Take Power Back สู้กับคำวิจารณ์ด้วยการเป็นตัวเองอย่างมีความสุขของ ‘พลอยชมพู’

Drink with adB
25 Dec 2021
เรื่องโดย:

คุลิกา แก้วนาหลวง

Highlights

 

ชีวิตคนเราต่างต้องประสบพบเจอกับเหตุการณ์ที่ทำให้นึกถึงสำนวนไทยที่ว่า “เหรียญย่อมมีสองด้านเสมอ” เพราะใช่ว่าชีวิตเราจะมีแต่คนที่ชื่นชอบ หรือเมตตาใจดีด้วยเท่านั้น คนที่ไม่ชอบ ไม่หวังดี หรือวิจารณ์คนอื่นด้วยถ้อยคำที่รุนแรงก็มีเช่นเดียวกัน แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ ‘พลอยชมพู’ – ญานนีน ภารวี ไวเกล ศิลปินหญิงที่ได้รับฉายา ‘เด็กสาวมหัศจรรย์’ คนที่ 2 ของเมืองไทย หยุดที่จะพัฒนาตัวเองให้เก่งขึ้นเรื่อยๆ เพื่อพิสูจน์ว่า “ความสามารถฉันก็มีดีไม่น้อยไปกว่าหน้าตา” 

        ตัวเลขดิจิทัลบนหน้าเจอสมาร์ตโฟนเปลี่ยนจากเลข 13:59 เป็น 14:00 ศิลปินสาวในวัย 21 ปี ก็เดินเข้ามาในร้านพอดี เธอทำสีผมบลอนด์ทอง แต่งตัวสไตล์สตรีทด้วยกางเกงยีนส์สีดำ กับเสื้อยืดที่มัดชายไว้ระดับเอวเพิ่มความเซ็กซี่เล็กน้อย พวกเราทักทายกันด้วยความตื่นเต้น หลังจากเธอรับโคลด์บรูว์เพิ่มคาราเมลจากพนักงานแล้ว เราจึงไปหาที่นั่งสบายๆ คุยกัน

1

        “เป็นอย่างไรบ้าง กับการออกไปท่องโลกคนเดียวครั้งแรก” – เราเริ่มต้นบทสนทนาเบาๆ ด้วยการถามถึงทริปฉายเดี่ยว ท่องเที่ยวในต่างแดนครั้งแรกของเธอ

        “หลังจากได้ไปเที่ยวคนเดียวครั้งแรก ทำให้เราเติบโตขึ้นอีกสเต็ปหนึ่งเลย” เธอส่งยิ้มหวาน ยกโคลด์บรูว์ขึ้นมาจิบเล็กน้อย ก่อนจะเล่าต่อ

        “เรารู้สึกว่าเมื่อได้เข้ามาอยู่ในวงการนี้แล้ว ประสบการณ์ด้านการทำงานของเราค่อนข้างสูงขึ้น แต่ด้วยความที่แม่เป็นห่วงด้วยความที่เป็นผู้หญิง จึงต้องระวังตัวเป็นพิเศษ ไม่ว่าจะที่ต่างประเทศหรือที่ไหนก็ตาม ประสบการณ์การใช้ชีวิตข้างนอกคนเดียวจึงค่อนข้างน้อย แต่พอเราได้ออกไปเที่ยวเองในประเทศที่คนไม่ค่อยมีคนรู้จักเรามากนัก กลายเป็นว่าได้ฝึกสกิลการใช้ชีวิต ทำให้เราสามารถดูแลตัวเองได้มากขึ้น ซึ่งเป็นทักษะที่ช่วยเพิ่มความมั่นใจด้วยว่า ถ้าเราอยู่ตัวคนเดียว เราก็ดูแลตัวเองได้นะ” 

2

        ก่อนจะคุยกันต่อในชีวิตปัจจุบัน เราขอย้อนความไปยังจุดเริ่มต้นของการมีชื่อเสียงของพลอยชมพูสักนิด หากใครยังพอจำได้ ราว 9 ปีก่อน นอกจากเพลง ไกลแค่ไหนคือใกล้ ของวง Getsunova จะเป็นที่พูดถึงอย่างหนาหูแล้ว เด็กผู้หญิงผู้รับบทนางเอกมิวสิกวิดีโอเพลงนี้ก็เป็นที่ถูกพูดถึงด้วยเช่นกัน แถมเธอยังเป็นหนึ่งในคนที่ร้องเพลงนี้ในเวอร์ชันพิเศษ ร่วมกับศิลปินรับเชิญคนอื่นๆ อีกด้วย

