ตุล ไวฑูรเกียรติ กวีขาร็อก กับการนำบทกวีสู่โลกมิวสิกสตรีมมิงครั้งแรกในไทย

Drink with adB
30 Sep 2020
เรื่องโดย:

ชยพล ทองสวัสดิ์

ตุล ไวฑูรเกียรติ หรือ ตุล แห่งวงดนตรี ‘อพาร์ตเมนต์คุณป้า’ ก้าวเข้าร้านคาเฟ่ OOObkk มาด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง เขาตรงดิ่งไปยังเคาน์เตอร์บาร์กาแฟเพื่อสั่งกาแฟดำ ก่อนจะหันหลังเดินตรงมาโต๊ะที่ผมอยู่ และทักทายผมด้วยท่าทีที่ดูขี้เกรงใจเล็กน้อยแต่แฝงด้วยความเป็นมิตร เขาแต่งตัวสบายๆ ด้วยเสื้อยืดสีดำและกางเกงขายาว ผมยาวประบ่า และหนวดเคราอันเป็นเอกลักษณ์ทำให้เขาดูมีความเคร่งขรึม เข้ากับตัวร้านที่ออกแบบในสไตล์ลอฟต์ที่มีความดิบเท่ บุคคลผู้ได้ชื่อว่าเป็น ‘กวีขาร็อก’ ในยามปกติดูจะมีบุคลิกที่ไม่ต่างจากเวลาขึ้นเวทีเท่าไหร่นัก

        เขานั่งลงบนโซฟายาวบริเวณโต๊ะสนทนาพร้อมแฟ้มใสใบหนึ่ง ที่ด้านในบรรจุกระดาษเอสี่หลายแผ่นซ้อนทับกัน แต่ละใบจะพิมพ์ตัวอย่างบทกวีล่าสุดของเขาในโปรเจ็กต์ ‘Silence is Violence’ ที่เป็นบทกวีในรูปแบบของ spoken word หรือการนำบทกวีที่ปกติมักจะเสพด้วยการอ่าน มาถ่ายทอดด้วยการอ่านออกเสียงแทน เพื่อเปลี่ยนรูปแบบให้เป็นการเสพผ่านการฟัง เขาวางแฟ้มใสบนโต๊ะและเอ่ยว่า “อันนี้เป็นตัวอย่างบางบทที่พรินต์มาให้ดู ซึ่งตัวที่ออกมาเป็นออดิโอในสตรีมมิงจะเป็นเสียงผมอ่านเอง” เขาพูดพลางดึงกระดาษแต่ละแผ่นออกมากางตรงหน้า

        เมื่อบทสนทนาเริ่มต้นขึ้น เขาดูผ่อนคลายลง ดูเหมือนว่าศิลปินอย่างเขาจะต้องใช้เวลาเล็กน้อยสำหรับการปรับบรรยากาศในการพบกับคนแปลกหน้า เขาเอนตัวพิงเบาะสลับกับกางแขนวางบนโซฟา เขาจะฟังผมอย่างตั้งใจ ใช้เวลาครุ่นคิดเล็กน้อยกับบางคำตอบ และสอดแทรกความคิดที่น่าสนใจในบทสนทนาเสมอ นั่นเป็นคุณสมบัติที่ทำให้เขาได้รับการยกย่องว่าเป็นนักแต่งเพลงที่มีทักษะในการเล่าเรื่องน่าสนใจมากที่สุดคนหนึ่งของประเทศไทย

        เพียงครู่เดียวกาแฟดำในแก้วมักสีขาวขุ่นก็มาเสิร์ฟตรงหน้า เขาพิจารณามันเล็กน้อยก่อนจะบรรจงประคองด้วยสองมือยกขึ้นมาจิบแรกทันที เขาบอกผมว่าเขาเป็นคนทำอะไรเร็ว ใช้เวลาดื่มกาแฟไม่นาน และไม่ค่อยละเลียดเท่าไหร่ 

        “เวลาผมต้มกาแฟที่บ้านเสร็จ ซดเปรี้ยงเดียวก็หมด” เขาพูดและหัวเราะ

 

