สำรวจหัวใจ อุทิศ เหมะมูล ความเงียบที่อื้ออึงของแวดวงศิลปะไทยกับสังคมการเมือง

Drink with adB
2 Sep 2020
เรื่องโดย:

ชยพล ทองสวัสดิ์

อุทิศ เหมะมูล มาถึง The Common ซอยทองหล่อ ก่อนเวลานัดหมายห้านาที เขาสวมแว่นกลม ผมตัดสั้นจัดทรง สวมเสื้อเชิ้ตสีขาวพับแขนถึงศอก และสวมเสื้อยืดสีดำทับอีกชั้น กางเกงขายาวสีน้ำเงิน และรองเท้าผ้าใบสีเหลือง ทำให้เขามีบุคลิกภายนอกที่ดูอ่อนกว่าวัย แต่ก็มีความเข้มขรึมบนใบหน้าที่มีหนวดเคราขึ้นแซม เขาวางย่ามที่สะพายอยู่ลงบนโต๊ะ และเอ่ยทักทายผม

        เมื่อผมบอกว่าให้เขาสั่งเครื่องดื่มที่ชอบ และจะออกค่าใช้จ่ายให้เอง เขากล่าวขอบคุณและมีรอยยิ้ม “โซจูก็น่าจิบ” เขาพูด ก่อนขอตัวออกไปเดินดูร้านรวงในบริเวณคอมมูนิตี้มอลล์กลางทองหล่อแห่งนี้ ที่ผู้คนที่มาใช้บริการต่างกระจัดกระจายนั่งอยู่ตามมุมต่างๆ ในโซนโอเพนแอร์ที่ลมยามบ่ายแก่พัดมาอ่อนๆ

        เพียงไม่นานเขาก็กลับมาที่โต๊ะ และบอกกับผมว่า “ขอเบียร์แล้วกัน” ก่อนเดินนำหน้าผมไปยังร้านหนึ่ง และยืนสั่งคราฟต์เบียร์ บริกรเสิร์ฟเบียร์สีอำพันเย็นเฉียบมาในแก้วทรงสูง เขาถือมันกลับมาวางบนโต๊ะ และบอกผมว่า เบียร์ที่เขาเลือกเป็นลูกผสมระหว่างวีตเบียร์ (Wheat Beer) ที่ให้รสชาติที่เป็นกลิ่นฮอปส์ (Hops) ที่ชัดเจนกว่าวีตเบียร์ตัวอื่น 

        “สำหรับเรามันดื่มง่าย” เขาว่า มันคือการพูดถึงตัวเอง ไม่ได้ชวนใครดื่ม จากนั้นก็ยกขึ้นมาจิบอึกแรก เขาดูจะพึงพอใจที่ได้เริ่มจิบแรกก่อนเริ่มต้นบทสนทนา

 

อุทิศ เหมะมูล

1

        ผมถามเขาเรื่องที่เขาโพสต์ในเฟซบุ๊กส่วนตัวเมื่อไม่นานมานี้ว่า เขาไม่อยากเคลมตัวเองว่าเป็นศิลปินทำงานศิลปะ “เรารู้สึกแบบนี้มาตั้งนานแล้ว” เขาตอบผม และอธิบายเพิ่มเติมว่า ที่โพสต์ไปเพราะเขามีเป้าประสงค์ที่ต้องการจะพูดคุย โต้ตอบ หรือสนทนาด้วยกับคนที่พูดประเด็นเรื่อง ‘ความเป็นศิลปะ’ ซึ่งโยงไปถึงกรณีของนักร้องอย่าง ‘แอมมี่ เดอะบอตทอมบลูส์’ – ไชยอมร แก้ววิบูลย์พันธุ์ ที่ออกมาสาดสีใส่เจ้าหน้าที่ตำรวจ จนกลายเป็นข่าวที่คนให้ความสนใจเมื่อช่วงที่ผ่านมา และสังคมก็แตกออกเป็นหลายเสียง 

