การจะให้คนตระหนักต้องทำงานขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง มันมีเรื่องจิตวิทยา เรื่องนิเทศศาสตร์ต่างๆ มาเกี่ยวข้อง

ท่ามกลางปัญหาสิ่งแวดล้อม รถติด ควันพิษ ฟุตพาทพัง ประชากรหนาแน่น มันล้นพ้นความสามารถของ สสส. ไปแล้วหรือเปล่า

        คุณมองโลกในแง่ร้ายเกินไป คนทำงานแบบนี้ต้องมีความหวังอยู่ตลอดนะครับ สิ่งหนึ่งที่เราต้องมี และจนถึงวันนี้เรามีมากขึ้นคือความเชื่อ เราต้องเชื่อว่ามันเปลี่ยนแปลงได้ อย่าเริ่มต้นการทำงานของคุณด้วยการคิดว่ามันเปลี่ยนอะไรไม่ได้

        อันดับแรกที่ต้องทำคือหาว่าเงื่อนไขอะไรที่นำพาสังคมมาถึงจุดนี้ แล้วเราก็เข้าไปจัดการตรงเงื่อนไขนั้น ยกตัวอย่างปัญหาที่เราจับตา สังคมไทยมีแม่วัยรุ่นเพิ่มขึ้น อัตราการบริโภคสุราเพิ่มขึ้น มลพิษในอากาศเพิ่มขึ้น อัตราผู้ป่วยเบาหวานเพิ่มขึ้น หรืออัตราแม่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ครบ 6 เดือนลดลง เราเข้าไปดูที่เงื่อนไขของปัญหา ซึ่งก็รู้ว่าเงื่อนไขไม่ใช่ความรู้ เพราะทุกคนรู้ว่าอะไรที่ดีต่อสุขภาพ แต่ปัญหาคือเงื่อนไขชีวิต เช่น คนเป็นแม่ต้องออกไปทำงาน สภาพสังคม สิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ หรือการเดินทาง ฯลฯ

        เมื่อตอนเราเริ่มต้นรณรงค์เรื่องเหล้า ตอนนั้นเมืองไทยยังไม่ค่อยมีใครแตะเรื่องนี้เท่าไหร่ แค่นับปริมาณการบริโภคของกลุ่มวิสกี้ ไทยเราก็เป็นอันดับ 5 ของโลกแล้ว อัตราการบริโภคต่อหัวคนไทยในช่วงเวลา 43 ปี เพิ่มขึ้นมา 33 เท่า หรือใช้เวลาแค่ 2 ปีในการเพิ่มอีกเท่าตัว การตลาดดุเดือดมากขึ้นเรื่อยๆ สิ่งแวดล้อมในสังคมเกื้อหนุน ค่านิยมก็ถูกยึดครองไปหมดกลายเป็นเรื่องระดับสังคมวัฒนธรรมเลย ไม่ใช่แค่เรื่องการแพทย์แล้ว

        ครั้งแรกที่เราออกไปเชิญชวนให้มีพื้นที่จัดงานสงกรานต์ปลอดเหล้า เราโดนคนหัวเราะใส่หน้าเลยว่าบ้า แต่เราก็ทำงานต่อเนื่องมา จนกระทั่งเมื่อปีที่แล้ว เราจัดโซนนิงสำหรับเล่นสงกรานต์ปลอดเหล้าได้กว่า 2,000 จุด กระจายไปทั่วประเทศ ความเปลี่ยนแปลงจึงเกิดขึ้นได้ถ้าเรายืนหยัดทำอย่างจริงจังต่อเนื่อง และต้องทำให้ถูกวิธี

        ตอนที่เราเริ่มรณรงค์รับน้องปลอดเหล้า ตอนนั้นเหล้าเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นผู้ใหญ่ การเปลี่ยนผ่านจากเด็กมัธยมไปสถาบันอุดมศึกษา นอกจากนี้ เหล้ายังเป็นสัญลักษณ์ของงานบุญด้วย เมื่อก่อนเจ้าภาพต้องเสียค่าใช้จ่ายค่าเหล้าเฉลี่ย 20,000 บาทต่องาน ถ้าไม่เลี้ยงก็เป็นเรื่องผิดประเพณี จนล่าสุดที่ศรีสะเกษ ผู้ว่าฯ และหน่วยงานต่างๆ มาร่วมรณรงค์หยุดเหล้าในงานบุญกับเรา มีตัวเลขประเมินว่า เราสามารถประหยัดเงินไป 186 ล้านบาท เจ้าภาพเองก็ประหยัด ปัญหาต่างๆ ก็ลดลงแล้วขยายไปสู่งานบุญอื่นๆ เรารู้ว่าเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง เชิงสังคมวัฒนธรรม แต่ต้องไม่คิดว่ามันเป็นไปไม่ได้ เพราะแต่เดิมก็ไม่ได้เป็นแบบนี้มาก่อน มันเพิ่งถูกสร้างมาเหมือนกัน ความเป็นสังคมที่ดูนามธรรม จริงๆ แล้วมีคนชักจูงไปทางนั้นทางนี้อยู่ตลอดเวลา

เพราะ สสส. ทำงานแบบนี้นี่เอง จึงมักถูกวิจารณ์ว่าเป็นพวก ‘คนดี’ เป็นผู้ที่คอยกำหนดนิยามความดีให้กับสังคม

