ส้ม มารี กับก้าวใหม่ในการทำเพลงสากล และวันที่ได้เรียนรู้ว่าสุขทุกข์คือเรื่องเดียวกัน

Drink with adB
24 Sep 2020
เรื่องโดย:

ชยพล ทองสวัสดิ์

ต้นบ่ายวันจันทร์ที่ร้าน Roast ชั้น 1 ห้างเซ็นทรัลเวิลด์ มีผู้มาใช้บริการแน่นร้าน อาจเพราะเพิ่งพ้นช่วงเวลาเที่ยงไม่นานนัก ทีมงานของ ‘ส้ม’ – มารี เออเจนี เลอเลย์ ชวนผมมาที่นี่ เพราะสำนักงานค่ายเพลง SpicyDisc ซึ่งส้มสังกัดอยู่ในฐานะศิลปินหญิง ตั้งอยู่ที่อาคาร The Offices at Centralworld บริเวณเดียวกัน

        เมื่อเดินเข้ามาในร้าน กลิ่นกรุ่นของกาแฟ และอาหารสไตล์อเมริกัน All Day Dining รวมถึงเสียงสนทนาตามโต๊ะอาหารเคล้าเสียงกระทบจานชามช้อนส้อม และแสงสว่างที่กระจ่างใส ทำให้ร้านไม่เงียบเหงา ขัดกับบรรยากาศเนิบเนือยยามบ่ายของใจกลางย่านเศรษฐกิจที่สำคัญและวุ่นวายที่สุดแห่งหนึ่งของกรุงเทพฯ แห่งนี้ ที่อาจต้องรอถึงช่วงเย็นไปจนถึงย่ำค่ำจึงจะเริ่มตื่นจากหลับใหล โชคดีที่มุมสุดของร้านฝั่งติดกรุกระจกบานใหญ่ที่มองเห็นทางเดินริมสวนด้านนอกมีโต๊ะว่างพอดี เราจึงไปจับจองจุดนั้นทันที

        ส้ม มารี มาถึงหลังจากผมเพิ่งนั่งลงและสั่งเครื่องดื่มเพียงไม่นาน เธอสวมหมวกผ้าปีกกว้าง มีแมสก์สีดำปิดบังใบหน้าส่วนล่าง สวมเสื้อโค้ตแขนยาวทับเสื้อยืดสีม่วงอ่อนและกางเกงขายาว เมื่อเธอนั่งลงตรงหน้าผม เธอถอดเสื้อโค้ต หมวก และแมสก์ออก เผยให้เห็นใบหน้าที่แต่งเครื่องสำอางมาอ่อนๆ และดวงตากลมโตสีน้ำตาลเข้ม แม้จะมีบุคลิกที่ดูสดใสจากภายนอกและการแต่งกาย แต่เธอบอกผมว่า ช่วงนี้เธอมีอาการป่วยเล็กน้อย ก่อนสั่งชาเอิร์ลเกรย์ และทีรามิสุเค้ก จากบริกรที่ยืนอยู่ข้างโต๊ะ

        อย่างไรก็ตาม ความร่าเริงในน้ำเสียงการพูดของเธอช่างเหมาะอย่างยิ่งกับความสดใสที่แสนปลอดโปร่งของร้านแห่งนี้ และแสงแดดยามบ่าย ผมคิดเช่นนั้น ตอนที่มองตามเธอยามสั่งเครื่องดื่มและของหวานพร้อมๆ กัน

 

Zom Marie

1

        ย้อนกลับไปราวสามปีก่อน ส้ม มารี เซ็นสัญญาเป็นศิลปินกับค่าย SpicyDisc ในเวลานั้น เธอกำลังเปิดบริษัทโปรดักชันของตนเอง และเป็นยูทูเบอร์ที่ได้รับความสนใจ ตอนนั้นทางค่ายมีงบให้เธอลองคิดทำโปรเจ็กต์อะไรก็ได้ เธอจึงคิดอยากทำเพลงสากล เพียงแต่เป็นรูปแบบของการนำเอาทำนองเพลงดังๆ ของค่ายมาเปลี่ยนเป็นเนื้อภาษาอังกฤษ หากแต่สุดท้ายก็ยังไม่ได้ทำ “แต่มันติดอยู่ในใจว่าเราอยากลองทำเพลงภาษาอังกฤษจริงๆ มาตลอด” เธอบอก 