        “พฤติการณ์ของแอมมี่ทำให้คนในแวดวงศิลปะพยายามมานั่งหาความหมาย หรือตีความกันว่า พฤติกรรมนี้มันเป็นศิลปะหรือไม่เป็น และเนื่องจากเฟซบุ๊กเรามีคนทำงานในแวดวงศิลปะเป็นเพื่อนเยอะ เราจะเห็นทรรศนะหลายๆ คนที่แสดงความเห็นออกมาทันทีทันใดจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยส่วนใหญ่จะพูดว่าค่อนข้างจะช็อกกับพฤติการณ์ของแอมมี่ และมีการตอบสนองว่า ศิลปะเอาไปถูกใช้แบบนี้มันไม่ถูกต้อง หรืออะไรก็ว่าไป”

        เขาบอกว่า สิ่งที่ทำให้รู้สึกขัดใจจนต้องออกมาโพสต์ดังกล่าว เพราะมีหลายคนที่เป็นนักวิจารณ์ เป็นคนที่มีความรู้ทางศิลปะ ออกมาวิพากษ์วิจารณ์เหมือนฟันธงว่า สิ่งที่แอมมี่ทำไม่นับเป็นศิลปะ “เรารู้สึกว่า แหม อย่าเพิ่งรีบออกมาตัดสิน หรือไม่ต้องใช้คำอะไรที่มันตัดสินการกระทำอันนี้ และพยายามที่จะปกป้องการกระทำสิ่งนี้ว่าเป็นหรือไม่เป็นศิลปะได้ไหม” เขาเว้นจังหวะนิ่งไปครู่หนึ่ง เหมือนกำลังเลือกสรรถ้อยคำที่เหมาะสม “คือเรามองว่า แอมมี่ทำได้ และเป็นวิธีการที่เป็นสันติวิธีอย่างที่สุดแล้วด้วย แต่พอเราถกเถียงกันเรื่องสันติวิธีแล้ว เรายังต้องมานั่งถกเถียงกันอีกว่า มันเป็นศิลปะหรือไม่เป็นศิลปะอีก เราเลยรู้สึกว่า โห ไม่ต้องขนาดนั้นก็ได้

        “ดูเหมือนแอ็กชันของหลายๆ คนจะออกมาลักษณะที่ว่า ‘โห อันนี้ไม่เป็นศิลปะหรอก’ คือเหมือนกับผลักพฤติกรรมนี้ออกไปจากสถาบันหรืออรรถาธิบายความเป็นศิลปะแบบรีบเหลือเกิน โดยที่เราคิดว่ามันเป็นการทอดทิ้ง มันเป็นการดูดาย ด้วยท่าทีแบบนี้ ด้วยทรรศนะแบบนี้ คือเรารู้สึกว่าเขาไม่ได้มองไปที่จุดหลักของการกระทำนั้น ที่เป็นผลสืบเนื่องจากความเคลื่อนไหว และข้อเรียกร้อง ของกลุ่มเยาวชนปลดแอกที่ประท้วงกันมาก่อนหน้านี้

        “เขามองแบบโฟกัสเป็นจุดๆ มากไป ในโพสต์เราเลยพยายามจะบอกว่า ถอยออกมาดูภาพรวมกับสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนไหม” เขาดูมีอารมณ์ในน้ำเสียงมากขึ้น “แล้วมันเป็นประเด็นที่เราออกจะรำคาญมาตั้งแต่เริ่มทำงานศิลปะใหม่ๆ ตั้งแต่เรียนศิลปะ หรือตั้งแต่มาทำงานเขียนทางด้านวรรณกรรม ไม่ว่าจะเป็นคนวิจารณ์ หรือคนที่ช่างตัดสินนั่น ตัดสินนี่ ช่างกะเกณฑ์นั่น กะเกณฑ์นี่ เอาทฤษฎีนั่นนี่มาจับ และมาหานิยามว่ามันเป็นหรือไม่เป็นศิลปะ หรือศิลปะมันต้องมีขอบเขตแค่ไหน มากน้อยแค่ไหน และสิ่งนี้มีคนทำมาก่อนหรือยัง มานั่งอ้างว่าคนนั้นทำแล้ว คนนี้ยังไม่ทำ อันนี้ใหม่หรือไม่ใหม่ เราว่าแม่งไร้สาระทุกเรื่องเลย เพื่ออะไรวะ” 