        ผมเข้าใจประเด็นที่คุณถามว่าเราไม่ควรทำตัวเป็นคนดี แล้วเที่ยวไปสั่งสอนคนอื่นว่าต้อง do นะ ต้อง don’t นะ ซึ่งถ้าคุณฟังอย่างที่ผมอธิบายไป ก็จะเข้าใจว่า เปล่าเลย เราทำงานกับสิ่งแวดล้อมและสังคมวัฒนธรรมเพื่อเอื้อให้ทุกคนมีสุขภาพดี เหล้าและบุหรี่นั้นมีผลกระทบต่อสุขภาพอยู่แล้ว พิษภัยเหล่านี้ถูกชักจูงโดยปีกหนึ่งของสังคมที่ต้องการจะขายของ เรามีหน้าที่กระตุกให้เอียงไปอีกทางหนึ่งบ้าง เป็นสิ่งที่ต้องทำเพื่อให้เกิดอีกแนวทางหนึ่ง เป็นแนวทางดูแลปกป้องประชาชน ซึ่งทั้งหมดที่เราทำนั้นก็เคารพว่าเหล้าและบุหรี่เป็นสิ่งที่ถูกกฎหมาย แต่ไม่ใช่ถูกแบบเป็นสินค้าธรรมดาเหมือนนมหรือน้ำผลไม้ แต่เป็นสินค้าที่ควรควบคุม และเราก็เคารพในเสรีภาพของประชาชนอยู่แล้ว ว่าทุกคนมีสิทธิ์ที่จะเลือกว่าจะเสพหรือไม่เสพ

        ในวันหนึ่งๆ คุณถูกชวนด้วยสิ่งเร้าทางการตลาด เขาบอกคุณว่าดื่มแล้วจะมีเพื่อน ดื่มแล้วจะมีความสุข เราก็บอกคุณอีกแนวทางหนึ่ง มันมีพิษภัยนะ กระทบต่อเศรษฐกิจในครอบครัวของคุณนะ ค่าเหล้าในครัวเรือนเป็นสัดส่วนเท่าไหร่ ซื้อเสื้อนักเรียนให้ลูกได้เท่าไหร่ เก็บไว้หยอดกระปุกทั้งปี รวมทั้งประเทศ สร้างสนามบินสุวรรณภูมิได้ 1 แห่ง หรือถ้าเมาแล้วขับจนเกิดอุบัติเหตุทำให้คนอื่นตาย ถ้าเราไม่ได้ออกมารณรงค์แบบนี้ คนเมาก็ขับรถกลับบ้านกันตามอัธยาศัย ซึ่งสมัยก่อนมันมีเยอะจริงๆ นะ กินเหล้าเสร็จก็จำไม่ได้หรอกว่ากลับบ้านมายังไง มันคือเรื่องปกติในยุคหนึ่งสมัยหนึ่ง เราก็กระตุกสังคมว่าการไม่ดูแลตัวเองอาจจะก่อให้เกิดอะไรต่อสังคม

เราควรจะเชิดชูคุณค่าอะไรมากกว่ากัน ระหว่างเสรีภาพของปัจเจก กับคุณธรรมชุดหนึ่งซึ่งมีคนกลุ่มหนึ่งออกมารณรงค์

        รัฐธรรมนูญเขียนอยู่ในหมวดสิทธิเสรีภาพ ซึ่งก็ยังต้องมีข้อยกเว้นว่าเพื่อความมั่นคงของบ้านเมืองและศีลธรรมอันดี ดังนั้น ทุกอย่างก็มีข้อยกเว้น ไม่มีสังคมไหนที่ให้เสรีภาพโดยไม่มีขอบเขต แต่ขอบเขตนั้นจะอยู่ตรงไหนก็ขึ้นอยู่กับแต่ละสังคมจะตกลงกัน บ้านเมืองเราเคยกำหนดอยู่ในขอบเขตหนึ่ง เราก็สนับสนุนอีกขอบเขตที่สำรวมมากขึ้น ยกตัวอย่างในยุคสงครามฝิ่น มหาอำนาจก็เคยเอาฝิ่นมาขาย เมืองไทยเราก็เคยมีโรงฝิ่น จนถึงจุดหนึ่งสังคมก็ตกลงร่วมกันใหม่ว่าสิ่งนี้ต้องปราบปราม สิ่งอื่นๆ ก็ทำนองเดียวกัน ขอบเขตของเสรีภาพ มีเงื่อนไข หรืออะไรต่างๆ เหล่านี้สังคมกำหนดร่วมกัน เราเองก็ไม่ได้รณรงค์แบบสุดโต่ง เราเรียกร้องอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลข้อเท็จจริง อย่างภาษีอาหารหวาน เรานำผลการศึกษาในประเทศมาประกอบก่อนที่จะเกิดการทำงาน

การทำงานรณรงค์เพื่อเปลี่ยนวิถีชีวิตและสิ่งแวดล้อมแบบนี้ แตกต่างไปจากการทำงานด้านการแพทย์ให้การรักษาผู้ป่วยทีละคนๆ อย่างไร

        มันคืองานสร้างสุขภาวะในระดับประชากร  ไม่ใช่เรื่องหมอแต่ละคนๆ ที่ทำได้ตามลำพัง ทุกวันนี้ สสส. ทำงานโดยผสานสหวิทยาการ เราใช้สังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ พฤติกรรมศาสตร์ นิเทศศาสตร์ นิติศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ ฯลฯ ลองนั่งไล่เรียงมาเถอะ ทุกศาสตร์ล้วนเกี่ยวข้องทั้งนั้น เพราะเราเอาเป้าหมายเรื่องความสุขความทุกข์มาเป็นตัวตั้ง มันจึงเกี่ยวข้องกับทุกศาสตร์ และต้องเชิญชวนหลายภาคส่วน หลายองค์กร เข้ามาร่วมงานด้วย

