โปรดขอบคุณและชื่นชมชีวิต นี่ไม่ใช่คำสอนเกร่อๆ จากหนังสือฮาวทู แต่คือบทเรียนจริงๆ จากชีวิตที่ผ่านมา

Editor's Note
30 Dec 2019
เรื่องโดย:

วุฒิชัย กฤษณะประกรกิจ

รวมสามปีที่ได้มาทำงานที่นี่ และผมนึกขอบคุณทุกวันๆ ที่ผ่านมา

        เมื่อนานมาแล้ว มีเพื่อนคนหนึ่งมาคุยกับผม ว่าเขากำลังเคร่งเครียดกับการทำงานหนัก สับสนกับชีวิต และเกรี้ยวกราดกับโลกรอบตัว ไม่รู้ว่าจะออกจากความรู้สึกแย่ๆ เหล่านี้อย่างไร

        ผมเล่าให้เขาฟังว่า ตนเองก็ได้ข้ามผ่านวัยหนุ่มที่เคยเป็นแบบเดียวกับเขาตอนนี้ มองโลกในแง่ร้าย หดหู่และผิดหวังกับสิ่งต่างๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิต แล้วในที่สุดก็พาลโกรธเกลียดทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัว ทั้งผู้คนและสังคม

        จนกระทั่งเมื่อถึงช่วงวัยหนึ่ง จู่ๆ ความคิดก็เปลี่ยนแปลงไปแบบหน้ามือเป็นหลังมือ และเริ่มทบทวนสิ่งต่างๆ จนได้เรียนรู้สิ่งสำคัญประการหนึ่ง

        สิ่งนั้นคือการรู้จักแสดงความรัก แสดงความชื่นชมคนอื่น รวมถึงอะไรๆ ที่ปรากฏขึ้นรอบตัว และในขณะเดียวกัน เราก็ยอมเปิดตัวเองออกไป เพื่อมีโอกาสให้คนอื่นได้มาแสดงความรักและชื่นชมเรากลับด้วย

        ผมคิดว่า ชีวิตคนเรา ไม่ว่าจะดำเนินไปในทางใด จะสุขทุกข์ สำเร็จหรือล้มเหลว การมีชีวิตไปในแต่ละวันๆ มันขึ้นอยู่กับมุมมองและวิธีคิดของเราเอง

        และสิ่งที่มีอิทธิพลต่อมุมมองและความคิดของเราที่สุดก็คือการรู้จักขอบคุณ ระลึกถึงคุณค่าของผู้คนและสิ่งรอบตัว กล่าวชม บอกรัก และพูดแต่สิ่งดีๆ ให้กับตัวเองและคนอื่น

        เขาบอกว่า งานที่ตนทำอยู่นั้นไม่เห็นมีอะไรน่าชื่นชม และตนเอง ลำพังแค่ดูแลตัวเองและรับผิดชอบต่อครอบครัวตัวเองก็หมดวันแล้ว อีกทั้งเขาไม่อยากฝึกหัดทำตัวตามแบบหนังสือเซลฟ์เฮลป์หรือฮาวทู เสแสร้งทำเป็นมองโลกในแง่ดี ในขณะที่ความจริงโลกเรามันไม่ได้เป็นเช่นนั้น

        ผมตอบเขาว่า นี่แหละ! ที่เป็นสาเหตุทำให้วัยหนุ่มของเราทุกคนล้วนหดหู่และเกรี้ยวกราด

        แน่นอนว่าโลกภายนอกและผู้คนรอบตัวล้วนดำเนินไปในทางของมัน ย่อมมีทั้งดีและร้าย ดีขึ้นและเลวลง โดยที่เราไม่ใช่ผู้ไปกำหนดมัน แต่อย่างไรก็ตาม ทุกสิ่งทุกอย่างมันไม่ได้เลวร้ายไปเสียทั้งหมด อีกทั้งชีวิตแท้จริงแล้วก็ไม่ได้โหดร้ายกับเราไปเสียทุกเรื่อง

        เราจะอยู่รอดไปได้ด้วยการร่วมกันตระหนักรู้ถึงคุณค่าของกันและกัน เราไม่สามารถอยู่ด้วยตัวเอง เราไม่ได้สมบูรณ์พร้อมภายในตัวเอง

 

