จิบพีชโซดายามบ่ายกับ ‘หมิว สิริลภัส’ เพราะชีวิตไม่จำเป็นต้องขมเพื่อทำให้ตื่นเสมอไป

Drink with adB
27 Oct 2021
เรื่องโดย:

คุลิกา แก้วนาหลวง

Highlights

ในจอละคร บทบาทที่เธอมักได้รับคือ นางร้าย 

ในสายตาของคนที่ไม่เห็นด้วยกับทรรศนะทางการเมืองมองว่าเธอคือ ดาราปากแจ๋ว 

ในสายตาของคนที่ออกมาเรียกร้องสิทธิของตัวเอง เรียกร้องระบอบประชาธิปไตยเธอคือ เพื่อน พี่น้อง 

ทั้งหมดทั้งมวลนี้ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเธอ แต่สุดท้ายแล้วเธอก็เป็นเพียงผู้หญิงคนหนึ่งที่ชื่อว่า ‘หมิว’ – สิริลภัส กองตระการ 

        สองสามวันก่อนจะถึงวันที่เรานัดกันในโซเชียลปรากฏข่าวว่าเธอกำลังรักษาอาการพิษสุราเรื้อรัง ทำให้ย้อนกลับไปนึกถึงตอนที่นัดแนะกันในแชตว่าพวกเราจะคุยกันที่ร้านไหนดี เพราะปกติที่ประจำของเธอไม่ใช่คาเฟ่ แต่เป็นบาร์เสียส่วนใหญ่ ซึ่งวันที่นัดกันบาร์ยังไม่เปิด ประกอบกับที่เธอกำลังเลิกแอลกอฮอล์อยู่ พวกเราเลยตกลงปลงใจกันที่คาเฟ่ย่านสุขุมวิทเพื่อจิบเครื่องดื่มเย็นๆ คุยกันเบาๆ ยามบ่ายในวันที่ครึ้มฟ้าครึ้มฝน 

หมิว สิริลภัส

1

        เมื่อหมิวมาถึง พวกเราทำความคุ้นเคยกันเล็กน้อยด้วยการที่เราเข้าไปอยู่ในเฟรม Vlog ของเธอ เราสั่งลาเต้เย็นมาดื่มเพิ่มความกะปรี้กะเปร่า ส่วนนักแสดงสาวสั่งเมนูซิกเนเจอร์ของร้านชื่อว่า Call Me by Your Name (ตามชื่อหนัง) เป็นชาพีชโซดา เพิ่มรสด้วยมะนาว และมินต์ที่ให้ความสดชื่น 

        “เราเป็นคนแพ้กาแฟ” เธอเอ่ยขึ้น 

        “เราก็ไม่ถูกกับกาแฟเหมือนกัน” เราเสริม แม้ว่าในมือยังถือแก้วลาเต้อยู่ก็ตาม 

        “เวลาคนกินกาแฟเขาบอกว่ามันทำให้ตื่นดี แต่เราคิดว่าบางทีชีวิตคนเราไม่ได้ต้องการกาเฟอีนจากรสขมมาทำให้ชีวิตตื่นก็ได้ บางทีความซ่าของโซดา และความเปรี้ยวของเลมอนก็ทำให้เราตื่นได้เหมือนกัน” 

        ตอนนี้ เรารู้สึกได้ถึงรูม่านตาของตัวเองที่ขยายขึ้นเล็กน้อย เราพยักหน้าอย่างเห็นด้วย นั่นสิ.. แต่ชุดความคิดอะไรที่มันฝังหัวเราเนิ่นนาน บางเรื่องก็ยากที่จะสลัดให้ออกจากหัวไปได้ อย่างเรื่องเครื่องดื่มนี้ก็เช่นกัน ภายในมโนสำนึกของเรามักคิดแต่ว่าถ้าต้องการให้ร่างกายตื่นตัวต้องกาแฟสักแก้วสิ แต่จริงๆ แล้วชีวิตยังมีสิ่งอื่น…

