สนทนายามบ่ายกับ ทราย เจริญปุระ ว่าด้วยเรื่องพริวิลเลจของดาราและการแสดงจุดยืนทางการเมือง

Drink with adB
20 Aug 2020
เรื่องโดย:

ชยพล ทองสวัสดิ์

เมื่อผมไปถึงที่ร้าน Vanilla Cafeteria ห้างเอ็มควอเทียร์ ทราย เจริญปุระ นั่งรอผมอยู่ที่บริเวณโซนนั่งเปิดโล่งด้านนอกของร้านที่เป็นพื้นที่สูบบุหรี่เรียบร้อยแล้ว เธอมาถึงที่นี่ก่อนเวลาพอสมควร และเพิ่งจัดการกับอาหารมื้อง่ายๆ พร้อม Vanilla Lemon Soda ไป ใกล้ๆ กันบนโต๊ะมีถ้วยเขี่ยบุหรี่ที่มีก้นกรองบุหรี่อยู่ เธอแต่งกายด้วยชุดเดรสสีแดงยาวคลุมเข่า แขนเสื้อสั้นเผยให้เห็นรอยสักที่แขนข้างขวา ผมปล่อยยาวทำไฮไลต์สีแดง สวมรองเท้าผ้าใบมีสีสัน เธอแต่งหน้าทาลิปสติก เพราะมีงานต่อที่ห้างในช่วงเย็น

        อดีตดาราสาวที่เข้าวงการมาตั้งแต่อายุสิบสองปี และเป็นที่จดจำจากภาพยนตร์เรื่อง นางนาก ในปี 2542 มีรอยยิ้มให้ผมเมื่อแรกทักทาย บุคลิกและการแต่งกายที่เปรี้ยวห้าวตามสไตล์ เข้ากับลักษณะการพูดของเธอที่เสียงดังฟังชัด ดูมั่นใจ และตรงไปตรงมา ถึงแม้เธอจะดูเป็นกันเอง แต่ผมสัมผัสได้ว่า ต้องใช้เวลาครู่เล็กๆ ก่อนที่นักแสดงเจ้าบทบาทจะเริ่มไว้ใจคนแปลกหน้าอย่างผมจริงๆ

        “โอ๊ย เงียบมาก มันไม่มีทางจะทำอะไรได้อยู่แล้ว” เธอร้องเสียงสูงเมื่อผมถามเธอว่าช่วงโควิด-19 ที่ผ่านมาเป็นอย่างไรบ้าง “แต่เรายังโชคดีที่มีพอดแคสต์กับงานเขียนให้ทำ เราหาเรื่องให้ตัวเองด้วย ทำข้าวเลี้ยงเพื่อน ทำนู่นทำนี่ ไม่ให้อยู่เฉยๆ ไม่อย่างนั้นประสาทเสีย มันเป็นความไม่มั่นใจของฟรีแลนซ์ เราว่าฟรีแลนซ์ทุกคนเข้าใจ คืองานก็มี แต่มันไม่เหมือนเวลาออกกอง ก็จะมีความนอยด์อยู่ แต่ช่วงนี้เริ่มโอเคขึ้น พอห้างเปิดก็มีงานมีอะไรให้เข้ามาทำได้”

        เธอควักบุหรี่ขึ้นมาทัดไว้ในเรียวปากที่ทาลิปสติกสีแดง จุดไฟแช็กจนส่วนปลายบุหรี่มีไฟติดวับแวม พ่นควันพรู และเอ่ยถามผมว่า “วันนี้จะไปต่อไหม” ผมใช้เวลานึกครู่เดียวก็เข้าใจได้ว่า เธอหมายถึงการชุมนุมใหญ่ของกลุ่มเยาวชนปลดแอกที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยเย็นวันนี้ ผมตอบเธอไปว่ายังไม่แน่ใจ “จริงๆ มันน่าไปนะ เพราะก่อนหน้านี้เป็นรอบหกปีที่ไม่มีจัดอะไรแบบนี้เลย” เธอพูดต่อ 

        ผมถามเธอว่าอยากไปไหม เธอตอบเสียงสูงทันที “อยากไป แต่กว่าจะเสร็จงาน เดี๋ยวต้องดูว่าตอนเสร็จงานแล้วที่นั่นยังอยู่กันไหม แต่ว่าเพื่อนๆ เราไปกันหมด” เธอยิ้มตาเป็นประกาย “พวกเขาก็บอกว่าเหลือเราแสตนด์บายไว้ เผื่อให้ช่วยประกันตัว” ว่าแล้วเธอก็หัวเราะออกมาอย่างอารมณ์ดี

