จิบโกโก้ที่เข้มข้นเคล้าความท้าทายในการทำงานแบบฉบับ นวพล ธํารงรัตนฤทธิ์

Drink with adB
12 Aug 2020
เรื่องโดย:

ชยพล ทองสวัสดิ์

ท่ามกลางความเงียบสงบภายในร้าน WWA x Chooseless ย่านเอกมัย ในยามสายของวันที่ละอองฝนเม็ดละเอียดโปรยปรอยอยู่ภายนอก ผมกำลังนั่งรอการมาถึงของ ‘เต๋อ’ – นวพล ธํารงรัตนฤทธิ์ ในร้านยังไม่มีลูกค้าคนอื่น เวลาเหมือนหยุดนิ่ง ณ สถานที่นั้น มีเพียงดนตรีบรรเลงแผ่วเบาจากลำโพงในร้านที่ทำให้รับรู้ว่าโลกนี้ยังมีความเคลื่อนไหวอยู่

        ผมสั่งเลมอนทีเย็นเฉียบมานั่งจิบรออยู่ครู่ใหญ่ สายตาสอดส่องสำรวจไปรอบๆ ร้าน ก่อนจะหลีกจากโต๊ะนั่งไปเข้าห้องน้ำ แต่เมื่อเดินออกมา เขาก็ปรากฏตัวอยู่บนเก้าอี้ที่โต๊ะเรียบร้อยแล้ว

        ผมก้าวเดินไปทักทายเขา ใบหน้าและสายตาภายใต้กรอบแว่นนั้นเรียบนิ่ง การไม่ได้ให้ความสำคัญกับการจัดทรงผมมากนักดูเหมือนจะเป็นเอกลักษณ์ของเขา การแต่งกายด้วยเสื้อเชิ้ตสีดำ กางเกงสีดำ รองเท้าผ้าใบสีขาว ดูเรียบง่ายเข้ากับเบื้องหลังของตัวร้านที่เป็นปูนเปลือย ตกแต่งแบบดิบๆ ด้วยเฟอร์นิเจอร์สีเรียบ เสื้อผ้าที่แขวนอยู่ตามผนัง และนิตยสารกองโตตามมุมต่างๆ 

        มันเหมือนเรากำลังอยู่ในฉากภาพยนตร์นิ่งๆ เรื่องหนึ่งเลย ผมคิด

 

นวพล ธํารงรัตนฤทธิ์

1

        ก่อนที่จะก้าวสู่แวดวงภาพยนตร์ นวพลเริ่มต้นการงานจากแวดวงหนังสือ เขาเคยเขียนหนังสือ เคยทำสัมภาษณ์ สิ่งเหล่านั้นล้วนเป็นทักษะที่สั่งสมมาและทำให้เขาเป็นนักสังเกต นักสงสัย และนักค้นหาคำตอบ ซึ่งล้วนเป็นบุคลิกจำเป็นของคนทำงานผู้กำกับที่ต้องผ่านการทำงานกับมนุษย์และความรู้สึก เพื่อดึงเอาสิ่งเหล่านั้นมาสู่ผลลัพธ์บางอย่างที่ต้องการ ไม่ว่าจะในรูปแบบใดก็ตาม ผมจึงสนใจที่เขาเริ่มทำไลฟ์ในโซเชียลของตัวเองอย่าง Live Trade ที่เขาเป็นโฮสต์และชวนแขกพูดคุยผ่านโปรแกรม ซึ่งเป็นสิ่งที่หลายๆ คนเลือกทำ โดยเฉพาะในช่วงโควิด-19 ที่ผ่านมา