        เขาเบือนหน้ามองไปทางอื่น ทำท่าเหมือนจะพูดอะไรต่อ แต่ก็กลืนคำพูดนั้นไว้

2

        “เราคิดว่าเบื้องต้นเรามีปัญหากับคนที่ช่างตัดสิน” เขาพูดหลังยกเบียร์ขึ้นจิบ

        “เวลาที่เราทักเรื่องนี้ขึ้นมา เราพยายามจะบอกว่า คนที่ทำหน้าที่ของผู้ให้ความรู้ ไม่ว่าจะเป็นครูบาอาจารย์ นักวิจารณ์ คนที่อยู่ในสถาบันที่เป็นผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู้ สร้างสรรค์ศิลปะอะไรต่างๆ อย่าเพิ่งรีบให้คำตัดสิน คุณดูกระบวนการให้ครบ ให้รอบด้าน แล้วเสนอแนะออกมาเป็นข้อคิดเห็น หรือเป็นอะไรก็ตามที่สามารถที่จะสร้างบทสนทนาเกี่ยวกับศิลปะตัวนี้ หรือคนในแวดวงศิลปะได้ คือข้อเขียนหรือบทวิจารณ์มันควรจะสร้างบทสนทนาที่มากขึ้น แต่บางทีหลายๆ ครั้งอาจจะเป็นเพราะน้ำเสียง หรือทัศนคติของผู้วิจารณ์ ในการวางตัวเองเป็นผู้วิจารณ์สังคม และตัดสินว่าอันนี้ใช่ ไม่ใช่” 

        เขาวกกลับมาพูดถึงเรื่องของการเคลื่อนไหวว่า สิ่งที่แอมมี่ทำเป็นเรื่องของกระบวนการเรียกร้องอย่างสันติและกระบวนการของการเติบโตที่ทำได้ “รวมถึงข้อคิดเห็นด้วยนะ” เขาบอก และอธิบายว่าข้อคิดเห็นของทุกคนในแวดวงศิลปะ คือปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในระบอบประชาธิปไตย แม้กระทั่งกลุ่มคนรุ่นใหม่หลายๆ คนที่ส่งเสียงออกมาว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย เป็นสิ่งที่ดีทั้งหมด เพราะทุกคนได้ส่งเสียง “แต่ว่าคนที่พยายามจะส่งเสียงดังกว่าต้องระมัดระวังตัวเอง หรือพยายามที่จะถือค้อนเข้ามาในห้องแล้วบอกว่า ‘ฟังฉันนะ ฉันคือผู้สำเร็จวิชาทฤษฎีศิลปะ หรือฉันมีประสบการณ์นั้นนี้’ เพลาๆ ลงบ้างเถอะ ปล่อยให้การถกเถียงมันดำเนินไปก่อนก็ได้” 

        ผมถามเขาว่า สำหรับเขา การแสดงออกเช่นนั้นก่อให้เกิดข้อดีหรือข้อเสียในบรรยากาศของการเรียกร้องประชาธิปไตยมากกว่ากัน เขานิ่งไปครู่ใหญ่ แก้วเบียร์ทรงสูงตรงหน้าเริ่มมีหยดน้ำเกาะเป็นจุด และก้นแก้วก็มีร่องรอยหยดน้ำทิ้งเป็นวงกลมบนโต๊ะ มือข้างของเขาหนึ่งยื่นไปจับแก้วตรงหน้าขึ้นมานิ่งค้าง ก่อนจะวางลงอีกจุดใกล้ตำแหน่งเดิม

