สนทนาพร้อมกาแฟหวานขมกับ วีรพร นิติประภา ถึงวันผลิบานของคนรุ่นใหม่และวันร่วงโรยของคนรุ่นเก่า

Drink with adB
5 Aug 2020
เรื่องโดย:

ชยพล ทองสวัสดิ์

วีรพร นิติประภา หรือ ‘พี่แหม่ม’ สาวเท้าก้าวเข้ามาใกล้บริเวณร้านกาแฟที่เรานัดกันภายในสามย่านมิตรทาวน์ เธอนัดเรามาที่นี่เพราะวันนี้เธอมีคิวมาแจกลายเซ็นหนังสือเล่มใหม่ ‘ทะเลสาบน้ำตา’ ซึ่งใช้เวลาเขียนกว่าสี่ปี ในงาน ABC Bookfair 

        การได้สังเกตบุคลิกท่าทางของเธอเป็นสิ่งน่าสนใจ การแต่งกายด้วยเชิ้ตขาวด้านในคลุมร่างด้วยเชิ้ตแขนยาวคลุมเข่าสีดำ ทรงผมสีดอกเลา ทาลิปสติกสีแดง มีตุ้มหูเม็ดกลมประดับใบหูสองข้าง และแว่นตาแฟชั่นสีดำ ทำให้เธอดูโดดเด่นท่ามกลางผู้คนที่เดินสวนไปมา 

        สำหรับผม มันเป็นความรู้สึกทำนองว่า “คนคนนี้ต้องมีความพิเศษอะไรบางอย่าง” แบบนั้น

 

วีรพร นิติประภา

1

        ในทีแรกเธอยังไม่เห็นผม เธอมุ่งตรงเข้าไปที่หน้าเคาน์เตอร์เพื่อเตรียมสั่งกาแฟ ผมสังเกตเห็นเธอก่อนจึงรีบผุดลุกตรงไปหาเธอ แม้เคยมีโอกาสสัมภาษณ์เธอมาแล้ว แต่ผมก็ยังประหม่าเล็กน้อย เบื้องหน้าผมคือนักเขียนเจ้าของรางวัลดับเบิลซีไรต์ ผมเสนอว่าจะเป็นผู้จ่ายค่ากาแฟให้เอง เธอถามผมกลับภายใต้แว่นตาสีดำว่าเบิกบริษัทได้ไหม ผมบอกเธอว่าไม่มีปัญหา เธอจึงหันไปสั่งลาเต้ร้อนกับพนักงาน ผมพบว่าบุคลิกและลักษณะวิธีการพูดของเธอไม่เปลี่ยนไปจากเดิมสักนิด

        แม้จะมีอายุไม่น้อยปีแล้ว แต่ผมสัมผัสได้ว่าเธอมีประกายความสดใสแบบวัยรุ่น ยามช่างภาพยกกล้องขึ้นถ่ายเพื่อเก็บภาพ เธอจะทำท่าตกใจและพูดหยอกเล่นว่า “พวกช่างภาพนี่ไม่รู้ตัวเลยนะว่าเขากำลังถืออาวุธอยู่” นี่คือความเป็นวีรพรแบบที่ผมชื่นชอบและชื่นชม นอกจากพลังในงานเขียนแล้ว บุคลิกที่สะท้อนออกมาผ่านความคิด คำพูด ทั้งยังมีอารมณ์ขันแกมเสียดสีเล็กๆ ทำให้เธอเป็นเหมือนพี่สาว และเป็น ‘แม่’ ของแฟนหนังสือ รวมถึงนักเขียนอีกหลายคน

        “พี่เพิ่งได้เห็นหนังสือของตัวเองวันนี้” เธอหยิบหนังสือเล่มใหม่จากในกระเป๋าเป้สีขาวขึ้นมาวางบนโต๊ะ และเล่าให้ฟังว่าแม้จะเป็นเล่มที่ตั้งใจให้เป็นเรื่องเบาๆ สนุกๆ สำหรับเด็ก แต่ก็เป็นเล่มที่เขียนไม่ค่อยราบรื่นเท่าที่ควร 