Tul Waitoonkiat

1

        เมื่อกระดาษเอสี่หลายแผ่นวางตรงหน้า ผมจึงเริ่มบทสนทนากับเขาด้วยเรื่องตารางชีวิตในช่วงเวลานี้ เขาบอกว่าช่วงที่ผ่านมาเขาทุ่มเวลาให้กับโปรเจ็กต์ Silence is Violence นี้ รวมถึงวงอพาร์ตเมนต์คุณป้า ที่กำลังจะมีเพลงใหม่ซึ่งจะเข้าห้องอัดในช่วงเดือนตุลาคม “ส่วนบทกวีทำเสร็จเรียบร้อย มิกซ์มาสเตอร์สมบูรณ์ พร้อมจะให้ฟังตามสตรีมมิ่งต่างๆ แล้ว” เขาพูด “เวลาที่เหลือบางทีก็จะอยู่บ้าน เพราะต้องดูแลพ่อแม่ ท่านเริ่มแก่แล้ว คุณพ่อก็ป่วย หรือไม่เช่นนั้นก็จะไปตึกแกรมมี่”

        เขาอธิบายถึงชื่อ Silence is Violence ว่าต้องการสื่อถึงช่วงเวลาที่ผ่านมา ที่เป็นการเปลี่ยนผ่านของสังคม และความกดดันในชีวิต เขาพูดตรงไปตรงมาว่าประเทศไทยเราอยู่ภายใต้เผด็จการซึ่งทำให้หลายสิทธิ์หลายเสียงถูกเพิกเฉยและไม่ได้รับการรับฟัง หลายคนต้องนิ่งเงียบ หรือบางคนอยากส่งเสียง แต่เสียงก็เล็กเหลือเกิน “ผมเลยคิดว่า บางครั้งการที่เราไม่ได้ส่งเสียงออกไปเลย หรือการที่เรานิ่งเฉยกับเรื่องบางอย่าง มันก็คือความรุนแรงชนิดหนึ่งหรือเปล่า” เขากล่าวสรุป

        ผมอยากรู้ว่าสิ่งที่เขียนทั้งหมดจะครอบคลุมเรื่องอะไรบ้าง เขาบอกว่า “ทั้งอัลบั้มจะมีทั้งเรื่องโรแมนติก เรื่องไซ-ไฟ เรื่องสังคมการเมือง หรือสิ่งที่ผมเจอ ซึ่งผมใช้เวลาช่วงโควิด-19 รวบรวมบทกวีหลายบท มันมีทั้งสิ่งที่ทำให้เราเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ โรคระบาดก็ดี สภาพการเมืองสังคมก็ดี ซึ่งล้วนมีผลต่อเราทั้งสิ้น” พูดจบ เขาก็ยกกาแฟดำขึ้นมาจิบเบาๆ อีกครั้ง และพูดราวกับนึกขึ้นได้ “มันก็แปลกนะ” เขาอธิบายว่าเพลงใหม่ของอพาร์ตเมนต์คุณป้าที่กำลังทำชื่อว่า ‘โรคาภิวัฒน์’ ซึ่งล้อเล่นกับคำว่า ‘โลกาภิวัฒน์’ ที่จะเล่าว่า โลกเปลี่ยนเพราะโรค และคำว่าโรคไม่ได้หมายถึงโรคทางกายอย่างเดียว แต่รวมถึงโรคทางใจที่เกิดขึ้น ทั้งความเครียด ความกดดัน และความรุนแรงต่างๆ “ดังนั้น Silence is Violence ก็จะมีกลิ่นของสิ่งเหล่านี้อยู่ มันมีความอึดอัดที่อยากจะระบาย ผมไม่รู้ว่าเสียงเล็กๆ ของผมมันจะกลายเป็นเสียงที่ดังขนาดไหน” เขามีรอยยิ้มผุดบนใบหน้า “แต่อย่างน้อยมันก็คงไม่ใช่ความเงียบแน่ๆ”