        หลังจบจบโปรเจกต์นั้น พลอยชมพูได้เปิดช่องยูทูบของตัวเองขึ้นเพื่อคัฟเวอร์เพลงต่างๆ อีกมากมาย จนกระทั่งเธอคัฟเวอร์เพลง See You Again (Wiz Khalifa Feat. Charlie Puth) เพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง Fast and Furious 7 เด็กสาวลูกครึ่งเยอรมันคนนี้ จึงกลายเป็นที่กล่าวถึงไปทั่วโลก ด้วยสไตล์การร้องที่ค่อนข้างมีเอกลักษณ์ รวมกับรูปลักษณ์ที่น่ารักชวนมอง ทำให้เจ้าตัวได้รับโอกาสในวงการบันเทิงอีกมากมาย

        “ตอนที่เริ่มทำช่องยูทูบ ซึ่งเราทำกับคุณแม่สองคน ทำกันมาราวๆ ครึ่งปี กว่าจะมีกระแสต้องใช้เวลา”

        “แต่คุณแม่ก็ทุ่มสุดตัวเพื่อสนับสนุนลูกสาวคนนี้”​ – เราเอ่ย

        “คุณแม่เป็นคนช่างฝัน ซึ่งเราก็จะคล้ายๆ คุณแม่ พอเขาฝันอะไร เขาก็จะพยายามหาวิธีลงมือทำให้ได้ แล้วเขาก็เห็นว่าเรามีความฝันอยากเป็นนักร้อง เขาก็สนับสนุนเราเต็มที่ เพราะตอนที่คุณแม่ยังเด็กเคยขาดโอกาสมาก่อน แต่พอมาเป็นรุ่นเรา คุณแม่พอมีกำลังมากขึ้น พอเขาเห็นความสามารถของเรา เขาจึงพยายามช่วยผลักดัน อะไรที่ทำให้เราได้ แม่ก็สนับสนุนให้หมด” สาวสวยเล่าพลางตาเป็นประกายตาขณะที่พูดถึงคุณแม่ของเธอ 

3

        เพราะเหรียญย่อมมีสองด้านเสมอ อย่างที่เรากล่าวไปข้างต้น ใช่ว่าเส้นทางฝันของเธอจะโรยด้วยกลีบกุหลาบนอกจากชื่อเสียง โอกาส และแฟนคลับที่เพิ่มขึ้นแล้ว ตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ เสียงวิจารณ์ก็มีมากเช่นเดียวกัน ทั้งในเรื่องของความสามารถ และภาพลักษณ์ของเธอที่เปลี่ยนไปหลังจากการเปลี่ยนผ่านจากภาพเด็กสาวสู่วัยหญิงสาว

        “ช่วงนั้นเจอการเปรียบเทียบค่อนข้างเยอะ เวลามีศิลปินหญิงใหม่ๆ เข้ามา ไม่ว่าจะเป็นคนไทยหรือต่างชาติ แต่เราก็พยายามที่จะโฟกัสในจุดที่สามารถปรับปรุงได้ มีช่วงหนึ่งในทวิตที่มีคนวิจารณ์ว่าเสียงเหมือนควายออกลูก ในจุดนั้นมันเป็นสิ่งที่เราไม่สามารถควบคุมได้ เสียงของเรา เราเกิดมาก็เป็นแบบนี้” 

        เธอหลุบตาลงเล็กน้อย พลางจิบโคลด์บรูว์จากแก้วอีกครั้ง ความขมจากกาแฟในวันนี้ อาจเทียบกับความขมขื่นจากมรสุมที่เด็กวัย 12 ปีต้องพบเจอไม่ได้เลย 

        “แรกๆ เราไม่ชอบเสียงตัวเอง แล้วยังต้องเจอคำวิจารณ์ว่าดังได้เพราะหน้าตาน่ารัก แถมร้องเพลงก็ไม่ได้เพราะ นับตั้งแต่นั้นเราจึงบังคับตัวเองให้ฟังเสียงตัวเองอยู่ตลอด เพื่อให้รู้ว่าตรงไหนที่เรายังต้องปรับปรุง