        “แล้วเพราะอะไรคุณถึงชอบดื่ม” ดื่มในที่นี้เป็นที่รู้กันว่า ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์  พลางอธิบายว่า ส่วนตัวเราไม่ค่อยดื่ม แต่ก็เห็นเพื่อนหลายคนชอบไปร้านเหล้ากันทุกวัน ซึ่งเราไม่ค่อยเข้าใจอารมณ์นี้สักเท่าไหร่ เธอจึงสวนกลับมาทันทีว่า “สำหรับเรา เราว่าการดื่มมันคือศิลปะอย่างหนึ่ง” 

        “เราเคยไปไร่องุ่นที่หนึ่ง เขามีให้ทัวร์ชมขั้นตอนการทำไวน์ พอได้ดูแล้วเราก็รู้สึกว่านี่ก็เป็นศิลปะดีนะ อย่างไวน์ตัวนี้จับคู่กับอาหารไทย ไวท์ตัวนี้จับคู่กับเนื้อ ไวน์ขาวต้องจับตู่กับอาหารทะเล แต่ถ้าเน้นชิลอยู่ชายทะเลกับเพื่อนๆ เปิดเบียร์หนึ่งกระป๋องแล้วก็นั่งฟังเสียงคลื่น ส่วนเหล้ามีทั้งวิสกี้ บรั่นดี คือเครื่องดื่มแต่ละประเภทมันมีความแตกต่างกัน” 

หมิว สิริลภัส

        “แต่การดื่มของเราในสมัยก่อนอาจจะดื่มไม่เป็นศิลปะเท่าไหร่ คือดื่มหมดแก้วแล้วก็เต้นอย่างเดียว เพราะเราไปกับเพื่อนหลายคน การดื่มเหล้าก็เหมือนกับจิบน้ำให้หายเหนื่อยเท่านั้นเอง (หัวเราะ) แต่พอโตขึ้นเราติดบรรยากาศการได้นั่งคุยกับเพื่อน ได้นั่งจิบไวน์แล้วก็มีประเด็นที่เราได้คุยกันมากกว่า”

        แม้ต่อมาร้านเหล้า ผับ บาร์ต่างๆ จะปิดเพราะสถานการณ์โควิด-19 เธอกับเพื่อนก็ยังแฮงเอาต์กันผ่านซูมอยู่เป็นบางครั้ง จนสามารถดื่มคนเดียวได้เริ่มจากทุกอาทิตย์ กลายเป็นดื่มทุกวันจนสังเกตตัวเองว่ามีอาการมือสั่น แล้วทุกๆ วันก็จะมีความอยากดื่มเพิ่มขึ้น จึงไปเข้าไปปรึกษาแพทย์แต่ด้วยปัญหาที่ทับถมเข้ามาทั้งเรื่องงาน ความรัก รวมถึงอากการของโรคซึมเศร้าที่เป็นมาทั้งชีวิตจึงทำให้เธอเลิกไม่ได้ในทันที 

2

        “เรารู้สึกว่าเราไม่อยากรับรู้อะไรเลย อยากปล่อยเบลอ เราก็เลยเลือกที่จะดื่ม หรือบางทีเราอาจจะดื่มเพื่อแบบนั่งทบทวนตัวเองว่าตอนนี้เธอเป็นอะไรอยู่วะ ปัญหานี้เธอจะทำยังไงกับมัน หรือบางที่ก็เลือกที่จะดื่มแล้วนั่งเสียใจไปกับมัน” 

        “เหมือนว่าใช้เครื่องดื่มนี่เป็นเครื่องมือในการเยียวยาหัวใจ” เราต่อความเธอเบาๆ หมิวเงียบไปชั่วครู่ แล้วลุกขึ้นไปหยิบสมุดในกระเป๋าออกมากางให้เราดูสิ่งที่เธอจดไว้ในหน้าหนึ่ง เธอเขียนด้วยลายมือที่ยุ่งเหยิงจากอาการเมาของฤทธิ์แอลกอฮอล์ว่า

‘แอลกอฮอล์ทำให้เราเป็นได้ทุกอย่าง ทำให้เรามีความสุขก็ได้ มีความทุกข์ก็ได้ ขึ้นอยู่ที่ว่าคุณจะยอมให้มันเป็นเครื่องมือแบบไหน’