        หลังจากวันนั้น เธอมีซิงเกิลของตัวเองเป็นภาษาไทยออกมาหลายเพลง และได้รับการตอบรับที่ดี กระทั่งช่วงเวลาที่ผ่านมา เธอจึงมีโอกาสได้รื้อโปรเจ็กต์ที่อยากทำตั้งแต่สามปีก่อนกลับมาอีกครั้ง “ตอนนั้นแค่คิดเล่นๆ ว่า เดี๋ยวเราเอาเพลง หรือฉันคิดไปเอง มาแปลไหม แล้วเปลี่ยนดนตรีให้อินเตอร์ขึ้น แต่ใช้โครงเมโลดี้เดิม แต่ทางค่ายบอกว่า ให้ทำเพลงใหม่ไปเลย เราก็เลยโอเค” ในที่สุดโปรเจ็กต์เพลงสากลก็เริ่มเดินหน้า เธอได้ทำงานร่วมกับโปรดิวเซอร์ต่างชาติอย่าง ริชาร์ด แครเกอร์ ซึ่งเคยร่วมงานกับศิลปินระดับโลกมากมายอาทิ Liam Gallagher, DNCE รวมถึง Steve Jones ที่เป็นผู้แต่งเนื้อเพลง และทำเสร็จไปแล้วสามเพลง “สรุปคือเราใช้เงินเกินงบที่ค่ายให้ไปแล้ว” เธอพูดและหัวเราะเสียงใส 

        เพลง Bubble เพลงสากลเพลงแรกของเธอที่กำลังเริ่มปล่อยให้ฟังในทุกช่องทางเป็นเพลงเมโลดี้สดใส เล่าถึงโมเมนต์แห่งความสุขระหว่างคนสองคนที่เปรียบเสมือนฟองสบู่เล็กๆ ที่โอบล้อมโลกของทั้งสองคนไว้ “มีสำนวนภาษาอังกฤษที่ว่า living in a bubble เปรียบเสมือนโลกของเราที่เราไม่สนใจโลกภายนอก โปรดิวเซอร์ก็เลยเอาคำนี้มาใส่ไว้ในเพลง” เธอเล่า “เรียกว่ามันเป็นเพลงภาษาอังกฤษเพลงแรกที่เราแต่งด้วย และด้วยความช่วยเหลือของโปรดิวเซอร์สองคน ทำให้ทุกอย่างมันดูสมบูรณ์ มีมิติ และกลมขึ้น”

        บริกรนำชาเอิร์ลเกรย์ในถ้วยมาวางตรงหน้า ผมบอกให้เธอจิบก่อนได้ เธอยกขึ้นมาตรงหน้า ราวกับสัมผัสได้ถึงความร้อนจากถ้วยชา “มันดูร้อนจัง” เธอหัวเราะเห็นฟันเรียงเป็นระเบียบและวางถ้วยชากลับลงบนโต๊ะ “คิดว่าน่าจะต้องพักไว้แป๊บหนึ่งนะ”

        ผมถามเธอต่อถึงความกดดันในการทำงานกับโปรดิวเซอร์ระดับอินเตอร์เป็นครั้งแรก เธอตอบผมทันทีว่ากดดัน โดยเฉพาะเรื่องกำแพงของภาษาที่เธอว่าเป็นอุปสรรคสำคัญ “เรากลัวเขาทำงานกับเราแล้วจะรู้สึกว่า คุณเป็นใคร ทำงานเป็นหรือเปล่า” เธอพูดและหัวเราะ “แต่กลายเป็นว่าเขาโอเพนสุดๆ และเป็นกันเองมาก เป็นการทำงานที่ไม่เครียดเลย เราแฮปปี้มาก” เธออธิบายสิ่งที่ผมสงสัยต่อว่า ในระยะเวลาสั้นๆ พวกเขาและเธอมีวิธีอย่างไรในการจูนเข้าหากันในการทำงานให้ราบรื่น “ส่วนหนึ่งคือการเปิดใจต่อกัน” เธอพูด “เรารู้สึกว่าไม่มีอะไรจะเสีย มันคือโอกาส ถ้ามัวมาเขินอาย หรือว่าไม่กล้าพูด ไม่กล้าบอกว่าชอบหรือไม่ชอบ จะเสียเวลากันไปเปล่าๆ”