        “ความจริงเราอยากทำเรื่องการสัมภาษณ์คนอยู่แล้ว” เมื่อเขาเริ่มต้นพูด ใบหน้าที่เรียบนิ่งก็เปลี่ยนเป็นใบหน้าที่มีรอยยิ้มแต่งแต้มอยู่ ข้อสงสัยของผมคือ ในช่วงที่หลายคนลุกมาทำไลฟ์พูดคุยในโซเชียล สิ่งที่นวพลสงสัยและใคร่รู้คือเรื่องอะไร และเขามีวิธีเลือกคนที่เขาอยากพูดคุยด้วยอย่างไรบ้าง เขาตอบผมด้วยคำตอบเรียบง่ายว่าเลือกจากความสนใจของตัวเองเป็นหลัก “หมายถึงว่าถ้าเราไม่มีข้อสงสัย ไม่มีพอยต์เกี่ยวกับคนนั้น แม้ว่าช่วงนั้นเขากำลังมีงานใหม่หรือมีกระแสอะไรก็ตาม เราก็ไม่ได้เลือกมาไลฟ์” 

        “เราไม่ได้ทำไลฟ์เป็นงาน new agency หรือออนไลน์แพลตฟอร์ม หรือแมกกาซีนออนไลน์ มันเหมือนเป็น Personal live เราไม่จำเป็นต้องคิดว่าช่วงนี้ใครกำลังมา และต้องหาประเด็นในการ approach เขาให้ได้ เพราะถ้ามันเกิดจากความสงสัยของตัวเอง ก็จะคุยสนุกมากกว่า เพราะเรามีคำถามในหัวเต็มไปหมดเกี่ยวกับเรื่องที่เขาทำหรือชีวิตเขา รูปแบบการพูดคุยก็จะเหมือนการบังเอิญเจอกัน แล้วคุยกันตามสบาย

        “ฉะนั้น ก็แล้วแต่เลยว่าเราสนใจอะไร มันจะมีความอะไรก็ได้อยู่นิดหนึ่ง”

        ผมสังเกตว่า แม้จะมีรอยยิ้ม หรือเสียงหัวเราะใดๆ แต่เมื่อจบทุกการอธิบายคำตอบ ใบหน้าเขาจะกลับไปเรียบนิ่งเสมอ 

2

        เสียงดนตรีบรรเลงละล่องประกอบฉากตรงหน้า ข้าวของในร้านหยุดนิ่งราวกับกำลังเงี่ยหูฟังบทสนทนาของเรา ในร้านยังไม่มีลูกค้าคนอื่น เขานิ่งคิดชั่วครู่ เมื่อผมถามว่าใครคือบุคคลที่เขาได้พูดคุยไปเมื่อเร็วๆ นี้ แล้วรู้สึกสนใจมากๆ “‘พี่ต้อย’ – ภาณุ อารี” เขาตอบและเริ่มอธิบาย “เรื่องส่วนใหญ่ที่คุยเป็นเรื่อง film business ซึ่งความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้ในเมืองไทยมีน้อย หมายถึงว่าไม่ค่อยมีคนเขียนออกมา เพราะมันดูธุรกิจมาก แต่ความจริงมันสัมพันธ์กับคนทำหนังแบบใกล้มาก พอได้คุยกับเขาแล้วเราจะได้ความรู้เกี่ยวกับวิชาชีพตัวเองมากขึ้นเยอะ”

        ในตอนนั้นพนักงานนำเครื่องดื่มที่เขาสั่งมาเสิร์ฟตรงหน้า เป็นโกโก้ที่ดูเข้มข้นในแก้วใส พร้อมน้ำแข็งเปล่าอีกแก้ว ไซรัป และนม เขายังไม่แตะต้องมัน แต่เลือกตอบคำถามผมให้จบเสียก่อน “นั่นแหละ สุดท้ายก็เราตั้งเป้าว่า เราอยากคุยกับคนที่เราสนใจเขาจริงๆ เพราะถ้าเราต้องคุยกับเขาแบบที่ไม่ได้สนใจเขามาก มันจะค่อยๆ เริ่มกลายเป็นงาน และถ้าเราคิดแบบนั้นเมื่อไหร่ งานเราจะโหลดเป็นสองเท่า มันจะรู้สึกเป็นภาระ คือสนุกนะ แต่ว่าใช้พลังงานเยอะ 