        “เราไม่ได้มองเป็นข้อดีข้อเสียเลย” ในที่สุดเขาก็พูดขึ้นมา “มันก็เป็นแอ็กชั่นหนึ่ง เป็นการเคลื่อนไหว เป็นสิ่งที่เกิดขึ้น เพียงแต่ว่าเราพยายามที่จะนิยามเหตุการณ์นี้ว่าอย่างไรล่ะ” เขาเงียบไปอีกครู่ และยกนิ้วชี้ขึ้นมาวาดเป็นวงกลมตามรอยหยดน้ำตรงหน้าเชื่องช้า “เอาเป็นว่าสำหรับเรา เป็นผลดีกับประชาธิปไตย จบ” 

        พูดจบ เขาก็ยกเบียร์ขึ้นมาจิบอีกอึกใหญ่

 

อุทิศ เหมะมูล

3

        เขาดูเหมือนจมไปอยู่ในห้วงความคิดพร้อมแก้วเบียร์ตรงหน้าที่พร่องลงไปเกือบสามส่วนสี่ของแก้ว หากใครรู้จักเขา จะรู้ว่าเขาเป็นนักดื่มตัวยง เขาบอกผมว่า ก่อนหน้านี้เขาดื่มทุกวัน แต่หลายเดือนมานี้เขาจะเลือกดื่มเฉพาะช่วงวันศุกร์และเสาร์ สาเหตุไม่มีอะไรซับซ้อนไปมากกว่าเรื่องของสุขภาพ

        “สำหรับเรา ศิลปะมีพลังของตัวเองอยู่แล้ว โดยเฉพาะเมื่อไหร่ก็ตามที่มันกำลังบอกหรือเล่าเรื่อง สิ่งที่เกิดขึ้นในสังคม และเป็นเสียงแทนของคนที่อยู่ในประเทศที่เขาไม่สามารถส่งเสียงออกมาได้” เขาตอบ หลังจากผมถามว่าทำไมรัฐบาลเผด็จการจึงกลัวงานศิลปะแห่งการต่อต้าน อย่างที่เห็นตามข่าวในบ้านเมืองมาตลอด “การที่รัฐบาลเผด็จการจะกังวล หรือกลัวกับการทำงานศิลปะ เพราะว่างานศิลปะเป็นงานที่มันมีอานุภาพ มีพลังที่เข้าไปสู่ความรู้สึกร่วม หรือความรู้สึกนึกคิดของประชาชนได้แบบโดยตรงทั้งหมด ดังนั้น เราจะเห็นว่างานศิลปะต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเพลง งานทัศนศิลป์ งานวรรณกรรม งานประติมากรรม งานสถาปัตยกรรม งานละคร ที่เขาเรียกว่าเป็น soft power มันแทงเข้าสู่ใจของผู้คนเลย โดยที่ไม่ต้องอ่านงานวิชาการหรืองานทฤษฎี เพราะมันสัมผัสเข้าไปในนั้นทันทีเลย”

        “ดังนั้น เราจะเห็นว่าฝ่ายรัฐเผด็จการเองก็พยายามจะฉวยใช้อานุภาพนี้เหมือนกัน เราถึงเห็นนายกฯ ร้องเพลง มีการแต่งเพลง มีการปั้นทำอนุสาวรีย์ในฐานะเป็นศิลปะแบบงานประติมากรรม เป็นการช่วงชิงความหมายผ่านรูปแบบของงานศิลปะอยู่อย่างสม่ำเสมอ ฉะนั้น งานศิลปะมีอานุภาพที่จะครองใจผู้คนในระดับวงกว้างในพริบตาได้อยู่แล้ว คุณแต่งเพลงมา ถ้าติดหูนี่มันติดเลย และติดไปตลอด เพียงแต่ทีนี้มันถูกใช้โดยใคร หรือโดยอุดมการณ์ไหนมากกว่า”