        “ถ้าได้ทำตั้งแต่โปรเจ็กต์นี้ตั้งแต่สามปีก่อนจะเป็นอย่างไร” ผมลองถามเธอ 

        เธอคิดครู่สั้นๆ ไม่ถึงสองวินาที “เราว่าเราคงทำงานยากกว่านี้” เธอตอบ “เราเติบโตมากับการที่เริ่มทำงานเพลงแบบที่ไม่กล้าพูดว่าไม่ชอบมาก่อน พอโตขึ้น เราค่อยๆ เรียนรู้ว่า การที่ไม่พูดบางทีมันกลายเป็นต้องมาเจ็บช้ำทีหลังว่าเสียดายจัง น่าจะพูดไปตั้งแต่ตอนนั้น หรืออยากแก้ตรงนี้ หรืออะไรบางอย่าง แต่ว่าพอโตมาเราก็เริ่มรู้ว่า จริงๆ แล้วเราควรจะทำอะไรให้ออกมาจากใจเรามากที่สุด หรือว่าสิ่งที่เราชอบมากที่สุดมากกว่า ก็เลยทำให้เราในวันนี้มันทำงานง่ายกว่าสามปีที่แล้ว ถ้าเป็นสามปีที่แล้วคงเกร็งน่าดู”

        ในที่สุด เธอเริ่มยกชามาจิบอึกแรก ผมบอกเธอว่า ผมเองทันเพลงแรกของเธอเมื่อนับสิบปีก่อน “เก่ามาก” เธอพูดพร้อมรอยยิ้ม และวางถ้วยชาลงบนจานรองเบาๆ

 

Zom Marie

2

        สิ่งหนึ่งที่ทำให้โปรเจ็กต์เพลงสากลครั้งนี้ของเธอน่าสนใจคือ ที่ผ่านมาคนฟังเพลงจะรู้ว่าเพลงของ ส้ม มารี มักจะเป็นเพลงช้าและเศร้า การเปิดตัวเพลง Bubble ที่มีจังหวะสนุกสนาน จึงถือเป็นการเปลี่ยนภาพของเธอให้แฟนเพลงได้เห็นอีกมุม ซึ่งก็ดูเข้ากับบุคลิกสดใสร่าเริงของเธอที่เราคุ้นชิน ผมถามเธอว่า ระหว่างเพลงเศร้ากับเพลงสดใส มู้ดไหนที่เป็นเธอมากกว่ากัน เธอบอกว่าส่วนตัวเธอชอบเพลงเศร้า เพราะเธออินมากกว่า “แต่ในความรู้สึกเราคิดว่าคนเรามีหลายมุม เราไม่ได้เศร้าทุกวันขนาดนั้น เราต้องมีมุมที่เราแฮปปี้มีความสุขบ้าง” 

        “เรารู้สึกว่าช่วงเวลาที่ดีที่สุดของความสัมพันธ์คือช่วงที่ยังไม่ได้ชัดเจน มันคือความรู้สึกที่ใจตุ๊มต่อม เช่นกำลังเพิ่งเริ่มคุยแล้วรู้สึกว่าชอบเขามาก แต่เขาชอบเราหรือเปล่า ช่วงโมเมนต์นี้ที่เรามโนและคิดไปเอง เราว่ามันเป็นโมเมนต์ที่มันมีความแอบเศร้านิดหนึ่ง แต่ในนั้นมันก็มีความหวังอยู่ มันเป็นช่วงที่หัวใจเต้นแรงที่สุดในความสัมพันธ์ เพราะในวันที่เป็นแฟนกันแล้ว หรือรักกันแล้ว มันเหมือนกึ่งๆ ไม่ได้มีอะไรให้ลุ้นอีก ผีเสื้อมันไม่ได้บินในท้องแล้ว” เธอยกวลีมาเปรียบเปรยและหัวเราะ “เราเลยชอบความรู้สึกรักแรกๆ ที่เพิ่งเริ่มคุย มันสดใหม่ดี”

        น่าสนใจว่าการก้าวข้ามสู่สเต็ปใหม่ของบทบาทการเป็นศิลปินของเธอมันส่งผลต่อความคิดหรือชีวิตเธออย่างไรบ้าง เธอตอบกลับมาในแทบจะทันทีว่า ความกล้ามากขึ้น คือสิ่งที่เธอได้รับ เธอเล่าว่าก่อนหน้านี้ช่วงที่จะปล่อยเพลงจะคิดเยอะมาก แต่การได้มาทำสิ่งใหม่กลับทำให้เธอได้รู้จักคำว่าปล่อยมันไป “เราได้สนุกกับการทำงานแล้ว เพราะฉะนั้น ถ้าทำไปแล้วแป้กเราก็จะไม่ได้เสียใจเท่าไหร่ แค่รู้สึกว่า ในการทำงานของเราในวันนั้นที่ได้ทำเพลงจนเสร็จ มันคุ้มแล้วสำหรับเรา เพราะประสบการณ์แบบนี้มันไม่ได้หาง่ายๆ”

