การมองโลกในวัยที่เติบโตของ พรีม รณิดา ที่เข้มข้นเหมือนได้เอสเพรสโซมาเติมพลังช่วงบ่าย

Drink with adB
13 Feb 2022
เรื่องโดย:

ทรรศน หาญเรืองเกียรติ

Highlights

ช่วงบ่ายที่มีบรรยากาศอึมครึมจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงบ่อย เรานั่งรอ ‘พรีม’ – รณิดา เตชสิทธิ์ นักแสดงหญิงมากความสามารถที่เคยติดต่อกันไว้ว่า หากเธอมีผลงานใหม่เมื่อไหร่ อยากขอชวนมานั่งคุยกันจริงจังสักครั้ง เพราะอยากทำความรู้จักว่าตัวตนจริงๆ ของเธอนั้นจะเหมือนหรือแตกต่างกับบทบาทการแสดงที่เราเห็นในละครมานานหลายปีแค่ไหน ซึ่งหลังจากที่คลาดกันไปมาเพราะปัจจัยของโรคระบาด วันนี้เราก็มีโอกาสได้เจอกับเธอเสียที โดยการพบกันครั้งนี้จะเป็นช่วงพักระหว่างที่กองละครเรื่องซ่อนกลิ่น กำลังถ่ายทำคลิปโปรโมตที่มีนักแสดงนำหลักคือพรีมและปั้นจั่นมาทำงานด้วยกันตั้งแต่เช้าตรู่

1

        เรานั่งรอเธอไปเรื่อยๆ ที่บริเวณบาร์ชั้น 1 ของโรงแรม MeStyle Museum ย่านเหม๋งจ๋าย สถานที่กองละครใช้ในการถ่ายทำรายการ และจิบลาเต้ร้อนจนพร่องเกือบหมดแก้วพร้อมกับคิดถึงเรื่องที่จะคุยกับเธอครั้งแรกไปเรื่อยๆ พลางกวาดตามองไปรอบๆ โรงแรม ซึ่งมีดีเทลเล็กๆ น้อยๆ จากของสะสมที่เป็นกิมมิกสอดแทรกอยู่ในทุกพื้นที่ เพราะรู้ว่าการทำงานกองถ่ายนั้นเรียกร้องความยืดหยุ่นของเวลาอย่างสูงจากทุกฝ่าย ไม่อาจจะยึดเวลาให้ตรงได้อย่างเป๊ะๆ ได้

        ระหว่างเพลิดเพลินไปกับบรรยากาศภายในบาร์ของโรงแรม เธอก็เดินออกมาจากลิฟต์ที่อยู่ไม่ไกลนักด้วยชุดสี coral สดใส และท่าทางการเดินที่ปราดเปรียวแม้จะอยู่บนรองเท้าส้นสูงสีทองที่ช่วยขับเน้นให้ตัวเธอนั้นเปล่งประกายยิ่งขึ้น การได้เจอตัวจริงของนักแสดงสาวคนนี้ทำเราตกตะลึงไปชั่วครู่ จนรู้ตัวอีกทีก็ตอนที่เธอเดินมาถึงตัวของเราและถามว่าเราอยากให้เธอนั่งตรงไหน

        “วันนี้คุณพรีมจะดื่มอะไร” – เราสะดุ้งและโพล่งออกไปแบบไม่ทันคิด เป็นคำตอบที่ไม่ตรงกับคำถาม

        “บ่ายๆ แบบนี้ยังไงก็ต้องเอสเพรสโซค่ะ” เธอยิ้มให้ และเราก็รีบชักชวนเธอนั่งลงบนโซฟาพร้อมแนะนำตัวรวมถึงบอกเธอว่าวันนี้เราจะคุยในเรื่องอะไรด้วยกัน

        “พรีมอ่าน Drink with adB ของคนอื่นๆ มาแล้วค่ะ” คำพูดนี้ทำเอาเรารู้สึกหัวใจชุ่มชื้นขึ้นทันตา

