จงเรียกสิ่งนี้ว่าความกล้าหาญเถิด

Editor's Note
19 Oct 2020
เรื่องโดย:

โตมร ศุขปรีชา

ภาพที่เกิดขึ้นตลอดสามสี่วันมานี้ คือภาพที่หลายคนไม่เคยคิดว่าจะได้เห็น

        บางคนเรียกสิ่งนี้ว่า ‘ม็อบ’ บางคนเรียกว่า ‘การประท้วง’ และบางคนก็เรียกว่า ‘ความบ้าคลั่ง’

        แต่จงเรียกสิ่งนี้ว่าความกล้าหาญเถิด

        นี่คือความกล้าหาญที่จะก้าวเดินออกจากบ้าน เพื่อประกาศความต้องการของตัวเอง แม้มีอำนาจบางอย่างคอยประกาศกฎเกณฑ์ค้ำคออยู่ แต่ผู้คนก็เลือกที่จะเดินออกมา

        มันคือการถูกกดจนคล้ายจะชาชิน ถูกกักเอาไว้จนคล้ายเฉื่อยชา ถูกตีกรอบล่ามโซ่เอาไว้จนคล้ายไม่รู้สึกรู้สา

        แต่ไม่อีกแล้ว – ไม่เป็นอย่างนั้นอีกแล้ว

        ฌอง ฌากส์ รุสโซ เรียกสิ่งนี้ว่าเป็นพวงมาลัยดอกไม้คอยปกปิดโซ่ตรวนที่ล่ามเราอยู่ เราจึงเคยมองไม่เห็นโซ่พวกนั้น เคยไม่เห็นว่าตัวเราเองถูกล่ามเอาไว้ ขยับเขยื้อนไปไหนไม่ได้ในทางความคิด

        เราเคยนั่งนิ่งๆ อยู่อย่างนั้น เคยมีความสุขกับมัน เพราะที่จริง – ถ้าไม่ขยับ, ก็อาจไม่มีใครรู้หรอก ว่ามีโซ่ตรวนคล้องพันอยู่ เพราะดอกไม้ปกปิดตรวนนั้นไว้จนงดงาม

        แต่หากไม่เคยได้เดินไปจนถึงขอบของกรอบกรง – ก็อาจไม่มีวันรู้ได้เลย ว่าชีวิตทั้งชีวิตที่คิดว่าดีงามนั้น แท้จริงแล้วถูกขังอยู่ในกรงที่คับแคบเพียงใด

        แต่เมื่อแรงกดค่อยๆ สั่งสม เมื่อกรงค่อยๆ บีบงวดคับแคบลง แต่เทคโนโลยีสมัยใหม่ทำให้ผู้คน ‘เห็น’ มากขึ้น สว่างไสวกับสายตามากขึ้น ผู้คนก็เริ่มรู้และตระหนัก ว่าพวกเขาไม่ได้ดำรงอยู่โดย ‘มีชีวิต’ ในแบบที่พวกเขาต้องการ

        อำนาจที่มาพร้อมกับความเหลื่อมล้ำในทุกมิติ ทั้งเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และวัฒนธรรม เช่น บริหารประเทศให้ตัวเลขความเหลื่อมล้ำพุ่งสูงลิบลิ่ว แต่ยังพยายามหาวิธียึดครองอำนาจเหล่านั้นไว้ไม่ยอมปล่อย แม้เป็นวิธีที่ไม่ตรงไปตรงมาจนแทบเรียกได้ว่าแก้ผ้าล่อนจ้อนให้คนเห็น รวมถึงการกดเหยียดเชิงวัฒนธรรมที่ซับซ้อนและแนบเนียน กดเหยียดทางกฎหมายอย่างที่เรียกได้ว่าด้านได้อายอด จึงทำให้ความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้นในยุคสมัยนี้กระหน่ำซ้ำเติมเข้ามาทุกมิติ และกลายเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาให้ผู้คน

        เมื่อโซ่รัดรึงข้อมือข้อเท้า เมื่อกรอบกรงบีบแน่นจนอึดอัด แรงกดเหล่านี้ค่อยๆ สั่งสม แล้วระเบิดออกมาในคราวเดียว เพื่อจะตะโกนก้องบอกว่า – โลกแบบนี้ไม่ยุติธรรม เราไม่เอาโลกแบบนี้ มันคือโลกแบบที่ผู้มีอำนาจคุ้นเคย และพยายามจะรักษาอำนาจพวกนั้นเอาไว้ เพียงเพราะพวกเขาอยู่บนยอดสุด 

        เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นเสมอในประวัติศาสตร์ เมื่อความเหลิงลอยด้านบนกดข่ม แรงกดค่อยๆ เพิ่ม สุดท้ายแรงต้านก็เกินจะรับไหว

        เป็นจังหวะนี้นี่เอง ที่ความกล้าหาญก้าวเข้ามาแสดงตัว

        เมื่อถูกกดถูกกระทำจนสูญสิ้นหวัง สิ่งเดียวที่ยังเหลืออยู่ก็คือความกล้าหาญ

        กล้า – ที่จะกอบกู้ความหวังนั้นกลับมา, กล้า – ที่จะสะบัดตรวนและระเบิดกรงนั้นทิ้งไป ไม่ว่ามันจะเป็นโซ่ตรวนและคอกแคบที่เก่าแก่ยาวนานเพียงใดก็ตาม

