อากาศร้อนตอนบ่ายๆ กับกาแฟ น้ำอัดลม และบ้านของนักเดินทางอย่าง เร แม๊คโดแนลด์

Drink with adB
29 Jul 2020
เรื่องโดย:

ชยพล ทองสวัสดิ์

แดดกรุงเทพฯ สาดส่องปะทะร่างกายและผิวหนัง จนเหงื่อผุดพรายไล้ลงซอกคอ กลิ่นเครื่องสมุนไพรยาจีนจากร้านริมทางในย่านไม่ไกลจากเยาวราชโชยมาเป็นระยะ อีกไม่กี่ก้าวจะถึงสถานที่นัดหมาย แม้จะคุ้นหน้าเขาเป็นอันดี แต่ผมไม่รู้เลยว่า เร แม๊คโดแนลด์ จะปรากฏกายแบบใดเมื่อเราไปถึง

 

เร แม๊คโดแนลด์

1

        ร้านที่เขานัดหมายไว้ คือ 103 Bed and Brews ร้านกาแฟสไตล์ cold brew และโฮสเทล ที่เรและภรรยาเป็นหุ้นส่วน ตกแต่งในลักษณะของโรงน้ำชา โดยยังคงสถาปัตยกรรมไทย-จีนในกาลก่อนไว้

        แต่ไม่มีเงาของเร

        อาจเพราะเป็นวันธรรมดา ภายในร้านจึงยังไม่มีลูกค้าคนอื่น มีเพียงบาริสตาหญิงกำลังง่วนอยู่ตรงเคาน์เตอร์บาร์เครื่องดื่ม

        ผมเดินสำรวจร้านเล็กน้อย หันมาสั่งเครื่องดื่ม รินน้ำเปล่าใส่แก้ว หมุนตัวกลับมานั่งตรงเก้าอี้บริเวณใกล้กับประตูร้านที่มองเห็นทางเดิน และถนนภายนอก ตอนนั้นเอง มอเตอร์ไซค์ซูซูกิ เจลาโต้ สีแดง-ดำ คันหนึ่ง กำลังจอดเทียบทางเท้าหน้าร้าน ชายหนุ่มตัวสูงสวมเสื้อยืดสีเทา กางเกงขาสั้นสีน้ำเงิน และรองเท้ายี่ห้อ KEEN ค่อยๆ ถอดหมวกกันน็อกออก เรมาถึงแล้ว ผมรีบผุดลุกขึ้นยืนผงกหัวทักทาย เขาผงกหัวตอบรับ และก้าวฉับเข้ามาในร้าน

        นี่แหละ การปรากฏกายแบบที่เราอยากเห็น!

 

2

        “ขอสูบบุหรี่ตัวหนึ่งนะ”

        เรพูด พลางยกนิ้วชี้และนิ้วโป้งขึ้นมาทำท่าทางประกอบ เขาหยิบหมวกแก๊ปสีแดงเลือดหมูที่มีตัวหนังสือ ‘เร่ร่อน’ แพลตฟอร์มรายการท่องเที่ยวบนโลกออนไลน์และโทรทัศน์ที่เขากำลังสร้างสรรค์อยู่ขึ้นมาใส่

        นับตั้งแต่เข้าวงการมาในช่วงวัยรุ่น เล่นหนัง เล่นเอ็มวี เป็นพิธีกร (โดยเฉพาะรายการท่องเที่ยวที่กลายเป็นภาพจำของคนส่วนใหญ่) เกือบยี่สิบปีผ่านมา ตัวเลขในชีวิตของเขาเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 42 แต่น้ำเสียง บุคลิกท่าทาง และจังหวะการพูดของเขาแทบไม่เปลี่ยนไปเลยสักนิด อย่างไรก็ตาม เห็นได้ชัดว่าริ้วรอย คมหยักต่างๆ ฝ้า กระ ที่เป็นของฝากจากการเดินทาง บนใบหน้าของเขาชัดขึ้นตามอายุ

        “ไวรัสที่ระบาดตอนนี้น่าจะส่งผลโดยตรงกับนักเดินทางอย่างคุณใช่หรือเปล่า” ผมโยนคำถาม เรพ่นควันพรูขึ้นฟ้า นิ่งคิดครู่หนึ่ง ร่องหยักระหว่างคิ้วสองข้างอันเป็นเอกลักษณ์ของเขาทำให้ใบหน้าเขาดูจริงจังเกินจริงตลอดเวลา

        “ก็มีส่วน ตอนแรกเราไม่นอยด์ แต่พอเริ่มเห็นว่าเลเวลคราวนี้มันค่อนข้างเยอะ เราก็เริ่มนอยด์เหมือนกัน เพราะก่อนหน้านี้เราอาจจะมองแบบเห็นแก่ตัว คือกูยังลุยได้ กูยังหนุ่มประมาณหนึ่ง แต่ลืมไปว่าแล้วคนที่บ้านล่ะ ถ้าเราเอามาติดแม่ ติดลูกเรา ที่อายุมากและอายุน้อย เราจะทำยังไง” เรพูดจบ ร่องหยักระหว่างคิ้วสองข้างเขม็งขึ้น สายตาเขาทอดไปยังช่องว่างอากาศตรงหน้า อากาศเบื้องบนยังคงร้อนระอุ