 

Inthira Charoenpura

1

        “เราโดนด่ามาตั้งสิบปี น่าตกใจว่าพอวันเวลาผ่านไปเรื่อยๆ แล้วอยู่ๆ วันหนึ่งมีคนบอก ใช่ค่ะ พี่ทำถูกแล้ว เราก็รู้สึกไม่คุ้นเลย” เธอเริ่มเล่าถึงเรื่องที่เธอเคยทำรายการ Divas’ Cafe ที่ช่องหนึ่งเมื่อราวสิบปีก่อนและถูกคนโจมตี เพราะช่องนั้นถูกคนมองว่าสนับสนุนฟากฝั่งหนึ่งทางการเมือง เมื่อเธอไปปรากฏตัว ผู้คนจึงตัดสินเธอว่าเลือกฝั่ง แต่เธอบอกกับผมว่าเธอไม่ได้คิดอะไรมากไปกว่าการไปทำรายการ 

        “เราโดนด่าเรื่องแนวคิด ทั้งที่มันคือสิทธิมนุษย์ที่ทุกคนมีเท่าๆ กัน ที่จะตั้งคำถาม ที่จะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย และไม่ควรจะถูกคุกคามจากความเชื่อของตัวเอง” นิ้วที่คีบบุหรี่ของเธอวาดไปมาในอากาศตามคำพูด “คือคุณจะเชื่อว่าโลกแบนก็ได้ แต่ไม่มีสิทธิ์จะไปบังคับให้ทุกคนเชื่อว่าโลกแบน แต่สิ่งที่เราโดนในเวลานั้นคือ ทุกคนมาหาและบอกว่าไม่จริง สิ่งที่มึงเชื่อมันผิด เปลี่ยนเดี๋ยวนี้นะ ซึ่งเราก็แบบ… กูไม่เปลี่ยนไง”

        ย้อนกลับไปในช่วงสิบปีก่อนหน้า เรื่องการเมืองในประเทศมักจะต้องเป็นจุดสนใจแค่ช่วงเลือกตั้ง คนไทยกับการเมืองดูค่อนข้างไกล และไม่ใช่เรื่องที่จะเป็น daily topic ที่สามารถเอามาคุยกันเล่นๆ ได้ การเมืองดูเป็นเรื่องคนแก่ เด็กๆ ก็ไม่คุยกัน จนกระทั่งช่วงปี 2549-2550 ก็เริ่มมีความเข้มข้นมากขึ้น เริ่มมีการแสดงจุดยืนมากขึ้น เลือกฝั่งไหน ไม่ชอบฝั่งไหน ใครเป็นยังไง “แต่ตอนนั้นก็ยังไม่มีใครมาถามเรา เพราะทุกคนรู้สึกว่ามันไม่ใช่หน้าที่ของดาราที่จะมาพูด จนมาหนักช่วงปี 2552-2553 ตอนนั้นเหมือนมานั่งเช็กชื่อกันเลย ว่าใครอยู่ฝั่งไหน”

         เธอพูดพลางเคาะบุหรี่กับที่เขี่ย และดับไฟมวนแรกระหว่างสนทนาลง

2

        ผมถามเพื่อย้อนความคิดเธอว่า ณ เวลานั้น เธอมีจุดยืนอย่างไร เธอครุ่นคิดครู่เล็กๆ และตอบ “เรามีปัญหากับการที่มีคนมองอีกฝั่งหนึ่งว่าด้อยกว่าอยู่เสมอ” เธอตอบผมทันที “เราเป็นเด็กที่ทันเห็นกลุ่มชาวบ้านชุมนุมเรื่องเขื่อนปากมูล ที่เขาไปนอนตรงหน้ากระทรวงเป็นปีๆ เราคิดว่าเขาก็ต้องเดือดร้อนหรือเปล่า คนไม่เดือดร้อนที่ไหนจะมานอนดมฝุ่นดมควันเล่น หรืออย่างม็อบเสื้อแดงที่หลายคนก็รู้สึกว่า โอ๊ย มาทำไม เกะกะรกหูรกตา อยู่ในโซนที่เป็นหน้าเป็นตาของกรุงเทพฯ ด้วย มันดูไม่ดี ซึ่งเราก็เข้าใจฟีลในความดูไม่ดีที่เขาหมายถึง แต่เราก็ไม่ซื้อไง” เธอเน้นคำ “เพราะว่าเขาอาจจะเรียกร้องมาจากบ้านเขาแล้ว คุณก็ไม่ได้ยิน เขาเขยิบเข้ามา คุณก็ไม่ได้ยิน เขาก็ต้องเขยิบเข้ามาอีก เหมือนเราเรียกแล้วคุณไม่ได้ยิน เราก็เรียกดังขึ้นๆ เป็นธรรมดา เรารู้สึกว่าเขาก็มีสิทธิ์ แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกการกระทำของเขานั้นชอบธรรม ซึ่งอันนี้มันมาคุยกันได้