        นับแค่ภาครัฐนี่เราก็ต้องเข้าไปยุ่งกับเขาเกิน 10 กระทรวง ไม่ใช่แค่กระทรวงสาธารณสุข หรือแค่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) โดยเรามีคนจาก 8 กระทรวงมาอยู่ในบอร์ด และแค่ภาครัฐอย่างเดียวก็เอาไม่อยู่ เราต้องทำงานกับประชาสังคม ท้องถิ่น เอกชน นักวิชาการ เราสานทุกพลังให้มาสู่เป้าหมายเดียวกัน เพื่อเปลี่ยนค่านิยมสังคม เปลี่ยนวัฒนธรรม สร้างต้นแบบ บังคับใช้กฎหมาย และผลักดันให้เกิดกฎหมายที่จำเป็น ทั้งกฎหมายระดับชาติหรือท้องถิ่น

        พอทำงานมานานถึงจุดหนึ่ง เราก็พบว่ามันกลายเป็นศาสตร์หนึ่งขึ้นมา เรียกว่าศาสตร์แห่งการสร้างเสริมสุขภาพ มีการสะสมรวบรวมความรู้กันไว้ ผมคิดว่า สสส. เป็นองค์กรที่สามารถประยุกต์ศาสตร์นี้มาใช้อย่างเป็นรูปธรรมได้มากที่สุด ทุกปีจะมีคณะจากต่างประเทศมากกว่า 30 คณะ มาเรียนรู้กระบวนการสร้างเสริมสุขภาพภาคปฏิบัติ

 

ดร. สุปรีดา อดุลยานนท์

ศาสตร์แห่งการสร้างเสริมสุขภาพของ สสส. มีไอเดียคร่าวๆ อย่างไร 

        มันเป็น Working Model หรือแบบจำลองการทำงาน นำความรู้สากลมาประยุกต์ อันดับแรกคือ Health Promotion และอันดับต่อมาคือ Health Promotion Enabler

        – เริ่มจากการพิจารณาองค์ความรู้เรื่องสุขภาพในระดับโลก ที่บอกเราว่าต้องทำอะไรบ้าง เรามี Ottawa Charter for Health Promotion ปี 1986 ที่เขาได้ระดมความคิดกันจนประยุกต์มาถึงจุดที่เรายังใช้งานได้อยู่ แต่เดิมการส่งเสริมสุขภาพจะไปหนักที่เรื่องสุขศึกษา และผูกอยู่กับระบบป้องกันสุขภาพ เช่น สอนสุขศึกษา สอนให้ไปฉีดวัคซีน ถ้าเจ็บป่วยก็รักษา งานส่งเสริมสุขภาพแต่เดิมจะแคบอยู่แค่นี้

        – ต่อมา งานส่งเสริมสุขภาพขยายตัวไปในเรื่องการสื่อสาร เราใช้ทั้งกระบวนการทางการตลาดแบบ integrated marketing ศาสตร์ของนิเทศศาสตร์ที่ก้าวหน้าไป โดยเราใช้เพิ่มและกระตุ้นความรู้เท่าทันของประชาชน ปรับพื้นฐานชีวิตให้เอื้อต่อการมีสุขภาพดี

        – ขั้นต่อมา งานของเราขยายไปสู่เรื่องชุมชนเข้มแข็ง หมายถึงโรงเรียน วัด ที่ทำงาน รวมถึงชุมชนเสมือน ในโลกออนไลน์ ที่สามารถร่วมกันทำงานเพื่อสร้างเสริมสุขภาวะของผู้คนภายในชุมชนนั้นๆ และถ้าในอนาคตประเทศเรากระจายอำนาจมากขึ้น ชุมชนก็จะยิ่งเป็นเครื่องมือสำคัญ

        – ขณะเดียวกัน บริการภาครัฐก็ทำงานไปด้วยกัน ทุกวันนี้ 90% ของค่าใช้จ่ายภาครัฐเพื่อสุขภาพ เราถูกใช้ไปกับการรักษาคนที่ป่วยแล้ว มีไม่ถึง 10% ที่ใช้เพื่อดูแลป้องกันหรือไปแก้ที่ต้นเหตุ งานของเราก็คือไปผลักดันนโยบายตรงนี้ให้มากขึ้น เช่นเดียวกับบริการสังคมและสวัสดิการต่างๆ เช่น ผลักดันเรื่องเบี้ยเด็กแรกเกิดที่ช่วยเหลือเด็กยากจน เพราะเราประเมินมาว่าวัยนี้เป็นวัยของการสร้างฮาร์ดแวร์ การลงทุนช่วยเหลือตั้งแต่ในวัยนี้จึงคุ้มค่าที่สุด รวมถึงเรื่องธนาคารเวลา การดูแลคนไร้บ้าน การจ้างงานต่างๆ ที่เราชวน พม. มาทำอยู่ปีนี้