 

เร แม๊คโดแนลด์ 3

        หลังเราย้ายกลับเข้ามานั่งภายในร้าน เรหันไปถามบาริสตาหญิงที่เคาน์เตอร์ว่าที่ร้านเครื่องดื่มไหนขายดี เรียกเสียงหัวเราะให้ผมและช่างภาพที่นั่งอยู่ตรงหน้าเขา

        “คุณเป็นหุ้นส่วน แต่ไม่รู้หรอกเหรอว่าที่ร้านอะไรขายดี” ผมถาม

        “ไม่รู้หรอก เราไม่ค่อยได้สั่ง จริงๆ เรากินกาแฟเยอะนะ แต่เราเป็นสายฉีกซองแล้วเทน้ำแบบทรีอินวัน เพราะขี้เกียจรอดริป” เรพูดด้วยรอยยิ้มกวนๆ ตามสไตล์ แวบหนึ่งเรานึกเปรียบเขากับ ยวน แม็คเกรเกอร์ ในบทวัยรุ่นขี้ยานาม ‘เรนตัน’ ในภาพยนตร์เรื่อง Trainspotting อันลือลั่น

        ไม่นาน กาแฟ cold brew ผสมกับไซรัปส้มและโซดา แก้วซิกเนเจอร์ของร้านก็วางตรงหน้า

        “เราเพิ่งกลับจากถ่ายงานที่พังงา” เรเริ่มบทสนทนา “หลังๆ นี้เราเริ่มสนุกกับการดำน้ำอีกรอบ แต่ก่อนหน้านั้นเราไม่อินเลย เพราะมันช้า” เขาพูดและยกกาแฟขึ้นมาจิบ

        “ในตอนที่เด็กกว่านี้เราอาจจะต้องการอะไรที่ฉึบฉับหรือไวกว่านี้ เวลาเราทำอะไรที่ช้าๆ เรารู้สึกว่าไม่มันเลยว่ะ ทุกอย่างมันต้องเคลื่อนที่ด้วยความไวสิ” เขาพูด “แต่ตอนนี้แค่ลงไปแล้วปล่อยให้ร่างกายไหลไปตามน้ำ ดูปลา ดูปะการัง ลงไปจุดเดิมห้าวันติดเรายังไม่มีปัญหาเลย”

        เป็นเพราะอายุที่เพิ่มขึ้น ทำให้จังหวะในการเดินทางคุณนิ่งขึ้นด้วยไหม ผมสงสัย เรครุ่นคิดเล็กน้อย ก่อนเบือนหน้ากลับมามองที่ผม

        “แป๊บนะ ขอเปลี่ยนเป็นดื่มโค้กแทนได้ไหม”

 

เร แม๊คโดแนลด์

4

        ปัจจุบันเรเป็นคุณพ่อลูกหนึ่ง ผ่านการเดินทางมานับครั้งไม่ถ้วน การเดินทางทำให้ผู้คนจดจำเขา และทำให้เขาได้เรียนรู้หลายสิ่งจากการมองเห็นชีวิตของผู้คนที่ได้พานพบ

        “หลายครั้งเรา ‘พบแจ้ง’ คือพบทางสว่าง จากในที่ที่เราไม่คิดว่าจะเจอจากการพูดคุยกับคนที่ได้พบ เขาอาจจะไม่ได้ใช้คำพูดที่สวยหรู หรือคำพูดเท่ๆ แต่แม่งเข้าใจง่าย แล้วเรารู้สึกว่ามันจริง” เขาพูดพลางคนแก้วกาแฟ แต่เลือกหยิบโค้กขึ้นมาดื่ม

        “การมีลูกก็น่าจะเป็นอีกสิ่งที่ทำให้มุมมองชีวิตคุณต่างไปจากเดิมด้วยใช่ไหม” ผมถาม

        “มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย” เรตอบพร้อมรอยยิ้ม “เราไม่แน่ใจว่าพ่อที่สมบูรณ์คืออะไร แต่ว่าก็คงต้องช่วยผลักดันในสิ่งที่ลูกอยากทำ สิ่งที่เขาน่าจะมีพรแสวงและพรสวรรค์ และคอยประคับประคองไป”

        “เป็นห่วงไหมที่เขาต้องเติบโตมาในเมืองที่เป็นบ้านเกิดของเขาแบบทุกวันนี้”