        “แต่ในเวลานั้นไม่มีใครอยากคุยเลยว่า เฮ้ย เขาก็มีสิทธิ์ของเขา เพราะทุกคนจะรู้สึกว่าพวกเขาโดนจ้างมา โดนเอามาป่วน คือเขาไม่ได้เห็นคนเป็นคนเหมือนๆ กัน พอเป็นแบบนั้น วิธีมอง วิธีตัดสิน ก็จะเป็นอีกอย่างไปเลยโดยสิ้นเชิง มันทำให้รู้สึกว่ากูเหนือกว่า กูฉลาดกว่า กูเข้าใจโลกกว่า พวกมึงเป็นอีโง่ที่โดนซื้อมา ซึ่งเราว่ามันดูถูกมนุษย์กันเกินไป การจะไปตัดสินว่าทุกคนมีผลประโยชน์แอบแฝง เราว่ามันไม่ใช่”

        ผมและเธอนั่งตรงข้ามกันคั่นกลางระยะสั้นๆ ด้วยโต๊ะไม้ ทำให้ผมมองเห็นดวงตาเธอชัด ผมคิดว่าดวงตาคมเข้มและแววตาของเธอทรงพลังอย่างที่ดาราคนหนึ่งพึงมี ยามที่เธอพูดเรื่องจริงจัง มันทำให้สิ่งที่เธอสื่อออกมาดูมีพลังเข้มข้นตามไปด้วย 

        เนื่องจากดาราสาวเป็นเด็กต่างจังหวัด และบ้านของเธออยู่ต่างจังหวัด เธอจึงได้สัมผัสเรื่องของการเมืองที่เกี่ยวเนื่องกับคุณภาพชีวิตและสิทธิพื้นฐานในชีวิตมาตั้งแต่ยังเด็ก และทำให้เธอเข้าใจเสมอมาว่า หากการเมืองดี การปกครองส่วนท้องถิ่นดี ย่อมเป็นผลดีต่อคนต่างจังหวัด “ชาวบ้านเขาไม่ได้ไร้เดียงสาขนาดนั้น เขารู้ว่าคนที่เขาเลือกจะเข้าไปทำอะไรได้เหมือนกัน จะบอกว่าเขาไม่รู้เลยเหรอว่าระบบการเลือกตั้งคืออะไร เราว่ามันไม่ใช่ การไปเหยียดว่าเขาโง่ หรือไม่รู้เรื่อง เราว่ามันใจร้าย” เธอกล่าวด้วยแววตาที่มีประกายของความแข็งกร้าวในนั้น

 

Inthira Charoenpura

3

        ผมตามเฟซบุ๊กของเธอมานาน และเห็นเธอแชร์เรื่องข่าวสารการเมืองอยู่บ่อยๆ เมื่อผมถามเธอในเรื่องนี้ เธอดูตั้งใจมากที่อยากตอบคำถามผม “โซเชียลฯ มีส่วนมาก อะไรที่เคยพูดกันในเลกเชอร์ หรือวิทยานิพนธ์ที่ไม่มีใครอ่าน แต่เดี๋ยวนี้คือ เชิญค่ะ ไฟล์ pdf เลย” เธอกล่าวแกมขี้เล่น “สิ่งที่ทัชเรามากๆ ในช่วงปีนี้ คือ น้องๆ ที่เมื่อสิบปีที่แล้วอยู่ ม.ต้น หรือประถม เขาเริ่มโตมาอยู่ในวัยมหาวิทยาลัยแล้ว หลายๆ คนเริ่มยอมรับว่าการชุมนุมของคนเสื้อแดงเป็นหมุดหมายอันหนึ่งของการต่อสู้ของประชาชนเหมือนกัน มันไม่ถูก exclude ออกไปแล้ว แต่ก่อนคนจะพูดว่าม็อบไม่บริสุทธิ์ เป็นพวกท่อน้ำเลี้ยง แต่แล้วมาวันนี้ ทุกคนก็ได้รู้เรื่องว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง ได้รู้ไทม์ไลน์ ได้ฟังปราศรัยในยูทูบ แถมในทวิตเตอร์อีก คือเด็กใจกว้าง เราไม่รู้ว่าเพราะความเป็นเด็กหรือความใดๆ แต่เด็กเขาฟัง ชอบไม่ชอบเดี๋ยวค่อยว่ากัน