        พรีมเล่าให้ฟังต่อว่าเหตุผลที่เลือกเอสเพรสโซนั่นเพราะเธอได้ไปใช้ชีวิตที่อิตาลีกับครอบครัวหลายปีสมัยยังเด็ก เธอเห็นคุณพ่อและคนอิตาลีมักจะสั่งเอสเพรสโซช็อตเสมอหลังกินอาหารเที่ยงหรือช่วงบ่าย มันเป็นวัฒนธรรมที่เธอซึมซับมาตั้งแต่เด็ก แม้ในตอนนั้นจะยังไม่สามารถดื่มกาแฟได้ก็ตาม

        “ตอนนั้นเราตั้งใจเลยว่าจะต้องมีวันหนึ่งที่ฉันสามารถดื่มเอสเพรสโซได้” เธอเล่าย้อนถึงความทรงจำวัยเด็กที่เห็นผู้ใหญ่มักจะสั่งกาแฟเข้มๆ นี้ดื่มกันเสมอ และเมื่อเติบโตขึ้นเธอก็ได้รู้ว่าเอสเพรสโซนั้นบอกแง่มุมบางอย่างที่ทำให้เรากลับมาคิดถึงตัวตนจริงๆ ของตัวเอง

        “เมื่อถึงวันหนึ่งที่เราสามารถดื่มกาแฟได้แล้ว และเราก็พบว่าไม่ว่าจะดื่มเมนูไหนก็ตาม ทุกอย่างล้วนเริ่มต้นที่เอสเพรสโซหนึ่งช็อตทั้งนั้น ถ้าเครื่องดื่มแก้วนั้นเริ่มต้นด้วยเอสเพรสโซที่ดี จะทำเมนูอะไรก็ตามออกมา มั่นใจได้ว่าจะเป็นกาแฟที่ดีได้ทั้งนั้น”

2

        พื้นฐานตั้งต้นที่ดีจะส่งให้สิ่งที่ตามออกมานั้นดี แล้วสำหรับนักแสดงอย่าง พรีม รณิดา องค์ประกอบขั้นต้นของเธอนั้นคืออะไร เราถามเรื่องนี้ไป ซึ่งเธอตอบกลับมาว่าเป็นเรื่องของความใจเย็นในตัวเธอ

        “ความใจเย็นเหรอ นึกว่าจะตอบแบบนักแสดงคนอื่นๆ ที่มักจะบอกว่าเป็นเรื่องของวินัยหรือความตั้งใจทุ่มเทเสียอีก” เราถามย้ำอีกรอบ และเธอก็พยักหน้าให้อีกทีเช่นกัน

        “ความใจเย็นมาพร้อมกับความอดทน และการมีวินัย” เธออธิบายเพิ่ม

        “การมีวินัยคือเราต้องรู้ตัวเองว่าจะนอนดึกไม่ได้หากเราต้องตื่นมาทำงานตั้งแต่ตี 4 หรือการทำการบ้าน การท่องบท การเตรียมตัวในแง่ต่างๆ ซึ่งล้วนแต่เป็นเรื่องของเราเองล้วนๆ ไม่มีใครสามารถทำให้เราได้ รวมถึงจุดมุ่งหมายที่ชัดเจนว่าเราต้องตอบตัวเองให้ได้ว่าเราทำสิ่งนี้ไปเพื่ออะไร งานการแสดงไม่ใช่เรื่องง่าย เวลาทำงานก็ไม่แน่นอน ต้องใช้ความเสียสละส่วนตัวค่อนข้างสูง ดังนั้น จึงต้องมีจุดมุ่งหมายหรือจุดประสงค์ที่แน่ชัดพอให้เราบอกตัวเองได้ว่า ที่ยอมเหนื่อยทุกวันนี้เพื่ออะไร ต้องตอบตัวเองให้ได้”