        – ขั้นสุดท้ายคือนโยบาย ตรงนี้แหละที่จะมาเปลี่ยนสังคมและสิ่งแวดล้อมให้ดีขึ้น อย่างเช่น การจำกัดที่ห้ามซื้อขาย จำกัดเวลาซื้อขายหรือการเอาไขมันทรานส์ออกไปจากอุตสาหกรรมอาหาร 

        – ทั้งหมดนี้เรียกว่าการสร้างเสริมสุขภาพ ซึ่งทำงานร่วมกับนักสร้างสุขภาพในเครือข่ายภาคีทั้งหมด ที่จะต้องชักชวนคนมาสานพลัง หรือเรียกว่าไตรพลัง ได้แก่ ปัญญา นโยบาย และสังคม สสส. เราทำงานโดยใช้ข้อมูลและผลการศึกษาอย่างจริงจัง มีศูนย์วิจัยที่เราทำให้เกิดขึ้นเยอะเลย ซึ่งจะนำไปสู่การผลักดันงานนโยบายที่มีหลักฐานวิชาการยืนยันว่ามันดี แล้วมีการมอนิเตอร์ติดตามตลอด เช่น ศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ, ศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน, ศูนย์ศึกษาปัญหาการพนัน, เครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน ฯลฯ

ในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม ชัดเจนว่าเรามีเศรษฐกิจที่เติบโตขึ้น แต่ท่ามกลางสภาวะแวดล้อมที่แย่ลง มนุษย์สามารถเรียนรู้ และวันนี้ก็มีเด็กหญิงชาวสวีเดนคนหนึ่งมาเรียกร้องให้แก้ Climate Crisis ความเคลื่อนไหวของคนรุ่นใหม่ทำให้เรารู้เลยว่ามนุษยชาติเรียนรู้แล้ว และมันน่าจะดีขึ้น ประชาคมโลกตกลงกันว่าเราจะทำให้โลกพัฒนาไปอย่างสมดุลมากขึ้น

เวลาคุณทำงานแก้ปัญหาระดับนโยบาย ได้เห็นแนวโน้มข้อมูลต่างๆ ของประชากรส่วนใหญ่ คุณคิดว่ามนุษยชาติเราแย่ลงเรื่อยๆ หรือเปล่า

        นี่เป็นการมองโลกในแง่ร้ายอีกแล้ว ผมจะบอกว่ามันไม่เป็นเช่นนั้นเลยครับ มนุษย์เราทบทวนตัวเองได้ หลายคนมองภาพใหญ่ของศตวรรษที่ 21 ว่านี่จะเป็นศตวรรษที่มนุษย์กลับมาแก้ไขความผิดพลาดของศตวรรษที่ 20 

        ในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม ชัดเจนว่าเรามีเศรษฐกิจที่เติบโตขึ้น แต่ท่ามกลางสภาวะแวดล้อมที่แย่ลง มนุษย์สามารถเรียนรู้ และวันนี้ก็มีเด็กหญิงชาวสวีเดนคนหนึ่งมาเรียกร้องให้แก้ Climate Crisis ความเคลื่อนไหวของคนรุ่นใหม่ทำให้เรารู้เลยว่ามนุษยชาติเรียนรู้แล้ว และมันน่าจะดีขึ้น ประชาคมโลกตกลงกันว่าเราจะทำให้โลกพัฒนาไปอย่างสมดุลมากขึ้น ระหว่าง

        สิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคม เราสำรวมกันมากขึ้นต่อการใช้ทรัพยากร ต่อการทิ้งขยะพลาสติก ความผิดพลาดในศตวรรษที่ผ่านมา ได้รับการซ่อมแซมแก้ไขกันในวันนี้ โลกมีความหวังครับ

คงเป็นธรรมชาติของคนทำงานในระดับนโยบาย ที่จะต้องมองโลกในแง่ดีว่าจะสามารถเปลี่ยนแปลง แก้ไข

        (หัวเราะ) ถ้าไม่เช่นนั้น แล้วเราจะเอาความหวังที่ไหนมาทำงาน ถ้าไม่เชื่อว่างานที่ลงมือทำนั้นมีค่า เหมือนที่มีคนเขาบอกว่าเรื่องใหญ่ๆ เริ่มจากเรื่องเล็กๆ อย่างเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่งจะนำมาซึ่งกระแสอะไรใหญ่โต ถ้าเราไร้ความหวัง เราไม่คิดว่าเราเปลี่ยนอะไรได้ เราก็คงไม่เสียเวลากับมันหรอก เราก็จะใช้ชีวิตต่อไปท่ามกลางปัญหาที่ทำทิ้งไว้ แบบนี้สังคมจะขาดแคลนคนที่ลุกขึ้นมาทำงาน คนที่จะเปลี่ยนแปลงในทางบวก

        เพราะลึกๆ แล้ว มนุษย์เราอยากจะเปลี่ยนแปลงสังคมอยู่แล้ว บางคนอยากจะเปลี่ยนแปลงสังคมในทางลบ เพราะต้องการจะโฆษณาขายสินค้าให้ได้ เขาก็จะสร้างค่านิยมบางอย่างขึ้นมา อย่างยาทารักแร้ให้ขาว เขาก็ทำให้เรารู้สึกว่ารักแร้ต้องขาว ดังนั้น ไม่ว่าจะในทิศทางไหน มันย่อมมีคนที่จะขับเคลื่อนสังคมไปอยู่แล้ว และผมเชื่อว่าตลอด 18 ปีของ สสส. เราก็ขับเคลื่อนไปในทางของเรา

