เชื่อผมเถอะ

Editor's Note
16 Nov 2020
เรื่องโดย:

โตมร ศุขปรีชา

คุณเคยได้ยินเจ้านายบอกกับลูกน้องว่า “เชื่อผมเถอะ” ไหม

        คำพูดนี้มักเกิดขึ้นเมื่อลูกน้องพยายามนำเสนอความคิดหรือไอเดียใหม่บางอย่าง แต่เจ้านายไม่เห็นด้วย เขาอาจพยายามหว่านล้อมลูกน้องให้เห็นด้วยกับตัวเองมาแล้วสารพัดวิธี แต่ลูกน้องก็ยังดื้อดึงอย่างทดลองทำอะไรใหม่ๆ อยู่ดี

        สุดท้าย ไม้ตายเด็ดของเจ้านายจึงเหลืออยู่เพียงเรื่องเดียว – นั่นคือการใช้ประสบการณ์เดิมที่เขามี เพื่อบอกกับลูกน้องว่า “เชื่อผมเถอะ” นั่นเพราะผมผ่านมันมาแล้ว ผมมีประสบการณ์กับเรื่องนี้มาแล้ว เคยลองผิดลองถูกกับเรื่องนี้มาแล้ว ดังนั้น ความคิดความเชื่อของเจ้านายจึงถูก ส่วนความคิดของลูกน้อง (ที่แม้ยังไม่ได้ทดลองทำ) เป็นเรื่องที่ผิดพลาด

        แต่เป็นไปได้ไหม ที่เรื่องทั้งหมดอาจเป็นตรงข้าม

        นั่นคือเป็นเจ้านายนั่นแหละที่ผิด และเป็นลูกน้องต่างหากที่ถูก

        คำตอบก็คือ – ไม่เพียงเป็นไปได้เท่านั้น แต่กับยุคสมัยที่เปลี่ยนไปนี้ ความน่าจะเป็นที่จะเป็นเช่นนั้นกำลังเพิ่มสูงขึ้นทุกทีๆ

        เราอาจมีชีวิตตาม ‘อาศรมสี่’ มานานนับพันๆ ปี นั่นคือเริ่มต้นด้วยการเป็นพรหมจรรย์ คฤหัสถ์ วานปรัสถ์ และสันยาสี คือเริ่มจากการเป็นเด็กน้อย เป็นผู้ครองเรือน เป็นคนชรา และเป็นผู้ละทิ้ง นั่นเพราะวงจรชีวิตแบบเดิมๆ ไม่เคยเปลี่ยนแปลงนั้น ดำรงต่อเนื่องยาวนานมาตลอด และประสบการณ์เหล่านั้นก็เคย ‘ใช้การได้’ มาโดยตลอดเช่นกัน ดังนั้น เมื่อผู้ใหญ่บอกเด็กว่า “เชื่อผมเถอะ” มันจึงหมายความว่าเขาผ่านพบและทดลองกับเรื่องนั้นๆ มาแล้วระดับหนึ่ง และการยอมเชื่อก็คือการมอบประสบการณ์เก่านั้นประทับลงไปในสมองของเด็ก เพื่อที่เด็กจะได้ไม่ต้องเสียเวลาเรียนรู้เหมือนที่ผู้ใหญ่เคยเรียนรู้มาก่อน

        แต่ในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างพลิกหน้ามือเป็นหลังมือนี้ เราอาจพบว่ามีเรื่องมากมายทีเดียวที่การ ‘เชื่อผมเถอะ’ กลับกลายเป็นเรื่องที่ใช้การไม่ได้

        ตัวอย่างเช่น ผู้ใหญ่อาจสอนเด็กว่าให้ ‘รู้จักที่ต่ำที่สูง’ แต่ในโลกที่ผู้คนกำลังพยายามทำลายกำแพงชนชั้นเพื่อนำสังคมไปสู่ความเท่าเทียมนั้น คำว่า ‘ที่ต่ำที่สูง’ กลับกลายเป็นอุปสรรคต่อการเดินหน้าไปในทิศทางใหม่นี้เสียด้วยซ้ำ ก็แล้วเด็กจะ ‘เชื่อ’ ในสิ่งที่ผู้ใหญ่บอก หรือเชื่อในประสบการณ์เก่าๆ ที่ผู้ใหญ่เคยผ่านพบได้อย่างไร