2

        ผมสนใจในสิ่งที่ครั้งหนึ่งเขาเคยให้สัมภาษณ์กับสื่อว่า ‘ความทุกข์เป็นสิ่งที่เท่’ เขาบอกผมว่า มันเป็นสิ่งที่โดนใจเขา “เราคงไม่ชอบไปฟังเพลงไหนที่อยู่ดีๆ ก็มาเล่าเรื่องความสุขของเขา ไม่เคยมีเลย เพลงไหนที่มาพูดแบบ ฉันมีความสุขจังเลย ชีวิตฉันดี๊ดี มันน่าฟังเหรอ เราล้วนแต่อยากจะรู้จักชีวิตบัดซบของแต่ละคนมากกว่า” เขาหัวเราะและพูดต่อ “ผมเชื่อว่าดนตรีคือการบำบัด ทุกคนเมื่อได้ยินเพลงที่เกิดมาจากความทุกข์มันไม่ได้ทำให้คุณจมดิ่งกับความทุกข์หรอก เพราะอย่างน้อยมันก็สอนว่ามนุษย์ต่างทุกข์เหมือนกัน คนอื่นก็ทุกข์ อาจจะทุกข์กว่าเรา หรือทุกข์ในแง่มุมที่ต่างจากเรา” เขาว่าพลางพาดแขนที่เบาะโซฟา “เราหนีความทุกข์ไปไม่พ้นหรอก แต่หน้าที่ของศิลปินก็คือเปลี่ยนความทุกข์ให้มันเป็นความงามได้บ้าง”

 

Tul Waitoonkiat

 

        ผมบอกเขาว่า เคยมีคนพูดว่า นักประพันธ์ต้องเจอสิ่งที่ทุกข์และเข้มข้นในชีวิต เขาถึงจะระเบิดสิ่งที่อยู่ข้างในออกมาเป็นงานชั้นเยี่ยมได้ เขาไม่ได้ตอบผมตรงๆ ว่าเห็นด้วยกับสิ่งที่ผมกล่าวหรือไม่ “ส่วนใหญ่งานศิลปะที่ดีหรือที่ผมชอบมักจะมาจากความทุกข์ ไม่ต้องพูดถึงที่ผมสร้างเองก็ได้ แต่เพลงที่ผมเสพก็เป็นเพลงทุกข์ๆ หนังที่ผมชอบดูก็เป็นหนังทุกข์ๆ นวนิยายที่ชอบอ่านก็นวนิยายทุกข์ๆ” เขาพูดและหัวเราะ “ผมเลยคิดว่าความทุกข์ก็มีเสน่ห์บางอย่างเหมือนกัน มันทำให้เราเห็นความเป็นจริงของชีวิต และเป็นแรงบันดาลใจที่ดี”

        ในตอนนั้น เพลงที่เปิดในร้านถึงท่อนจบพอดี ความเงียบในร้านจึงปรากฏขึ้น ตุลซึ่งกำลังพูดอยู่จึงลดเสียงพูดเบาลงตาม ราวเป็นเสียงกระซิบ “ขนาดไปปฏิบัติธรรมเขายังบอกเลยว่าให้เรามองเห็นทุกข์ ถ้าเราไม่เห็นทุกข์เราก็ไม่เห็นธรรม” เขาเล่าต่อไปว่า หน้าที่ของศิลปินคือเปลี่ยนความทุกข์ให้เป็นความงาม “เมื่อเกิดความทุกข์ขึ้นมาในใจ เราจะทุกข์ไปกับมัน แล้วจมเป็นลูสเซอร์ไปเลย หรือเราจะเอาความทุกข์เปลี่ยนมาเป็นพลังงานบวกบางอย่าง” เขาพูดเป็นเชิงคำถามที่ไม่ได้ต้องการคำตอบ “สำหรับผม เวลาเอาความทุกข์มาแปรเปลี่ยนกลายเป็นเพลงหรือบทกวี อย่างน้อยที่สุดผมก็ได้สร้างสรรค์อะไรบางอย่าง” พูดจบประโยคเขาก็ยกกาแฟดำขึ้นมาจิบอีกครั้ง ในตอนนั้น เพลงใหม่บรรเลงขึ้นมากลบความเงียบเรียบร้อยแล้ว