        ช่วงแรกของการเข้ามาทำงานในวงการบันเทิง เธอยอมรับว่าสนใจเพราะความตื่นเต้นและความอยากรู้อยากเห็น แต่เมื่ออยู่วงการนานวันเข้า ความรู้สึกแบบเดิมที่เคยมีก็หายไป เธอจึงถามตัวเองว่าแล้วอะไรคือสิ่งที่เหลือให้ยังอยากทำงานแขนงนี้อยู่ คำตอบในวันนี้สำหรับเธอคือ ความรักในอาชีพนี้ และเป็นพื้นที่ที่เธอถ่ายทอดอะไรดีๆ บางอย่างออกไปให้ผู้คนได้ยินและได้เห็น

        “ดังนั้น เราจึงต้องมีทั้งความใจเย็นและสติในการทำงานวันนี้” เธอสรุปพร้อมกับยกแก้วกาแฟขึ้นมาดื่ม

 3

        “คนทำงานตรงนี้บางทีก็มีเรื่องของอารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้องค่อนข้างเยอะ” เธอเล่าพร้อมกับหยิบคุกกี้ในจานขึ้นมาหักเป็นชิ้นเล็กๆ และกินคู่กับกาแฟไปด้วย

        “มีทั้งอารมณ์ของคนอื่น และอารมณ์ของตัวเราเอง อย่างงานกองถ่ายถ้าเป็นวันที่ฝนตก เวลาถ่ายทำก็จะหมดแล้ว พอทุกคนรีบ อารมณ์หงุดหงิดก็จะเกิดขึ้น ความไม่ได้ดั่งใจก็จะเริ่มเกิดขึ้น ถ้าเรายังอารมณ์ร้อนไปด้วย ทุกอย่างก็จะพังตามกันไปหมด แต่ถ้าเราใจเย็น มีสติกับตรงนี้ จากที่จะกลายเป็นประสบการณ์ที่ไม่ดี ก็จะเป็นเรื่องราวที่เราทำงานและฝ่าฟันไปด้วยกันก็ได้ ถ้าเราไม่เป็นคนใจเย็น เหตุการณ์แบบนั้นอาจจะเป็นเรื่องเลวร้ายของเราไปเลยก็ได้ ถ้าเราสามารถเป็นน้ำเย็นในวันที่ทุกคนกำลังร้อนเป็นไฟ คงจะทำให้สถานการณ์หลายๆ อย่างคลี่คลายลงได้”

        พรีม รณิดา เริ่มเข้าสู่วงการบันเทิงเมื่ออายุได้ 14 ปี และทำงานตรงนี้เรื่อยมาจนถึงวันนี้ก็นับเวลารวมๆ แล้วสิบปี ซึ่งถือว่าไม่น้อยเลยสำหรับประสบการณ์ที่เธอได้รับ นักแสดงสาวคนนี้ยังบอกเราอีกว่า ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิตวัยรุ่นนี่เองที่เข้มข้นที่สุดในการใช้ชีวิต

        นั่นเพราะเธอต้องจัดลำดับทั้งการรับผิดชอบตัวเองในเรื่องการเรียนและการทำงานที่กำลังไปได้ดี ซึ่งพรีมบอกว่าเป็นจังหวะที่ดีด้วยที่ได้เข้ามาทำงานตรงนี้ตั้งแต่ตอนเป็นเด็ก เพราะนั่นทำให้เธอเป็นเหมือนแก้วเปล่าที่พร้อมจะรับสิ่งต่างๆ ที่เติมเข้ามาโดยไม่มีกรอบความคิดเป็นข้อจำกัด

        “เรารับทุกอย่างมาก่อนแล้วค่อยๆ มาคัดแยกทีหลังอีกทีว่าสิ่งไหนดีหรือไม่เหมาะกับตัวเรา” เธอเล่าถึงวิธีจัดการกับสิ่งต่างๆ ที่ถาโถมเข้ามาหลังจากเริ่มมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักของผู้คน

        “แต่ถ้าเป็นเรื่องส่วนตัวแล้วเราค่อนข้างใจร้อนพอตัวเหมือนกันนะ” เธอเล่าพร้อมกับหัวเราะอย่างอารมณ์ดี

