เรื่องเล่าในคืนหนึ่งที่ ‘แม็กซ์ เจนมานะ’ ไม่อยากนอนหลับฝัน ‘ดั่งเช่นเคย’

Drink with adB
15 Oct 2021
เรื่องโดย:

คุลิกา แก้วนาหลวง

สถานที่นัดพบวันนี้คือค่ายเพลง Universal Music Thailand ที่ตั้งอยู่บนตึกสูงใจกลางเมืองซึ่งรายล้อมไปด้วยป่าแห่งตึกคอนกรีตอีกที เรานั่งรอ ‘แม็กซ์ เจนมานะ’ อยู่ในห้องประชุม หยิบเครื่องไม้เครื่องมือขึ้นมาเตรียมพร้อม รอพบเขาพร้อมจิบเอสเปรสโซคาราเมลไปด้วย

        ย้อนกลับไปยังปรากฏการณ์เพลง ‘วันหนึ่งฉันเดินเข้าป่า’ (Into The Woods) จากอัลบั้มแรกของเขา Let There Be Light ประมาณ 3 ปีก่อน ที่ทำให้ แม็กซ์ เจนมานะ กลายเป็นที่รู้จักมากขึ้นยิ่งกว่าตอนประกวด The Voice ด้วยกระแสเพลงที่ค่อนข้างมีเนื้อร้องไม่เหมือนใคร หรือจะบอกว่าเป็นเพลงรักก็ไม่เชิง

        แล้วจากเพลงนั้น…เขาก็ชวนพวกเราเก็บกระเป๋าไปทะเลในเพลงที่ชื่อว่า ‘วันนี้ฉันอยากไปทะเล’ (Into The Sea) “จะว่าเป็นเพลงล้อเลียนตัวเองก็นิดหนึ่ง” เขาว่างั้น แต่ในอีกด้าน ทะเลก็เป็นสถานที่เยียวยาของใครหลายคนเช่นเดียวกับการเดินเข้าป่า

        แต่เพลงล่าสุดเขากลับไม่ได้ชวนเราไปไหน… กลับฉุดให้เราตื่นจากความฝันเสียอย่างนั้น จึงทำให้เรารู้สึกสนใจที่มาของเพลงมากขึ้นไปอีก เลยถือโอกาสเข้ามาจิบกาแฟคุยเรื่อง ‘ความฝัน’ กับเขาเสียเลย 

        ตลกดีที่เราคุยเรื่องความฝันกัน แต่กลับเลือกจิบกาแฟที่ทำให้ตื่น แทนที่จะเป็นนมหรือโกโก้อุ่นๆ ที่ช่วยให้หลับง่ายขึ้น อาจเป็นเพราะวันนี้เราคุยกันถึงเรื่องราวในคืนหนึ่งที่แม็กซ์บอกตัวเองว่า “อย่าฝันเลย” (DREAM No.1) 

Max Jenmana

เข้าป่า ลงเล แล้วหยุดที่ความฝัน  

        “เพราะอะไรถึงไม่อยากฝัน” เราถามไปตรงๆ เพราะส่วนตัวเราชอบช่วงเวลาในความฝัน เรามักฝันบ่อยๆ และหลายความฝันก็ดีเสียจนทำให้เราไม่อยากตื่นขึ้นมาเลย

        คืนหนึ่งในเดือนกันยายน ปี 2019” เขาเริ่มย้อนรำลึกถึงเหตุการณ์นั้น “ผมจำได้ว่าคืนนั้นนอนไม่หลับแล้วคิดว่าต้องหาอะไรทำสักอย่าง เลยลองนั่งคิดคอนเซปต์เพลงขึ้นเล่นๆ อยู่ดีๆ เราก็โพล่งประโยคหนึ่งขึ้นมา ร้องว่า ‘อย่างเช่นเคย เป็นคืนที่ฟ้ากระจ่าง สิ่งที่พอจำได้เพียงเลือนราง’ รู้สึกว่าท่อนนี้สวยดีจึงจดไว้ตามประสาคนแต่งเพลง แล้วก็มานั่งคิดอีกว่าทำไมเราถึงโพล่งประโยคนี้ออกมา