        “พอมีลูกเราก็คิดเยอะขึ้น มีกังวลบ้าง” เรพูดและยกมือข้างหนึ่งขึ้นมาเท้าคาง “เราถามตัวเองและถามภรรยาอยู่ตลอดว่าเราย้ายไปอยู่ที่อื่นสักพักดีไหม ไปในที่ที่ไม่แออัด มีความเป็นธรรมชาติมากกว่านี้ เพื่อให้ลูกได้โตมาในสภาพแวดล้อมที่เป็นมิตร แต่สุดท้ายเราก็คือเด็กกรุงเทพฯ เรารักกรุงเทพฯ และเราเดาว่าคนจำนวนกว่า 10 ล้านคนที่อยู่กรุงเทพฯ ต่างมีความหวังคล้ายๆ กันว่าทุกอย่างจะดีขึ้น เพราะถ้าไม่มีความหวังเราคงย้ายไปนานแล้วล่ะ”

        ผมจ้องตาเขา เกิดความสงสัยว่ากรุงเทพฯ คือบ้านของนักเดินทางอย่างเขาไหม

        “แน่นอน ร้อยเปอร์เซ็นต์”

 

 5

        เราทุกคนต่างเป็นนักเดินทาง ไม่ว่าจะในรูปแบบใด ทุกยุคสมัย ผู้คนจำนวนไม่น้อยมักมีเหตุผลโรแมนติกอย่างการตามฝัน หรือเงื่อนไขในชีวิตที่ต้องการถีบฐานะทางสังคมของตัวเองและครอบครัวให้สูงขึ้น นั่นทำให้พวกเขาต้องหันหลังให้บ้านเกิดสู่เมืองใหญ่ที่เต็มไปด้วยความวุ่นวายทั้งกายและใจ เนื่องเพราะบ้านเกิดอาจไม่สามารถตอบโจทย์ความฝันและความเป็นอยู่ของพวกเขาได้ อย่างน้อยก็ในช่วงเวลาหนึ่ง

        “เราว่าพอถึงจุดหนึ่ง คนจะมีคำถามขึ้นมาว่า ‘อิ่มหรือยัง พอหรือยัง’ ถ้าเกิดในใจลึกๆ เรารู้สึกอิ่มจากตรงนี้แล้ว การกลับไปอยู่บ้านก็น่าจะเป็นเรื่องที่ดีกว่า” เรตอบ หลังจากผมเปิดบทสนทนาเรื่องนี้ เขาถอดหมวกออก ขยำศีรษะ ก่อนสวมมันกลับคืน

        “แล้วเรื่องรายได้ที่คนกังวลว่าอาจไม่เท่ากับการอยู่เมืองหลวงล่ะ” ผมถาม

        “เราว่ามันไม่ได้สำคัญ แต่มันจำเป็น มันไม่ควรจะเป็นแค่เรื่องรายได้ที่เป็นดัชนีมาชี้วัด ถ้าเกิดว่าเรามีใจที่อยากจะกลับบ้านจริงๆ เราว่าไปเลยเว้ย แต่ก็อาจจะต้องวางแผนเก็บเงินล่วงหน้าสักหน่อย” เรชะงักไปครู่หนึ่งก่อนพูดต่อ “แน่นอนว่าสเต็ปแรกมันยาก แต่แค่ต้องถามตัวเองว่าเรากล้าหรือเปล่า”

        ผมมองจ้องใบหน้าเขา ใบหน้าของชายผู้ได้เห็นชีวิตผ่านการเดินทางมานับครั้งไม่ถ้วน

        “สุดท้ายมันควรจะมาจากใจลึกๆ ว่าเราอยากกลับบ้าน เพราะเหตุผลว่าความอิสระของเราจะกลับมาอีกครั้ง” พูดจบ เรยกโค้กในแก้วใสขึ้นมาจิบอีกอึก และวางลงบนโต๊ะไม้เสียงดังกึก ก่อนจะเบือนหน้าออกไปยังถนนหน้าร้าน

        ถนนที่มีชีวิตมากมายดำเนินไปเหมือนไม่แยแสสนใจอะไรเลย

        ไอแดดภายนอกร้านยังคงร้อน ท้องฟ้าใสเห็นริ้วเมฆ หลังบทสนทนานี้จบลง เราคงต้องแยกย้ายกลับไปดำเนินชีวิตของตนเอง ทำงาน เจอข่าวบนนิวส์ฟีด เจอรถติดของเมืองหลวง เจอสารพัดสิ่ง

        และทุกครั้งที่ต้องเผชิญเรื่องราวเหล่านั้น ใบหน้าของเรจะผุดขึ้นมาพร้อมคำถามที่ว่า

        บ้านของเราผู้เป็นนักเดินทางคือที่ไหน

        อิสระของเราอยู่ที่ใด

 

เร แม๊คโดแนลด์

 

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

ชยพล ทองสวัสดิ์

กอง บก. ชาวเชียงใหม่ ผู้ทำเพลงในชื่อ TCNX เชื่อว่ามนุษย์ต่างดาวมีจริง เกิดและเติบโตในยุค 90s แต่มักฝันถึงชีวิตในยุค 60s อยู่บ่อยๆ

ภาพโดย

กฤตธกร สุทธิกิตติบุตร

หัวหน้าช่างภาพกอง a day BULLETIN