มากกว่าแค่การทาสี คือการเรียนรู้ว่าอะไรดีที่สุดในแบบของเรา

Director's Cut
17 May 2021
เรื่องโดย:

ฌอห์ณ จินดาโชติ

        สวัสดีครับชาว a day BULLETIN สัปดาห์นี้ Director’s Cut อยากชวนคุณมาลองชวนทำกิจกรรมหนึ่งด้วยกันดู ในช่วงที่เราต่างอยู่ที่พักอาศัย มากกว่าจะเดินทางไปในที่ไหนๆ ได้ แต่การอยู่บ้านก็มีกิจกรรมให้ทำมากมาย ไม่ว่าจะเป็นออกกำลังกาย ปลูกต้นไม้ ดูหนัง หรือทำอาหาร แต่สิ่งเหล่านั้นผมเชื่อว่าบางคนก็ทำเองคนเดียว แต่หลายคนก็ทำด้วยกันกับใครสักคนในครอบครัวกันมาบ้างแล้ว แต่วันนี้ในขณะที่คุณและผมล้วนต่างอยู่ในบ้านด้วยกันทั้งนั้น จึงอยากลองเสนอสิ่งใหม่ๆ มาให้ลองทำด้วยกันดู นั่นคือการทาสีผนัง เพราะมากกว่าแค่การทาสี มันคือการเรียนรู้ที่มีความหมายอยู่ตรงนั้น ถ้าเราได้ลองเก็บรายละเอียดดีดี คุณจะเข้าใจในสิ่งที่ผมกำลังจะพูด
        ย้อนกลับไปในวันที่ผมมองผนังห้องของตัวเอง ซึ่งกำลังอยู่ในช่วงของการตกแต่งห้องด้วยการปลูกต้นไม้ แล้วก็เกิดไอเดียว่าจริงๆ ถ้าผนังห้องเป็นสีน้ำตาลอมกาแฟเสียหน่อยคงทำให้ต้นไม้ในห้องดูเด่นขึ้น และคงทำให้บรรยากาศต่างไปจากเดิม แน่นอนว่าการจ้างช่างทาสีคงเป็นเรื่องที่ง่ายดาย แต่ผมเชื่อเสมอว่า ไม่มีอะไรที่น่าภูมิใจไปกว่า ‘การได้ลงมือทำ’ ยิ่งถ้าลงมือทำด้วยกันกับคนที่ใกล้ชิดแล้ว นอกจากมันจะมีคุณค่า มันจะมีความหมายในทันทีทีได้ลงมือทำด้วย
        การทาสีผนังห้องอย่างแรกที่คุณต้องมี คือสีทาภายในแบบแห้งเร็ว จะเอายี่ห้อใดก็ได้ตามแต่ความสะดวกและชอบ ใช้เวลาทาจนเสร็จไม่เกิน 3-4 ชั่วโมง ผนังก็จะแห้งและสามารถอยู่ได้เลย ปัญหาของการเลือกไม่ใช่ยี่ห้อของสี แต่คือข้อตกลงร่วมกันมากกว่าระหว่างของตัวคุณเองและผู้ที่จะร่วมทาด้วยว่าจะลงเอยด้วยสีเฉดไหน เพราะเฉดสีที่ใจคุณคิดกับกระดาษเฉดสีที่ทางร้านให้คุณเลือก มันจะละเอียดเกินกว่าให้เราเดาภาพตอนเสร็จได้ แต่การจะตกลงและจบร่วมกันได้ ก็ต่อเมื่อมีใครคนใดคนหนึ่งยอมก่อนเสมอ ยิ่งถ้าเป็นเรื่องการที่ต้องตัดสินใจร่วมกัน จะเป็นโจทย์ที่ยากไปกว่าเดิม เพราะต่างคนก็ต่างรสนิยม คุณต้องมีความเด็ดขาดพอตัวในการตัดสินใจ เพราะถ้าเลือกสีผิดชีวิตก็เปลี่ยนได้ (ฮา) ดังนั้น ตัดสินใจให้ดีครับ ส่วนช่วงจังหวะของการผสมสีที่ใช้เวลาไม่เกิน 20 นาที ผมบอกเลยว่ามันคือเกมวัดดวง เพราะความแน่นอนคือความไม่แน่นอน แต่มันก็คือเสน่ห์ของการรอที่ไม่ต่างจากการซื้อของออนไลน์ที่เราก็ต่างต้องลุ้นว่าของที่ได้จะตรงปกไหม แต่สิ่งที่เราจะได้รับตั้งแต่เริ่ม คือการได้เรียนรู้ที่จะเป็นผู้ตัดสินใจ รวมทั้งยอมรับในการตัดสินใจทั้งกับตัวเองและการตัดสินใจร่วมกัน