        ความใจร้อนที่เธอว่าคือกิจวัตรของตัวเองที่เป็นคนคิดเร็วตัดสินใจเร็ว หากต้องการจะทำอะไรที่ไม่กระทบกระเทือนคนอื่นแล้วเธอจะลงมือทำทันที เช่น จะโทร.สั่งอาหารที่ร้านไว้ล่วงหน้าเพราะเมื่อไปถึงก็จะได้กินเลย ซึ่งเป็นนิสัยที่คล้ายๆ เราอยู่ไม่น้อย

        “อาจเป็นเพราะชีวิตช่วงวัยรุ่นเราต้องจัดการกับเรื่องต่างๆ เยอะมากๆ ด้วย ทั้งการเรียน การสอบ การทำงาน ที่เข้ามาพร้อมกัน ดังนั้น สิ่งไหนที่ตัวเองสามารถทำได้เลย เราจะไม่รอ เพราะไม่อย่างนั้นจะกระทบกับเรื่องที่กำลังรอให้เราจัดการต่อ ย้อนกลับไปช่วงนั้นพบว่าตัวเองใช้ชีวิตที่รวดเร็วมาก ตื่นเช้าไปเรียน ไปทำงาน เหมือนแทบไม่ได้หายใจ กินข้าวบนรถตู้ เจอเพื่อนเราก็นั่งหลับ เพื่อนก็คุยกันไปปล่อยให้เราพัก พอผ่านชีวิตช่วงนั้นมาได้ก็เริ่มคลี่คลายแล้ว”

        “ชีวิตตอนนั้นเรียกว่ามีแต่จังหวะนรกก็ได้” พูดจบเราทั้งคู่ก็หัวเราะขึ้นมาพร้อมกัน

 4

        เราชวนคุยต่อถึงเรื่องงานล่าสุดของเธอนั่นคือละครเรื่อง ซ่อนกลิ่น ซึ่งเราถามไปว่ารู้สึกกดดันกว่างานอื่นๆ ไหม เพราะครั้งนี้เธออยู่ในฐานะของการรับบทบาทตัวละครชื่อซ่อนกลิ่น นั่นหมายความว่าเธอคือศูนย์กลางทั้งหมดของละครเรื่องนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

        “เรียกว่าเป็นเดอะแบกเลยก็ได้” เธอพูดพลางพยักหน้าตาม

        “ตอนแรกก็ยอมรับว่าตื่นเต้นที่ได้เล่นละครโดยตัวละครที่เรารับบทมีความสำคัญถึงขนาดเป็นชื่อเรื่อง แต่เมื่อความรู้สึกตื่นเต้นหมดไป สิ่งที่ตามมาคือความรู้สึกว่าแล้วฉันจะทำอย่างไรดี ก็ต้องจัดการกับความรู้สึกของตัวเองตรงนี้ให้ได้ และเตรียมพร้อมในการทำงานเพราะตัวละครซ่อนกลิ่นนั้นต้องปรากฏในทุกฉากของละครเรื่องนี้ แต่เราก็ภูมิใจที่ละครเรื่องนี้ทำให้รู้ว่าเราก็สามารถทำงานยากๆ แบบนี้ได้ เราก็เอาอยู่ อาจจะเป๋ๆ ไปช่วงแรก แต่ก็ได้ทีมนักแสดง ทีมงานมาช่วยกันทำให้ความกดดันผ่อนคลายลงไปได้”

 5

        อย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่าก่อนหน้านี้เราพลาดโอกาสที่จะได้เจอกับเธอมาแล้วหลายครั้ง เพราะปัจจัยของโรคระบาดที่กินเวลามากว่าสองปีจนได้มาเจอกันสักที ความไม่ปกติที่เกิดขึ้นทั่วโลกนี้ต่างส่งผลกระทบต่อทุกคน รวมถึงความคิดและการมองชีวิตที่เปลี่ยนไปของพรีมด้วย นั่นคือการเลิกตั้งเป้าหมายที่จะทำให้ได้ในแต่ละปีหรือ New Year’s resolution ที่เราเชื่อว่ามีหลายคนที่เลิกทำลิสต์วางแผนให้ตัวเองด้วยเหมือนกัน