        นอกจากนี้ โลกยังหมุนเข้าสู่ยุคดิจิตอล ที่ต้องยอมรับว่าคนยิ่งเกิดช้าเท่าไหร่ ยิ่งมี ‘ความรู้ดิจิตอล’ (Digital Literacy) มากกว่าคนที่เกิดก่อนเท่านั้น และข้อมูลมหาศาลในโลกกว่า 90% ก็เพิ่งผลิตขึ้นมาในระยะหลังนี่เอง ข้อมูลก่อนหน้านี้ที่มีมาเป็นพันๆ ปี ถือเป็นข้อมูลส่วนน้อยไปแล้ว การท่องตำรับตำราอาจยังจำเป็นอยู่ แต่ไม่ได้แปลว่า ‘ความรู้’ แบบเดิมๆ ที่เคยอยู่ในโลกเล็กๆ หนึ่งใบ พร้อมประสบการณ์แบบเดิมๆ จะใช้การได้ในโลกใบใหม่ที่กว้างขวาง หลากหลาย และเข้าถึงทุกซอกทุกมุมโลกได้อีกต่อไป

        การ ‘เชื่อผมเถอะ’ จึงอาจเป็นเรื่องอันตรายต่อชีวิตก็เป็นไปได้

        ผู้ใหญ่ที่เคยยอมเสียเวลาเดินอ้อมกำแพงเพื่อไปหาเป้าหมาย อาจดูแคลนเด็กที่กำลังพยายามทุบทำลายกำแพงด้วยวิธีการเอาตัวเข้าแลก หรือถึงขั้นเอาหัวโขกกำแพงจนเลือดอาบอยู่ก็ได้ แต่นั่นไม่ได้แปลว่าเด็กโง่กว่า เป็นไปได้เช่นกันที่เด็กจะมี ‘คำถามใหม่’ เกิดขึ้น เป็นคำถามที่ผู้ใหญ่ไม่เคยถามมาก่อน เช่น – ทำไมต้องมีกำแพงอยู่ตรงนี้ ใครคือผู้มีอำนาจในการสถาปนากำแพงเอามาตั้งไว้ตรงนี้

        คนรุ่นก่อนอาจยอมให้กำแพงตั้งอยู่ตรงนั้นโดยไม่หืออืออะไรกับมัน แต่คนรุ่นใหม่ไม่ได้คิดอย่างนั้นอีกแล้ว เขาอยากรู้ เขาอยากรื้อ เขาอยากต่อสู้กับสิ่งที่คนรุ่นก่อนขลาดกลัวไม่ยอมต่อสู้ เขาจึงทำทุกอย่าง แม้กระทั่งยอมให้เลือดอาบศีรษะ หรือถึงขั้นยอมตายเพื่อให้กำแพงนั้นเกิดรอยร้าว ด้วยความหวังว่าเมื่อมีคนเห็นด้วยกับเขามากเข้า วันหนึ่งกำแพงจะพังลง หรืออย่างน้อยที่สุด ผู้มีอำนาจที่สถาปนากำแพงขวางกั้นเอาไว้ ก็อาจรู้ว่าเขาไม่ควรทำอย่างนั้น และเป็นผู้รื้อถอนกำแพงออกไปด้วยตัวเอง เพื่อให้ ‘คนรุ่นใหม่’ ได้เดินไปถึงเป้าหมายในระยะที่ใกล้ขึ้น ไม่ต้องมากพิธีรีตอง ค่อยๆ เดินค้อมหัวออกจากประตูด้านหลัง เพื่อจะ ‘อ้อม’ เดินไปสู่จุดหมาย ทั้งที่ไม่มีอะไร make sense เลย

        การบอกคนรุ่นหลัง ลูกน้อง หรือเด็กๆ ที่ไหนก็ตามว่า “เชื่อผมเถอะ” นอกจากจะไม่เป็นเหตุเป็นผลเป็นตรรกะในโลกยุคใหม่แล้ว กระทั่งพระพุทธเจ้าก็ยังสอนเราเรื่องกาลามสูตร ว่าไม่ให้เราเชื่อใครง่ายๆ และในด้านกลับกัน เราก็ไม่ควรบังคับให้คนอื่นต้อง ‘เชื่อ’ เราง่ายๆ ด้วยเช่นกัน

        วิธีที่ดีกว่า ก็คือการเปิดพื้นที่ให้กับทุกความคิด เพื่อให้ความคิดเหล่านั้นได้เติบโต เรียนรู้ความถูกต้องและผิดพลาดด้วยตัวเอง

        เป็นโลกแบบนี้ต่างหากที่น่าอยู่

        เพราะมันคือโลกที่รู้จักเคารพกันและกัน โดยไม่มีใครพยายามประทับ ‘ความเชื่อ’ ลงไปในหัวใคร

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

โตมร ศุขปรีชา

บรรณาธิการบริหาร a day BULLETIN