        “ซึ่งน่าจะเกี่ยวกับการนอนไม่หลับของผมที่เกิดขึ้นซ้ำๆ ในหัวเราเลยผุดคำว่า ‘ดั่งเช่นเคย’ ขึ้นมา แต่จริงๆ ผมเป็นคนที่หลับสนุกนะ หลับมันด้วย เวลาฝันดีก็มักจะฝันเรื่องดีๆ พอตื่นขึ้นมาเลยมักจะเหนื่อยเพราะจำความฝันได้ตลอด คืนหนึ่งก็ฝันประมาณ 2-3 เรื่องได้

        “การฝันก็สนุกนะ แต่ก็เหนื่อย ผมเลยสงสัยว่า ถ้าตื่นมาแล้วเหนื่อย เพราะไม่เป็นเหมือนในฝัน แปลว่าเราไม่อยากฝันแล้วหรือเปล่า เลยขออดทนไม่นอนดีกว่า อย่างน้อยเราก็ได้ทำอะไรที่เป็นเรื่องจริงในโลกแห่งความจริง”

        เขาขยับแว่นเล็กน้อยก่อนจะหยิบแก้วขึ้นมาจิบโคลด์บรูว์พอให้คอหายแห้ง 

Max Jenmana

ชีวิตเป็นเพียงความฝันที่ยังไม่ตื่น

        “แต่ถ้าตื่นมาเจอโลกความจริงที่แย่กว่าในฝัน เป็นเราจะขอหลับฝันไปเลยดีกว่า” เราแย้งขึ้น เพราะอย่างน้อยการอยู่ในที่ ที่เราสบายใจก็น่าจะทุกข์ใจน้อยกว่าหรือเปล่า หรือบางทีนี่อาจเป็นเพียงข้ออ้างเพื่อที่จะหนีจากการรับมือกับโลกแห่งความจริงอันแสนโหดร้าย… อีกครั้ง

        แม็กซ์หัวเราะเล็กน้อยแล้วต่อความว่า “นั่นก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งครับ พอคุณคิดแบบนี้ ผมก็คิดตามเลย (หัวเราะ) จริงๆ ผมพยายามหลบเลี่ยงไอเดียนี้มาตลอด เพราะแต่ก่อนเป็นคนคิดแบบนี้เยอะ ว่าจริงๆ หลับไปเลยก็ดี… ผมรู้สึกว่าชีวิตของคนเราคือการฝันนะ

        “ชีวิตคือการอยู่ใน dream state เพราะสุดท้ายเราจะกลับกลายไปเป็นแต่อะตอมหนึ่งในจักรวาล แล้วความทรงจำทุกอย่างของเราก็เป็นแค่ความฝันหนึ่งเท่านั้นเอง

        “ผมเคยอ่านพบว่า ตอนที่คนเรากำลังจะตาย เสี้ยวเวลาหนึ่งก่อนที่ร่างกายเราจะชัตดาวน์ ระหว่างนั้นสมองจะหลังสารที่ชื่อว่า DMT ออกมาเพื่อให้ร่างกายไม่รู้สึกเจ็บปวด แล้วช่วงเวลานั้นความทรงจำทุกช่วงชีวิตจะระเบิดขึ้นมาเหมือนพลุ แล้วรีรันภาพเป็นเหมือนบทสรุปชีวิตทั้งหมดให้เราอีกครั้ง” 

        “เหมือนฉากในหนังหรือละครที่ตัวละครหนึ่งกำลังจะตาย แล้วจะมีภาพแฟลชแบล็กเข้ามา” เราแทรกขึ้นพลางพยักหน้าตามเป็นสัญญาณว่าเข้าใจถึงสิ่งที่เขาเล่า เขาเองก็พยักหน้าพร้อมพูดต่อ

        “ดังนั้น สำหรับผมทุกอย่างในความทรงจำ แม้แต่ตัวตนก็ไม่มีค่าอะไรเลยเมื่อตายไป เพราะเราจะกลับไปสู่จุดเริ่มต้น เหมือนชีวิตที่ผ่านมาเป็นเพียงความฝันหนึ่งเท่านั้นเอง จริงๆ แล้วตอนนี้เราก็อาจจะอยู่ในฝันหนึ่งด้วยกันนะ อาจจะเป็นฝันของคุณ หรือของผมก็ได้ ดังนั้น ใช้ชีวิตในฝันนี้ให้เต็มที่ จะได้ไม่เสียดายเวลาตื่นขึ้น” 