        มันย่อมต้องมีบางเรื่องที่ทำไม่สำเร็จ มีบางเรื่องที่ไม่ไหวจริงๆ ยากมากๆ แต่เราไม่มองว่านี่คือความสิ้นหวังนะ เรามองว่ามันคือปัญหาที่ยังแก้ไม่ได้ในตอนนี้ แต่อาจจะแก้ได้ในอนาคต แม้แต่บางเรื่องที่เราทำสำเร็จไปแล้ว ตอนเริ่มต้นมันก็ดูไม่มีความหวัง ยังทำไม่ได้ เราก็หยุดไว้ก่อน หันไปทำงานด้านอื่นก่อน สั่งสมพลังไว้ ปีหน้าฟ้าเปิดแล้วเราค่อยไปทำ มีหลายเรื่องเลยที่ยังทำไม่สำเร็จ ก็เตรียมความพร้อมไว้ แล้วรอโอกาสที่จะทำต่อไปอย่างมีความหวัง   

โลกเรามีความหวังอยู่อีกหรือ สังเกตว่าช่วงนี้มีข่าวการฆ่าตัวตายมากขึ้น ดูเหมือนผู้คนกำลังสิ้นหวัง

        การตั้งข้อสังเกตแบบนี้ต้องระวัง นี่เป็นการสังเกตส่วนตัว ถ้าจะทำงานระดับนโยบาย เราต้องหาภาพกลางบางอย่างมาเป็นตัวบ่งชี้ที่แม่นยำกว่านี้ อย่างดัชนีความทุกข์ทรมาน ตอนนี้เราเป็นที่หนึ่งของโลกโดยการนำอัตราว่างงานและอัตราเงินเฟ้อมาคูณกัน แต่คนไทยเราก็ไม่ได้เป็นไปในทางลบหมด ท่ามกลางอะไรที่แย่ๆ เราเป็นประเทศที่มีภาคเกษตรกรรมคอยซึมซับแรงงานเมื่อเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจ ค่าแรงขั้นต่ำเราก็เพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ ถ้าดูหลายอย่างประกอบกันลูกศรก็ไม่ได้ชี้ไปในทิศทางเลวร้ายเสียหมด มันก็มีดีมีเสียปนกันไป เรายังเป็นประเทศที่ติดอันดับท่องเที่ยวระดับต้นๆ คุณต้องหัดมองบวกบ้าง

        ตอนนี้หลายคนบ่นว่าเศรษฐกิจไม่ดี มันทำให้สุขภาพของเราแย่ลงตามไปด้วย แต่ก็ไม่ตรงไปตรงมาขนาดนั้น เศรษฐกิจมีผลแน่นอน โดยทั่วไปคนจนหรือคนที่มีการศึกษาน้อยกว่าจะมีสถานะการทำงานที่ต่ำ คนเป็นลูกน้องจะมีสุขภาวะที่ยากลำบากกว่าเจ้านาย แต่มันไม่ใช่ตัวชี้วัดเพียงตัวเดียว และในบางกรณีกลับตรงข้ามด้วยซ้ำ ยังรวมถึงการกินอาหารดี ออกกำลังกายที่เหมาะสม ไม่รับปัจจัยเสี่ยงเข้าร่างกาย ไม่ติดยา มันไม่ใช่แค่เรื่องเงินในกระเป๋า มันยังรวมถึงการงานของเขา ครอบครัวของเขา ชุมชนของเขา มันหลายมิติมากครับ แล้วต้องคำนึงถึงทุกมิติด้วย ถ้าเราดูแลบางมิติไม่ดีพอ สุขภาวะก็ไม่เกิด

แล้วการเมืองล่ะ สังคมที่เป็นเสรีประชาธิปไตย จะมีความสุขกว่าสังคมที่เป็นเผด็จการไหม

        การเมืองเกี่ยวแน่นอน เป็นเบอร์ต้นๆ เลยด้วยซ้ำ แต่มันไม่ได้หมายถึงระบอบใดระบอบหนึ่งแบบตายตัว แต่ขึ้นอยู่กับปัจจัยทางการเมืองต่างๆ การเปลี่ยนแปลงระบอบแบบครั้งใหญ่ สงครามกลางเมือง ทิศทางทางการเมือง ในบางประเทศที่มี Social Support ก็เป็นปัจจัยสำคัญ อย่างเช่น ประเทศในสแกนดิเนเวียเก็บภาษีสูง เขาเฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุขกันได้มากกว่าบางประเทศที่เป็นทุนนิยมเสรี ที่มือใครยาวสาวได้สาวเอา

        ถ้าเรามองให้ลึกลงไปกว่าระบอบการเมือง มันมีตัวเลขตัวหนึ่งที่มีอิทธิพลต่อสุขภาวะโดยตรง คือช่องว่างระหว่างประชากร ไม่ว่าจะเป็นช่องว่างอะไรก็ตาม โดยเฉพาะช่องว่างทางเศรษฐกิจ ช่องว่างของอำนาจ ประเทศที่ช่องว่างไกลกันมาก ดัชนีความสุขจะต่ำ อย่างสหรัฐอเมริกาก็เป็นตัวอย่างที่ช่องว่างนี้กว้างมาก และเขามีหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าช้ากว่าบ้านเรา 10 ปี พอไม่มีการเฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุข มันก็ส่งผลรวมถึงช่องว่างระหว่างบุคคลด้วย ความมีส่วนร่วมในชุมชน ในหมู่บ้าน บางสังคมที่มีช่องว่างและความแตกแยก อย่างเช่น ความแตกแยกทางศาสนา ก็กลายเป็นทุกขภาวะทั้งนั้นเลย