        “ข้อที่หนึ่งคือพี่ไม่แน่ใจว่ามันควรจะไปอย่างไร แล้วก็ต้องไปงานสังคมเยอะ ทำให้เขียนไปได้ช้ามากกว่าที่คิดไว้ จริงๆ เรื่องค่อนข้างเบา แต่เอาเข้าจริงมันพูดเรื่องหนัก เช่น Post-truth หรือเรื่องว่าอะไรคือความจริง อะไรคือความไม่จริง”

        พนักงานนำลาเต้ร้อนมาเสิร์ฟบนโต๊ะ และเอ่ยว่า “Enjoy your drink” ก่อนหันหลังเดินกลับไป วีรพรกล่าวขอบคุณและหันมาถามผมว่า – ต้องกินฟองไหม ยังไม่ทันที่ผมจะตอบ เธอก็พูดขึ้นเบาๆ กับตัวเองว่า “เฮ้ย! น้องไม่ได้ให้น้ำตาลพี่” เรียกเสียงหัวเราะให้ผม 

        เธอหันไปหยิบซองน้ำตาลโต๊ะข้างๆ มาฉีกแล้วเทใส่แก้ว “ปกติพี่ไม่ใส่น้ำตาลเลย เว้นแต่กินกาแฟต้ม แต่ว่านี่มันขม” เธอพูดระหว่างใช้ช้อนคนแก้วเบาๆ

        ผมเริ่มถามเธอเรื่องที่ได้ทำงานนิยายเล่มใหม่กับบรรณาธิการรุ่นใหม่อย่าง ‘ป่าน’ – ฉัตรวี เสนธนิสศักดิ์ เธอดูมีความสุขและตื่นเต้นไม่น้อยกับการได้ทำงานกับคนอายุน้อย 

        “ถ้ารู้จักพี่ สิ่งหนึ่งที่พี่พยายามที่จะไม่เป็นคือความรู้ดี พี่ไม่คิดว่าพี่รู้อะไรเลย หรือจริงๆ การออกเล่มใหม่พี่ก็ยังต่อสู้กับความรู้สึกเดิมๆ ว่า เฮ้ย! จะใช้ได้ไหม จะดีไหม การมีรางวัลไม่ควรจะทำให้คุณรู้สึกว่า โอ้โฮ! เจ๋ง” 

        ถึงตรงนี้ ผมเริ่มสงสัยว่าระหว่างทำงานมีความขัดแย้งทางความคิดเกิดขึ้นบ้างไหม และแก้ไขอย่างไร เธอนิ่งคิดครู่เล็กๆ ก่อนตอบ “มีสองสามที่ แต่เป็นเรื่องของคำมากกว่า ซึ่งพี่ก็จะบอกป่านไปว่าขอแบบนี้แล้วกัน เขาก็ยอมอยู่แล้ว คือสมัยใหม่คนไม่ได้ทำงานด้วยลักษณะว่า บ.ก. แก้โดยไม่ให้นักเขียนเห็น แต่เราจะคุยกัน ทำไมตรงนี้ใช้คำหนึ่ง แต่อีกจุดใช้อีกคำหนึ่ง เราก็จะอธิบายให้ฟัง”

2

        สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจสำหรับนักเขียนนามวีรพร และเป็นสาเหตุที่ทำให้ผมต้องมาพบเธอในวันนี้เพื่อสนทนา คือภาพของการเป็นคนยุคก่อนที่กล้าตั้งคำถามถึงความไม่ถูกต้อง การไม่ยอมจำนนต่อวันเวลาและความคิดแบบเดิม รวมถึงการสนับสนุนการเคลื่อนไหวของคนรุ่นใหม่ที่เรามักเห็นเธอขยับเขยื้อนบ่อยๆ บนพื้นที่โลกโซเชียลของเธอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับช่วงที่ผ่านมา ที่เกิดการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนรุ่นใหม่ในหลายพื้นที่ทั่วประเทศไทย