3

        ตุลเป็นนักแต่งเพลงที่มีความเป็นกวี หรือในทางตรงกันข้าม เขาเป็นกวีที่มีความสามารถในการแต่งเพลง ไม่ว่าจะมองจากมุมไหนก็เห็นเป็นเช่นนั้น เนื้อเพลงในหลายต่อหลายบทเพลงที่เขาเขียนล้วนมีเอกลักษณ์ และสะท้อนการเล่าเรื่องที่งดงามราวบทกวี ถ้อยคำ ความหมาย ที่สอดประสานไปกับท่วงทำนองในเพลง กลายเป็นสิ่งที่ทำให้แฟนเพลงอพาร์ตเมนต์คุณป้าต่างหลงใหล

        ผมอยากรู้ว่าในยามเขาเขียนเพลงกับเขียนบทกวีนั้นมีความแตกต่างกันอย่างไร เขาอธิบายว่าเพลงจะมีข้อจำกัดในเรื่องจังหวะ ทำนอง คอร์ด เทมโป ซึ่งเป็นกรอบชนิดหนึ่ง การที่จะเอาคำอะไรมาใส่ในเพลงจึงต้องคำนึงถึงสิ่งที่ว่ามาด้วย ยิ่งเป็นภาษาไทย วรรณยุกต์ต่างๆ ยิ่งมีข้อจำกัด แต่บทกวีไม่มีทำนอง พอไม่มีท่วงทำนองจึงเกิดความอิสระ จะสั้นก็ได้ ยาวก็ได้ จะคล้องจองหรือไม่คล้องจองก็ได้ “เพลงจะมีอารมณ์ชัดเจน เพลงเศร้าท่วงทำนองแบบนี้ แต่บทกวีไม่มีอารมณ์ชัดเจน” เขาว่า “บางทีการได้ยินบทกวีจากปากคนอ่าน กับเราอ่านเอง ก็ได้ความรู้สึกคนละแบบ แม้กระทั่งคนอ่านอ่านคนละวัน มู้ดก็อาจเปลี่ยนไป หรืออ่านบทเดียวกัน แต่อ่านประกอบกับดนตรีที่ต่างกัน ก็จะได้อรรถรสที่แตกต่างกันไป

        “บทกวีไม่บังคับอารมณ์” เขาพูดและยกแก้วมักขึ้นค้างตรงหน้า “เวลาคุณอ่านบทกวี คุณจะรู้ได้ไงผมเขียนเร็วหรือเขียนช้า ถ้าไม่ได้ฟังสดๆ” เขายกกาแฟที่ทิ้งคาอยู่ครึ่งๆ กลางๆ ขึ้นมาจิบ และเล่าต่อ “แต่ถ้าเกิดได้ฟัง เราก็บังคับจังหวะด้วยการอ่านของเราได้ นั่นคือสิ่งที่คุณจะได้ยินใน Silence is Violence

        เขาเล่าให้ผมฟังว่า รูปแบบการอ่านกวีด้วยเสียงในเมืองไทยนั้นมีน้อยมาก แต่ต่างประเทศกลับมีจำนวนมาก “ผมว่าแค่บทกวีปกติบ้านเราก็น้อยอยู่แล้ว” เขาขยับตัวตั้งท่าจะเล่า และยกมือทำท่าทางเหมือนวัดขนาดบางอย่างในอากาศ “ไม่ต้องถึงขนาดออดิโอก็ได้ เอาว่าตู้หนังสือบทกวีในร้านหนังสือก็เล็กมากนะ เทียบกับแนวจิตวิทยา ศาสนา การลงทุน นวนิยาย อันนั้นเต็มตู้เต็มชั้นเลย แต่บทกวีคงมีแค่ช่องเดียวเองมั้ง” เขาอธิบายว่า ความจริงแล้วคนไทยคุ้นเคยกับบทกวีมาตลอด และเป็นคนเจ้าบทเจ้ากลอน สมัยก่อนวรรณกรรมไทยเป็นบทกวีแทบทั้งสิ้น เขายกตัวอย่างผลงานของสุนทรภู่ และ ขุนช้างขุนแผน ขึ้นมา “หรือบางครั้งแม้แต่บทสวดมนต์ ผมว่ามันยังมีความเป็นกวีอยู่ในนั้นเลย”