        “เราเคยเป็นคนที่ตั้ง New Year’s resolution ให้ตัวเอง แต่สองปีที่ผ่านมาเรารู้สึกว่าตั้งไปก็ไม่มีความหมาย” เธอเงียบไปสักพักสายตามองลงไปที่ถ้วยกาแฟ ทิ้งจังหวะให้เส้นผมที่เป็นลอนสวยงามได้ขยับตามการเคลื่อนไหวเล็กน้อย

        “ถ้าย้อนกลับไปคิดจริงๆ เราตั้งแผนการแบบนี้ทีไรก็ไม่เคยทำได้สำเร็จสักที (หัวเราะ) เราจึงเปลี่ยนความคิดตัวเองว่าไม่ต้องรอแล้ว ไม่ต้องให้ถึงเดือนมกราคมถึงตั้งเป้าหมายให้ตัวเอง เราอยากตั้งตอนไหนอยากทำอะไรเมื่อไหร่ ตัดสินใจตอนนั้นเดี๋ยวนั้นเลย แล้วพยายามทำให้ได้เริ่มต้นตั้งแต่วันนั้น ปีนี้เราจึงตั้งเป้าหมายให้ตัวเองว่าจะเป็นปีแห่งการตามหาประสบการณ์ใหม่ๆ เราจะไม่มีขอบเขตมาจำกัดตัวเอง เราจะทำทุกอย่างเพื่อให้ได้รับประสบการณ์ใหม่ๆ ให้ตัวเอง”

        ย้อนกลับไปปีก่อนหน้าเธอลองใช้วิธีนี้ในการตั้งเป้าหมายว่าจะเป็นปีแห่งการรู้จักตัวเอง ซึ่งทำให้ได้แง่คิดกลับมาใหม่ๆ หลายอย่าง

        “สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้เราเป๋ไปเหมือนกัน จนไม่รู้จะหันไปหาใคร จึงย้อนกลับมามองตัวเอง เมื่อแผนการทุกอย่างพังทลายไปหมดแล้วตัวเราต้องการอะไร อยากทำอะไร ทำให้เรามองหาความชัดเจนให้ชีวิตมากขึ้น ในเมื่อโลกวันนี้ไม่มีความชัดเจนอีกแล้ว เราจึงใช้เวลาในปีที่ผ่านมาตอบคำถามที่อยู่ในใจ ทั้งเรื่องงานที่อยากทำหรืออยากเห็นตัวเองเป็นคนแบบไหน พรีม รณิดา ที่ฉันอยากให้เป็น เธอต้องเป็นคนแบบไหน จึงนำไปสู่การพัฒนาตัวเองในทุกด้านอย่างละนิดอย่างละหน่อยจนถึงวันนี้”

 6

        เมื่อได้คำตอบที่ชัดเจนให้ตัวเองแล้ว เธอที่อยู่ตรงหน้าเราวันนี้จึงเป็นผู้หญิงที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น ความตั้งใจจริง ที่แสดงออกมาผ่านสีหน้า แววตา หรือแม้แต่บุคลิกลักษณะที่สัมผัสได้ตั้งแต่เธอก้าวออกมาจากลิฟต์ช่วงก่อนหน้านี้

        “จากเดิมที่เราเป็นคนทำอะไรได้ไม่ต่อเนื่อง ทำอะไรสักอย่างได้ไม่นานก็เลิก ตอนนี้เราพบว่าตัวเองค่อยๆ เปลี่ยนไป อาจจะเรียกว่ามีความอดทนมากขึ้น เป็นปีที่เราไม่สนใจว่าใครจะพูดอะไร ใครจะชอบหรือไม่ชอบเรา แต่เราตั้งใจแล้วว่าถ้าจะทำอะไรก็จะทำให้เต็มที่ และจะทำอย่างต่อเนื่อง ใครจะว่าอย่างไรก็ตาม ฉันมีความสุขกับสิ่งที่ตัวเองตัดสินใจแล้ว ถ้าอย่างนั้นฉันไม่ต้องมีคำถามอะไรกับตัวเองอีกแล้ว และเราเชื่อมั่นว่าปีนี้จะเป็นปีที่ดีสำหรับตัวพรีมคนนี้ด้วย”