        “เวลาเมาดีอย่างหนึ่งคือเราไม่ต้องอะไรการเลย ไม่ต้องคิดว่าเราเป็นใครหรือว่าคนอื่นเป็นใคร ตอนที่เมาเรารู้สึกจริงๆ ว่า อยากให้เป็นแบบนี้ตลอดไป เพราะเราไม่อยากรับรู้ว่าเราทำ เราคิดหรือเรารู้สึกอะไร แต่สุดท้ายแอลกอฮอล์ก็เป็นสิ่งที่หันกลับมาทำร้ายตัวเองอยู่ดี แม้จะทำให้เราเหมือนขึ้นสวรรค์ไปได้สักพักหนึ่ง แต่แล้วมันก็ลากเราลงไปอยู่จุดที่ต่ำสุดในนรกอยู่ดี เราจึงรู้สึกว่าจะยอมให้มันมาทำร้ายเราขนาดนี้ไม่ได้”

หมิว สิริลภัส

        ช่วงประโยคท้ายเธอกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูขึงขังขึ้นมาทันที ก่อนจะเอ่ยปากต่อว่าหลังจากนั้นจึงตัดสินใจเด็ดขาดว่าจะเลิกดื่ม จึงกลายเป็นพาดหัวข่าวอย่างที่เราเห็นกันในตอนนั้น

        “ถือว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดีนะ หมิวรู้สึกว่าการยอมรับว่าตัวเองผิด หรือยอมรับว่าตัวเองเป็นอะไร คือเรื่องธรรมดาของมนุษย์ เป็นเรื่องที่หน้าภูมิใจด้วยซ้ำที่เราหันเข้ากระจกแล้วบอกตัวเองว่า เฮ้ย เรื่องนี้มึงไม่ดีนะ มึงเกินเส้นไปแล้วนะ มึงควรที่จะต้องหันกลับมาปรับปรุงตัวเอง เพราะไม่มีใครสามารถเตือนตัวเองได้ดีที่สุดนอกจากตัวเอง คนเรามันมีผิดพลาดกันได้”

        เธอเสริมในเรื่องที่ตัวเองเป็นคนสาธารณะ และการออกมาพูดในเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องน่าอายเลย เพราะการยอมรับในความผิดพลาดเป็นเรื่องที่ควรทำ วันหนึ่งจะได้เป็นตัวอย่าง เป็นแรงบันดาลใจให้กับใครหลายคนอยากที่จะรักษาอาการแบบเธอบ้าง เหมือนกับคลิปแชร์ประสบการณ์การเป็นโรคซึมเศร้าของเธอ ซึ่งแฟนคลับหลายคนเข้ามาขอบคุณที่หมิวทำคอนเทนต์นี้ออกมา เพราะรอบตัวเหมือนไม่มีใครเข้าใจในสิ่งที่พวกเขากำลังเผชิญอยู่เลย 

        “เราเชื่อว่าหากวันหนึ่งเรายอมรับในตัวเอง โอบกอดความดี และความไม่ดีในตัวเองให้ทั้งหมดหลอมรวมกันเป็นตัวเรา แล้วเราพูดออกไปโดยที่เราไม่รู้สึกผิดอะไร นั่นจะทำให้เราเคารพในตัวเองมากขึ้น เราอยากให้ทุกคนทำแบบนี้ได้เหมือนกัน”

       เธอหันมายิ้มหวานให้เรา

หมิว สิริลภัส

        เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วในขณะที่พวกเรานั่งคุยกันมาเกือบชั่วโมงกว่า จนเมฆที่กำลังครึ้มฟ้าครึ้มฝนทำท่าจะตกอยู่รอมร่อ แต่เราก็ยังไม่อยากให้การสนทนาในวันนี้จบลงง่ายๆ พวกเราคุยกันตั้งแต่เรื่องการงาน การเมือง 

        อย่างที่รับรู้กันในข่าวว่าการแสดงความคิดเห็น และการแสดงจุดยืนในเรื่องการเมืองของเธอทำให้ใครหลายคนไม่พอใจบางคนถึงกับใช้อำนาจในการบีบเธอออกจากหน้าที่การงาน ซึ่งเป็นหนึ่งเรื่องที่ทำให้นักแสดงมากความสามารถคนนี้เสียใจที่สุด เธอน้ำตาคลอระหว่างเล่าให้ฟังถึงเรื่องที่เปราะบางต่อความรู้สึกเรื่องนี้ 