        เขามีรอยยิ้มเมื่อเล่าถึงการละเล่นของไทยที่เรียกว่าลำตัด ซึ่งมีความเป็นกวี และมีความเป็นฮิปฮอปอยู่มาก เพราะมีการด้นสด เขายกตัวอย่างรายการประกวดเพลงแร็ปที่มาแรงในบ้านเรา ที่มีคนมาแบตเทิลกันสดๆ ก่อนเปรียบเทียบกับลำตัดอีกครั้งว่าเป็นสิ่งที่ไม่มีสคริปต์เขียน ซึ่งทำให้เขาเชื่อว่าความจริงลึกๆ คนไทยมีจิตวิญญาณกวีอยู่ในตัว “สังเกตดูสิ เราขับรถไปต่างจังหวัด เราเห็นสติกเกอร์ท้ายรถบรรทุกมีคำคมต่างๆ เห็นไหมว่ามันอยู่ในชีวิตประจำวันจนเราอาจมองข้ามไปว่าเรามีความเป็นกวีอยู่ในตัวเองนะ” เขาพูดและหัวเราะ พลางยกกาแฟดำขึ้นจิบ

 

Tul Waitoonkiat

 

        ผมถามเขาว่า เป็นเรื่องน่าเสียดายไหมที่ประเทศไทยอาจมีสิ่งเหล่านี้อยู่จำนวนน้อย เขาพยักหน้าและตอบเห็นด้วยทันที “นั่นก็เป็นสิ่งที่ผมจะพยายามทำนี่แหละ” เขาอธิบายขยายความว่า เขาอยากลองเอาบทกวีที่มักอยู่ในรูปแบบหนังสือออกมาอยู่ในรูปแบบสตรีมมิงต่างๆ ตามยุคสมัย เพื่อทำให้บทกวีเข้ามาใกล้ตัวคนมากขึ้น 

        “คนที่เคยคุ้นกับการฟังเพลงในสตรีมมิง อาจจะมีสิทธิ์จะได้ยินบทกวีของผมคราวนี้แหละ”

4

        ผมถามเขาว่า อะไรคือสิ่งที่คนมักเข้าใจผิดมากที่สุดเกี่ยวกับบทกวี เขาตอบว่า “การตีความ” เขาหมายถึงผู้คนมักคิดว่าบทกวีต้องใช้การตีความ หรือต้องทำความเข้าใจยาก “บทกวีไม่ต้องทำความเข้าใจก็ได้ บางทีคนเขียนก็ไม่ได้เข้าใจอะไรนะ” เขาบอกเช่นนั้นพร้อมรอยยิ้ม และขยับเปลี่ยนท่านั่ง ยกแขนพาดพนักโซฟาอีกครั้ง แสงด้านนอกลอดผ่านกระจกฝ้าส่องเป็นเงาบางๆ ที่มุมหน้าเขาซีกหนึ่ง 

        “ดังนั้น ไม่แปลกเลยเวลาคุณเสพบทกวีแล้วไม่เข้าใจ เราไม่มีทางจะรู้หรอกว่าศิลปินเขาคิดอะไรอยู่ และไม่จำเป็นต้องไปพยายามคิด ปวดหัวเปล่าๆ เราลองเสพดูแล้วรู้สึกว่าชอบหรือเปล่าก็พอ” เขาว่า “เรื่องบางเรื่องก็ไม่มีเหตุผล ศิลปินก็ไม่ได้คิดอะไรลึกล้ำขนาดนั้น บางทีอาจจะแค่ตื่นมาตอนเช้าพอดีก็อยากจะเขียน หรือนอนไม่หลับตอนกลางคืนก็อยากจะเขียน แค่นั้น” เขาวางมือลงที่ตัก ครุ่นคิดครู่เล็กๆ “บางทีเรายังต้องมาวิเคราะห์ตัวเองจากงานเขียนของเราเองเลยว่า เอ๊ะ ตอนนั้นเราคิดอะไรทำไมถึงเขียนแบบนี้ ใช่ไหม ดังนั้น ไม่ใช่เรื่องแปลก ตัวคนผู้สร้างงานเองบางทียังไม่เข้าใจเลย”