        “พี่เข้าใจว่าคนส่วนใหญ่ลืมไปว่าพื้นที่ที่เราอยู่ตอนนี้คือทวิตเตอร์ เฟซบุ๊ก นั่นหมายความว่า physical space มันหายไปตั้งนานแล้ว คุณอาจรู้สึกว่าทำไมการเคลื่อนไหวถึงลามไปที่นั่นที่นี่ แต่มันไม่ได้ลาม มันแค่ปรากฏตัว ทุกๆ วันคนเหล่านี้เขาก็อยู่รวมกันบนพื้นที่หนึ่ง ซึ่งคุณจะเรียกมันว่าอะไรก็แล้วแต่ อยู่บนเพลงเพลงหนึ่ง อยู่บนหนังเรื่องหนึ่ง เราอยู่กันบน virtual space เพราะฉะนั้น วันหนึ่ง พอเกิดการเคลื่อนไหวปุ๊ป มันก็เกิดในอีกหลายๆ ที่ตามมา” เธอกล่าว “สมมติทุกคนโดนโรงเรียนจับตัดผมหมด เวลาที่ใครสักคนลุกขึ้นมาพูดว่าไม่ไหวแล้ว ทุกคนก็จะเป็น echo สะท้อนกลับมา

        “พี่คิดว่าการที่เราเห็นเยาวชนลุกขึ้นมาเคลื่อนไหว สิ่งหนึ่งคือความกลัวลึกๆ ต่ออนาคตของเขา มันไม่มีอนาคต มันมองไม่เห็นว่าคุณจะหางานทำที่ไหน ที่มีงานอยู่ทำก็กลัว คุณไม่รู้ว่าคุณจะมีงานทำอีกเท่าไหร่เพราะเศรษฐกิจมันแย่มาก” เธออธิบายด้วยน้ำเสียงจริงจัง “รัฐบาลจะมาบอกว่าคุณตกงานเพราะว่าเรียนไม่ตรงกับตลาดงานไม่ได้ เฮ้ย! กูเป็นคนนะเว้ย เคารพความเป็นมนุษย์ของกูหน่อย กูไม่ได้เป็นเครื่องยนต์ เรามีความหลงใหลใฝ่ฝัน มีความรู้สึกนึกคิด มีจิตใจ ฉันอยากเป็นนู่นเป็นนี่ แต่รัฐบาลซึ่งทำให้เศรษฐกิจพังกลับออกมาบอกว่า คุณเรียนไม่ตรงกับตลาดงาน ถ้าไม่เลือกงานไม่ยากจน ไม่ใช่แบบนั้นสิ คุณริบอนาคตของพวกเขาไป”

        พูดจบ เธอยกกาแฟขึ้นมาจิบ และมองเราลอดผ่านแว่นตาสีดำ เราเห็นแววตาของเธอเลือนรางผ่านเลนส์ แวบหนึ่ง ผมแลเห็นความโกรธอันอ่อนโยนลึกซึ้งซ่อนอยู่

 

วีรพร นิติประภา

3

        “ที่บอกว่าคนหนุ่มสาวสมัยนี้โดนริบอนาคตไปเขาจึงลุกขึ้นมาเรียกร้อง ยุคสมัยที่คุณเป็นคนหนุ่มสาวเคยมีความรู้สึกเหมือนกันไหม” ผมลองถามเธอ เธอเว้นจังหวะคิดเล็กน้อย 

        “ตอนนั้นเรารู้สึกไหมว่าเราโดนริบอนาคต” เธอพูดทวนซ้ำคำถามช้าๆ เหมือนค่อยๆ ผุดว่ายย้อนกลับไปในกาลเวลา “เราไม่ได้ค่อยคิดมากด้วยซ้ำ ข้อที่หนึ่งคือเราไม่มีทวิตเตอร์ ข้อที่สองเราไม่มีโซเชียลมีเดีย และข้อที่สามเราไม่มีหนังสืออ่าน หนังสือในตลาดตอนนั้นเป็นพวกวัยหวาน ทิงนองนอย ยุ่งเรื่องหาผัวหาเมีย สายลมแสงแดด เพราะฉะนั้น พวกเราก็ไม่รู้ พวกเราก็รู้สึกจำยอม แล้วเราก็ไม่รู้ด้วยว่าโลกข้างนอกเขาอยู่กันอย่างไร”