        “ในเมื่อเราเห็นว่าตอนนี้สังคมมีความไม่เท่าเทียมกันสุดๆ แล้วประชาชนทุกคนเป็นคนที่คอยสนับสนุนเรา เขาเหมือนเป็นผู้มีพระคุณของเราด้วยซ้ำ ถ้าเขาไม่ดูละครเรา ละครเราก็เจ๊ง ดังนั้น เมื่อเราเห็นว่าพวกเขากำลังถูกกดขี่จากระบอบการปกครอง ทำไมเราต้องยืนอยู่เฉยๆ หากมันสิ่งที่เราควรออกมาพูด

        “เราว่าการแสดงทัศนคติของเราไม่เคยไปทำร้ายใครเลยนะ เพราะเราพูดถึงข้อเท็จจริงทั้งหมด ไม่เคยไปคุกคามใครแค่แสดงออกในฐานะประชาชนคนหนึ่ง ที่อยากได้สิทธิที่เราควรจะมีเท่านั้น

        “แต่เมื่อออกมาแล้วเพื่อนก็บอกว่าไม่เป็นไรหรอกมึง อะไรที่เกิดขึ้นแล้วมันจะดีเสมอ เราก็จึงคิดว่าโอเคอาจจะเป็นเส้นทางใหม่ๆ ให้เราลองดูก็ได้ การที่ได้ออกจากบ้านหลังเก่ามาอาจทำให้เราโตขึ้น มีอิสระมากกว่า แล้วเราก็รู้สึกว่าได้เป็นตัวเรามากกว่า เพราะเราสามารถพูดได้โดยที่เราไม่ต้องรู้สึกเกรงใจอะไรแล้ว 

        “เราออกไปม็อบโดยที่เราไม่ต้องรู้สึกเกรงใจหรือกังวลอะไรแล้ว ซึ่งเรารู้สึกว่าเรามีความสุข เรารู้สึกว่าคนได้รู้จักเราที่เป็นเราจริงๆ ได้เห็นทัศนคติที่เป็นเราจริงๆ ไม่ใช่ว่าเป็นนางร้ายที่กรี๊ดไปวันๆ เราดีใจที่เขาเห็นเพราะเราเป็นของเราแบบนี้ ถึงแม้ว่าต้องแลกกับน้ำตาที่เราต้องร้องอยู่เป็นเดือนอยู่เหมือนกัน แต่สิ่งได้มาอาจจะคุ้มค่ากว่าในเรื่องของจิตใจ เพราะทำให้เราเข้าใจตัวเองมากขึ้น” 

        แล้วเธอก็ตบท้ายอย่างติดตลกว่า “แต่ตอนนั้นพอดื่มจนเมาแล้วนอนก็ไม่รู้สึกอะไรเลย” 

หมิว สิริลภัส

4

        พวกเราวกกลับมาคุยถึงเรื่องจิตใจอีกครั้ง Call Me by Your Name ในแก้วพร่องไปแล้วเกือบหมด น้ำตาที่ไหลรินก็เหือดแห้งไป เราเผยกับหมิวว่า แม้จะรู้ว่าเธอต้องเผชิญกับโรคซึมเศร้ามาอย่างยาวนาน แต่เมื่อได้มาคุยกันในวันนี้ทำให้เราได้เข้าใจเธอมากขึ้นว่าการมีเชื้อของโรคซึมเศร้ามาตั้งแต่เกิดทำให้เธอต้องทรมานมากเพียงไรกับการต้องต่อสู้กับตัวตนภายในจิตใจ 

        เธอแชร์ว่าเคยมีช่วงที่ความรู้สึกดิ่งดาวน์มากๆ จนเกลียดที่ตัวเองเป็นแบบนี้ “ทำไมเราถึงไม่เป็นคนปกติแบบคนอื่นเขาบ้าง ทำไมเราถึงใช้ชีวิตปกติแบบคนอื่นไม่ได้บ้าง” เธอได้แต่เฆี่ยนตีตัวเองเสมอมากับจิตที่แบ่งออกเป็นหลายตัวตน