        หากพูดในเรื่องของกฎแห่งแรงดึงดูด หากเชื่อมั่นว่าทุกอย่างจะดี โลกก็จะเหวี่ยงสิ่งดีๆ ให้มาเจอกับเราเช่นกัน

        “เราสนุกกับการบอกตัวเองอย่างนี้” เธอยืนยัน

        “อะไรที่จะเข้ามาหาเราตั้งแต่วันนี้เราจะรับหมด ทำหมด โดยไม่มีข้อแม้หรือเงื่อนไข ซึ่งพอเราเปลี่ยนความคิดแบบนี้ก็ทำให้ตอนนี้เริ่มรู้สึกสนุกกับตัวเองที่เป็นอยู่ในวันนี้ด้วยเหมือนกัน”

        การเปิดใจเรียกว่าเป็นความท้าทายใหม่ของเธอก็ว่าได้ เพราะเจ้าตัวยอมรับว่าเมื่อก่อนเป็นคนที่คิดเยอะและต้องหาเหตุผลมาสนับสนุนสิ่งที่เข้ามาจนเธอเชื่อมั่นก่อนถึงจะลงมือทำ

        “พอเราเปลี่ยนความคิดแค่นี้ การมองโลกของเราก็เปลี่ยนไปเลยจริงๆ อย่างน้อยตอนนี้เราจะรู้ตัวเองมากขึ้น โดยเฉพาะจังหวะที่ตัวเองเริ่มมีความคิดด้านลบ เราก็จะรู้เท่าทันจิตตัวเองง่ายขึ้น และบอกตัวเองว่าเรากำลังมีความคิดในแง่ลบเกิดขึ้นแล้วนะ จะเรียกว่าจับผิดตัวเองได้ง่ายขึ้นก็ได้ แล้วเราจะตั้งรับกับความคิดของตัวเองได้ดีขึ้น”

        ระหว่างสนทนาเธอให้นิยามชีวิตตัวเองในวันนี้ว่าเหมือนกับลมที่กำลังเปลี่ยนทิศ แต่สำหรับเรานี่คือการเปลี่ยนผ่านสู่ช่วงวัยที่เติบโตขึ้น ซึ่งความคิดความอ่านนั้นก็จะแปรเปลี่ยนไปตามวงโคจรของชีวิต หากยังย่ำอยู่แต่กับความคิดเดิมๆ ไม่มีการตื่นรู้ขึ้นเลย ก็ยากที่จะพบกับคำว่าความหมายของชีวิต

        หลังจากวันนี้ไป เราเชื่อมั่นว่า ‘พรีม’ – รณิดา เตชสิทธิ์ จะเป็นทั้งนักแสดงหญิงที่มีคุณภาพเต็มแก้วอีกคนหนึ่งของวงการบันเทิงไทย และเป็นคนที่ค้นพบความสุขของชีวิตสำหรับตัวเองได้อย่างแน่นอน


ขอบคุณ MeStyle Museum Hotel เอื้อเฟื้อสถานที่

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

ทรรศน หาญเรืองเกียรติ

หมาป่าขาวล่ำขนาดสามคนโอบของหมู่บ้านบุญละติน (a day BULLETIN) รักการติดตามคาเมนไรเดอร์ยุคเฮย์เซย์ พอๆ กับการออกเดินทางไปเพื่อหาเรื่องราวสนุกๆ มาเล่าให้กับคนอ่านในทุกสัปดาห์ ,, IG/Twitter : @Matt_Doraemon

ภาพโดย

แพรวา ชัยแสงจันทร์

ช่างภาพฝึกหัด ผู้เป็นมนุษย์อินโทรเวิร์ตที่ยังคงค้นหาตัวตนและความหมายของชีวิต