        นวพลเล่าว่าสิ่งที่เขาสนใจล่าสุดคือเรื่องที่ดูไม่เกี่ยวกับภาพยนตร์ แต่มีความสัมพันธ์กัน “สมมติเราสนใจเรื่อง architect เยอะๆ มันก็จะมีประโยชน์ตอนเราไปดูโลเคชันหรือบล็อกช็อตต่างๆ เหมือนเรามีความรู้เรื่องโครงสร้างของตึกมากขึ้น” เขาว่า “เหมือนจะไม่เกี่ยวแต่มันเกี่ยว เพราะเวลาคุณกำหนดว่าตัวละครต้องเดินจากไหนไปไหน หรือมุมกล้องอยู่ตรงไหนได้บ้าง มันสัมพันธ์กับพื้นที่ เราเลยรู้สึกว่า รู้เรื่องพวกนี้เยอะๆ ก็ดี

        “พอได้ไลฟ์แล้วคุยเพิ่ม มันมีความรู้ใหม่เข้ามาจริงๆ จะเกี่ยวข้องกับหนังมากหรือน้อย สุดท้ายมันก็เกี่ยวอยู่ดี แต่ถ้าไม่เกี่ยวก็ไม่เป็นไร วันหนึ่งอาจจะได้ใช้ก็ได้”

        เขาเลือกหยิบเหยือกไซรัป เตรียมจะผสมลงในโกโก้ แต่พอผมถามไปว่า ใครคือคนที่เขาอยากคุยด้วยที่สุดในตอนนี้ มือเขาก็ชะงักค้างกลางอากาศ ก่อนจะวางลง และมีใบหน้าครุ่นคิด

 

นวพล ธํารงรัตนฤทธิ์

 

        “ใครวะ” คำพูดพร้อมรอยยิ้มเหมือนถามกับตัวเองทำเอาผมหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ “ความจริงเราอยากคุยกับพี่ก้อง ทรงกลด เพราะไม่ได้คุยกันมานานมาก พอเราทำไลฟ์และได้สัมภาษณ์คน เราจะนึกถึงสมัยตัวเองฝึกงานอยู่ a team junior ที่ a day พี่ก้องเป็นคนสอนเราเยอะเหมือนกัน” เขาพูดถึงอดีตบรรณาธิการของนิตยสาร a day ที่หันไปทำแมกกาซีนออนไลน์อย่าง the cloud ในปัจจุบัน “ตอนนี้สองสามปีได้เจอกันที พอได้กลับมาทำงานสัมภาษณ์เราเลยอยากกลับไปคุยกับมาสเตอร์” พูดจบ เขามีรอยยิ้มบนใบหน้า

        “แต่เรื่องที่จะคุยคงทั่วไปมากๆ นะ” เขาพูด “เคยคิดไว้ว่าถ้าจะคุยกับพี่ก้อง เราคงคุยเรื่องทิศทางและเวลาที่เปลี่ยนไป หมายถึงว่าตอนนี้เราก็ไม่รู้ว่าเขาคิดอะไรอยู่ในการทำคอนเทนต์ เขาตั้งใจให้มันเป็นอะไร จะมุ่งไปทางไหน ประมาณนั้น”

        ในที่สุด เขาหยิบไซรัปในเหยือกเล็กผสมลงไปในโกโก้เพิ่ม โดยที่ไม่ได้แตะต้องแก้วน้ำแข็งเปล่า ผมคิดว่าเขาน่าจะเป็นคนชื่นชอบรสหวาน เขายกแก้วโกโก้ที่ดูเข้มข้นขึ้นมาจิบ ท่าทางพอใจทีเดียว

3

        “ถึงวันนี้ยังไม่ได้เข้าโรงภาพยนตร์เลย” คำตอบของเขาทำเอาผมแอบประหลาดใจเล็กน้อย เมื่อผมเริ่มวกกลับมาชวนเขาคุยในประเด็นเรื่องภาพยนตร์