        “บทกวีเหมือนมีชีวิตอยู่ในตัวเอง” เขาพูดพลางยื่นมือไปหยิบแผ่นกระดาษตรงหน้าอย่างทะนุถนอม “เพลงก็มีชีวิตของมันเอง แต่เพลงจะมีรูปลักษณ์อะไรบางอย่างที่ถูกผูกพันกับทำนอง กับเสียง กับจังหวะ แต่บทกวีไม่มี ทุกอย่างคือตัวอักษร แล้วการเป็นตัวอักษรที่เราไม่ได้เล่าเรื่องแบบตรงไปตรงมาก็ยิ่งเปิดพื้นที่ เราสามารถจะสื่อสารเรื่องอะไรที่แรงหรือสุ่มเสี่ยงมากๆ ได้โดยที่ออกมาแล้วไม่ดูรุนแรง”

        ผมถามเขาว่า จำเป็นไหมที่บทกวีต้องสะท้อนสังคมหรือการเมือง เขาส่ายหัวและตอบทันทีว่าไม่จำเป็น “บทกวีไร้สาระก็ได้ถ้าอยากจะเขียน” เขาบอกว่ากวีไม่ได้เป็นผู้วิเศษที่มีหน้าที่ต้องรับผิดชอบอะไรขนาดนั้น บางคนอาจจะชอบเขียนสะท้อนสังคม แต่บางคนก็อยากเขียนอะไรที่ไร้สาระไปเลย เป็นไปได้ทั้งหมด เขาใช้คำว่า ‘อิสระของงานศิลปะ’ เรียกสิ่งเหล่านั้น “ศิลปะไม่จำเป็นต้องไปรับใช้อะไร” เขาพูดพลางยกกาแฟดำขึ้นมาจิบ

        ผมสังเกตตามท่าทางเขา และเกิดนึกสงสัยต่อสิ่งที่ผู้คนมักเรียกขานเขาว่าเป็น ‘กวีขาร็อก’ เขายิ้มและบอกผมว่า “ทั้งสองสิ่งทำควบคู่และอยู่ควบคู่กันไปได้”

 

Tul Waitoonkiat

5

        เขาครุ่นคิด เอามือแตะที่คางเบาๆ และบอกผมว่า ระยะหลังเขาอ่านบทกวีของคนอื่นน้อยลง แต่จะโฟกัสที่งานของตัวเองเป็นหลัก “เราจะอ่านงานตัวเอง เป็นแฟนงานตัวเอง” เขาพูดเช่นนั้นและหัวเราะ ก่อนอธิบายต่อว่า ตอนนี้เขาอ่านหนังสือประวัติศาสตร์ หนังสือที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจ สังคม หนังสือธรรมะ และหนังสือเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ เป็นส่วนใหญ่ “มันสนุก” เขาตอบอย่างเรียบง่ายด้วยสายตาเป็นประกาย “โดยรวมตอนนี้จะชอบอินกับเรื่องเกี่ยวกับโลกในอนาคต ยิ่งตอนนี้เรื่องเกี่ยวกับบิ๊กดาต้าหรือปัญญาประดิษฐ์ ผมจะชอบมาก