        พอได้สีมาแล้วสิ่งที่ต้องมีก็คือ แปรงทาสี ลูกกลิ้ง ถาดสี ตามแต่ขนาดของผนังและความถนัดมือของคุณ แต่ที่ขาดไม่ได้เลยคือเทปกาว เพื่อการกันขอบในส่วนที่เราไม่ต้องการให้โดนสี เทคนิคของการทาสีผนังคือการลงน้ำหนักและการจุ่มสี หากมากเกินไป สีจะเข้มและเป็นก้อน การมาทาทับในครั้งที่สองจะเป็นเรื่องที่ยากมากกว่าเดิมในทันที ความสนุกในช่วงของการทาสีครั้งแรกคือการวางแผน และช่วงระหว่างการได้ลงมือทำ แน่นอนว่าน้ำหนักมือของคนเราไม่เท่ากัน ระยะสายตาที่เรามองเห็นก็ไม่มีทางตรงกันเสมอไป การได้ลงมือคือการได้ฝึกฝนและเรียนรู้ ทั้งการให้อภัยในสิ่งที่ต่างคนได้ทำผิดพลาด แม้ว่าเราจะวางแผนมาดีอย่างไรก็ตาม ความผิดพลาดก็เกิดขึ้นได้เสมอ ไม่ว่าจากเราหรือจากคนอื่นก็ตาม
        ช่วงสุดท้ายคือการเก็บงานก่อนเสร็จงาน เป็นช่วงเวลาที่น่าจะยากที่สุด นอกจากความละเอียดในการเก็บจุดที่ต้องแก้หรือจุดเล็กๆ น้อยๆ ที่ยากต่อการทาสีแล้ว สิ่งที่ผมกำลังจะพูดคือ คำว่าเสร็จแล้ว หรืองานดีพอแล้วของคนเราไม่เท่ากันจริงๆ แน่นอนตัวผมเองก็คงไม่ละเอียดพอเท่ากับคู่ร่วมทา คำว่า ‘สำเร็จ’ หรือ ‘ดีแล้ว’ ของผมคือระดับความเข้มของสีเสมอกันพอดูได้แบบไม่รำคาญตา และไม่น่าหงุดหงิด เพราะเราไม่ใช่ช่างมืออาชีพ แต่สำหรับผู้ที่ร่วมทาด้วยไม่เป็นเช่นนั้น เธอกลับมองว่า แม้จะเป็นจุดเล็กๆ เพียงจุดเดียว แต่จุดนั้นคือความผิดพลาดที่เรายังแก้ไขได้ เพราะถ้าเราปล่อยมันให้อยู่นอกสายตา มันก็เป็นเพียงการที่ทำทำเป็นมองไม่เห็นไปในวันนี้ แต่วันต่อๆ ไปเราต้องมองเห็นจุดผิดพลาดนั้นอยู่ดี
        เมื่อถึงตอนนั้น ผมไม่อยากพูดว่า “รู้อย่างนี้…” ในวันนั้น และไม่อยากให้ความรู้สึกนี้เกิดขึ้น เพราะมันบ่งบอกถึงตัวเราได้ด้วยว่า เป็นคนที่มีความเอาใจใส่ต่อสิ่งอื่นแค่ไหน ซึ่งก็เป็นหลักการเดียวกับการปลูกต้นไม้ ที่ไม่ใช่แค่การเอาต้นไม้ลงดินและรดน้ำ สีของใบยังบ่งบอกได้ว่าต้นไม้ที่เราเลี้ยงต้องการอะไรและขาดอะไร ทั้งยังบอกได้ด้วยว่าคนที่เลี้ยงมีการใส่ใจต่อสิ่งที่ตัวเองปลูกไว้แค่ไหน ซึ่งการเก็บงานในครั้งนี้ คือการเรียนรู้เรื่องของการใส่ใจ เรื่องรายละเอียดของการใช้ชีวิตให้ดี เพราะสิ่งที่ตัดสินใจนั้นมีผลกับเราเสมอในวันถัดไป
        จริงๆ แล้วกิจกรรมทาสีห้องเป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งของการเรียนรู้ในชีวิตที่เราต้องเจอ ไม่ว่าจะจากตัวเราเอง จากอะไรหรือใครก็ตามที่จะมาบอกหรือมามอบบทเรียนให้กับเรา แต่วันนี้ผมได้การเรียนรู้จากการได้ลองทำกิจกรรมในช่วงที่ชีวิตเคลื่อนที่ได้ยากพอดี และเห็นว่าคงจะดีไม่น้อย ถ้าได้เอามาบอกต่อหรือแนะนำให้ผู้อ่านลองทำกันดู เพราะการเรียนรู้ในครั้งนี้คุณจะได้มาจากผู้ร่วมทาสีกับคุณไม่ใช่กับใคร ซึ่งเขาเองอาจจะไม่รู้ตัวเสียด้วยซ้ำว่าได้สอนบทเรียนสำคัญมาให้ ผมเลยอยากให้คุณได้ลองหาโอกาสทำไปด้วยกัน เพราะมันควรแค่แก่การลองและสังเกตจากสิ่งที่ได้ดูและได้ลงมือทำ
        ป.ล. เมื่อทาสีเสร็จแล้วอย่าเพิ่งเก็บของ ให้ลองถอยหลังออกมามาสัก 3-4 ก้าว ผมอยากให้คุณยืนมองผลงานที่ได้ทำด้วยกันสักครู่ แล้วคุณจะเข้าใจว่าคำว่า ‘ดีที่สุดในแบบของเราแล้ว’ นั้นเป็นอย่างไร

จาก.หมาป่าสีดำ
บรรณาธิการอำนวยการ
a day BULLETIN

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

ฌอห์ณ จินดาโชติ

จาก . จินดาโชติ หรือ (หมาป่าสีดำ)
ผู้ที่ชื่นชอบการถ่ายภาพ การเขียน งานศิลปะ รวมไปถึงการเดินทางไปในที่ต่างๆ
ซึ่งมุมมองต่างของเขาถูกบันทึกเป็นเรื่องราวไว้ในทาง
IG: @seanjindachot
Twitter: @sean_jinda