        “เราไม่ค่อยรู้สึกมากเท่าไหร่กับการที่ช่วงนี้ไม่มีหนังใหม่เข้ามากนัก ด้วยอายุตอนนี้ เราว่าหนังที่เรายังไม่ได้ดูต่อให้เป็นหนังปี 1975 หรือ 1984 ก็เป็นหนังใหม่หมดนั่นแหละ มีหนังเก่าอีกตั้งหลายเรื่องที่เรายังไม่ได้ดู มันไม่ได้หมายความว่าเป็นหนังเก่าแล้วจะไม่ดี หนังดีไม่เกี่ยวกับเก่าหรือใหม่ แม้กระทั่งตอนที่ยังไม่มีโควิด-19 เราก็ดูแค่เฉพาะเรื่องที่เราสนใจ ไม่ได้ถึงขนาดว่าอาทิตย์หน้าจะต้องมาลุ้นว่าจะมีหนังอะไรนะ คือถึงมีหนังใหม่แต่ถ้าไม่ได้เป็นเรื่องที่เราสนใจก็ไม่ดู

        “แต่แค่รู้สึกว่ามันเงียบเท่านั้นเอง” เขาพูดพลางคนโกโก้ในแก้วไปด้วย “หมายถึงว่า มันไม่มีหนังที่เกิดขึ้นมาใหม่เลย เป็นความรู้สึกที่แปลกดี เหมือนโลกหยุดไปพักหนึ่ง สี่เดือนแล้วที่ไม่มีอะไรใหม่”

        เมื่อผมถามว่าวิกฤตครั้งนี้หนักที่สุดสำหรับวงการภาพยนตร์เลยหรือไม่ เขาวางแก้วลงแล้วตอบทันที “เราว่าหนักสุด” สีหน้าเขาดูจริงจังขึ้น “เราเกิดมา 36 ปี ไม่เคยมีเหตุการณ์นี้เกิดขึ้น แปลว่ามันไม่ได้เกิดขึ้นมานานมากแล้ว หนึ่ง มันไม่เคยหยุดยาวขนาดนี้ สอง การที่หยุดยาวๆ มันทำให้บางอย่างเสื่อมสลายไป ทั้งธุรกิจ โรงหนังเจ๊ง ไอ้นั่นปิด ไอ้นี่ต้องย้ายเข้าสตรีมมิง โควิด-19 เป็นเหตุการณ์ที่ไม่ใช่แค่การแช่แข็ง แต่มันเปลี่ยนแปลงบางอย่างไปเลยจริงๆ

        “ยังไม่นับพฤติกรรมคนดูที่อาจเปลี่ยนอีกรอบ สมมติคนใช้เงินน้อยลง ปกติดูหนังเดือนละเรื่อง อาจจะเป็นสองเดือนเรื่อง แปลว่าเขาจะไม่ลองอะไรอีกเลย กูขอเข้าไปแล้วได้แน่ๆ ว่าง่ายๆ คือ หนังแบบก้ำกึ่งอาจจะตายหรือเปล่า หนังเล็กอาจจะตายหรือเปล่า เพราะหนังเล็กกับหนังใหญ่ตั๋วราคาเท่ากันใช่ไหม

         “เราอาจจะมีความโชคดีที่ว่าเราทำหนังมาเยอะประมาณหนึ่งคือ 6-7 เรื่อง แล้วสามารถเบรกพักหนึ่งได้ ถ้าวันหนึ่งจะต้องเปลี่ยนแพลตฟอร์ม เราก็อาจจะเปลี่ยนได้เหมือนกัน คือไปทำหนังแต่อยู่ในรูปแบบอื่น เราเลยพยายามตีตัวเองว่าเป็น storyteller หรือเป็นคนทำงาน movie image มากกว่า เพราะมันแปลว่าเราจะทำตรงไหนก็ได้”