ผู้คนต้องรู้สึกเสมอหน้ากัน ถ้าเราได้คุณภาพชีวิตระดับนี้ แต่เห็นว่าคนอีกกลุ่มเขามีคุณภาพชีวิตไปถึงระดับโน้น เรารู้สึกว่าเป็นอีกกลุ่มที่ถูกเหยียบย่ำอยู่ข้างล่าง เราจะทุกข์มากกว่า ดังนั้น เราเบียดกันอยู่ในรถใต้ดิน จะมีความสุขกว่าเวลาที่เราขี่มอเตอร์ไซค์เปียกฝน แล้วเหลือบไปเห็นข้างๆ อีกคนขับรถเก๋งอยู่

ในกรุงเทพฯ ที่เราเบียดเสียดกันในรถไฟฟ้า ทำให้เราเหนียวแน่นกันดีใช่ไหม

        (หัวเราะ) นี่เป็นปัญหาคุณภาพของการขนส่ง แต่คุณภาพชีวิตโดยรวม ยังไงๆ ก็สำคัญน้อยกว่าความคิดที่เราเปรียบเทียบกับคนข้างๆ กัน สิ่งสำคัญคือช่องว่างจะต้องน้อยลง ผู้คนต้องรู้สึกเสมอหน้ากัน ถ้าเราได้คุณภาพชีวิตระดับนี้ แต่เห็นว่าคนอีกกลุ่มเขามีคุณภาพชีวิตไปถึงระดับโน้น เรารู้สึกว่าเป็นอีกกลุ่มที่ถูกเหยียบย่ำอยู่ข้างล่าง เราจะทุกข์มากกว่า ดังนั้น เราเบียดกันอยู่ในรถใต้ดิน จะมีความสุขกว่าเวลาที่เราขี่มอเตอร์ไซค์เปียกฝน แล้วเหลือบไปเห็นข้างๆ อีกคนขับรถเก๋งอยู่ ถ้าเราได้นั่งรถไฟฟ้าเหมือนกันหมด แล้วประธานบริษัทก็นั่งรถไฟฟ้าไปทำงานเหมือนกัน ทุกคนใช้บริการได้อย่างเสมอหน้ากัน แม้จะเบียดก็ไม่เป็นไร

การสร้างความเสมอหน้ากัน เป็นงานของ สสส. ด้วยหรือเปล่า

        นี่คือเรื่องใหญ่ของสังคมไทยเลยนะ มันนามธรรมมากๆ ความยากคือเราไม่รู้ว่าจะจับทุกข์ตรงไหน หรือจับสมุทัยตรงไหน เราพิจารณาถึง Social Determinants of Health หรือปัจจัยสังคมที่เป็นตัวกำหนดสุขภาพ เราจะไปจับปัจจัยกำหนดที่พอประมาณ ถ้าเราไม่ประมาณตัว จะกลายเป็นว่าองค์กรนี้ทำทุกอย่าง และทำเกินขอบเขตไปแล้ว ดังนั้น ก็ต้องดูความพอดีที่ยึดโยงกับ Core Business ของเรา ซึ่งส่วนที่เกินไปกว่านี้ เราก็ต้องฝากความหวังไว้ที่ภาคส่วนอื่นๆ ว่าจะต้องช่วยกัน

 

ดร. สุปรีดา อดุลยานนท์

คุณเป็นหมอ แล้วมาทำงานด้านนโยบายแบบนี้ได้อย่างไร

        ผมเป็นคนชอบแตกแถว ตั้งแต่สมัยเรียนก็สนใจมาทางปีกของชุมชน เรียกว่างานสาธารณสุข ต่อมาก็ได้เรียนเพิ่มเติมทางด้านสาธารณสุขศาสตร์ เขาสอนเน้นสุขภาพของสาธารณะ เป็นศาสตร์ที่ว่าทำอย่างไรกับประชากรโดยรวมมากกว่าการรักษาคนเป็นรายบุคคล และปริญญาเอกผมก็ไปเรียนต่อทางด้านสาธารณสุขอีก ซึ่งจริงๆ แล้วคนที่จะมาทำงานทางด้านนี้ไม่จำเป็นจะต้องเรียนหมอมาก็ได้นะครับ เรามีนักอะไรอื่นๆ อีกมากมาย ผู้บริหาร สสส. เองก็มีนักวิทยาศาสตร์ นักนิเทศศาสตร์ ถึงจุดหนึ่งคุณต้องเรียนรู้การทำงานร่วมกันกับสหวิทยาการมาช่วยกัน

งานแบบนี้ยากกว่าหรือสนุกกว่างานรักษาคนอย่างไร

        มันเป็นไปตามจริตคนมากกว่า คุณก็ต้องชอบงานแบบนี้มันถึงจะสนุก ถ้าชอบงานรักษาคน คุณก็จะไปเรียนลงลึกในแนวนั้น อย่างหมอตา ก็จำเป็นจะต้องศึกษาเรื่องตาให้ลึก แต่สังคมเราก็ต้องการคนที่ทำงานทั้งทางกว้างและทางลึกใช่ไหม งานของ สสส. เป็นงานแนวกว้าง ก็อาจจะถูกจริตของคนที่ชอบงานที่ได้ทำร่วมกับประชากรวงกว้างจริง