        “ปัญหาคือ พอเด็กอธิบาย ทุกคนก็ไม่อยากฟัง เพราะไม่ใช่ในเวย์ที่เขาอยากฟัง ซึ่งถ้าอยากฟังแต่สิ่งที่อยากฟังก็ไม่มีอะไรเปลี่ยน มันเป็นสิ่งที่เราต้องเรียนรู้ มันเป็นโลกของเขาไง เราจะเอากติกาเราไปบอกว่า ก็กูอยู่แบบนี้มายี่สิบปีแล้ว อ้าว งั้นก็อยู่ไปเงียบๆ ก็ไม่ต้องไปไหนกันแล้ว” เธอพูดและหัวเราะ ก่อนลดน้ำเสียงและจังหวะลง “เราว่าน้องเขาก็พูดสิ่งที่เราเคยพูดนั่นแหละ เพียงแต่ว่ารูปแบบอาจจะเป็นในแบบของเขา ภาษา หรือวิธีการ ก็เป็นรูปแบบของเขา แล้วคุณจะเอาอะไรไปปิดเซิร์ฟเวอร์เด็กวะ มันเป็นไปไม่ได้”

4

        เธอเคยให้สัมภาษณ์กับสื่อว่าการที่ดาราแสดงความคิดเห็นถือเป็นพริวิลเลจอย่างหนึ่ง เมื่อผมถามเธอเรื่องนี้ เธออธิบายให้ผมฟังว่า อาชีพของเธอเป็นอาชีพที่ต้องพึ่งพาคนอื่น ความที่เธออยู่กองถ่ายมาตั้งแต่เด็กทำให้เธอเห็นว่าดาราก็คือคนธรรมดา หากปราศจากช่างหน้า ช่างผม แม่บ้าน ก็ไม่สามารถเปล่งประกายได้ “อยู่ๆ คุณจะลุกขึ้นมาแล้วบอกว่า ใช่ ฉันเป็นดารา มันเป็นไปไม่ได้” เธอพูดพลางยักไหล่ “สมมติวันหนึ่งเล่นหนังเรื่องแรกแล้วดัง ต่อมาถ้าไม่มีคนจ้าง คุณก็ไม่มีพื้นที่ให้คนอื่นเห็นอีกว่าคุณเก่ง คุณดี อะไรใดๆ อันนี้พูดถึงรูปแบบในยุคก่อนๆ ที่ไม่มีโซเชียลฯ นะ

        “เราไม่เถียงว่าในเรื่องสัมมาอาชีพคุณก็ต้องแสดงได้ เหมือนตากล้องก็ต้องถ่ายรูปได้ แต่ถ้าเราไม่ได้รับการสนับสนุนจากคนรอบข้าง เราจะไม่มีวันประสบความสำเร็จ ดังนั้น ในเมื่อเราได้พื้นที่มากกว่าคนเหล่านั้นที่อยู่เบื้องหลังเรา เราก็ควรจะใช้พื้นที่ไปเพื่อเขาบ้าง เรารับอย่างเดียวไม่ได้ มันเป็นหน้าที่ที่คุณต้องใช้พื้นที่ไปในสิ่งที่คุณเชื่อ ซึ่งแต่ละคนเชื่อไม่เหมือนกันอยู่แล้ว” 