        เธอยกแก้วกาแฟขึ้นจิบอีกครั้ง เอนตัวมาด้านหน้า ตั้งท่าจะเล่าเรื่อง “พี่ไปเมืองนอกตอนอายุสิบเก้า หดหู่มาก คือกลับมาแล้วแบบว่า เฮ้ย! ประเทศเราแม่งแย่เกินไปว่ะ มันมีแต่ห้องสมุดต๊อกต๋อย มันไม่มีอิสรภาพ เด็กไทยก็ไม่ได้เป็นเด็กเหมือนที่อื่น เราขึ้นตรงกับพ่อแม่ พี่มีเพื่อนหลายคนในยุคของพี่ที่มีแฟนแล้วแต่งงานเพื่อที่จะออกจากครอบครัว ไอเดียจะเช่าอพาร์ตเมนต์อยู่ด้วยกันตัดไปเลย วิธีการเดียวที่จะพ้นจากพ่อแม่ได้ แม้กระทั่งคนมีงานทำแล้วในยุคของพี่ คือหาผัว แต่งงานให้จบๆ ไป”

        ผมถามเธอว่าสังเกตเห็นความน่าสนใจอะไรจากกลุ่มม็อบอายุน้อยที่กำลังปฏิบัติการอยู่ในสังคมตอนนี้บ้างไหม เธอตอบสวนกลับมาทันที “ข้อที่หนึ่งไม่มีแกนนำ ชัดเจน ซึ่งอันนี้แหละคือลักษณะทางดิจิตอล นั่นหมายความว่าคุณสงบม็อบนี้ไม่ได้ เพราะคุณไม่รู้จะเจรจากับใคร คุณไม่สามารถจะเดินเข้าไปเจรจากับคนเป็นพันได้ โดยปกติแล้วรัฐบาลจะเจรจากับแกนนำ หรือถ้าอยากจะสงบม็อบก็คือรวบแกนนำ แต่อันนี้ไม่มีให้รวบ รวบไปก็ฮืออยู่ดี รวบวันนี้พรุ่งนี้ก็ยังแฮมทาโร่อยู่ได้ อันนี้คือลักษณะใหม่มาก

        “ข้อที่สอง คือเขาสนุก อาจจะเป็นเพราะวัยด้วย พี่พบว่ามีเด็ก ม.ปลาย และมหาวิทยาลัยจำนวนมหาศาลทีเดียว ดังนั้น พอช่วงอายุลงมาหน่อยมันสนุกแหละ แล้วก็ไม่เหมือนกับม็อบคนแก่ที่เราเพิ่งเจอไป ที่เฉลี่ยอายุ 40-70 อันนั้นคือ ขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน ร้องห่มร้องไห้ ทุรนทุราย โกรธแค้นบ้าคลั่ง แต่อันนี้ก็กระโดดโลดเต้นไป แฮมทาโร่ไป คืออาจจะไม่มีเวทีก็ได้ in the end เขามาเพื่อบอกว่าเขาไม่ชอบใจสิ่งนี้”

        เธออธิบายให้ผมเห็นภาพว่าเป้าหมายของคนรุ่นใหม่นั้นชัดเจน ข้อเรียกร้องสามข้อคือ ยุบสภา หยุดคุกคาม ร่างรัฐธรรมนูญ นั้นเรียบง่ายและกระจ่าง แสดงให้เห็นว่าผ่านการคิดที่ตกผลึกมาแล้ว ในขณะที่การเรียกร้องครั้งก่อนๆ อาจจะมีหลายข้อรุ่มร่าม รุงรัง ไม่รู้ว่าสรุปแล้วต้องการสิ่งใดกันแน่ 