Max Jenmana

        ใช่ – นี่อาจจะเป็นความฝันก็ได้ แต่เป็นฝันที่เป็นจริง เพราะเราเองก็คือคนที่เปิดเพลย์ลิสต์ แม็กซ์ เจนมานะ ในสตรีมมิ่งวนไปวนมา เพื่อกล่อมให้ตัวเองหลับ ยิ่งถ้าย้อนกลับไป 2-3 ปีก่อน คงไม่คิดฝันว่าวันนี้จะได้คุยกับเจ้าของเสียงนั้นตรงหน้า ดังนั้น หากชีวิตนี้คือความฝัน วันนี้ก็เป็นพาร์ตหนึ่งที่เราเต็มที่กับฝันอย่างที่เขาว่าแล้ว 

        จะว่าไปเรื่องราวที่เราคุยกันอยู่นี่คล้ายกับภาพยนตร์เรื่อง Inception ที่ ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ รับบทเป็นผู้ขโมยความลับจากจิตใต้สำนึกในขณะที่คนอื่นหลับฝัน ในเรื่องลีโอนาร์โดต้องสร้างฝันขึ้นมาหลายชั้นเพื่อทำภารกิจให้สำเร็จ หากขณะที่เราคุยกันอยู่นี่เป็นเพียงบอลลูนความฝันหนึ่งจากล้านลูก หรือชั้นใดชั้นหนึ่งในล้านชั้น แค่คิดก็รู้สึกถึงความแฟนตาซี แล้วก็เหนื่อยมากดังที่แม็กซ์ว่า 

        ถ้าอย่างนั้นก็… อย่าฝันเลยดีกว่า สินะ 

ความซ่าที่แปรเปลี่ยนเป็นรสเข้ม

        “คอนเซปต์ส่วนตัวของเพลงนี้มาจากที่ผมเรารู้สึกว่ามีหลายๆ อย่างที่เรายังทำไม่เสร็จแล้วอยากจะทำให้เสร็จ งั้นถ้าเราหลับแล้วฝันไปก็จะไม่มีอะไรที่เกิดขึ้นจริงเลย เพียงแต่เพลงนี้มีอารมณ์ความรู้สึกที่โรแมนติกกว่าเพลงก่อนๆ ที่ส่วนใหญ่ผมจะแต่งเพื่อบำบัดตัวเองเสียมากกว่า

        “เพิ่งเข้าใจตอนแต่งเพลงนี้ว่าคนก็อยากจะฟังเพลงที่เชื่อมโยงกับชีวิตเขา ซึ่งผมไม่ค่อยได้แต่ง เพลงนี้เลยเป็นเพลงรักเพลงแรก แล้วก็ทำให้ผมหวนคิดถึงความรักช่วงหนุ่มๆ” เขายิ้มแล้วกระดกกาแฟในมืออีกครั้ง

        ไม่ – แม้ว่าเพลงในอัลบั้ม Let There Be Light คือช่วงชีวิตที่เขาบำบัดตัวเองจากโรคซึมเศร้า แต่เราเชื่อว่าใครก็ตามที่อยู่ในภาวะนี้ หรือมีเรื่องไม่สบายใจอยู่ ก็สามารถเชื่อมโยงกับทุกตัวโน้ต ทุกตัวอักษรที่เขาแต่งออกมาได้เหมือนเรา 

        เราเชื่อว่าเพลงเป็นหนึ่งในการสื่อสารที่มหัศจรรย์ ทำให้คนเราสามารถเข้าใจลึกซึ้งกับเพลงที่ฟังด้วยกันได้ แม้จะเชื่อมโยงกันคนละเรื่องก็ตาม 

        “ผมกลับมาฟังเพลงตัวเองทั้งอัลบั้มเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ช่วงนั้นชัดเจนเลยว่างานออกมาค่อนข้างคม อาจเพราะเราแต่งขึ้นมาจากการบำบัดตัวเองเลยค่อนข้างมีพลัง ก็ดีใจที่หลายคนเขาเชื่อมโยงกับมันได้ แล้วก็ดีใจนะที่ช่วยคุณได้” 

Max Jenmana

        เรายิ้มตอบ แล้วถามเขาว่าหากเมื่อครู่คุณบอกว่าคิดถึงความรักช่วงหนุ่มสาว เพราะมันให้ความรู้สึกฟูฟ่องเหมือนฟองโซดา อยากรู้ว่าพอผ่านประสบการณ์มากขึ้นความรักยังสดใสซาบซ่านอยู่เหมือนเดิมรึเปล่า

