บทเรียนที่ได้รู้จากคู่สนทนาของ ‘นิ้วกลม’ ที่ทำให้เข้าใกล้ความเข้าใจและความสุขในชีวิตมากขึ้น

Drink with adB
23 Jul 2020
เรื่องโดย:

ชยพล ทองสวัสดิ์

เวลาบ่ายสองสิบห้าที่ศูนย์การค้าสามย่านมิตรทาวน์ในวันธรรมดาคนไม่พลุกพล่านมากนัก แม้จะไม่ได้มีโอกาสมาเยือนบ่อยครั้ง แต่บรรยากาศของโครงการมิกซ์ยูสแห่งนี้ก็ทำให้ผมพอเข้าใจได้ว่า ทำไมที่นี่ถึงเป็นหมุดหมายของเหล่าผู้คนที่นัดกันมาแฮงเอาต์กันในย่านนี้

1

        ผมยืนอยู่หน้าสตาร์บัคส์ ร้านกาแฟสัญชาติอเมริกัน ที่ภายในร้านของสาขานี้มีพื้นที่กว้างขวาง แบ่งเป็นสองชั้น และเก้าอี้ส่วนใหญ่ถูกจับจองไปด้วยผู้คน โดยเฉพาะหนุ่มสาว ทั้งที่มานั่งอ่านหนังสือ พิมพ์งานบนโน้ตบุ๊กขนาดกะทัดรัดพร้อมใบหน้าคร่ำเคร่ง บ้างก็หันหน้าเปิดสนทนาเข้าหากัน พลันสอดส่ายสายตามองหาชายคนหนึ่ง 

        เพียงไม่นานหลังโทรศัพท์ติดต่อกัน ‘เอ๋’ – สราวุธ เฮ้งสวัสดิ์ หรือ ‘นิ้วกลม’ ที่นักอ่านรู้จักเขาเป็นอย่างดี จนหลายคนถึงกับยกให้เขาเป็นนักเขียนแห่งยุคสมัย ก็เดินลงบันไดเลื่อนสาวเท้าก้าวเข้ามาใกล้ แม้จะมีไอเทมแห่งยุคสมัยอย่างหน้ากากอนามัยที่ปิดบังครึ่งหน้าด้านล่าง แต่เพียงแค่เห็นแววตาก็ทำให้ผมรู้ได้ว่านั่นคือเขา เขามีรูปร่างไม่สูงมาก แต่สมส่วน แต่งตัวสบายๆ ด้วยเสื้อเชิ้ตสีเข้มกับกางเกงยีนส์สีเข้มโทนใกล้เคียงกัน สวมรองเท้าหนังสีน้ำตาลที่ดูจะทำให้การแต่งกายโดยรวมของเขามีความเป็นทางการขึ้น และสะพายกระเป๋าหนังไว้ข้างตัว

        หลังจากทักทายกันเล็กน้อย เราพากันเดินเข้ามาที่บริเวณเคาน์เตอร์สั่งเครื่องดื่ม เขาสั่งลาเต้ร้อนแก้วกลาง และเริ่มหันมาสนทนากับผม ผมลังเลใจชั่วครู่ว่าควรจะเริ่มกดบันทึกบทสนทนาตั้งแต่ระหว่างที่เรายืนรอแก้วกาแฟเลยดีไหม แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจยังไม่เริ่มบันทึก เรายืนพูดคุยกันระหว่างรอชั่วครู่ ก่อนที่พนักงานจะนำกาแฟหอมกรุ่นมาเสิร์ฟ ผมจึงพาเขาเดินกลับมาโต๊ะที่เราจะนั่งคุยกัน 

 