        “รัฐเผด็จการโดยส่วนใหญ่ไม่ใช่ว่ากลัวงานศิลปะ หรือไม่ชอบงานศิลปะ แต่เขาไม่ชอบงานศิลปะที่ไม่พูดเสียงเดียวกับตัวเอง หรือไม่ไปในทิศทางที่ตัวเองได้วางไว้ แต่ในขณะเดียวกันก็ใช้รูปแบบของศิลปะในการผลักดันอุดมการณ์ของตัวเอง ในการเข้าให้ความหมาย นิยามความหมาย หรือผลักดัน propaganda ของตัวเองออกมาเป็นระยะ”

        ถึงตรงนี้ จู่ๆ เขาก็ร้องเพลง ‘คืนความสุขให้ประเทศไทย’ ขึ้นมา และหัวเราะ 

        “ฟังไปเรื่อยๆ เดี๋ยวติดหูเอง” เขาพูด

4

        “บรรยากาศการทำงานศิลปะในยุคที่อ่อนไหวต่อการวิจารณ์มันสนุกหรือน่าเบื่อมากกว่ากัน” ผมถาม 

        “แม่งปนๆ กัน” เขาพูดและถอนหายใจ ก่อนอธิบายว่าประเทศไทยถูกบังคับให้เป็นเสียงเล่าเดียว เป็นเรื่องราวเดียว และเป็นเรื่องราวเดียวที่พยายามจะสถาปนาตัวเองขึ้นมาให้เป็นชุดเรื่องเล่าที่เป็นเรื่องเล่าหลักของสังคม (Grand Narrative) ที่ถูกต้อง ดีงาม ชอบธรรม ประเสริฐ งดงาม ซึ่งลักษณะเรื่องเล่านี้ จะเบียดขับพื้นที่ของเรื่องเล่าอื่นๆ ในสังคมออกไป จนเหลือพื้นที่นิดเดียว “ในขณะที่เราแชร์พื้นที่ในการทำงานศิลปะกัน มีอยู่เรื่องเล่าชุดหนึ่งที่ไม่ได้อยากขอเป็นส่วนหนึ่งในพื้นที่ของศิลปะด้วย แต่อ้วนเอาๆ กินพื้นที่เอาๆ เหมือนลูกโป่งที่พองในพื้นที่หนึ่งตารางเมตร พองเอาๆ โดยเบียดขับเรื่องเล่าอื่นๆ ให้พอใจในการทำงานศิลปะที่หดแคบลงเรื่อยๆ อย่างไม่รู้จักพอ 

        “เออ น่าเหนื่อยหน่าย น่าเบื่อ” เขายกแก้วเบียร์ขึ้นมาโบกไหวไปตามคำพูด “เวลาที่เราออกมาเรียกร้องสิทธิเสรีภาพ มันไม่ได้เป็นเพียงสิทธิเสรีภาพของศิลปินหรือของปัจเจกบุคคล หรือของประชาชนทั่วไปอย่างเดียว ความหมายของมันคือ การมีสิทธิเสรีภาพทั้งในชีวิตและทรัพย์สิน ในความหมาย ของเราทุกคน ที่จะรัก ที่จะรู้สึก ที่จะคิด กับสิ่งใดๆ ก็ได้ ในชีวิตของเรา แต่ว่า เราก็จะเห็นว่าลักษณะของสิ่งที่ถูก propaganda ให้ล้นเกินขึ้นเรื่อยๆ และขยายตัวออกขึ้นเรื่อยๆ มันไปเบียดขับเรื่องเล่าอื่นๆ ที่ควรจะมี ไม่ใช่แค่การเบียดขับอย่างเดียว แต่เข้าแทรกแซงความหมาย ไม่ใช่แค่แทรกแซงความหมายอย่างเดียว แต่เข้าไปกำหนดคุณค่า งบประมาณ เข้าไปกำกับความคิด เข้าไปกับคุณค่าของสิ่งต่างๆ ในการทำงานศิลปะทั้งหมด และทำให้เกิดคุณและโทษ ต่อสิ่งที่ถ้าเราพูดขึ้นมาถึงความอึดอัดนี้

