ชีวิตยากขึ้นเรื่อยๆ

Editor's Note
23 Aug 2020
เรื่องโดย:

โตมร ศุขปรีชา

1

         เดวิด เซดาริส นักเขียนที่มีอารมณ์ขันแสบคัน เคยบอกไว้ว่า As a child I assumed that when I reached adulthood, I would have grown-up thoughts. หรือ สมัยที่เป็นเด็ก เขาเคยคิดว่าเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว เขาจะมีความคิดแบบคนที่เติบโต แต่เมื่อเติบโตขึ้นมาจริงๆ เขากลับพบว่าตัวเองยังคงบ้าบอคอแตกอยู่ภายในเหมือนเดิมแทบไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลย

         ผมคิดว่าคนจำนวนมากก็เป็นอย่างนั้น

         เราไม่เคยเติบโตขึ้นจากตอนเด็กๆ เลย

         จริงอยู่ สภาพของร่างกายอาจทำให้คนชราเชื่องช้าลงบ้าง เดินเหินติดขัดบ้าง แต่ลึกลงไปภายใน กระทั่งนักเขียนวัยชราอย่าง การ์เบรียล การ์เซีย มาร์เกซ ก็ยังเคยบอกว่า – เราต่างรู้ว่าเราแต่ละคนยังคงเป็นเด็กตัวน้อยๆ คนเดิม

         มีแต่ภาพภายนอกเท่านั้นหรอกที่เปลี่ยนแปลงไป มีการความพยายามสร้างเกราะกำบังความทุกข์ และรอยยับย่นจากการต่อสู้มากมายจนหน่ายเหนื่อยเท่านั้นหรอก ที่ทำให้รูปลักษณ์ของเราเปลี่ยนแปลงไป

         ทว่าข้างในของเรา – เด็กตัวเล็กๆ คนนั้นยังคงอยู่

 

2

         ทำไมชีวิตถึงยากขึ้นเรื่อยๆ ขนาดนี้ – รุ่นน้องคนหนึ่งเคยถาม

         เขาบอกผมด้วยว่า สมัยที่ผมอายุเท่าเขา เพราะอะไรก็ไม่รู้ ผมถึงดูเป็นผู้ใหญ่กว่าเขามาก ในขณะที่เขาและเพื่อนรุ่นเดียวกันยังแลดูเด็กแสนเด็ก

         รุ่นน้องอีกคนหนึ่งที่คุยอยู่ด้วยกันค้านว่า – อาจเพราะมองดูคนรุ่นเดียวกันหรือเปล่า เราจึงรู้สึกว่ายังไม่มีอะไรก้าวหน้าสักเท่าไหร่ แต่ถ้ามองจากสายตาของคนรุ่นเด็กกว่า หลายคนก็อาจรู้สึกว่าคนรุ่นพวกเขานั้นมีความเป็นผู้ใหญ่ทีเดียว

         บทสนทนากับรุ่นน้องทั้งสอง ทำให้ผมนึกย้อนไปถึงวัยยี่สิบต้นๆ ของตัวเอง ตอนนั้นผมมองว่า คนที่อายุยี่สิบปลายๆ ใกล้แตะสามสิบ คือ ‘ผู้ใหญ่’ ที่ผมขามเกรงแทบทุกคน ยิ่งคนวัยสามสิบกลางๆ ปลายๆ หรือไล่ไปถึงสี่สิบต้นๆ ด้วยแล้ว ยิ่งเป็นผู้ใหญ่ยิ่งกว่าผู้ใหญ่

         แต่วันนี้ เมื่อตัวเองผ่านวันวัยมาจนเลยครึ่งศตวรรษ ผมกลับรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปจากสมัยยี่สิบหรือสามสิบปีสักเท่าไหร่

         พูดให้ถูกยิ่งกว่านั้น – ผมรู้สึกว่าเป็นไปได้ไม่น้อย ที่ตัวเองจะไม่ได้เปลี่ยนไปเลยมาตั้งแต่เกิด

 