        ถึงตรงนี้ผมพาเธอเข้าประเด็นที่ผมอยากรู้ว่า แล้วการเป็นคนมีชื่อเสียงของเธอกับการออกมาแสดงจุดยืนทางการเมืองมันเป็นพริวิลเลจ ด้วยไหม เธอนิ่งคิดชั่วครู่ ยามเธอครุ่นคิด เธอดูจะดิ่งไปในความเข้มข้นมากกว่าปกติ “เรามองว่ามันเป็นหน้าที่พลเมือง คือเราไม่เคยคิดถึงมันอย่างจริงจังเลยนะ ว่าทำไมเราจะต้องพูด เราเคยแต่คิดว่า อ้าว ทำไมไม่พูดล่ะ เราไม่สามารถจะบ่นว่ารถติดโดยไม่บ่นรัฐบาลได้ แต่บางคนทำได้ไง ซึ่งเราก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมเขาไม่เชื่อมโยง เหมือนที่เขาก็คงไม่เข้าใจว่าทำไมอีนี่ต้องเชื่อมโยงไปกับการเมืองตลอดเวลา ซึ่งเราว่ามันธรรมดามากเลย แต่กลายเป็นว่าพอเอาเข้าจริงทุกคนก็จะแตกตื่นมาก กับการเห็นว่าเรามองทุกอย่างเป็นการเมืองไปหมดเลย อ้าว ก็มันไม่ได้หล่นมาจากฟ้า” เธอพูดแล้วหัวเราะ “คิดว่าอยู่ๆ ทุกอย่างมันจะหล่นลงมาจากฟ้าเหรอ” พูดจบเธอก็ส่ายหน้าราวกับจะบอกว่า ‘เข้าใจสักทีเถอะว่าถ้าการเมืองดี ทุกอย่างมันก็จะดี’

        “เราอาจจะพูดทุกประเด็นบนโลกไม่ได้ แต่ถ้าในเรื่องบางเรื่อง หรือบางประเด็นที่เราพูดได้ แล้วจะทำให้เป็นตัวแทนของคนเหล่านั้นได้ เพื่อที่เขาจะได้ออกไปทำอย่างอื่นให้โลกมันดีขึ้นเร็วๆ เราก็รู้สึกว่า เออ งั้นกูพูดก็ได้”

        พูดจบเธอก็ขอตัวเดินไปสั่งโค้กและโซดาใส่เลมอนฝานมาเพิ่ม

 

Inthira Charoenpura

5

        เมื่อเดินกลับมาที่โต๊ะ เธอหยิบบุหรี่ในซองมวนที่สองมาจุดสูบ ผมแอบสังเกตเห็นลูกค้าบางโต๊ะใกล้ๆ เหลือบตามองเธออยู่เหมือนกัน ผมไม่รู้ว่าพวกเขาคิดอะไรในใจ แต่ดาราสาวดูจะไม่ได้สนใจคนรอบข้างนัก เว้นแต่เมื่อบริกรเดินตามมาเสิร์ฟเครื่องดื่มที่โต๊ะ เธอจะยิ้มและค้อมหัวขอบคุณด้วยไมตรีอันเป็นมิตร

        ผมถามเธอถึงเรื่องก่อนหน้านี้ที่มีกระแสเรียกร้องให้ศิลปิน ดารา ออกมาแสดงความคิดเห็นและจุดยืนทางการเมือง จนเกิดเป็นแฮชแท็ก #วันนี้ดาราcalloutหรือยัง ซึ่งเป็นประเด็นเข้มข้นถึงขั้นที่หากใครเงียบ ก็อาจโดนต่อว่าและโจมตีได้ง่ายๆ “บางคนก็บอกว่าศิลปินดาราโดนห้ามนะ เพราะเขามีสิ่งที่ต้องสูญเสียเยอะ แต่เรามองว่าจริงๆ ทุกคนก็มีเรื่องต้องสูญเสียทั้งนั้น ไม่ว่าจะเลือกฝั่งไหน หรือว่าไม่เลือกเลย มันก็มีราคาของการไม่เลือกเลยอยู่ ซึ่งเราผิดหวังได้ที่คนที่เรารักเราชอบไม่ได้คิดเหมือนเรา แต่มันก็ไม่ใช่หน้าที่ที่เราจะต้องไปนั่งหวดเขาว่า คิดเหมือนกูเดี๋ยวนี้ กูจะได้ชอบมึงต่อได้อย่างสบายใจ 

        “เราจะไปทำอะไรเขาได้วะ ก็แค่พี่เขาถือศีลคนละข้อกับเรา เราจะไปโกรธอะไรเขาล่ะ เขาก็อาจจะโกรธเราก็ได้นะ ที่ไม่ยอมถือศีลข้อเดียวกับเขาสักที ซึ่งเราก็ไม่ได้รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องต้องมาติดค้างอะไรกัน แต่ถ้าถามความเชื่อของเราว่าศิลปินดาราควรจะพูดไหม ควรจะแสดงจุดยืนไหม แน่นอนว่าควร”