        “นั่นหมายความว่า การพองขยายอย่างไม่มีที่สิ้นสุดนี้ มันคือการเบียดขับเรื่องเล่า หรือเสียงอื่นออกไป จนไม่มีวันพอ ไม่รู้จักพอ และทำให้เราเริ่มสูญเสียสิ่งที่เราพึงมีไปเรื่อยๆ แม้แต่เรื่องพื้นฐานที่ง่ายที่สุดอย่างสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก นั่นทำให้เกิดสภาวะความเงียบที่อื้ออึงครั้งยิ่งใหญ่ เพราะเราถูกทำให้ไม่สามารถส่งเสียง หรือไม่ให้ได้ยินเสียง เพราะว่าต้องมีเสียงเล่าเดียวเท่านั้นที่เกิดขึ้นในแวดวงศิลปะ”

        “เรื่องเล่าหลักของสังคมที่พองขยายคือเรื่องอะไร” ผมถาม

        เขานิ่งเงียบไปครู่เล็กๆ ก่อนจะเอ่ยขึ้นมา “พูดง่ายๆ คือเป็นชุดความคิดของการเชิดชูสิ่งที่เรารู้นั่นแหละ ซึ่งเราว่าทำงานหนักมากในทุกภาคส่วนของสังคมนะ ไม่เว้นแม้แต่ในแวดวงของศิลปวัฒนธรรม”

        แล้วบนโต๊ะสนทนาก็เกิดความเงียบที่อื้ออึงขึ้นตรงหน้าระหว่างเรา

 

อุทิศ เหมะมูล

5

        นักเขียนรางวัลซีไรต์กับนวนิยายเรื่อง ลับแล, แก่งคอย ปฏิเสธทันทีเมื่อผมถามว่า ศิลปะควรเป็นที่สิ่งที่ถูกปกป้องและไม่ถูกแทรกแซงจากอะไรทั้งสิ้นหรือเปล่า เขาอธิบายว่า เวลาที่เราเรียกร้องสิทธิเสรีภาพให้กับ freedom of speech หรือ freedom of expression แก่ศิลปวัฒนธรรม เราแค่เป็นตัวแทนหนึ่งของประชาชนที่สามารถส่งเสียงแทนหัวใจนับร้อยๆ ดวงของประชาชนที่เขาไม่สามารถส่งเสียงได้ แต่ถ้าประชาชนสามารถรวมตัวกัน และสามารถส่งเสียงได้ เราก็เป็นเพียงประชาชนคนหนึ่งเหมือนกัน “เราไม่ได้เรียกร้องว่าคนทำงานศิลป หรือแวดวงศิลปะจะต้องได้รับการปกป้องที่สุด เพราะสิ่งที่เราต้องการเรียกร้องให้ปกป้องที่เหนือไปกว่า freedom of speech หรือ freedom of expression ของศิลปะก็คือเสียงของประชาชน” เขาพูดด้วยสีหน้าและแววตาที่จริงจังผ่านกรอบแว่นกลมบนใบหน้า

        “บรรยากาศของเสรีทำให้ศิลปะผลิบาน” เขาว่า “พูดตามตรงนะ บางทีเราเบื่อคำพูดที่ว่า ‘เพราะถูกกดแบบนี้แหละ การสร้างศิลปะถึงพวยพุ่งถึงขีดสุด’  เพราะมันคล้ายเป็นพหูสูตหรือเป็นสิ่งที่ romanticized มันตรวจสอบไม่ได้” เขาเล่าว่าคำพูดเหล่านั้นถูกพูดในลักษณะที่เป็นอุดมคติมาก เหมือนที่มีคนชอบพูดว่า เพราะว่าสังคมถูกกดขนาดนี้ เลยทำให้เกิดงานศิลปะดีๆ จากการดิ้นรน เกิดการพยายามหาเรื่องเล่า 