3

         นักจิตวิทยาพยายามหาว่า คนแบบไหนเวลาเจอเรื่องร้ายๆ สามารถทำให้ร้ายกลายเป็นดีได้ และคนแบบไหนถูกบดขยี้จนพังทลายไปเลย คำตอบที่ได้แสนจะไม่ยุติธรรมเอาเสียเลย นั่นคือ คนที่มองโลกในแง่ดีมักจะได้ประโยชน์จากเรื่องร้ายๆ มากกว่าคนที่มองโลกในแง่ร้าย

         นักจิตวิทยาบอกว่า ส่วนใหญ่แล้ว คนมองโลกในแง่ดีและมีความสุข มักจะเป็นคนที่ถูกลอตเตอรี่สมอง ทำให้เป็นคนที่มี ‘จุดตั้งต้นของความสุข’ มากกว่าคนอื่นๆ คนเหล่านี้มักจะมองด้านบวกจนติดเป็นนิสัย และมักหาวิธีแก้ปัญหาได้ หรือไม่ต่อให้พบเจอปัญหาที่แก้ไม่ได้ พวกเขาก็จะยิ้มและหัวเราะให้มัน

         โจนาธาน เฮดท์ นักจิตวิทยาเจ้าของหนังสือ Happiness Hypothesis บอกว่า – ความสุขก็เหมือนความร่ำรวย คือคนรวยยิ่งรวยขึ้น และคนที่มีความสุขก็ยิ่งมีความสุขมากขึ้น ซึ่งใช่ – นั่นไม่ยุติธรรมเลย แต่หากนึกย้อนกลับไปตอนเด็กๆ เราจะพบว่า ส่วนใหญ่แล้วมักเป็นช่วงเวลาที่แสนสุขเสมอ

         พูดโดยทั่วไป ชีวิตนั้นยากขึ้นเรื่อยๆ ทรัพยากรกระจายตัวไม่สมดุล คนรุ่นใหม่มีชีวิตลำบากกว่าคนรุ่นก่อนโดยเปรียบเทียบ มันจึงมักทำให้เรามองโลกในแง่ดีได้น้อยลงเรื่อยๆ ไปด้วย แต่กระนั้น ก็โปรดอย่าละเลยเด็กคนนั้น – เด็กที่อยู่ในตัวเราทุกคน แม้บ่อยครั้ง ชีวิตจะทำให้พวกเราไม่รู้สึกถึงพวกเขาอีกต่อไป คล้ายว่าพวกเขาได้จากไปแล้ว ทว่าโดยเนื้อแท้ – พวกเขายังมีชีวิตอยู่ แม้จะหลับใหลอยู่ในบางซอกมุมของหัวใจเรา รอคอยให้เราปลุกพวกเขาขึ้นก็ตามที

         ใช่ – ชีวิตยากขึ้นเรื่อยๆ, ผมบอกรุ่นน้อง และจะยิ่งยากขึ้นไปเรื่อยๆ ไม่รู้จบ แต่ปลุกเด็กคนนั้นขึ้นมาเถิด เพราะเขาจะใช้รอยยิ้ม ความสดใหม่ และวิธีมองโลกที่ไร้เดียงสาและเปี่ยมความหวัง มาเป็นแสงสว่างสาดส่องใส่ความมืดหม่นยากเย็นในชีวิตของเรา

         ไม่ง่ายหรอกที่จะปลุกเขาขึ้นมาอีกครั้ง

         แต่ก็คุ้มค่านัก – หากจะลองพยายาม

         มาร์กาเร็ต แอ็ตวูด เคยเขียนไว้ว่า

 

         “I believe that everyone else my age is an adult whereas I am merely in disguise.”

         “ฉันเชื่อว่าคนอื่นๆ ในวัยเดียวกันกับฉันเป็นผู้ใหญ่ ส่วนฉันเพียงแต่กำลังพรางตัวอยู่เท่านั้น”

 

         บางทีเราอาจเป็นแบบนั้นกันอยู่ก็ได้

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

โตมร ศุขปรีชา

บรรณาธิการบริหาร a day BULLETIN 

ภาพโดย

อุษา นพประเสริฐ

สาวน้อยเมืองชลที่หลงแสงสีเข้ามาอยู่เมืองกรุง ใจรักการขี่มอเตอร์ไซค์ และมีเพจใสๆ ชื่อ alwaysaday ฝากกดไลก์ด้วยนะจ๊ะ