        “ความจริงเขาไม่ควรจะมายุ่งเรื่องการเมืองด้วยซ้ำ” เธอพูดถึงเด็กรุ่นใหม่ “เขาควรจะได้ทำอย่างอื่นเพื่อเติบโต พี่ยังเคยเขียนลงเฟซบุ๊กว่า เด็กรุ่นนี้ใช้ช่วงชีวิตที่ดีที่สุดมาต่อต้านคนในช่วงวัยที่เฮงซวยที่สุด ช่วงวัยที่แบบว่า พวกมึงไม่มีสมองแล้ว ข้างในหัวมีแต่ยาลดความดัน ยาเบาหวาน ยาไวอากร้า ไม่รวมตะกอนสารพิษต่างๆ มันพังแล้ว” พูดจบเธอก็หัวเราะ แต่เสียงหัวเราะฟังดูช่างน่าขมขื่นอยู่ในที

4

        แก้วกาแฟพร่องลงไปเกือบสามในสี่ส่วน ผมพบว่าการพูดคุยกับนักเขียนและนักคิดผู้ผ่านโลกมามากอย่างเธอนั้นเพลิดเพลินอย่างยิ่ง เธอเป็นคนที่อธิบายเรื่องยากได้อย่างเข้าใจง่ายและมีวิธีพูดที่น่าฟัง นั่นน่าจะเป็นจุดที่ทำให้เธอเข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ได้มากมาย มีหลายคนอยากมาพูดคุยขอคำปรึกษาเธอ ไม่ใช่แค่เรื่องทางสังคม แต่เป็นเรื่องส่วนตัวด้วยซ้ำ

        ผมสงสัยว่าการเป็นคนรุ่นก่อนที่ยืนต้านอยู่บนกระแสเชี่ยวกรากของทะเลแห่งการต่อสู้ระหว่างวันเวลาอันผลิบานของคนรุ่นใหม่และวันเวลาอันร่วงโรยของคนรุ่นเก่าทำให้เธอรู้สึกโดดเดี่ยวบ้างหรือไม่ และเคยโดนโจมตีบ้างหรือไม่ เพราะหลายคนในช่วงวัยเดียวกับเธอดูจะยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามกับเธออย่างชัดเจน 

        “คงมี แต่เผอิญไม่เห็น” เธอตอบน้ำเสียงราบเรียบ ยกแก้วกาแฟขึ้นมาทำท่าจะจิบ แต่ก็เปลี่ยนใจวางลงและพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่เข้มขึ้น “พี่ไม่ได้สนใจด้วย พี่มั่นใจว่าต้องมีและเยอะ พี่ไม่สนมาตั้งนานแล้วไง พี่ไม่สนมาตั้งแต่พี่สาวกว่านี้ จะมีคนที่แบบว่า เฮ้ย! วีรพร ทำไมแต่งตัวอย่างนี้ มึงบ้าว่ะ แต่คือตลอดชีวิตพี่ก็เป็นแบบนี้ เขาอาจจะด่าหยาบกว่านี้ก็ได้ ก็เรื่องของเขา” เธอลดความเข้มของเสียงลงมาในระดับปกติ “เพราะฉะนั้น พี่ก็ซัพพอร์ตตามความคิดที่ง่ายที่สุดด้วย คือ มันไม่ใช่โลกของคุณ ไม่ว่าคุณจะชอบหรือไม่ชอบ เดี๋ยวพรุ่งนี้เด็กพวกนี้ก็ได้โลกไปอยู่ดี ก็ให้ไปเร็วๆ เข้า