        เธอยกชาร้อนในถ้วยขึ้นจิบเบาๆ อีกครั้ง และบอกผมว่า เธอไม่ได้คาดหวังกับเพลงสากลเพลงแรกของเธอมากขนาดนั้น “จากใจจริงเลย” เธอว่า “จากที่ผ่านมาเวลาคนถามว่าคาดหวังมากน้อยขนาดไหน เราก็จะตอบว่าคาดหวัง แต่ถามว่าเพลงนี้เราคาดหวังกับมันขนาดเพลงไทยของเราไหม ไม่ขนาดนั้น” เธอเว้นจังหวะคิดครู่หนึ่ง และเล่าต่อไปว่า เธอรู้ความจริงที่ว่า การทำเพลงภาษาอังกฤษไม่ใช่เรื่องง่าย ทั้งเพราะคนไทยที่ฟังเพลงภาษาอังกฤษอาจเป็นส่วนน้อย คนไทยที่ทำเพลงภาษาอังกฤษก็ยิ่งน้อย รวมถึงการที่ต่างชาติจะเปิดใจรับก็เป็นเรื่องยาก “เพราะฉะนั้น เพลงแรกเราเลยถือว่าเป็นเหมือนก้าวแรกมากกว่า ยังไม่ใช่อีพี 1 ด้วยนะ มันคืออีพี 0 เพื่อให้คนรู้ว่าเรากำลังจะทำต่อ และให้รอติดตามดูในส่วนของเพลงพาร์ตภาษาอังกฤษ”

        “ยังไม่ได้คาดหวังว่ามันจะต้องเปรี้ยงปร้าง ยังอยู่บนหลักของความเป็นจริงอยู่” เธอตอบและมีรอยยิ้มเขินๆ ในตอนนั้น เค้กทีรามิสุก้อนโตก็มาเสิร์ฟตรงหน้า เธอเบือนหน้ามองมันด้วยความตื่นเต้น

 

Zom Marie

3

        ส้ม มารี ถือเป็นศิลปินอีกคนที่เริ่มเข้าสู่วงการตั้งแต่ยังอายุน้อย หากนับถึงพอศอนี้ เธอใช้ชีวิตอยู่ในวงการมาเกินสิบปีแล้ว นับตั้งแต่แจ้งเกิดจากเวทีการประกวด LG Starz Talent ในปี 2551 ก่อนได้ลองทำหลายบทบาท ทั้งศิลปิน นักแสดง พิธีกร เจ้าของบริษัท และยูทูเบอร์ ผมจึงสนใจว่าในช่วงวัยที่ตกผลึกกับชีวิตและการงานมาในระดับหนึ่งนั้น ความสุขของเธอเปลี่ยนไปอย่างไรบ้างหรือไม่ “เรายังมีความสุขกับงานนะ” เธอพูด “อาจจะเหนื่อยบ้าง แต่ว่า ณ โมเมนต์ที่เราทำงาน จนกระทั่งโมเมนต์ที่ผลงานทุกอย่างออกมา มันคือความสุขของเรา แล้วก็รวมถึงเวลาขึ้นเวที เวลาเล่นคอนเสิร์ตคืออีกโมเมนต์ที่ทำงานแล้วมีความสุขมากๆ แล้วช่วงหลังก็เรียกว่าโชคดีที่มีโอกาสมากขึ้นในการได้ไปเล่นคอนเสิร์ตค่อนข้างเยอะในช่วงนี้” ราวกับนึกขึ้นได้ เธอขยับท่านั่งและพูดพร้อมรอยยิ้ม “ถ้านอกเหนือจากการทำงาน สิ่งที่แฮปปี้มากตอนนี้คือการเล่นกับหมาที่บ้าน” เธอหมายถึงเจ้าเพตราและพอตเตอร์ สุนัขพันธุ์คอร์กี้สองตัวที่เธอเลี้ยงไว้