        ผมเห็นด้วยที่เขาเรียกตัวเองว่าเป็นนักเล่าเรื่อง เพราะหากย้อนดูงานที่ผ่านมา นวพลกระโดดไปมาในโลกของคอนเทนต์และการเล่าเรื่องเสมอ ตั้งแต่งานเขียน งานภาพยนตร์ ไปจนถึงการจัดนิทรรศการ ผมว่านั่นเป็นข้อดีที่ทำให้เขาไม่ใช่คนทำงานศิลปะที่ยึดติดกับรูปแบบ ซึ่งความยืดหยุ่นคือทักษะที่ผมคิดว่าสำคัญมากสำหรับการทำงานในยุคสมัยใหม่ 

 

นวพล ธํารงรัตนฤทธิ์

4

        ผมชวนนวพลคาดเดาเกี่ยวกับทิศทางแวดวงภาพยนตร์ต่อจากนี้ รวมถึงความเปลี่ยนแปลงของระบบการชมภาพยนตร์ ที่ดูเหมือนโควิด-19 จะทำให้ผู้ให้บริการสตรีมมิงได้รับผลประโยชน์ไปเต็มๆ “แต่ก่อนมันจะมีความก้ำกึ่งแบบเกือบๆ แต่พอโควิด-19 มาก็เรียบร้อย เต็มๆ เลย สตรีมมิงกลายเป็นเส้นทางหลักอีกอันหนึ่งทันที” เขากล่าว พร้อมกับเติมไซรัปเพิ่มลงไปในโกโก้ คนแก้ว เสียงน้ำแข็งกรุกกริก ฟังดูเข้ากับบรรยากาศที่เงียบสงบในพื้นที่แห่งนี้ “ส่วนคนทำหนังอินดี้ ทุนจะหายากมากขึ้น และเราไม่แน่ใจว่าค่าใช้จ่ายจะเพิ่มขึ้นหรือเปล่า ด้วยสถานการณ์ต่างๆ บางอย่างที่เคยทำได้ ตอนนี้อาจทำไม่ได้แล้ว” พูดจบ เขายกโกโก้ขึ้นจิบอึกใหญ่ และเช็ดปากด้วยกระดาษทิชชู ผมสงสัยว่า ‘บางอย่าง’ ที่เขาพูดหมายถึงอะไร

        “สมมติคิดเล่นๆ การไปเช่าสถานที่อาจจะแพงขึ้นก็ได้ เพราะว่าพอพื้นที่เขาไม่มีงานเลย พอมีกองถ่ายมา ค่าเช่าอาจจะแพงขึ้น” เขาตอบ “กลุ่มคนทำหนังอิสระที่ได้รับผลกระทบตอนโควิด-19 ก็อาจจะเป็นเทศกาล พอจัดไม่ได้ก็จบไปเยอะเหมือนกันนะ เพราะเทศกาลคือสปริงบอร์ดสำหรับหนังเล็ก เพราะมันมีการทอล์ก มีคนเขียนถึง มีกระแสต่างๆ แต่กลุ่มที่ทำให้สตรีมมิงก็อาจจะรอด เพราะสตรีมมิงอยู่เหนือทุกกฎ หมายถึงว่าเขาก็ต้องฉายอยู่แล้ว” เขาย้ำเรื่องบริการสตรมมิงอีกครั้ง

        นวพลสูดหายใจลึก เมื่อเราถามว่าความท้าทายของคนทำหนังหรือตัวเขาเองหลังจากนี้จะเปลี่ยนไปไหม “เราว่ามันยังมีความหวังอยู่” พูดจบ เขาส่ายหน้าและเปลี่ยนคำพูด “อย่าเรียกว่าความหวังเลย แต่มันยังมีความเป็นไปได้อยู่” เขาอธิบายเพิ่มเติมถึงความหมายของความเป็นไปได้ว่า “ไม่แน่ปีหน้าทุกอย่างอาจจะกลับมาเหมือนเดิมก็จบ เพียงแต่มันจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจมากกว่า คนยังไหวไหม แล้วพอสตรีมมิงเริ่มมากขึ้นเรื่อยๆ คนยิ่งรู้สึกว่ามาดูอันนี้ก็ได้ มันทดแทนได้ประมาณหนึ่ง