        สิ่งที่ต้องการ – ก็คือเสรีภาพและความเท่าเทียม อันจะนำไปสู่ภราดรภาพ

        ความกล้าหาญก็คือแสงสว่างที่จะปลุกปลอบดวงตาของเรา – ให้เราตื่นขึ้นในยามเช้า

        ครั้งหนึ่ง นักเขียนดังอย่าง อี.บี.ไวต์ เคยเขียนไว้ว่า เมื่อตื่นขึ้นมาในทุกๆ เช้า ขอให้ลองถามตัวเองว่า, อยากจะเปลี่ยนแปลงโลกก่อนหรือเปลี่ยนแปลงตัวเองก่อน 

        คำถามนี้เป็นคำถามยิ่งใหญ่มาก เพราะในคำถามสั้นๆ ได้นำหลักคิดสองหลักมาปะทะกันตรงๆ นั่นคือ เราอยากลุกขึ้นมาพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน เปลี่ยนแปลงโครงสร้างที่โลกเป็น โครงสร้างที่เราอาจรู้สึกว่ามันไม่ยุติธรรม เป็นการเปลี่ยนแปลงแบบฉับพลันทันทีที่ต้องใช้เรี่ยวแรงสูงมาก หรือจะเปลี่ยนแปลงที่ตัวเราเองก่อน ค่อยๆ คิด ค่อยๆ ทำ ค่อยๆ สำรวจ ค่อยๆ เปลี่ยนไปทีละนิดๆ เมื่อตัวเราเปลี่ยนไปนิดหนึ่ง โลกก็จะเปลี่ยนไปนิดหนึ่ง

        อย่างแรกฉับพลัน อย่างที่สองค่อยเป็นค่อยไป

        อี.บี.ไวต์ ไม่ได้มีคำตอบสำเร็จรูปให้ว่าเราควรจะเปลี่ยนอะไรก่อน ระหว่างโลกและตัวเอง ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่เราต้องคิดดูเองก่อนจะลุกจากที่ที่เรานอนอยู่ ไม่ว่าจะเป็นฟูกหนา เตียงทองคำ ซอกเล็กๆ ตามตรอก ป้ายรถเมล์ บนสะพานลอย ใต้สะพานเดียวดาย หรือข้างถนน – เพื่อออกไปสู่โลก

         ณ เวลานี้ คล้ายว่าคนจำนวนมากในสังคมกำลังมีฉันทมติร่วมกัน ว่าพวกเขาอดทนต่อคำสัญญาหลอกลวงว่าจะทำให้สังคมเปลี่ยนแปลงจากผู้มีอำนาจไม่ได้อีกแล้ว พวกเขาจึงตื่นขึ้นมาในตอนเช้าพร้อมกับคำตอบที่ว่า – เราต้องการโลกที่เปลี่ยนแปลง ‘เดี๋ยวนี้’ ไม่ว่าจะมีแรงต้านของโซ่ตรวนเก่าแก่พวกนั้นมากมายเพียงใด แต่เราก็จะขยับ จะกระชากให้มันหลุดออก

        แสงที่สว่างขึ้นในยามเช้า ทำให้เรามองเห็นเสียแล้ว ว่าโลกที่เราอยู่เป็นอย่างไร เมื่อดอกไม้ที่ปกปิดโซ่ตรวนนั้นโรยราไป สายลมแห้งผากค่อยๆ ปลิดกลีบแห้งเหี่ยวเหล่านั้นออกทีละกลีบ จนในที่สุด มันก็เผยให้เราเห็นโซ่ตรวนที่เราไม่เคยเห็น

        เมื่อเห็นแล้ว – เราก็มิอาจไม่เห็นได้อีก

        เมื่อรู้แล้ว – เราก็มิอาจไม่รู้ได้อีก

        เราตื่นขึ้น เพราะแสงสว่างทำให้เรารู้และเห็นสิ่งไม่ชอบมาพากลที่ขังฝังเราเอาไว้ใต้ช่อดอกไม้นั้น และเราจะไม่ยอมถูกครอบงำกักขังอีกต่อไป

        บางคนเรียกการกระทำนี้ว่าการขัดขืน แต่การขัดขืนต่อโซ่ตรวนที่โง่และบ้าอำนาจย่อมไม่ใช่การขัดขืนธรรมดา ทว่าคือการถวิลหาอากาศสดชื่นที่เกิดขึ้นเมื่อเราได้เงยหน้าขึ้นสูดดมท้องฟ้า คือการท้าทายสายฝนที่ร่วงหล่นใส่ดวงตาจนแสบร้าว และคือการหยัดกายลุกขึ้นยืนไม่หมอบราบคาบแก้วให้ใครอีก 

        มันคือการหันมองไปรอบๆ และแลเห็นบ่าไหล่ของผู้คนรายรอบนับพันหมื่นแสนที่หยั่งทะลุและเท่าเทียม

        จงเรียกสิ่งนี้ว่าความกล้าหาญเถิด 

        เพราะมันเป็นเช่นนั้นโดยแท้

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

โตมร ศุขปรีชา

บรรณาธิการบริหาร a day BULLETIN