        “ได้ลองทำมาหลายบทบาท คิดว่าตอนนี้ผ่านจุดที่ค้นหาตัวเองมาหรือยัง” ผมลองโยนคำถามให้เธอลองคิดทวนถึงช่วงที่ผ่านมา เธอเงียบไปครู่เล็กๆ และตอบผมว่า “ยังไม่ถึงขั้นว่า โห ผ่านจุดแล้ว ฉันไม่ต้องค้นหาอะไรอีกแล้วในชีวิต เรียกว่าค่อยๆ รู้จักตัวเองมากขึ้นดีกว่า” เธอบอกว่าประสบการณ์ทุกอย่างในชีวิตค่อยๆ ทำให้เริ่มรู้จักตัวเองมากขึ้น “แต่ความชอบคนเรามันต่างกันไปในแต่ละวัน ตอนเด็กชอบฟังเพลงแบบหนึ่ง โตขึ้นอาจจะชอบอีกแบบ ไม่แน่สามปีห้าปีเราอาจจะชอบเพลงอีกแนวหนึ่งก็ได้ เพราะฉะนั้น เราคิดว่าเรายังไม่หยุดค้นหาตัวเอง และเรียนรู้ไปเรื่อยๆ”

        “เหมือนพอเริ่มโตขึ้นจะเริ่มปล่อยวางมากขึ้น สมมติเมื่อก่อนเราอยากได้นู่นนี่ ต้องมีเงินเยอะๆ แต่พอโตขึ้น เริ่มมีเงินเก็บ มันก็เริ่มมองทุกอย่างเรียบง่ายขึ้น บอกไม่ถูกเหมือนกัน อาจจะไม่ได้อยากได้ข้าวของใหญ่โต แต่ว่ามีความสุขกับสิ่งรอบข้างง่ายขึ้น” ถึงตอนนี้ จู่ๆ เธอก็เล่าเรื่องบางอย่างขึ้นมา “อาจจะเพราะไปบำบัดมาด้วย” เธออธิบายว่า ก่อนหน้านี้มีอยู่ช่วงหนึ่งที่ต้องไปบำบัด และนักจิตวิทยาจะให้การบ้านในการเขียนบันทึกทุกคืนก่อนนอนว่าวันนี้มีความสุขกับอะไรบ้าง “อย่างวันนี้เราอาจจะเขียนว่า มีความสุขที่ได้กินทีรามิสุ” เธอพูดเช่นนั้น แต่ความสนใจของผมไปอยู่ที่เรื่องการบำบัดที่เธอเล่ามาเสียแล้ว

 

Zom Marie

4

        ผมมีโอกาสสัมภาษณ์ศิลปินจำนวนไม่น้อยในช่วงสองปีที่ผ่านมา หลายครั้งผมค้นพบว่า ศิลปินจำนวนมากประสบปัญหาเดียวกันในแบบที่หลายคนอาจคิดไม่ถึง นั่นคือการตกอยู่ในภาวะซึมเศร้า ส้มเล่าให้ผมฟังว่าเธอก็เผชิญกับเรื่องเดียวกัน เธอเป็นซึมเศร้ามาตั้งแต่อายุ 25 ปี และกินยารักษาต่อเนื่องมาเรื่อย “แต่ตอนนี้ดีขึ้นและเลิกยาแล้ว” เธอบอก 

        เธอเล่าว่าช่วงโควิด-19 ที่ผ่านมา เธอเจอกับกระแสดราม่าหนึ่งซึ่งทำให้เครียดและดาวน์เป็นอย่างมาก จึงต้องกลับไปหาหมออีก “แต่เราไม่ค่อยอยากพึ่งยาแล้ว คือเรารู้สึกว่าเราไม่ได้ถึงขั้นกลับไปเป็นโรคซึมเศร้าขนาดนั้น แต่ว่าเราแค่รู้สึกว่าอยากจะมีใครสักคนคุยด้วย ที่อาจจะไม่ต้องเป็นคนรอบข้างเรา ก็เลยไปหานักจิตบำบัดดู เขาก็จะเป็นคนที่เราคุยได้ โดยที่เขาไม่ได้มาตัดสินอะไรเรา เขาเหมือนค้นอะไรบางอย่างในจิตใจเรา และมีการตั้งคำถามอะไรบางอย่างที่บางทีเราอาจจะไม่เคยตั้งคำถามกับตัวเอง”