นิ้วกลม

2

        “ปกติเราชอบสั่งลาเต้กับอเมริกาโน” เขาว่า “เราจะสั่งอเมริกาโน่เมื่อไม่อยากได้แคลอรี แต่ปกติเราชอบรสชาติที่มีนมแบบลาเต้มากกว่า” เขาเริ่มต้นพูดพร้อมเสียงหัวเราะเมื่อนั่งลงบนเก้าอี้ และวางแก้วมักที่มีลาเต้ร้อนสีน้ำตาลนวลพร้อมลวดลายลงบนโต๊ะไม้ตรงหน้า ผมพบว่าในยามหัวเราะ ใบหน้าเข้มๆ หยักคิ้ว และดวงตาของเขา ดูจะผ่อนคลายลงจากใบหน้าที่ดูจริงจังในยามปกติ วันนี้เขามีคิวมาบรรยายช่วงเช้าในหัวข้อที่ชื่อ ‘อลหม่านคือข่าวดี’ ให้กับบริษัท Shopee ที่นี่ และมีนัดสอนเรื่องการวางตารางเขียนหนังสือให้กับผู้บริหารท่านหนึ่งต่อหลังจากที่คุยกับผมเสร็จ

        ผมสนใจคุยกับเขาในครั้งนี้ เพราะได้เห็นรายการ ‘นิ้วกลมสนทนา’ ที่เขาเริ่มทำในโซเชียลมีเดียของตัวเอง ที่เชิญบุคคลน่าสนใจมาพูดคุย ผมอยากรู้ว่าเบื้องหลังบทสนทนากับบุคคลเหล่านั้น รวมถึงบุคคลที่เขาได้พบพานมาในชีวิต เขาได้เรียนรู้อะไรกับมันบ้าง และบทสนทนานั้นมีประโยชน์กับชีวิตเขาอย่างไร เพราะเขาน่าจะเป็นคนที่ได้ผ่านบทสนทนามามากที่สุดคนหนึ่งในประเทศ ผมคิดเช่นนั้น

        “ช่องในยูทูบเป็นเรื่องที่อยากทำมานานแล้ว พี่ๆ หลายคนบอกว่าการทำยูทูบเหมือนการฝากธนาคาร คือยิ่งเราทำผลงานไว้ในยูทูบมากเท่าไหร่ ทำไปเรื่อยๆ ฮิตบ้างไม่ฮิตบ้าง หรือยังไม่ฮิตก็ไม่เป็นไร ถ้าเราตั้งใจทำไว้ วันหนึ่งอาจจะมีสักอันที่มันฮิต แล้วช่องเราอาจจะได้รับการรู้จัก แล้วคนก็จะดูย้อนก็ได้” เขาเล่า “มันก็เหมือนเป็นการหาลู่ทาง ถ้าพูดเป็นการลงทุนคือไม่ใส่ไข่ไว้ในตะกร้าเดียว เราว่าอาชีพการงานทุกวันนี้เป็นแบบนี้ คือรู้สึกว่าเราเขียนหนังสือไปเรื่อยๆ อย่างเดียว วันหนึ่งอาจจะไม่มีคนอ่านก็ได้นะ”

        สิ่งหนึ่งที่ผมชอบในการสนทนากับเขาคือ คำตอบของเขาเหมือนคนที่ฝึกสมองและความคิดอยู่ตลอด ระหว่างสนทนาผมนึกเปรียบเทียบเขากับจอมยุทธที่หมั่นลับดาบอยู่เสมอ และเหมือนเชฟอาหารญี่ปุ่นที่ฝึกปั้นซูชิทุกวันจนรู้น้ำหนักมือตัวเอง และน้ำหนักบนปลายนิ้วที่จะกดลงบนตัวปลา โดยให้ปลาช้ำน้อยที่สุด ทำให้เขาพร้อมเสมอกับคำตอบที่ผ่านกระบวนการกลั่นกรองในทุกคำถามที่ผมถามไป