        “ตอบไม่ได้ว่าปีหน้าจะเป็นอย่างไร เราต้องดูสถานการณ์กันเป็นรายเดือน และทำในสิ่งต้องทำ หมายถึงว่า ถ้าต้องทำหนังโรง แล้วได้งบได้ทุนมาทำก็ทำ แล้วรอดูว่าตอนฉายจะเป็นอย่างไร แต่เหมือนต้องทำใจพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาอยู่แล้ว น่าจะเป็นเรื่องนี้มากกว่า เราก็ทำเท่าที่ทำได้ และก็รอดูหน้างานว่ามันเกิดอะไรขึ้น”

5

        เมโลดี้ของเสียงดนตรีที่บรรเลงในร้าน ณ ขณะนั้นทำให้ภาพของชายตรงหน้าผมที่กำลังครุ่นคิดดูเหมือนฉากในภาพยนตร์ เขาหยุดคิดเนิ่นนานพอดู มือข้างหนึ่งจับคาไว้ที่แก้วบรรจุโกโก้ที่ลดลงไปค่อนแก้ว หากแต่สายตาทอดยาวไปยังช่องว่างอากาศข้างกาย เขาดูจะลังเลเมื่อต้องตอบคำถามผมที่ว่า สิ่งที่เขากลัวที่สุดในการเป็นคนทำหนังหรือนักเล่าเรื่องในยุคนี้คืออะไร

        “เราไม่ค่อยกลัว” คือคำที่เขาเอ่ยแทรกความเงียบก่อนหน้า แต่ก็ยังมีทีท่าไม่แน่ใจกับคำตอบที่เพิ่งหลุดปากออกไป “คือกลัวไหมวะ เราว่าเราไม่กลัวเพราะเราไม่ได้ยึดแล้ว เราเป็นแบบ… มากองให้ดูหน่อยว่ามีอะไรให้เลือกบ้าง แล้วเราเหมาะกับอะไร เราทำอะไรได้บ้าง เพราะเราไม่เชื่อว่าเกิดโควิด-19 แล้วคนจะหยุดดู movie image คุณหยุดไม่ได้อยู่แล้ว” เขาหยุดคิดช่วงสั้นๆ อีกครั้ง “เราไม่รู้จะใช้คำว่าอะไร เช่น สมมติแอพฯ TikTok เป็น movie image เหมือนกัน แต่ว่าแกรมมาร์ในการสร้างคลิปแบบ TikTok มันเป็นแกรมมาร์ที่เราไม่คุ้นเคย แล้วเราจะทำไม่ได้ วิธีคิดเราไม่ใช่

        “ถ้าจะกลัวคือ เราจะหาทาง fit-in กับมันไม่ได้ แต่เราคิดว่าเดี๋ยวมันก็จะได้แหละ นึกออกไหม แต่เวลามันมีของใหม่ๆ มา มันจะ… เชี่ย กูจะทำอะไรกับสิ่งนี้วะ กูจำเป็นต้องเล่นอันนี้ไหม ทุกคนจะมูฟไปที่นั่นหมดหรือเปล่า แล้วถ้าเกิดเขามูฟไปจริงๆ เราจะทำสิ่งนั้นได้หรือเปล่า แต่อีกครึ่งหนึ่งของเราก็คือ เดี๋ยวก็มีทางแหละ” พูดจบเขาก็หัวเราะออกมาเบาๆ

แม้เขาจะปฏิเสธด้วยท่าทีติดเขินเล็กน้อยว่าเขายังมีเรื่องที่ไม่รู้อีกมาก หากแต่นั่นคงเป็นคุณสมบัติของนักเล่าเรื่องที่ชื่อนวพล คือการยอมรับว่าตัวเองไม่รู้ เปิดใจลองสิ่งใหม่ และหาทางปรับตัวเข้าหาสิ่งนั้น “เราคิดว่าถ้าเปิดใจรับมัน ค่อยๆ ดูไป มันก็จะหาทางได้อยู่ดี” เขาบอกผม