        เธอตอบผมทีเล่นทีจริง เมื่อผมถามเธอว่ารู้สึกอย่างไร กับการที่เริ่มมีศิลปิน ดารา หลายคนออกมาแสดงจุดยืนมากขึ้น “ดี เราจะได้ไม่พูดบ้าง จะได้ไปกินข้าว ไปสปา ไปทำเล็บ ทำหน้า ทำผมบ้าง น้องพูดไปเลย เต็มที่ เรามีความสุขมาก เห็นศิลปินบางคนในทวิตเตอร์ เออ พูดไปเลย เดี๋ยวพี่รีทวีตเอง” เธอหัวเราะเห็นฟันเรียงเป็นระเบียบ “แต่ก่อนจะมีความรู้สึกแบบ เฮ้ย ยังไม่ได้พูดเรื่องนี้เลย ข่าวนี้ควรรู้มากเลย ทำไม่มีใครรีทวีต ไม่มีใครแชร์เลยเหรอ แต่เดี๋ยวนี้ ตื่นมา แชร์กันเพียบ สบายแล้วล่ะ มันคือความรู้สึกว่าที่พูดกันปากเปียกปากแฉะมาเก้าปีสิบปี ที่ด่ามั่ง คุยมั่ง ฟังมั่ง ไม่ฟังมั่ง วันหนึ่งเด็กก็โตทันฟังเราแล้ว” 

6

        เธอชันศอกบนโต๊ะ ขี้มวนปลายบุหรี่บนนิ้วเรียวยาวกำลังเผาไหม้และค่อยๆ ปลิวตกหล่นลงบนโต๊ะ ผมถามเธอว่า จะเสียใจขนาดไหน หากในวันนี้ไม่ได้ออกมาแสดงจุดยืน หรือพูดในสิ่งที่อยากพูด

        “เรานึกวันที่เราไม่พูดไม่ออกเลยจริงๆ เพราะเราไม่เคยรู้สึกว่าการคุยเรื่องการเมืองจะต้องเป็น special event เลยในชีวิต เพราะบ้านเราคุยกันเรื่องนี้เป็นเรื่องธรรมดามาก ตอนปี 35 ก็เอามาคุย จำตัวละครได้” เธอหยุดครุ่นคิดอีกครู่หนึ่ง “อาจจะเป็นเพราะเราเข้าสังคมไม่เก่งด้วย เราไม่รู้ว่าในสังคมเขาคุยกันกันเรื่องอะไร แต่บ้านเราคุยกันแต่เรื่องนี้ ถามว่ามันทำให้เครียดเหรอ ก็ไม่นะ เราคุยกันปกติกับที่บ้านได้ แต่พอเราออกมาแล้วพูดปุ๊บ ทุกคนก็งง พูดอะไร เราก็เลยคิดว่า อ้าว เขาไม่พูดกันเหรอ แล้วที่กูโตมาล่ะ เราเลยนึกไม่ออก ถ้าเราไม่พูดก็แปลว่าเราต้องโดนเลี้ยงมาในครอบครัวอีกแบบหนึ่งไปเลย” พูดจบเธอก็หันมายิ้มกว้าง

        ก่อนจะถึงเวลาที่เธอจะต้องไปเตรียมตัวสำหรับงานเย็นวันนี้ ผมถามเธอว่า หากเลือกได้ เธออยากส่งสังคมแบบไหนให้กับเด็กรุ่นใหม่ เธอยิ้มและตอบผมกลับมาแทบจะในทันที “อีกสิบปีมึงต้องคุยเรื่องที่พี่ไม่รู้เรื่องแล้วนะ” เธออธิบายเพิ่มเติมว่า “อีกสิบปีถ้ายังคุยเรื่องนี้จะตีเลย ไม่ได้แล้วนะลูก เราคุยเรื่องนี้มาตั้งแต่เราเด็ก จนนี่สี่สิบแล้ว ก็ยังเป็นเรื่องนี้อยู่เลย พ่อเราเกิดปี 2475 นี่เขาตายไปแล้ว ก็ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนเลย” เธอว่าแล้วก็หัวเราะ “อีกสิบปีพวกหนูต้องทำในเรื่องที่พี่ยังไม่รู้แล้วนะ พ่อพี่ก็ตายแล้ว แม่พี่ก็ตาย เดี๋ยวพี่ก็คงจะตายตามๆ กันไปแล้ว ถ้ายังพูดกันเรื่องเดิม พี่จะเหงามากเลยนะ ในนรกมีแต่เรื่องเดียวเลย มันต้องเศร้ามากๆ ถ้าเราไปเจอพ่อแม่แล้วเขาถามว่าตอนนี้เป็นยังไง แล้วเราตอบ อ๋อ เรื่องเดิม น้องเพิ่งดูข่าวหกตุลากันเองค่ะพ่อ