        อีกประเด็นที่น่าสนใจในการทำงานแบบนี้ คือผลของความเปลี่ยนแปลงจากการทำงาน มันจะเคลื่อนไปตามประชากรที่โตขึ้นไป อย่างเช่นปัญหาโรคมะเร็งปอด ถุงลมโป่งพอง เมื่อเราทำงานรณรงค์ให้สูบบุหรี่ลดลงเรื่อยๆ แต่สถิติโรคปอดยังจะไม่ลดลงตามในทันที กว่าผลจากการลดการสูบบุหรี่จะตามมาก็ 20-30 ปี เราจะเห็นตัวเลขพวกนี้ลดลง

คุณวาดภาพสุขภาพคนไทยไว้อย่างไรในอีก 3-5 ปีข้างหน้า

        ผมเชื่อว่าทิศทางที่เราเดินกันมายังถูกต้องอยู่ คือในทางที่บอกว่าสุขภาพไม่ใช่แค่เรื่องของยา แต่เป็นเรื่องของการดูแลสังคม สิ่งแวดล้อม และวิถีชีวิตผู้คน แต่ความยากคือสิ่งเร้าหรือบริบทที่กำลังเปลี่ยนเร็ว โลกเราหมุนเร็วขึ้นทุกที การเปลี่ยนไปสู่ดิจิตอลก็จะทำให้อะไรหลายๆ อย่างเปลี่ยนแปลงไปอีก

        อย่างเมื่อ 10 ปีก่อน สสส. พยายามรณรงค์ขอพื้นที่สื่อสำหรับเด็ก จนมีการจัดสรรคลื่นความถี่ให้มีช่องสำหรับเด็กเพิ่มขึ้น แล้วตอนนี้ก็เพิ่งขอคืนช่องกันไป แสดงให้เห็นว่าโลกเปลี่ยนไปแล้ว ตอนนี้เด็กๆ ไม่ได้ขาดแคลนพื้นที่สื่อ เพราะแม้กระทั่งเด็กสามขวบก็จิ้มหาการ์ตูนดูได้เอง ปัญหาจึงเคลื่อนมาอยู่ที่ว่าเราจะทำอย่างไรในการเลือกให้สามารถเลือกได้ถูก ในขณะที่ Fake News ส่งผลต่อโลกเรา ถึงขนาดมีผลต่อการเลือกผู้นำในประเทศมหาอำนาจ ข้อมูลบอกว่า เด็กไทยอยู่กับหน้าจอ 7-9 ชั่วโมงต่อวัน มีชั่วโมงที่ไม่ขยับร่างกายมากถึง 13.4 ชั่วโมงต่อวัน เป็นการเปลี่ยนโฉมหน้าของปัญหาสุขภาพจากวิถีชีวิตที่เปลี่ยน

        อย่าง Internet of Things ที่จะทำให้เรามีอินเทอร์เน็ตทุกอย่าง เรามองมันในทางบวกนะครับ แต่แนวรบมันเปลี่ยน ไม่ใช่แค่เทคโนโลยีเปลี่ยนแต่เป็นทั้งสังคมที่เปลี่ยน รวมถึงเจเนอเรชันที่เปลี่ยนจาก X ไป Y ไป Z จนถึงอัลฟา ระยะเวลาของเจเนอเรชันหนึ่งๆ สั้นลง ฉะนั้น ในออฟฟิศคุณที่เคยแคลชกันระหว่าง 2 เจเนอเรชัน ต่อไปคุณจะเจอปัญหา 3 เจเนอเรชัน ปัจจัยบวกก็มีบ้าง อย่างเช่นเจนฯ วายและเจนฯ แซด เป็นเจนฯ ที่มี Work-Life Balance มากขึ้น และจะไม่มีคนทุ่มเทชีวิตเพื่อการงานเหมือนคนรุ่นก่อน ซึ่งก็พอเข้าใจได้ว่าทำไม ดังนั้น มันก็เป็นบวกต่อสุขภาพ เพียงแต่เราต้องเข้าใจและพยายามเปลี่ยนมันไปในทิศทางบวก เข้าใจจุดที่มันจะพาเราไปในทิศทางบวก แล้วก็พยายามลดทอนส่วนที่จะพาไปในทิศทางลบ

คุณทันสมัยแค่ไหน คุณตามทันเทคโนโลยีใหม่ๆ แค่ไหน

        มันไม่ได้ขึ้นกับตัวผมคนเดียว เพราะที่ สสส. เรามีคนทำงาน 100 กว่าคน ถ้านับรวมภาคีจากภายนอก เราก็มีองค์กรต่างๆ อีกประมาณ 15,000-20,000 องค์กร หรือถ้าพูดคือจำนวนคนเป็นแสน นับแค่เฉพาะผู้บริหารที่มีสิทธิ์ให้คำแนะนำหรือคำปรึกษาก็มีเยอะเป็นร้อยแล้ว สสส. ไม่ใช่องค์กรให้บริการ แต่เป็นองค์กรแบบ facilitator คือส่งเสริมการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนของสังคม ดังนั้น เรามีคนเก่งมาร่วมงานอยู่เสมอ

อยากรู้ว่าวิถีชีวิตของคุณเป็นอย่างไร ออกกำลังกายไหม กินอาหารอย่างไร มี Work-Life Balance หรือเปล่า และเดินวันละกี่ก้าว