        เธอยกชาร้อนขึ้นจิบอีกครั้ง โดยที่ยังละทีรามิสุไว้ในถ้วย “หลังๆ เราก็ไม่อยากจะพูดพร่ำเพรื่อว่าเป็นซึมเศร้า เพราะคนเริ่มดราม่าในความที่ว่า เผยการ์ดซึมเศร้าอีกแล้ว เป็นอะไรมากไหม คือมันก็มีคนที่เข้าใจโรคนี้ กับไม่เข้าใจโรคนี้ แต่ส่วนหนึ่งที่เรายอมรับคือ เราต้องยอมรับว่าตัวเองเป็นอะไรก่อนที่เราจะรักษาตัวเองได้”

        “ย้อนกลับไปในวันที่เราต้องไปหาหมอ เพราะว่าอยากรู้ว่าตัวเองเป็นซึมเศร้าไหม คือ ณ ช่วงนั้นก็รู้สึกดาวน์นาน สองสามอาทิตย์ ทุกอย่างเป็นสีเทา เราทำอะไรก็ไม่แฮปปี้ อยู่ดีๆ ก็ร้องไห้ สุดท้ายเลยบอกคนใกล้ตัวว่ารู้สึกไม่โอเคข้างใน เศร้าตลอดเวลา ไม่มีความสุข จึงตัดสินใจไปหาหมอ ถึงได้รู้ว่าเป็น ซึ่งจริงๆ สำหรับใครก็ตาม ที่ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นไหม อย่างแรกยอมรับว่าตัวเองรู้สึกอะไรก่อน มันเป็นสิ่งที่ช่วยทำให้เราไปสเต็ปต่อไปได้ เพราะถ้าเราไม่ยอมรับว่าเราเศร้า เราจะไปหาหมอทำไม”

        ผมและเธอเริ่มแบ่งปันความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ต่อกัน สิ่งหนึ่งที่เราเห็นตรงกันคือเรื่องของโซเชียลมีเดีย ที่กระตุ้นให้โรคซึมเศร้ากลายเป็นโรคฮิตสำหรับคนเมืองในยุคปัจจุบันจำนวนมาก เธอเล่าว่า จากการไปคุยนักจิตบำบัด เขาบอกว่า มีผลสำรวจที่ว่า ประเทศที่มีซึมเศร้าหรือโรคทางจิต คือประเทศที่เป็นเมืองและมีความเจริญ ส่วนประเทศที่มีไม่มี คือแถบฝั่งแอฟริกา หรือพื้นที่ที่ลำบาก “หมอบอกว่า ความเครียดเดียวของเขาคือวันนี้จะกินอะไร เพียงแค่นั้น เขาไม่เป็นซึมเศร้า แต่พวกเราที่ทำงาน มีเงินเดือน กินกาแฟดีๆ กินข้าวดีๆ จะเกิดซึมเศร้า เพราะชีวิตไปเครียดเรื่องอื่นที่ไม่ใช่แค่ปากท้อง แต่ไปเครียดเรื่องคนอื่น เช่น โห คนนั้นได้ไปเที่ยวต่างประเทศ แล้วทำไมเรายังต้องทำงาน” เธอว่า “ใดๆ มันคือการเปรียบเทียบกัน”

        ผมถามเธอว่า ในฐานะของคนที่เป็นยูทูเบอร์ซึ่งพื้นที่การแสดงออกคือโซเชียลมีเดีย เธอมีวิธีอย่างไรให้ไม่พาตัวเองไปจมอยู่กับความรู้สึกแย่ที่อาจเกิดขึ้นได้ “มันยากนะรู้ไหม” เธอตอบแบ่งรับแบ่งสู้และหัวเราะ “เราเป็นคนที่บ่นกับเพื่อนแทบจะตลอดเวลาว่า อยากลบไอจีมาก มีอยู่ช่วงหนึ่ง คือช่วงแรกที่ได้รู้ว่าตัวเองเป็นซึมเศร้า ตอนนั้นเราหนีไปพักผ่อนที่เชียงใหม่เจ็ดวัน ลบเฟซบุ๊ก ลบทวิตเตอร์ออก ก็ดีขึ้น แต่ว่าใดๆ ก็ต้องกลับมาสู่โลกแห่งความเป็นจริง เพราะว่าเราทำงานบนโซเชียลแทบจะร้อยเปอร์เซ็นต์