        ในวัยหนุ่มของผม เคยมืดหม่นถึงขนาดที่มองว่าชีวิตนั้นไร้จุดหมาย ไร้คุณค่า แค่มีชีวิตอยู่ไปวันๆ เพื่องานที่ทำอยู่ไม่ได้มีคุณค่าอะไร คำสอนจากหนังสือเล่มใดๆ ของนักเขียนคนไหนๆ ล้วนไร้สาระ

        เชื่อไหมว่าผมเคยกระทั่งปฏิเสธการไปเซ็นชื่อในหนังสือที่ตนเองเขียนในงานสัปดาห์หนังสือ เพื่อแสดงออกถึงความไม่ยินดียินร้าย ไม่ไยไพ ไม่สนใจอะไรทั้งนั้น ทั้งที่ในใจนั้นโหยหา ไขว่คว้า และเจ็บปวด แต่ตอนนั้นอยากระบายความเจ็บปวดนี้ออกไป ด้วยการทำเป็นไม่ใส่ใจในคุณค่าของคนอื่น

        ภาวะช่วงนั้นก็ต้องล้มลุกคลุกคลานอยู่นาน กว่าจะได้ค้นพบว่าแท้จริงแล้ว คนเราไม่ต้องโบยตีตัวเองขนาดนั้นก็ได้

        ความรัก การชื่นชม สายสัมพันธ์ที่เชื่อมโยงกัน เป็นสิ่งสำคัญจริงๆ ในการที่เราจะมีชีวิตอยู่ร่วมกันบนโลกใบนี้ เราจำเป็นต้องแสดงความรักและชื่นชมกัน

        นี่ไม่ใช่คำสอนเกร่อๆ ที่เห็นกันบ่อยในหนังสือแนวเซลฟ์เฮลป์หรือฮาวทู แต่คือบทเรียนจริงๆ ที่ผมได้เรียนรู้มาจากการข้ามผ่านช่วงชีวิตแบบนั้นมา

        และผมก็นำมาถ่ายทอดให้กับทีมงานที่นี่ทุกคน และเราทุกคนที่นี่ก็ได้ใช้มันในการทำงาน ตลอดสามปีที่ผ่านมา หรือ 1,095 วันแห่งการขอบคุณ

        การมองโลกในแง่ดี การขอบคุณ แสดงความรักและความชื่นชม ไม่ได้มุ่งไปสู่ผลชัดเจนในแง่ความสุขความสำเร็จ หรืออะไรที่เป็นเงินๆ ทองๆ ผมไม่ได้คาดหวังว่าชีวิตจะพลิกผันแบบในหนังสือเซลฟ์เฮลป์หรือฮาวทูพวกนั้น

        ผมคิดว่าอย่างน้อยๆ มันทำให้เราข้ามผ่านวันคืนที่เหนื่อยล้า การทำงานที่วุ่นวาย และผลลัพธ์ที่ออกมาล้มเหลวไม่เป็นดังหวัง

        อย่างน้อยๆ เราอดทนอยู่บนโลกนี้ร่วมกัน กอดคอฟันฝ่าคืนวันที่ยุ่งยากมาด้วยกันอย่างไม่เจ็บปวดรวดร้าวเกินไปนัก

        จนถึงวันที่มองย้อนกลับไป บนหนทางยาวไกลที่เดินร่วมกันมา เรายิ้มด้วยน้ำตา

        พร้อมกับคำขอบคุณ

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

วุฒิชัย กฤษณะประกรกิจ

บรรณาธิการบริหาร a day BULLETIN นักเขียนผู้ชอบแมวและหมา แต่เกลียดเสียงหมาเห่า เลยเลี้ยงแมวดีกว่า เคยเชื่อว่าตัวเองเป็นคนลักษณ์ 4 แต่เพื่อนๆ บอกว่าเป็นลักษณ์ 5 ชอบเขียนถึงเรื่องราวที่โศกซึ้ง แต่เพื่อนบอกว่ามันเป็นมุมมองของคนคิดลึกซึ้งมากกว่า

ภาพโดย

อุษา นพประเสริฐ

สาวน้อยเมืองชลที่หลงแสงสีเข้ามาอยู่เมืองกรุง ใจรักการขี่มอเตอร์ไซค์ และมีเพจใสๆ ชื่อ alwaysaday ฝากกดไลก์ด้วยนะจ๊ะ