        “เราอยากทำรายการคุยกับคนมาตั้งนานแล้ว ถ้าเป็นแต่ก่อนคงต้องเสนอช่องทีวี ต้องมีโปรดักชัน แต่พอช่วงโควิด-19 มันมีโปรแกรมอย่าง Zoom อย่าง StreamYard โอ้โฮ แม่งง่ายมาก ทำคนเดียวได้ แขกอยู่ที่บ้านได้ เรามีโอกาสที่จะได้คุยกับคนที่เราอยากคุยในแบบที่เขาไม่ลำบาก เฮ้ย เราอาจจะได้คุยกับ คุณสุทธิชัย หยุ่น ที่เราว่ามันไม่ง่ายเลย”

        เขามีรอยยิ้มเล็กๆ และดูตื่นเต้นเมื่อพูดถึงบุคคลที่เขาดูจะสนใจเป็นพิเศษ เหมือนเด็กใคร่รู้ตัวละครที่ชื่นชอบในการ์ตูน หลังสิ้นคำตอบ เขายกลาเต้ในแก้วมักขึ้นมาจิบเบาๆ อีกครั้ง

        “ช่วงแรกเราเลือกคนที่พอจะเป็นไปได้ก่อนแหละ เอาจริงๆ ยังไม่รู้เลยแม่งต่อไปกูจะชวนใครได้อีกวะ” เขาพูดและหัวเราะจนตาหยี

 

นิ้วกลม

3

        “สมมติมีคนถามว่าคุณจะสนทนาเพื่อรู้เรื่องชีวิตคนอื่นไปทำไมกัน คุณจะตอบอย่างไร” ผมถามเขา 

        เขาครางอืมในลำคอ และใช้ความคิดราวสองวินาที เป็นครั้งแรกในบทสนทนาที่เขาเว้นวรรคคิดกับคำถามเล็กน้อย ก่อนหน้านี้ เขาดูพร้อมตอบทันที ไม่มีการลังเลใจใดๆ เขาพร้อมเอื้อมมือไปดึงลิ้นชักในสมองที่มีอยู่นับร้อยนับพัน เพื่อเลือกหยิบคำตอบที่ต้องการมาใช้ได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว

        “มันก็เหมือนเราดูหนังทำไม แม่งไม่ใช่ชีวิตกูเลย อยู่ๆ ก็ขึ้นรถเมล์ไปแล้วถูกโจรปล้น อยู่ๆ ขึ้นเครื่องบินไปแล้วก็มีงูเลื้อยออกมา คือชีวิตเรามันแคบมาก มึงโตมามึงก็มีชีวิตอยู่ในเส้นของชีวิตมึงเท่านั้นแหละ ใช่ไหม” เขาตอบก่อนลดความเข้มในน้ำเสียงลง เพื่ออธิบายถึงความหมายของคำพูด “คือเราจะเข้าใจชีวิตในแบบที่เราเจอมาเท่านั้นเอง เราเรียนสถาปัตย์มา เราก็มองโลกแบบการออกแบบ จะรู้ได้อย่างไรว่าคนเป็นหมอ คนเป็นช่าง เขามองโลกอย่างไร โอ้โฮ มีอีกหลายแว่นเลยที่เราจะได้รู้ มันมีวิธีคิดอีกหลายแบบ วิธีมองโลกอีกหลายอย่าง ความรู้สึกอีกหลายอย่าง” 

        “ถ้าตอบแบบหล่อๆ คือ มึงยิ่งรู้มากเท่าไหร่ มึงก็ยิ่งมีความสุขมากเท่านั้น เพราะว่าการเรียนรู้ชีวิตคนอื่นเยอะๆ ทำให้เราเข้าใจคนอื่นมากขึ้น การอยู่ในโลกใบนี้คือการต้องอยู่กับคนอื่น เราอยู่กับคนที่ไม่เหมือนเราทั้งนั้น เอาจริงๆ เรานั่งอยู่ตรงนี้ด้วยกันก็ไม่เหมือนกันเลย ถ้าเราไม่คุยกับคุณ อาจจะมีเรื่องบางเรื่องที่ทำมาแล้วเราไม่ถูกใจ ซึ่งมันก็เป็นความทุกข์แล้ว สมมติเราได้คุยกับคุณสักพัก เราพอจะรู้แล้วว่าทำไมถึงทำแบบนี้ มันจะไม่กลายเป็นความทุกข์เรา ยิ่งสะสมมุมมองแบบนี้ไว้มากเท่าไหร่ เราก็ยิ่งอยู่ในโลกใบนี้ได้ดีขึ้น ยืดหยุ่นขึ้น สบายใจขึ้น”