        “การอ่านไม่ใช่เรื่องจำเป็นต้องไปบังคับกัน แต่การอ่านมันสอนให้เรารู้ว่าโลกนี้มันมีความคิดหลากหลาย อันนี้รวมไปถึงการฟังเพลงหลายๆ แนวด้วยนะ” เขาพูด “ผมเลยคิดว่ามันคงไม่ได้สุดแค่การอ่าน แต่เรียกว่าการใช้การรับรู้แล้วกัน อ่านก็รับรู้ด้วยตา ฟังก็รับรู้ด้วยหู การที่เรารับรู้สิ่งรอบข้างบ่อยๆ หรือเซ็นเซอร์เราช่างสังเกต เราจะได้เริ่มรู้ว่าโลกนี้มีคนที่คิดไม่เหมือนกัน มีแนวคิดหลากหลาย มีวัฒนธรรมที่ไม่เหมือนกัน มันไม่เหมือนกันเอาเสียเลย ซึ่งก็เป็นธรรมชาติของมนุษย์ และความแตกต่างนี่แหละคือเสน่ห์”

        ถึงตรงนี้ ผมลองชวนเขาวิเคราะห์งานเขียนของตนเองว่า มีความเปลี่ยนแปลงไปมากน้อยขนาดไหนจากช่วงวัยที่เปลี่ยนผ่าน เขาใช้เวลาคิดอีกครู่เล็กๆ และยอมรับว่าความร้อนแรงน้อยลง ซึ่งเป็นไปตามวัย เขาบอกว่าสิ่งนี้สะท้อนเรื่องนิสัยใจคอได้เช่นกัน “ตอนอายุยี่สิบก็ต้องเขียนบทกวีแบบคนอายุยี่สิบ จะมาเขียนบทกวีแบบคนอายุสี่สิบเป็นไปไม่ได้ ตอนนั้นเป็นวัยของการค้นหา ตั้งคำถาม โทษแม่งทุกอย่าง กูไม่ผิด” เขาพูดและหัวเราะ “นี่คือวัยรุ่น โลกนี้ผิด ใครคิดไม่เหมือนเราคือผิด”

        ชายหนุ่มผู้มีร่องรอยของกาลเวลาบนใบหน้ากล่าวต่อไปราวกับกำลังค่อยๆ วาดเส้นเชื่อมโยงตัวตนจากในอดีตสู่ช่วงวัยแห่งปัจจุบันในห้วงความคิด “พอวัยนี้ ผมเริ่มมองว่า จริงๆ แล้วเราไม่สามารถจะตัดสินอะไรได้เลย ยิ่งเราแก่มากขึ้นเรายิ่งรู้น้อยลง เรายิ่งเขียนด้วยความไม่รู้ ตอนยี่สิบเราเขียนเพราะเราคิดว่ากูรู้ กูจะบอกมึง ฟังกูนะ ถ้ามึงไม่คิดเหมือนกู มึงผิด มันจะมีแรงระเบิดแบบนี้อยู่ มันมีความโกรธโลก ฉันจะค้านขวางโลก ฉันจะขวางทุกความเชื่อ ทุกประเพณี ทุกอย่าง นั่นคือความคิดตอนวัยรุ่น” เขามีรอยยิ้มบางๆ อีกครั้ง และบอกผมว่า เขาในเวลานี้สามารถกลมกลืนกับทุกสิ่งได้ “เรารับได้แทบจะทุกอย่าง เรายิ้มให้มันได้ ขำให้มันได้ แม้แต่สิ่งที่เลวร้ายที่สุด เราก็ยังมองมันในแง่ที่เป็นตลกร้าย เราหัวเราะพร้อมน้ำตาได้ แล้วก็เริ่มเอาตัวเองออกมาข้างนอกว่า จริงๆ แล้วเราไม่รู้อะไรหรอก ยิ่งเขียนไปยิ่งรู้ว่าเรายังต้องเรียนรู้อีกเยอะ”