        “หน้าที่ของผู้ใหญ่คือช่วยให้เด็กเติบโต เพื่อที่จะดูแลโลกนี้ให้พวกคุณ ไม่ใช่แบบว่าอะไรๆ เด็กก็ผิด คุณถูกคนเดียว คุณถูกที่ไหนล่ะ ถ้าคุณถูกจริงๆ โลกนี้ไม่มีทะเลพลาสติกหรอก ตอนพี่เด็กๆ โลกสวยกว่านี้มาก ถึงตอนนี้พวกคุณไม่ได้เห็นหลายๆ อย่างที่พี่ได้เห็น และแน่นอนเด็กรุ่นนี้ก็ไม่ได้เห็นอีก แล้วคุณเคยรับผิดไหม เคยออกมาขอโทษไหม แหลมฉบังบ้านเราเคยไปปิกนิกกัน เป็นหาดทรายสวยงาม เดี๋ยวนี้เป็นท่าเรืออะไรก็ไม่รู้ เอาแค่พัทยาก็เคยสวยกว่านี้ ดีกว่านี้ สะอาดกว่านี้ เพราะฉะนั้นคุณไม่ได้ทำคุณประโยชน์อะไรให้กับโลกนี้เลย คุณแค่แก่ตัวลง และมาห้ามเด็กที่เขาต้องการโลกที่ดีกว่านี้ ตลกว่ะ ถ้าคุณทำมาดีก็แล้วไปนะ ใช่ไหม”

        คำว่า ใช่ไหม ไม่ใช่คำถาม และผมไม่ได้ตอบเธอ เพียงพยายามเพ่งมองผ่านกรอบแว่นตาสีดำเข้าไปในดวงตาของเธอ เพื่อจะมองเห็นวันวานอันยาวนานที่สถิตอยู่ภายในดวงตาคู่นั้น 

        “คนรุ่นคุณเนี่ยฉลาด คนรุ่นคุณเรียนรู้ว่าชีวิตไม่ใช่งาน งานไม่ใช่ชีวิต แต่คนรุ่นพ่อแม่คุณไม่มีตรงนี้ไง เพราะฉะนั้น เขาก็เลยไม่มีงานอดิเรก และยุ่งกับลูกมากเกินไป หลังจากทำงานอาทิตย์ละห้าวัน เสาร์อาทิตย์ก็ยุ่งอยู่กับการรับส่งลูกไปเรียนพิเศษ โดยที่ตัวเองก็ไม่มีอะไร นอกจากนวดตีน นวดหน้า นี่ไม่ใช่งานอดิเรก ไม่ใช่สิ่งที่ช่วยให้คุณรู้สึกดี หรือว่าครีเอต งานอดิเรกมันคือสร้างสรรค์” เธอเว้นอีกครู่หนึ่ง “เพราะฉะนั้น พี่ยังยืนยันว่าพวกผู้ใหญ่คุณควรจะหัดใช้ชีวิต และเรียนรู้คุณค่าด้านอื่นๆ ของตัวเอง”

 

วีรพร นิติประภา

5

        เธอถอดแว่นแฟชั่นสีดำออกมา เผยให้เห็นดวงตาเรียวเล็กและร่องรอยบริเวณขอบตา ผมเห็นดวงตาของเธอชัดๆ เป็นครั้งแรกระหว่างสนทนา เสี้ยวหนึ่งผมสดับได้ถึงความเป็นมนุษย์ธรรมดาของเธอซึ่งปราศจากหน้ากากของนักเขียนรางวัลซีไรต์ ปราศจากประกายความสดใสของวัยรุ่น บางขณะก็เหมือนเป็นใบหน้าที่ไม่คุ้นเคย และเป็นใบหน้าของคนมีอายุที่เราเห็นได้ในชีวิตประจำวันทั่วไป ผมหยักสีดอกเลาที่ทำให้เธอดูโดดเด่นเป็นคล้ายมงกุฎแห่งกาลเวลาที่เธอยังไม่สามารถถอดออกได้ 