        “ตลอดระยะเวลาที่เราเริ่มต้นร้องเพลงก็พยายามปรับปรุงการร้องเพลงของตัวเองมาตลอด พยายามจะพิสูจน์กับคนอื่นว่าเราไม่ได้มีแค่หน้าตา จนถึงตอนนี้เรารักเสียงตัวเองมากขึ้น ต่อให้ใครไม่ชอบเสียงเรา เราก็ไม่แคร์ เพราะเราพาตัวมาอยู่ในจุดที่เราไม่จำเป็นที่จะต้องพิสูจน์กับคนอื่นแล้วว่าเราร้องเพลงเก่ง เรามั่นใจในความสามารถของตัวเองแล้ว

        “สุดท้ายคนที่จะต้องอยู่กับเสียงของเราคือตัวเรา ถ้าเราไม่ชอบในเสียงตัวเอง เราจะมีความทุกข์กับสิ่งที่เรารักอยู่ตลอด เพราะฉะนั้น เราต้องเรียนรู้ที่จะรักในตัวเองและเสียงของตัวเอง” เธอส่งยิ้มหวานท้ายประโยค 

        เราจึงถามเธอว่า “ในวันนี้ที่พลอยชมพูอายุ 21 ปี โตเป็นผู้ใหญ่อีกขั้นหนึ่งแล้ว ถ้าได้กลับไปบอกกับเด็กหญิงพลอยชมพูในวันนั้น อยากจะบอกอะไรกับเธอบ้าง” 

        “อยากบอกตัวเองว่า เก่งแล้วนะ ไม่ต้องคิดเยอะ” เธอสบตาเราครั้งหนึ่งก่อนจะพูดต่อ  

        “แต่ก่อนเราชอบคิดว่าตัวเองยังเก่งไม่พอ เพราะเมื่อไรก็ตามที่เราฟังเสียงจากรอบข้าง เราจะไม่รู้เลยว่าเราเป็นใคร เพราะเรามัวแต่ฟังเสียงรอบข้างจนเราลืมฟังเสียงตัวเอง แต่พอย้อนกลับไปมองจริงๆ ตอนนั้นเราก็พยายามเยอะแล้วนะ อยากให้ผ่อนคลายบ้าง ไม่ต้องไปเครียดอะไร แค่สนุกกับช่วงเวลาที่ได้ทำงานก็พอแล้ว เมื่อก่อนเรามักจะคิดถึงแต่อนาคตมากเกินไป จนลืมมองสิ่งรอบข้าง ซึ่งตอนนี้ไม่ได้มองไกลเหมือนแต่ก่อนแล้ว เราอยู่กับปัจจุบันมากขึ้น

        “อีกเรื่องหนึ่งคือพอเราโตขึ้นก็มีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งมีทั้งกระแสชอบและไม่ชอบ เช่น ‘ทำไมเธอเปลี่ยนไปเยอะจัง’ คำพูดเหล่านี้เริ่มมีผลกระทบ จนเราเริ่มสับสน หรือเราควรเป็นในแบบที่คนอื่นอยากให้เราเป็นไหม อย่างเช่นตอนช่วงอายุ 16-17 เราเริ่มลองแต่งหน้าสายฝอ (สไตล์ฝรั่ง) ก็จะมีคนคอมเมนต์ว่าชอบตอนแต่งหน้าน้อยๆ ลุกส์น่ารักๆ มากกว่า เราก็ทำตามที่เขาแนะนำ แต่ก็รู้สึกว่านี่ไม่ใช่ตัวเราอีก ช่วงนั้นลองทำทั้งสิ่งที่ชอบบ้างไม่ชอบบ้าง ลองทำหมดทุกอย่างจนกว่าจะเจอแนวที่เราชอบ ทำแบบนั้นมาตลอดจนถึงตอนนี้เรามีความสุขกับตัวเองมากขึ้น

        “แล้วตอนนี้คิดอย่างไรกับคอมเมนต์แย่ๆ หรือคำพูดที่ไม่ยอมรับในตัวตนของเราที่ยังต้องเจออยู่ทุกวัน” – เราถามกลับ