        “มันคงเศร้าเนอะ มันคงเศร้า” เธอถอนหายใจเฮือกใหญ่ และมีรอยยิ้มเศร้าจางๆ บนใบหน้า สายตามองจ้องไปยังแก้วเครื่องดื่มตรงหน้า “พี่ๆ ทุกคนก็คงจะเศร้า ไม่ว่าโลกจะเป็นยังไง มันจะเปลี่ยนไปทางไหนก็ไม่รู้แหละ แต่เปลี่ยนเถอะ เราต้องก้าวไปต่อแล้ว เรามีหลาน เราก็รู้สึกว่าหลานเราไม่ควรต้องลุกขึ้นมาไฟต์ด้วยเรื่องอะไรแบบนี้อีก มันควรจะเป็นโลกที่เขาไปสนใจอย่างอื่นแล้ว ขยะไมโครพลาสติก หรือพื้นที่ป่าฝนแอมะซอน หรือปะการังฟอกขาว หรือห่าอะไรก็ได้ ที่ไม่ใช่เรื่องที่ยังไปไม่พ้นขอบชายแดนเลย โลกเขาไปถึงไหนกันแล้ว”

 

Inthira Charoenpura

7

        เราเงียบกันครู่เล็กๆ มีเพียงเสียงสนทนาของลูกค้าโต๊ะใกล้ๆ กัน และเสียงน้ำตกจำลองในบริเวณของห้างที่ดังสม่ำเสมอ สายลมยามบ่ายแผ่วพลิ้วอยู่บริเวณเอาต์ดอร์ของร้านที่เรานั่งกันอยู่

        “เมื่อวันหนึ่งมาถึง คุณอยากให้คนจดจำคุณในแบบไหน” ผมถามคำถามทำลายกำแพงความเงียบตรงหน้า

        “ท่อน้ำเลี้ยงไอติมสายม็อบ” เธอตอบ แล้วเราก็ระเบิดเสียงหัวเราะออกมาพร้อมกัน

        “เราจะภูมิใจมากถ้าวันหนึ่งมีรัฐมนตรีบอกว่า วันนั้นผมกินไอติมพี่อร่อยมาก ไม่ต้องจำก็ได้ว่าเราเคยเล่นละครเล่นหนังอะไร แล้วแต่เลย ผลงานมันเป็นเรื่องของช่วงเวลา นางนาก ทำออกมาตั้งยี่สิบกว่ารอบ กว่าเราจะตายก็คงสามสิบแล้วล่ะ” เธอพูดพร้อมรอยยิ้ม “แต่การเลี้ยงไอติมม็อบจะคงอยู่ตลอดไป”

พูดจบเธอก็ควักโทรศัพท์มือถือจากกระเป๋าขึ้นมา และบอกผมว่า ขอเช็กข่าวม็อบในโทรศัพท์มือถือก่อน

        ผมมองตามดาราสาวที่ครั้งหนึ่งเคยทำเอาผมในวัยเด็กไม่กล้าออกจากบ้านยามค่ำ และไม่กล้าเงยหน้ามองเพดานยามค่ำคืน ที่บัดนี้กำลังนั่งอยู่ตรงหน้า 

        มันเป็นยามบ่ายที่น่าจดจำทีเดียว ผมคิด

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

ชยพล ทองสวัสดิ์

กอง บก. ชาวเชียงใหม่ ผู้ทำเพลงในชื่อ TCNX เชื่อว่ามนุษย์ต่างดาวมีจริง เกิดและเติบโตในยุค 90s แต่มักฝันถึงชีวิตในยุค 60s อยู่บ่อยๆ

ภาพโดย

ภาสกร ธวัชธาตรี

ช่างภาพประจำกอง a day BULLETIN