        เธอถอดแว่นที่สวมออกมาเมื่อผมถามคำถามว่า เธอสามารถเป็นเพื่อนกับคนคิดต่างได้ไหม

        เธอไม่ได้ตอบทันที แต่เม้มปากปิดสนิท สายตาที่มีความเหนื่อยล้าแฝงอยู่มองมายังผม สลับกับเบือนมองแว่นแฟชั่นในมือ “มีอยู่เยอะเทียว” ในที่สุดเธอก็เริ่มพูด “แต่ว่าพี่จะบอกอย่างนี้ หลายปีที่ผ่านมา สิ่งหนึ่งที่พี่พบก็คือพี่ไม่สามารถไว้ใจเขาได้ พี่เสียใจที่ต้องพูดอย่างนี้นะ แต่พี่มีความรู้สึกว่า ถ้าเพื่อนพี่สามารถสนับสนุนการฆ่าหมู่ปี 2553 ได้ หรือคิดว่ามันเป็นเรื่องจำเป็นที่คนที่นี่ต้องถูกฆ่าสักร้อยคน พี่ไม่สนิทใจกับเขา” เธอสวมแว่นกลับอีกครั้ง กลายเป็นใบหน้าที่เราคุ้นเคย “แน่นอนหลายคนพี่ยังนับถือ แต่ว่าพี่ไม่มีความไว้เนื้อเชื่อใจ มันหายไปเลย

        “พี่รู้สึกว่าพี่ช่วยไม่ได้ พี่โกรธด้วยนะ ทำไมมึงทำแบบนี้วะ คือพี่มีความรู้สึกว่าเป็นเรื่องโหดเหี้ยมมาก การขัดแย้งเป็นเรื่องหนึ่งเสมอ และแน่นอนมันจะไม่มีทางที่เราจะมีอะไรฝั่งเดียว ในทุกๆ อย่างมีสองฝั่งและมีความขัดแย้งอยู่เสมอ แต่การที่ฝั่งหนึ่งมีอาวุธแล้วจัดการกับอีกฝั่งพี่ว่ามันโหดเหี้ยม ต่อให้คุณเชื่อมั่นในอีกสิ่งหนึ่งมากแค่ไหน คุณต้องไม่สนับสนุนสิ่งนี้ เพราะว่ามันอันตราย มันคือการน็อกเอาต์เส้นบางๆ ออกไป นั่นหมายถึงถ้าคุณปล่อยให้มีการฆ่ากันแบบนี้ได้ อะไรๆ ที่น่ากลัวก็เกิดขึ้นได้”

6

        เราสนทนากันต่ออีกเล็กน้อยหลังจากผมเลื่อนมือไปกดหยุดการบันทึกเสียง แก้วของเธอยังเหลือกาแฟก้นถ้วยอันเข้มขม หลายเรื่องน่าสนใจเกี่ยวกับสังคมที่ผมไม่สามารถจดจารมันลงในบทความนี้ได้ แต่ช่วยทำให้ผมเข้าใจเสี้ยวหนึ่งของมุมมองและความคิด รวมไปถึงชีวิตของนักเขียนหญิงผู้ซึ่งเรียกตัวเองว่าพังก์ตั้งแต่ยังวัยรุ่น และได้รับการยอมรับมากที่สุดคนหนึ่งของแวดวงวรรณกรรมเมืองไทย

        ในที่สุด แก้วของเธอก็ว่างเปล่า ทิ้งไว้เพียงคราบประวัติศาสตร์ที่บ่งบอกว่าครั้งหนึ่งมันเคยมีกาแฟสีนวลอยู่ในนั้น 

        หลังล่ำลากัน ผมนั่งมองเธอเดินออกจากร้านไปพร้อมบทสนทนาที่เลือนจางร้างลงในท่ามกลางผู้คนหนุ่มสาวมากมายที่เดินสวนกันไปมา ผมไม่รู้ว่าภายใต้ใบหน้าไร้ริ้วรอยของผู้คนเหล่านี้ พวกเขาครุ่นคิดถึงสิ่งใดกัน

        ในไม่ช้า เธอก็ก้าวห่างจางหาย จากไปคล้ายคลื่นที่ไร้ลม

 

วีรพร นิติประภา

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

ชยพล ทองสวัสดิ์

กอง บก. ชาวเชียงใหม่ ผู้ทำเพลงในชื่อ TCNX เชื่อว่ามนุษย์ต่างดาวมีจริง เกิดและเติบโตในยุค 90s แต่มักฝันถึงชีวิตในยุค 60s อยู่บ่อยๆ

ภาพโดย

กฤตธกร สุทธิกิตติบุตร

หัวหน้าช่างภาพกอง a day BULLETIN