        “ตอนนี้ชินไปแล้ว มันก็แค่ลมปากคน คนเราจะพูดอะไรออกมาก็ได้แต่เขาไม่ได้มาเห็นตอนที่เราเหนื่อย ร้องไห้ หรือคิดกับตัวเองว่าเราจะหาเงินจากไหนมาทำเพลง เขาไม่ได้มาเห็นจุดนั้น เขามาเห็นแค่ความสำเร็จของเรา ซึ่งเราก็รู้สึกว่าถ้าเขาอิจฉา หรือไม่ชอบเรา นั่นก็เป็นปัญหาของตัวเขา เพราะเรารู้ตัวเองดีว่าเราเหนื่อยมาขนาดไหน ตอนนี้เลยไม่ค่อยรู้สึกให้ค่าอะไรกับคอมเมนต์แง่ลบขนาดนั้นแล้ว” 

        พลอยชมพูเล่าต่อว่าช่วงที่ไปเที่ยวอังกฤษ เธอทำผมสีเขียว ไม่ว่าจะเดินไปที่ไหนก็จะมีแต่คนเข้ามาทักว่า “เธอแต่งตัวน่ารักนะ” “ผมเธอสวยนะ” นั่นเป็นคอมเมนต์ที่ทำให้เธอประทับใจมาก แต่สำหรับประเทศไทย ด้วยมุมที่แตกต่างกัน อาจต้องใช้เวลาในการปรับเปลี่ยน แต่ช่วงหลังมานี้เธอเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมมากขึ้น เราจึงลองให้เธอนึกคำนิยามของตัวเอง 

        “ถ้านึกถึงผู้หญิงที่ชื่อพลอยชมพู จะนิยามตัวเองด้วยคำไหนบ้าง” 

        “เรารู้สึกว่าคนสามารถเป็นได้หลายอย่าง ถึงแม้ว่าเราจะเป็นนักร้องจากการทำยูทูเบอร์มาก่อน แต่เราก็เป็นอินฟลูเอนเซอร์ เป็นติ๊กต๊อกเกอร์ด้วย (หัวเราะ) บางทีที่นึกถึงตัวเอง เรายังรู้สึกว่ามีหลายมุมจนตัวเองก็ไม่แน่ใจว่าเราเป็นใครกันแน่ แต่ถ้าให้นึกถึงคำก็น่าจะเป็นคำว่า ‘หลากหลาย’ (diverse) เพราะรู้สึกว่าเรามีความเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาจากการที่ได้เติบโตขึ้นในแต่ละวัน” 

4

        นอกจากสไตล์การแต่งตัวที่เปลี่ยนไปแล้ว ‘รอยสัก’ ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้เราสนใจ อยากรู้ว่าแต่ละภาพที่เธอเลือกมานั้นมีที่มาอย่างไร ซึ่งรอยสักแรกเริ่มนั้น มาจากการรับบทบาทเป็นพิธีกรดำเนินรายการ Positive Inking ช่อง MTV Asia 

        “เราเคยทำงานร่วมกับ MTV มาก่อน แล้ววันที่ไปถ่ายคลิปโปรโมตเพลงสากลของเรา ช่วงนั้นเขากำลังหาพิธีกรรายการอยู่พอดี เลยลองทาบทามเราดู แล้วเขาถามว่าในอีพีสุดท้าย ขอให้เราสักด้วยได้ไหม ซึ่งเราอยากสักอยู่แล้ว ก็เลยรับงานนี้ หลังจากนั้นค่อยมาบอกแม่ทีหลังว่าขอสักรอยเล็กๆ แม่ก็บอกถ้าจะสักก็สักใหญ่ๆ ไปเลย” 

        “ตอนได้ยินเราก็เซอร์ไพรส์เหมือนกันนะ เพราะไม่เคยคุยเรื่องสักกับแม่เลย ไม่รู้ว่าเขาจะคิดยังไง แต่เขาก็ให้อิสระเรา ตลอด อะไรที่เราอยากทำ เขาก็จะสนับสนุน แต่อะไรที่ไม่ดีจริงๆ เขาถึงจะพูด ซึ่งส่วนใหญ่จะเน้นในเรื่องความปลอดภัย การใช้ชีวิตมากกว่า”

        จากนั้นเธอก็เริ่มอธิบายที่มาของรอยสักแต่ละจุด โดยสองจุดแรกเธอบอกว่า ได้มาจากถ่ายรายการอีพีสุดท้าย อยู่ตรงบริเวณหลังมือ สักคำว่า ‘VENI VIDI VICI’ แปลว่า ‘ฉันมา ฉันเห็น ฉันพิชิต’ เป็นกำลังให้กับตัวเองว่าทำอะไรต้องไปให้สุด ส่วนอีกอันเป็นภาพที่อยู่หลังแขน เป็นรูปใบหน้าเธอกับหมาป่า 