4

        หลายครั้งระหว่างสนทนาที่ผมสัมผัสได้ว่าเขาเป็นคนรักที่จะพูดคุย รักที่จะอธิบาย และรักที่จะฟัง ในยามที่ผมพูด แววตาของเขาเหมือนเหยี่ยวที่พร้อมเพ่งจับทุกคำพูดของคู่สนทนาอย่างจริงจังตั้งใจไม่ลดละ คล้ายต้องการจะล้วงลึกเข้าไปมากกว่าคำพูด แต่เข้าไปถึงต้นตอของความคิดที่ส่งมาถึงคำพูดนั้น

        ผมอยากรู้ว่าเขามองเห็นจุดร่วมอะไรบางอย่างจากเบื้องหลังความคิดของคู่สนทนาทั้งหลายที่เขาได้พบมาบ้างไหม เขายิ้มกับคำถามนี้ ก่อนยกลาเต้ในแก้วที่พร่องไปพอสมควรขึ้นมาจิบอีกครั้ง และตอบผมว่า ทุกคนต่างตามหาความสุข และอยากมีชีวิตที่มีความสุข เขาอธิบายให้ผมฟังว่า แม้เป้าหมายคือความสุข แต่ระหว่างทางของแต่ละคนนั้นมีโจทย์ที่แตกต่างกัน ทั้งการเกิดมาในครอบครัวที่ต่างกัน มีสภาพเศรษฐกิจต่างกัน เรียนไม่เหมือนกัน มีเส้นทางในชีวิตไม่เหมือนกัน จึงทำให้เส้นทางของการตามหาความสุขของแต่ละคนต้องค้นหา ควานหาแตกต่างกัน แต่เป้าหมายสุดท้ายก็คือความสุข

        “เราว่าทุกคนพอไปถึงจุดหนึ่งจะค้นพบอะไรคล้ายๆ กัน คือตราบใดที่เรายังวางกะเกณฑ์หลายๆ อย่างไว้ให้กับชีวิตว่าจะต้องเป็นแบบนั้นเท่านั้นฉันถึงจะมีความสุข เราก็จะไม่มีความสุข”

        ทุกคนต้องแสวงหาความสุขใช่ไหม ผมถาม

        “คุณจะแสวงหา หรือไม่แสวงหา แล้วแต่คุณ แต่คุณต้องมี เพราะความสุขคือสภาพชีวิตที่โอเค ส่วนจะโอเคด้วยสภาพแวดล้อมจากข้างนอกของคุณหรือข้างในของคุณก็แล้วแต่คุณนะ คือคุณจะอยู่ในสภาพแวดล้อมที่อาจจะไม่ได้ดีนักในสายตาคนอื่นก็ได้ แต่คุณมีความสุขอยู่ภายในก็โอเค มันคือสภาพที่โอเคของตัวเราเอง ถ้าคุณไม่มีสภาพนี้เลย เราไม่แน่ใจว่าคุณจะสามารถมีชีวิตอยู่ได้ไหม หรืออยากมีชีวิตอยู่ไหม”

 

นิ้วกลม

5

        “ไม่ไปที่ไหน ไม่ทำเรื่องใด เราไม่ต้องเร่งรีบ”

        เขาฮัมเพลง Happiness is here and now ของหมู่บ้านพลัมฉบับแปลไทยขึ้นมาแทนคำตอบ เมื่อผมถามเขาว่า ความสุขของเขาในปัจจุบันนี้คืออะไร ถึงเสียงเพลงของเขาจะทำเอาผมไม่ทันตั้งตัว แต่ผมก็รู้สึกสัมผัสได้ถึงโลกความสุขเล็กๆ ที่โอบล้อมเขาอยู่ ณ ขณะนั้น ในร้านกาแฟที่มีเสียงจอแจมาเป็นระยะ