        เขาชี้ให้ผมเห็นว่าควรจะระมัดระวัง เพราะคำพูดเหล่านั้นอาจกลายเป็นคุณค่า อุดมคติ หรือมายาคติอีกอันหนึ่งที่อธิบายว่าอะไรที่แร้นแค้นอดอยาก มักจะให้สิ่งที่หวานฉ่ำกว่าเสมอ หรือต้องผ่านการร้องไห้มา ทะเลเป็นสายเลือด ถึงจะได้ผลติงานที่เข้าถึงน้ำเนื้อของชีวิต “คือใช้ได้แหละ แต่ระมัดระวังการใช้ด้วย สำหรับเราจะระมัดระวังการใช้อะไรแบบนี้ เพราะว่าจะไม่กลายไปเป็นเครื่องมือของการพยายามอธิบายความสุขของการถูกกดอยู่ในสังคมแบบนี้ 

        “ในฐานะที่พอคุณโตแล้ว คุณแก่แล้ว คุณกลายเป็นคนที่หลายๆ คนฟังเสียงคุณอยู่ คุณยิ่งต้องระมัดระวังการพูด ระมัดระวังในแง่นี้หมายถึง เวลาที่พูดออกไป อย่าให้มันกลายเป็นพหูสูต อย่าให้มันกลายเป็นคำตัดสิน อย่าให้มันกลายเป็นสิ่งที่คนแห่กันมายึดคำพูดของคุณและเอาไปใช้ต่อ เอาไปอ้างต่อ หรือเป็นหลักสูตรที่ทุกคนต้องทำ 

        “เราว่าผู้ใหญ่หลายคนต้องระมัดระวังเรื่องนี้มากๆ การเคลมว่าตัวเองเคยผ่านสิ่งนั้นสิ่งนี้มา จนได้รางวัลมีชื่อ ถือว่าฉันเป็นมาตรฐานแล้ว ส่วนตัวเราไม่ได้สนใจตัวรางวัลที่ได้มา เพราะเราไม่อยากเคลมว่าตัวเองเป็นผู้รู้ที่สุด เป็นคนมีประสบการณ์ที่สุด หรือเป็นคนที่ต้องมานั่งตัดสินพฤติกรรมคนอื่นว่าจะต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ เราว่าเบื้องต้นเราไม่มีสิทธิ์ตัดสิน จนกว่าจะรู้ความจริงหลายๆ อย่าง” เขาพูดและยื่นมือไปจับแก้วเบียร์ตรงหน้ามั่น “การที่เราเป็นคนได้รางวัลวรรณกรรมมา หรือได้รับความนิยมขึ้นมาในสังคม มันไม่ได้ทำให้เราอนุญาตว่าเราจะไปตัดสินใครก็ได้”

        เขานิ่งจ้องไปที่แก้วเบียร์ซึ่งเหลือไม่ถึงหนึ่งในสี่ของแก้ว เหมือนพยายามควานหาคำพูดที่ลอยล่องอยู่ในน้ำสีอำพันนั้น แต่สุดท้ายก็กลืนคำพูดลงคอไปอีกครั้ง 

        “ประมาณนี้แหละที่จะพูดมาทั้งหมด”

        ว่าแล้วเขาก็ยกแก้วเบียร์ขึ้นมากรอกลงคอ ก่อนวางแก้วเปล่าลงบนโต๊ะไม้เสียงดังกึก และถอนหายใจเฮือกใหญ่ 

        หลังจบการสนทนา ผมถามเขาว่าหลังจากนี้จะไปที่ไหนต่อ

        “จะกลับบ้านไปทำอาหารกิน”

        เขาตอบผมด้วยรอยยิ้ม

 

อุทิศ เหมะมูล

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

ชยพล ทองสวัสดิ์

กอง บก. ชาวเชียงใหม่ ผู้ทำเพลงในชื่อ TCNX เชื่อว่ามนุษย์ต่างดาวมีจริง เกิดและเติบโตในยุค 90s แต่มักฝันถึงชีวิตในยุค 60s อยู่บ่อยๆ

ภาพโดย

ภาสกร ธวัชธาตรี

ช่างภาพประจำกอง a day BULLETIN