        “ตอนนี้เรามี 3 หมิวอยู่ในร่างเดียวกัน ร่างหมิวที่จะเป็นซึมเศร้ารับบทนางถูกกระทำ ‘ทำไมชีวิตฉันต้องเป็นแบบนี้’ อีกหมิวหนึ่งก็คือหมิวเวอร์ชันนางร้าย เกรี้ยวกราด ‘นี่ไงบอกแล้วอย่าทำแบบนี้ บอกแล้วอย่ากินเหล้าเยอะถึงเป็นแบบนี้ไง’ ซึ่งตั้งแต่หาหมอมามีหมิวคนที่สามเกิดขึ้น คือหมิวเวอร์ชั่นที่บาลานซ์ ‘ไม่เป็นไรมันเกิดขึ้นไปแล้ว เดี๋ยวเอาใหม่’ ‘ไม่เป็นไร คนเราทุกคนมันเอาใหม่ได้’ ก็ดีนะที่มีสามคนจะได้ช่วยดึงสติกันได้ แต่เราก็จะสู้จนหาย ต่อให้อาจจะยาก หรือมันอาจจะอยู่กับเราตลอดไป แต่เราก็จะสู้ ไอ้หมิวมันเป็นนักสู้อยู่แล้ว” 

        สิ่งที่เธอเพิ่งเล่าออกมาทำให้เรานึกถึงทฤษฎีบุคลิกภาพของเจ้าพ่อแห่งจิตวิทยา ซิกมุนด์ ฟรอยด์ ที่แบ่งโครงสร้างของจิตมนุษย์ออกเป็น 3 บุคลิก คือ Id Ego และ Superego ซึ่งหมิวที่สามเปรียบเสมือนจิตด้านซูเปอร์อีโก้ที่คอยสร้างสมดุลระหว่างหมิวอีกสองคนที่สุดโต่งไปกันคนละทาง 

หมิว สิริลภัส

5

        “ตอนนี้หากคุณเยียวยาตัวเองด้วยแอลกอฮอล์ไม่ได้แล้ว แล้วใช้อะไรเยียวยาตัวเองอยู่” คำถามนี้ทำให้เธอขำเบาๆ อีกครั้งก่อนจะเท้าความว่า เมื่อก่อนคิดว่าความสุขของตัวเองคือการได้ทำอะไรเพื่อคนอื่น อย่างการทำให้พ่อแม่ภูมิใจ ออกไปช่วยเหลือคนยากคนจน แม้สิ่งนี้สามารถเติมเต็มบางส่วนในใจได้ แต่ก็ไม่ใช่ความสุขที่แท้จริง เธอจึงเล่าถึงการไปออกทริปทะเล ทริปนั้นทำให้เธอสนุกมากจนเธอได้คำตอบว่า 

        “ความสุขของเราคือการได้นั่งอ่านหนังสือ ได้ฟังเสียงคลื่น ได้เห็นทะเล ได้ดูพระอาทิตย์ตกดิน แค่นั้นเลยที่เป็นความสุขจริงๆ ของเราที่เพิ่งรู้ในวัย 34 ปี หลังจากนั้นทุกครั้งที่มีเรื่องเครียดเราก็จะไปกระบี่” เธอผ่อนคลายลงเล็กน้อยราวกับในหัวกำลังฉายภาพความทรงจำในวันวานแฟลชแบ็กกลับมา 

        พวกเรากล่าวร่ำลา พร้อมยิ้มให้กันอีกครั้ง

        “นานแค่ไหนแล้วนะที่ไม่ได้ดูพระอาทิตย์ตกดินยามเย็น” เราพึมพำกับตัวเองก่อนจะเดินออกจากร้านไปพร้อมกับปรอยฝนในค่ำวันนั้น…

หมิว สิริลภัส

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

คุลิกา แก้วนาหลวง

ชอบพูดคุยผ่านการขีดเขียนด้วยตัวอักษร อาศัยอยู่ในโลกจินตนาการ และใฝ่ฝันว่าวันหนึ่งจะกลายเป็นลูกครึ่งสัตว์วิเศษ

ภาพโดย

ธนดิษ ศรียานงค์

ช่างภาพที่ชอบการเดินทาง แต่จำทางไม่ค่อยได้ นิ่งเป็นหลับ ขยับเป็นหลง