        “แต่ว่าทุกวันนี้ สิ่งหนึ่งที่เราตัดออกไปเลยคือทวิตเตอร์ ตอนนี้ไม่มีแอพฯ ทวิตเตอร์ในมือถือ ตัดขาด คือใดๆ ก็ตามมันไม่ใช่แค่เรื่องที่ดราม่าที่เกี่ยวกับเราที่จะทำให้เราดาวน์นะ แต่ว่าดราม่าของคนอื่นๆ มันก็ทำให้เรารับอะไรที่มันไม่บวกเข้ามาไม่มากก็น้อย” เธออธิบาย “เอาว่าแค่อ่านเรื่องดราม่าของคนอื่น แล้วเห็นคนในทวิตเตอร์ด่าใครก็ตามที่เกิดเรื่องอยู่ เราจะรู้สึกว่า ทำไมคนเราถึงได้ด่ากันได้แรงขนาดนั้น ทั้งที่ไม่รู้จักกัน แล้วเรายังไม่รู้เลยว่าเรื่องแบบนั้นมันจริงหรือไม่จริง หรืออีกมุมหนึ่งของเขาคืออะไร คือคนเราสามารถด่ากันได้ง่ายและแรงมาก”

 

Zom Marie

5

        เธอตักทีรามิสุกินคำแรก และมีท่าทีผ่อนคลายลง เบือนหน้าออกไปทางหน้าต่างด้านนอก บรรยากาศยามบ่ายที่ผู้คนต่างหลบอากาศร้อนอยู่ภายในตัวอาคาร บ้าน และร้านค้า ก่อนจะหันกลับมาและเผยรอยยิ้ม 

        “จริงๆ เรื่องความสุขในวัยนี้ของเรามันแอบย้อนแย้งนะ” เธอย้อนกลับมาพูดเรื่องความสุขอีกครั้ง “เรายังสนุกกับการทำงานอยู่ เราแฮปปี้ที่เราได้ปล่อยเพลง แต่เราก็เจ็บปวดกับการปล่อยเพลงเหมือนกัน” เธอบอกว่าความคาดหวังทำให้ทั้งแฮปปี้และเจ็บปวดในเวลาเดียวกัน ในระหว่างทำงาน มันคือการทุ่มทั้งแรงกาย แรงใจ สมอง ลงไปทุกอย่าง และแฮปปี้ที่ได้ปล่อยออกไปเมื่อมันเสร็จ “เวลาที่เราทำเพลงหรือทำอะไรสักอย่างที่เราชอบมากๆ เราจะอยากให้โลกรู้แล้ว” เธอพูดแบบนั้นพร้อมรอยยิ้มสดใส “แต่ว่าเราก็จะมาทุกข์กับความคอยลุ้นว่า มาไหม มันโอเคไหม คนชอบไหม มันเลยเป็นเหมือนทุกข์และสุขในเรื่องเดียวกัน”

        ผมถามเธอว่าแพลนในเรื่องการทำงานของเธอหลังจากนี้เป็นอย่างไร เธอบอกผมว่า ตอนนี้เพลงสากลสามเพลงที่ทำในโปรเจ็กต์เสร็จเรียบร้อยแล้ว และกำลังอยู่ในช่วงการวางแผนการปล่อยเพลง เพราะนอกจากเพลงสากลแล้ว เธอยังมีเพลงไทยที่จะปล่อยในช่วงปลายปีนี้ด้วย “ประชุมกันปวดหัวเลย” เธอพูดและหัวเราะ พร้อมตักทีรามิสุเข้าปาก ผมสังเกตว่าเธอจะตักเฉือนเพียงส่วนเล็กๆ ทีละนิดเท่านั้น 

        เธอบอกว่า ตอนนี้เพลงสากลเพลงแรก Bubble เริ่มปล่อยให้ฟังแล้ว อีกสองเพลงสากลที่เหลือจะเป็นเพลงช้าหนึ่งเพลงที่เธอแต่งให้พ่อผู้ล่วงลับ และเพลงเร็วอีกหนึ่งเพลง “เพลงเร็วจะแรดๆ หน่อย” เธอพูดและหัวเราะสดใส เธอบอกว่า เพลงเร็วอาจจะถูกปล่อยเป็นเพลงที่สอง ก่อนเว้นจังหวะคิดสั้นๆ และบอกผมว่า เพลงช้าอาจจะมีการชวนศิลปินต่างชาติมาร่วมร้องด้วย “บอกที่แรกเลยนะ แต่ยังไม่รู้ว่าจะได้หรือเปล่า” เธอพูดทีเล่นทีจริงต่อไปว่า “ส่วนเพลงเร็วเราอยากได้ ลิซ่า แบล็กพิงก์ มาฟีตด้วย มันจะเข้ามากเลยนะ ถ้ามีลิซ่ามาแร็ปในเพลงเร็ว” เธอหัวเราะอีกครั้ง “อยากให้ได้ฟังจัง”