        “เมื่อก่อนซู่ซ่ามากครับ (หัวเราะ) ความรักหมุนรอบตัวเรา เราอยากได้จากเขามากกว่าที่อยากจะให้ แต่พอมีลูกผมรู้สึกว่าโลกไม่ได้หมุนรอบเราแล้ว แต่ไปหมุนรอบตัวลูก หมุนรอบคนที่เราให้ความสำคัญแทน ถ้าเป็นเมื่อก่อนก็คงจะแคร์แค่ตัวเอง แต่ตอนนี้พอเรามองในมุมของสิ่งที่เป็น ‘ความสัมพันธ์’ เราก็รู้ว่ามีคนไหนที่เราควรจะแคร์บ้าง เราไม่ได้แคร์ว่าเราจะถูกมองอย่างไรจากเขา แต่เราจะแคร์ว่าเขาจะรู้สึกอย่างไรกับสิ่งที่เราทำ เพราะฉะนั้น ตอนนี้ผมก็เลยเชื่อในความสัมพันธ์ที่เราเกื้อหนุนกันมากกว่า” 

        ความสัมพันธ์ ฟังดูเป็นสิ่งที่ลึกซึ้งเหมือนกับรสกาแฟที่ซับซ้อน ขณะที่ความรัก ฟังดูเหมือนน้ำโซดาที่ให้ความซ่าแค่เพียงประเดี๋ยวประด๋าวแล้วก็จืดจางไป

ความใฝ่ฝัน

        นั่งคุยกันมาสักพัก แสงอาทิตย์ยามบ่ายสาดส่องเข้ามาทางหน้าต่าง ไอร้อนกระทบขวดกาแฟเย็นของเราจนมีหยดน้ำเกาะอยู่โดยรอบ หากจ้องเข้าไปใกล้ๆ จะมองเห็นภาพหัวกลับที่สะท้อนชายคนนี้ในท่าทางนิ่งขรึม ระหว่างที่ช่างภาพกำลังเก็บรูปเขาในอิริยาบถที่ผ่อนคลาย เขาสังเกตเห็นท่าทีของเราแล้วอมยิ้มให้เล็กน้อย แล้วเล่าต่อว่าตัวเองเป็นคนที่ชอบฝันเกี่ยวกับเรื่องที่กำลังคิดมากหรืออยู่ในภาวะตึงเครียด ผสมกับความแฟนตาซีที่ได้มาจากการดูหนังก่อนนอน 

        “ความฝันผมผสมกันมั่วซั่วไปหมด ฝันว่าทำงานอยู่ กำลังจะส่งแล้วมีผีโผล่มา ฝันว่าขึ้นเล่นคอนเสิร์ตบนเวทีแล้วลืมเสียบแจ็ก เลยโดนไล่ลงจากเวที แต่วงก็ยังเล่นกันต่อ (หัวเราะ)” เขาว่าในฝันมีเรื่องให้ทำเยอะแยะไปหมด 

        ระหว่างฝันไปวันๆ กับความใฝ่ฝันที่ต้องทำให้ได้เป็นคนละเรื่องเดียวกัน แล้วความฝันที่จริงจังของเขานั้นจะเป็นเรื่องไหน เราถามกลับ

        “ผมอยากจะสร้างเสรีภาพระดับโลก อยากจะทำให้ทุกคนเท่าเทียมกัน ไม่มีใครคุกคามกันและกัน แล้วก็สร้างกฎเกณฑ์ หรือระบบที่ทุกเพศเท่าเทียมกัน” 

Max Jenmana

        เขายิ้ม เรายิ้มตอบ ก่อนที่วินาทีถัดมาเราทั้งคู่จะถอนหายใจออกมาพร้อมกัน 

        “เฮ้อ….”

        เพราะเกรงว่าสิ่งเหล่านี้จะเป็นแค่ความ (ใฝ่) ฝันไปยาวๆ อีกนานสำหรับความเปลี่ยนแปลงในประเทศนี้ 

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

คุลิกา แก้วนาหลวง

ชอบพูดคุยผ่านการขีดเขียนด้วยตัวอักษร อาศัยอยู่ในโลกจินตนาการ และใฝ่ฝันว่าวันหนึ่งจะกลายเป็นลูกครึ่งสัตว์วิเศษ

ภาพโดย

ธนดิษ ศรียานงค์

ช่างภาพที่ชอบการเดินทาง แต่จำทางไม่ค่อยได้ นิ่งเป็นหลับ ขยับเป็นหลง