        อย่างที่ทราบกันดีว่าสังคมบ้านเราในยุคนี้เต็มไปด้วยความขัดแย้งทางความคิด ผมสงสัยว่าสิ่งนี้ยังทำให้เขาในวัยนี้เป็นทุกข์ไหม เขาตอบผมด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งว่าทุกข์ และอธิบายเพิ่มว่าเป็นทุกข์คนละแบบกับตอนอายุยังน้อย เขาเปรียบเปรยตัวเองว่าเป็นนักสังเกตการณ์ ที่มองถึงความไม่ปกติของสังคม โดยที่พยายามจะไม่เอาไฟไปเผาในใจตนเอง หากเป็นตอนที่อายุยังน้อยและได้เห็นสิ่งที่ขัดกับตรรกะความนึกคิด เขาจะร้อนรุ่มอย่างมาก “แต่ตอนนี้เย็นขึ้น ผมเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงในสังคมจะมาแน่ๆ ทุกคนหนีกาลเวลาไปไม่พ้น อยู่ที่ว่าเราจะปรับตัวผ่านตรงนี้ไปได้แค่ไหน”

 

Tul Waitoonkiat

6

        เขาเล่าให้ผมฟังว่า ตอนนี้เขากำลังสนุกกับการถอยตัวเองออกมาจากการเป็นศิลปิน “ผมเชื่อวันเวลาที่ผ่านมา เราได้ทำหน้าที่ศิลปินไปประมาณหนึ่งแล้ว” เขาพูดพลางยกกาแฟดำที่พร่องลงไปถึงก้นแก้วขึ้นมาจิบ และเริ่มเล่าว่า เขามีแผนจะเกษียณตัวเองอย่างไร เขาบอกว่าจะยังคงทำงานศิลปะอยู่ แต่อาจไม่ใช่จุดสูงสุดของทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว “คือผมถนัดแล้ว แต่ไม่มีความทะเยอทะยานอีกแล้วในอาชีพนี้” เขาอธิบาย

        “หลังจากนี้คงเป็นการทำเพราะความสนุก” และยกวงอพาร์ตเมนต์คุณป้าขึ้นมาเปรียบเปรยว่าเหมือนการพักผ่อน “เราได้ทำสิ่งที่เรารัก เรามาเจอกับเพื่อน เราสังสรรค์ จะโด่งดังไม่โด่งดังช่างมัน ไม่ได้คาดหวังอะไร” เขาวางแก้วมักลงบนโต๊ะไม้ ก่อนเอนตัวมาข้างหน้า และเริ่มพูดต่อด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น “อย่างบทกวีที่ผมทำ เมื่อก่อนมันอยู่ในหน้ากระดาษ แต่ตอนนี้ผมลองเอาไปอยู่ในสตรีมมิง ต่อไปก็อาจจะเอาไปไว้ในที่อื่นๆ อีกก็ได้ แล้วดูว่าคนจะชอบไหม โดยที่เราก็ไม่ตั้งความหวังอะไรนะ อาจจะเฟลก็ได้ แต่อย่างน้อยเราก็ได้ลองและสังเกตไปพร้อมกัน

        “นั่นแหละแพสชันของผมในวัยนี้” เขากล่าวสรุปด้วยรอยยิ้ม

        หลังจบการสนทนาและผมยื่นมือไปกดหยุดอัดเสียง เขาเริ่มหยิบกระดาษเอสี่ที่พิมพ์บทกวีล่าสุดของเขามาให้ผมลองอ่านดู และอธิบายว่าแต่ละบทเป็นอย่างไร พร้อมกับยกกาแฟดำขึ้นจิบเป็นครั้งคราว

        ในตอนนั้น ผมเดาว่านี่น่าจะเป็นการใช้เวลาจิบกาแฟที่นานที่สุดในชีวิตของเขาก็เป็นได้

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

ชยพล ทองสวัสดิ์

กอง บก. ชาวเชียงใหม่ ผู้ทำเพลงในชื่อ TCNX เชื่อว่ามนุษย์ต่างดาวมีจริง เกิดและเติบโตในยุค 90s แต่มักฝันถึงชีวิตในยุค 60s อยู่บ่อยๆ

ภาพโดย

ธนดิษ ศรียานงค์

ช่างภาพที่ชอบการเดินทาง แต่จำทางไม่ค่อยได้ นิ่งเป็นหลับ ขยับเป็นหลง