        ช่วงท้ายของบทสนทนา ผมถามเธอว่า ทุกวันนี้เธอตื่นมาด้วยความรู้สึกว่ามีอะไรรออยู่บ้าง “ง่วงก่อนเลย”  เธอตอบทันทีและหัวเราะ “เรารักการนอนมาก” สิ้นเสียงหัวเราะ เธอทวนคำถามช้าๆ อีกครั้ง และบอกผมว่า เธอพยายามจะคิดทุกวันว่า วันนี้ต้องเป็นวันที่ดี “แม้ว่าช่วงนี้จะป่วยสักหน่อย ก็จะพยายามคิดว่า เย็นนี้แหละ เดี๋ยวหายแล้ว” เธอสลับมาจิบชาร้อนอีกครั้ง “เราพยายามจะทำวันนี้ให้ดีที่สุด มันเป็นคติประจำใจที่หลายคนรู้สึกเกร่อ แต่มันจริงมากเลยนะ เพราะเราใช้ชีวิตอยู่กับตอนนี้ เพราะฉะนั้น ก็ต้องทำโมเมนต์นี้ให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ หรือถ้าเศร้าก็ต้องเศร้าให้สุด แล้วจะได้ลุกขึ้นต่อได้”

        “แล้วเมจิกโมเมนต์ของคุณในช่วงเวลานี้คืออะไร” ผมถามเธอ 

        “โมเมนต์ที่อยู่บนเวทีแล้วคนร้องเพลงเรากลับมา” เธอตอบกลับพร้อมรอยยิ้ม “จากคนที่อยู่ในวงการนี้มา 12 ปี มีเพลงแรกเมื่อสิบปีที่แล้ว เราพูดได้ว่าเราค่อนข้าง struggle ประมาณหนึ่ง กว่าจะมีวันนี้ได้”

         “ก่อนหน้านี้เวลาไปโชว์ เราก็ไม่ได้มีเพลงเยอะ เวลาเราร้องเพลงตัวเองก็ไม่ค่อยมีใครร้องได้ แต่คนกลับร้องเพลงคัฟเวอร์ได้เยอะ มันก็รู้สึกโอเค เพราะถือว่าคนยังเอนจอยกับเรา แต่ถามว่ามันรู้สึกดีเท่ากับคนร้องเพลงเรากลับมาไหม ไม่เลย มันเทียบกันไม่ติดเลย การที่คนร้องเพลงกลับมานั่นคือความสุขสุดๆ ณ เวลานี้ของเราแล้ว

        “มันคือบับเบิลระหว่างเรากับคนดู” เธอทิ้งท้าย แล้วเราก็หัวเราะออกมาพร้อมกัน

 

Zom Marie

6

        หลังกดหยุดอัดเสียง เธอยังคงตักเค้กทีรามิสุกินทีละส่วนเล็กๆ และเรายังคุยกันเรื่องเพลงสากลของเธอต่อ ในตอนนั้น เธอเชิญชวนผมให้ลองฟังเพลงสากล ‘เพลงเร็วแรดๆ’ ที่เธอว่าเป็นครั้งแรก โดยที่เพลงยังไม่ได้ปล่อยออกมา ก่อนล้วงหยิบโทรศัพท์มือถือในกระเป๋า และยื่นหูฟังไร้สายมาให้ผม

        ผมเสียบหูฟังสองข้างกระชับ และกดปุ่มเพลย์บนโทรศัพท์ของเธอ

        วินาทีที่เพลงเริ่มบรรเลง ผมรู้ว่าผมได้เข้าไปอยู่ในบับเบิลของเธอแล้ว

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

ชยพล ทองสวัสดิ์

กอง บก. ชาวเชียงใหม่ ผู้ทำเพลงในชื่อ TCNX เชื่อว่ามนุษย์ต่างดาวมีจริง เกิดและเติบโตในยุค 90s แต่มักฝันถึงชีวิตในยุค 60s อยู่บ่อยๆ

ภาพโดย

กฤตธกร สุทธิกิตติบุตร

หัวหน้าช่างภาพกอง a day BULLETIN