        “เรารู้สึกว่าคนข้างนอกมองเราเป็นคนที่น่ารักแบ๊วๆ แต่จริงๆ เรารู้ว่าตัวเองว่ามีอะไรมากกว่าแค่ความน่ารัก ถ้าคนได้รู้จักเราจริงๆ เราไม่ได้น่ารักแบ๊วๆ อย่างที่เขาคิด แต่เราเป็นคนที่ค่อนข้างลุยอยู่เหมือนกัน” เธอถกแขนเสื้อขึ้นเล็กน้อยเพื่อโชว์รอยสักให้เราดู

        และภาพสุดท้ายเธอบอกว่าเพิ่งสักมาเมื่อปลายปีที่แล้ว หลังกลับมาจากไปใช้ชีวิตเพื่อทำเพลงอยู่มาเลเซียเป็นระยะเวลา 9 เดือน 

        “รอยสักนี้ถ้าจะให้อธิบายสั้นๆ ประมาณว่า ท่ามกลางสิ่งที่เจ็บปวดย่อมมีสิ่งที่สวยงามงอกเงยออกมาเสมอ ซึ่งตัวผีเสื้อเปรียบเสมือนชีวิตที่เกิดใหม่”  

        “จุดประสงค์การสักของแต่ละคนก็อาจจะต่างกัน แต่สำหรับเรา การสักเป็นสิ่งที่มีความหมายต่อตัวเอง เพื่อสะท้อนว่าเราผ่านสิ่งต่างๆ มาได้แล้ว และตั้งแต่สักกลับมา ทำให้เราก็มีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้นด้วย”

        “เพราะเราได้ทำในสิ่งที่เราอยากทำ อีกเหตุผลหนึ่งเราคิดว่าการสักคือการตัดสินใจทำอะไรที่ถาวรลงบนร่างกาย ซึ่งจะอยู่กับเราตลอดไป สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่าเราผ่านการคิดมาดีแล้ว และเราก็มีความสุขต่อการตัดสินใจของเรา ไม่ว่าคนอื่นจะพูดอะไรเกี่ยวกับร่างกายเราอย่างไร แต่นี่คือการตัดสินใจของเรานั่นคือสิ่งที่สำคัญที่สุด”

        แสงแดดเริ่มอ่อนแรงลง กาแฟโคลด์บรูว์ในแก้วของเธอพร่องไปกว่าครึ่งแล้ว ระยะเวลาเกือบชั่วโมงที่เรานั่งคุยกัน ตอกย้ำว่าภาพเด็กหญิงพลอยชมพูที่เรารู้จักในวันนั้น แม้ในวันนี้เธอจะมีลุคที่เปลี่ยนไปมากขึ้นตามวัย แต่เนื้อแท้ข้างในยังคงตัวตนที่น่ารัก และกำลังเดินตามความฝัน ด้วยกำลังแรงกายของตัวเอง

        “ในการทำเพลงต่อไป เราอยากทำเพลงที่มีความหมายกับคนอื่น เพลงที่ฟังแล้วทำให้คนนึกถึงช่วงเวลาหนึ่งในชีวิตของตัวเอง” 

        พลอยชมพูกล่าวทิ้งท้าย รอยยิ้มที่สดใสปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเธอ ก่อนจะจัดการกับโควด์บรูว์ในแก้วจนหมดอย่างรวดเร็ว ราวกับกำลังส่งสัญญาณว่าความขมในชีวิตของเธอกำลังจะหมดไป เพื่อให้เธอได้เริ่มต้นก้าวต่อไปได้อีกครั้ง

Author

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

คุลิกา แก้วนาหลวง

ชอบพูดคุยผ่านตัวอักษร เรียนรู้ที่จะอยู่กับดาร์กไซด์ของตัวเองทุกวัน ขับเคลื่อนชีวิตด้วยความรัก รักในชาไทยและช็อกโกแลต

ภาพโดย

เชิดวุฒิ สกลยา

จบป.ตรีศิลปะ ไปเป็นช่างภาพนิตยสาร รับงานเอเจนซี เก็บเงินเดินทางไกลไปเรียนต่อมหา'ลัยโลกกว้าง จนโลกมอบใบปริญญาบัตรให้ แล้วกลับมาทํางานศิลปะต่อจนถึงปัจจุบัน