        “เราไม่ได้กลัวความเปลี่ยนแปลงเท่าการคิดไม่ออกว่าจะอยู่กับการเปลี่ยนแปลงนั้นอย่างไรมากกว่า” เมื่อพูดจบ ใบหน้าเขากลับมาเรียบนิ่งอีกครั้ง

 

นวพล ธํารงรัตนฤทธิ์

6

        “ผ่านมาถึงเดือนแปดแล้ว ปี 2020 บอกอะไรคุณบ้าง” ผมถาม

        “เราว่ามันสัจธรรมนะปีนี้” เขาตอบ

        “ความจริงมันมีอย่างนี้ทุกปีแหละ แต่ปีนี้คือรวมฮิต มีทุกอย่างที่จะทำให้เปลี่ยนชีวิตได้ เป็นปีที่สอนเยอะเหมือนกัน ทำให้รู้ว่าอะไรที่เราคิดว่าชัวร์ เวลาเปลี่ยนมันเปลี่ยนเลย ไม่รอด้วย” น้ำเสียงของเขาฟังดูสงบ “มันเป็นปีที่ไม่ดี แต่ในแง่หนึ่งมันสอนเราอย่างมากว่า อย่าคิดว่ามึงแน่นะเว้ย ไอ้ที่เคยได้บางทีอาจจะไม่ได้แล้ว” 

        “ปกติเราเป็นคนรับความเปลี่ยนแปลงอะไรแบบนี้ได้ เพราะอาชีพหรือเนื้องานของเรามันเป็นเนื้องานที่ต้องรับความเปลี่ยนแปลงให้ได้ เพียงแต่ปีนี้มันเกิดขึ้นในชีวิตจริง ไม่ได้เกิดขึ้นในกองถ่าย มันเกิดขึ้นในห้องนอน หน้าบ้าน หน้าปากซอย เกิดตรงนั้นเลย” สายตาของเขาหลังกรอบแว่นมีรอยยิ้ม ไม่ใช่รอยยิ้มที่มองเห็นสัจธรรมเป็นเรื่องสนุก แต่เป็นรอยยิ้มของคนที่หันกลับมามองชีวิตด้วยความเข้าใจ 

        “ชีวิตก็เป็นอย่างนี้ทุกปี มีความเปลี่ยนแปลง มีคนล้มหายตายจาก มีภัยธรรมชาติ มีเรื่องเศรษฐกิจ แต่ปีนี้มันเกิดรัวๆ และเกิดใหญ่ เราว่ามันสอนอะไรเราเยอะเหมือนกัน”

        พูดจบ เขาหยิบโกโก้ที่เหลือก้นแก้วขึ้นมาตั้งท่าจะจิบ แต่ก็ชะงักเล็กน้อยและเบือนหน้าไปตามเสียงตรงประตูทางเข้าร้าน

        ในที่สุด ลูกค้ากลุ่มแรกก็เดินเข้ามาในร้าน พวกเขาก้าวเดินผ่านโต๊ะของเราไป 

        ผมแน่ใจว่าเขาไม่ได้เอะใจเลยว่านวพลนั่งอยู่ตรงนี้

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

ชยพล ทองสวัสดิ์

กอง บก. ชาวเชียงใหม่ ผู้ทำเพลงในชื่อ TCNX เชื่อว่ามนุษย์ต่างดาวมีจริง เกิดและเติบโตในยุค 90s แต่มักฝันถึงชีวิตในยุค 60s อยู่บ่อยๆ

ภาพโดย

ธนดิษ ศรียานงค์

ช่างภาพที่ชอบการเดินทาง แต่จำทางไม่ค่อยได้ นิ่งเป็นหลับ ขยับเป็นหลง