        เฉลี่ยน่าจะอยู่แถวๆ 7,000 ก้าว จริงๆ อยากจะให้ได้วันละ 10,000 ก้าว มีบางวันจะถึง 15,000 ก้าว การมาอยู่ตรงนี้ก็ทำให้ผมพยายามบาลานซ์ตัวเองมากขึ้น จัดเวลาให้ตัวเองได้ดูแลกาย ดูแลใจ ดูแลครอบครัวและสังคม สสส. เป็นองค์กรที่มีสิ่งแวดล้อมและกิจกรรมกระตุ้นให้คนมีสุขภาพที่ดี

        การทำงานที่ สสส. พวกเราจะมีกำไรอย่างหนึ่งที่แน่นอน คือสิ่งที่เราทำไปเป็นประโยชน์ต่อผู้คน และผมคิดว่างานของ สสส. มีคุณค่าในระดับกว้าง แต่เราก็ต้องคอยเตือนตัวเองว่าเรากำลังทำอะไรตลอดเวลา อย่างตอนงานครบรอบ 15 ปีของ สสส. เราก็ได้รวบรวม 15 ผลงานตลอด 15 ปี เพื่อให้เห็นผลลัพธ์และผลกระทบของสิ่งที่เราทำมาตลอด ผมคิดว่าตรงนั้นคือรากฐานของการทำงานของเราที่คาดหมายรวมถึงทางเจ้าหน้าที่ สสส. และภาคีทุกคน เพราะคนเหล่านี้มีคุณค่าตรงนี้หล่อเลี้ยง

สุขภาวะเกิดจากการทำงานที่มีความหมาย มีประโยชน์

        มันก็เป็นเรื่องของคนกับองค์กร เราแต่ละคนต้องมีพันธกิจของชีวิตเรา องค์กรก็มีพันธกิจขององค์กร ถ้าสองอันนี้ไม่ซ้อนทับกันมากพอ เราในฐานะคนทำงานก็จะไม่มีความสุข ทำไปวันๆ เพื่อรอเงินเดือนเลี้ยงชีพ แล้วค่อยไปหาการตอบสนองตัวเองในเวลาที่ว่างจากงาน แต่ผมเองโดยรวมในชีวิตก็มาเริ่มต้นแถวนี้ และอยู่มาโดยตลอด

        เดิมทีในปีแรกผมมาเป็นภาคี สสส. ก่อนนะครับ แล้วก็ถูกชวนมาเป็นผู้บริหารระดับกลาง และมาเป็นผู้จัดการตามลำดับ คนของ สสส. มีจิตสาธารณะ เป็นคนที่อยากให้สังคมดีขึ้น รวมถึงการเข้าสู่ภาคีของ สสส. ส่วนใหญ่แล้วก็เป็นเรื่องของจิตสาธารณะด้วยเช่นกัน เมื่อเรามีจิตที่จะทำร่วมกันแล้วก็ชวนกันมาทำงานด้วยกัน 

        ทุกวันนี้รางวัลทางด้านการสื่อสารของ สสส. ที่ได้มาจากทั้งในและนอกประเทศ ก็มอบต่อไปให้กับผู้คนที่มีแรงจูงใจที่อยากจะทำให้กับสังคม หลายคนเลยที่มาทำงานเพื่อสังคมกับเรานอกเหนือจากงานประจำของเขา อย่างไรก็ตาม เราก็จำเป็นต้องหาคนที่เป็นมืออาชีพด้วย เนื่องจากงานของเราเป็นเรื่องใหญ่ทางสังคมที่จะต้องทำ เกาะติดยาวนาน บางคนมุ่งมั่นก็อยู่ยาวนาน เขาก็สั่งสมความรู้ทำงานจริงจัง งานฟูลไทม์ ทำแบบทุ่มเทจิตวิญญาณ จนหลายคนนั้นไปไกลถึงการเชื่อมโยงตัวเองเข้ากับโลก ไปถึงการผลักดันกฎหมายระดับองค์การอนามัยโลกหรือสหประชาชาติ

        ในปีที่ผ่านมา สสส. มี 5,000 กว่าโปรเจ็กต์ที่ทำกันมา ถ้ามาดูรายชิ้นมันก็อาจจะเป็นอิฐก้อนเล็กก้อนใหญ่ แต่สุดท้ายมันก็จะประกอบเข้าด้วยกัน ถ้าเราพูดถึงสุขภาวะของคนไทยหรือความสุขในระดับประชากรโดยรวมทั้งประเทศ เราต้องเริ่มด้วยก้าวเล็ก อาคารยิ่งใหญ่ก็ต้องเริ่มต้นจากงานทีละชิ้นๆ อิฐทีละก้อนๆ แบบนี้นั่นเอง 

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

วุฒิชัย กฤษณะประกรกิจ

บรรณาธิการบริหาร a day BULLETIN นักเขียนผู้ชอบแมวและหมา แต่เกลียดเสียงหมาเห่า เลยเลี้ยงแมวดีกว่า เคยเชื่อว่าตัวเองเป็นคนลักษณ์ 4 แต่เพื่อนๆ บอกว่าเป็นลักษณ์ 5 ชอบเขียนถึงเรื่องราวที่โศกซึ้ง แต่เพื่อนบอกว่ามันเป็นมุมมองของคนคิดลึกซึ้งมากกว่า

ภาพโดย

ภาสกร ธวัชธาตรี

ช่างภาพประจำกอง a day BULLETIN