        “สมมติเราคุยกันอยู่ แล้วเราไม่ต้องคิดว่าเดี๋ยวต้องไปทำอะไรต่อ กินกาแฟอยู่ก็รู้ว่ากาแฟอร่อย ยิ่งได้คุยสนุกๆ ไปด้วย นั่นคือความสุข ไม่ไปที่ไหน ไม่ทำเรื่องใด แต่กำลังทำสิ่งนั้นอยู่ จริงๆ มันคือ here and now แหละ แต่เมื่อไหร่ที่มันหลุดไปจากภาวะนี้ก็คือจะเริ่มไปอดีต เริ่มไปอนาคต จะมีความงงๆ สุขไม่สุขไม่รู้” เขาตอบ ตั้งแต่เริ่มบทสนทนาจนกระทั่งในยามที่กาแฟลาเต้พร่องหมดแก้ว สายตาของเขาไม่เคยหลุดสมาธิไปจากสายตาผมเลย แม้ผมไม่มีทางรู้ว่าเบื้องหลังความตั้งใจนั้น มีอะไรซุกซ่อนอยู่หรือไม่ แต่มันก็ทำให้ผมรู้สึกทึ่งกับการพบเขาในวันนี้

        “ทุกวันนี้เราค้นพบสิ่งเหล่านี้มากขึ้นเรื่อยๆ อยู่กับเพื่อนยันตีสองโดยไม่ต้องหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเลย อยู่กับแฟนก็คิดว่าวันนี้ไม่ต้องทำอะไรเลย นั่งๆ นอนๆ เกาคางแมว หรือทำงานก็คือทำงาน ไม่มีที่อื่น ไม่มีสิ่งอื่น แต่มีสิ่งนี้ และตอนนี้”

6

        เมื่อสิ้นสุดบทสนทนา ผมและเขายกนาฬิกาขึ้นมาดู เลยเวลาที่เราตกลงกันไว้เล็กน้อย ผมขอโทษเขา แต่เขาตอบรับผมด้วยรอยยิ้ม และความยินดี เป็นชั่วระยะเวลาสนทนาระหว่างวันที่ทำให้ผมได้สัมผัสเสี้ยวหนึ่งของความคิดและชีวิตของเขา 

        เราเดินผ่านโต๊ะ เก้าอี้ และผู้คนในร้านกาแฟ ที่ยังคงนั่งคร่ำเคร่งจดจ่ออยู่กับสิ่งตรงหน้า ไม่ว่าจะหนังสือเล่มหนา โน้ตบุ๊ก คู่สนทนา หรือกระทั่งความว่างเปล่า

        เราล่ำลากัน เขามีนัดต้องทำต่อหลังจากนี้ รวมถึงผม พลันที่เขาหันหลังก้าวเดินจากไป เสียงเพลงหนึ่งผุดขึ้นมาในสมองของผม พร้อมกับความอบอุ่นใจที่แผ่ซ่าน

        “ไม่ไปที่ไหน ไม่ทำเรื่องใด เราไม่ต้องเร่งรีบ”

        จริงอย่างเขาว่า อย่างน้อยก็ชั่วขณะที่เราได้พบและสนทนากัน

 

นิ้วกลม

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

ชยพล ทองสวัสดิ์

กอง บก. ชาวเชียงใหม่ ผู้ทำเพลงในชื่อ TCNX เชื่อว่ามนุษย์ต่างดาวมีจริง เกิดและเติบโตในยุค 90s แต่มักฝันถึงชีวิตในยุค 60s อยู่บ่อยๆ

ภาพโดย

ธนดิษ ศรียานงค์

ช่างภาพที่ชอบการเดินทาง แต่จำทางไม่ค่อยได้ นิ่งเป็นหลับ ขยับเป็นหลง