China’s Plasticity: ใครกันแน่ – ที่กลายเป็น ‘พลาสติก’ ในอุ้งมือของใคร

Editor's Note
27 Jan 2020
เรื่องโดย:

โตมร ศุขปรีชา

อเมริกามองจีนว่าเป็นเหมือน ‘ลูกไล่’ มาโดยตลอด – ตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 ไล่มาจนถึงสงครามโลกครั้งที่สอง และกระทั่งหลังสงครามโลกครั้งที่สอง, เพราะจีนไม่เคย ‘ผงาด’ ขึ้นมาได้เลย โดยเฉพาะในฐานะประเทศที่มีความยิ่งใหญ่ทางเศรษฐกิจ

        ขนาด แฟรงก์ ซินาตรา นักร้องอเมริกันชื่อดัง ยังรู้สึกเห็นอกเห็นใจจีนเลย เพราะในยุคหกศูนย์ที่พูดได้ว่าอเมริกาครองโลกและครองสหประชาชาติ รวมถึงเป็นยุคสงครามเย็นที่กำลังเย็นเยียบอยู่นั้น อเมริกามีการคว่ำบาตรจีนทั้งทางการทูตและทางเศรษฐกิจมากเสียยิ่งกว่าคว่ำบาตรรัสเซียเสียอีก

        แฟรงก์เคยให้สัมภาษณ์นิตยสาร Playboy เอาไว้ในปี 1963 โดยเรียกร้องให้ ‘จีนแดง’ (คนสมัยนั้นเรียกจีนแบบนี้) มีที่นั่งในสหประชาชาติ เขาบอกว่า “ผมไม่คิดว่าเราจะเอาคนแปดร้อยล้านคนไปซุกไว้ใต้พรมทำเหมือนพวกเขาไม่มีอยู่จริงได้หรอกนะ”

        หลายคนอาจคิดว่า อเมริกากีดกันจีนเพราะไม่ชอบจีน แต่ที่จริงอาจต้องบอกว่า อเมริกานั้น ‘กลัว’ จีนต่างหาก 

        ย้อนกลับไปในปี 1882 เคยมีกฎหมายกีดกันคนจีนที่เรียกว่า Chinese Exclusion Act ซึ่งพูดได้เลยว่าเป็นกฎหมายเหยียดเชื้อชาติ กีดกันการที่คนจีนจะเข้ามาในประเทศ (แบบเดียวกับที่รัฐบาลทรัมป์กีดกันคนเม็กซิกันในปัจจุบัน เพียงแต่นี่ออกมาเป็นกฎหมายที่จริงจังกันเลยทีเดียว) ซึ่งลึกๆ แล้วแสดงให้เห็นถึงความกลัวมากกว่า

        อย่างไรก็ตาม คุณสมบัติหนึ่งที่คนอเมริกันชอบพูดถึงจีน และปรากฏอยู่ในคำพูดของผู้นำหลายคน ก็คือการบอกว่าจีนนั้นเป็นประเทศที่เป็น ‘พลาสติก’

 

        วูดโรว์ วิลสัน เคยบอกว่า จีนคือพลาสติกที่อยู่ในมือของประเทศตะวันตกที่แข็งแกร่งและเก่งกาจ หรือรองประธานของมูลนิธิร็อกกี้เฟลเลอร์อย่าง เซลสการ์ กันน์ (Selskar Gunn) ก็เคยบอกว่าหลังจากจีนแข็งแกร่งมานานหลายร้อยปี ตอนนี้จีนกลายเป็นประเทศพลาสติกไปแล้ว

        คำว่าพลาสติกในที่นี้คือการเปลี่ยนรูปได้ตาม ‘อำนาจ’ ที่อเมริกาจะกดจะบีบ เหมือนกับการขึ้นรูปพลาสติกนั่นเอง

        แต่เรื่องเหล่านั้นแทบกลายเป็นอดีตไปหมดแล้ว เพราะทุกวันนี้ พูดได้ว่าอเมริกาเกือบไม่มีอิทธิพลอะไรเหนือจีนเลย กลับเป็นจีนต่างหากที่มีอิทธิพลเหนืออเมริกาในหลายด้าน 

        ตัวอย่างเช่น เมื่อปีที่แล้ว ผู้จัดการทีมบาสเกตบอลดังคนหนึ่งทวีตข้อความสนับสนุนการประท้วงในฮ่องกง ปรากฏว่าจีนเล่นแรงถึงขั้นสั่งพักรายการของ NBA ในจีน และสุดท้าย นักกีฬาระดับดาราของทีมก็ต้องออกมาขอโทษ และบอกว่าพวกเขารักจีน แต่เรื่องก็ไม่ได้จบลงง่ายๆ

        แต่เรื่องนี้ยังถือว่าธรรมดา อีกเรื่องหนึ่งที่ส่งสัญญาณชัดเจนว่ายิ่งใหญ่แค่ไหน ในโลกตะวันตกก็ยังต้องค้อมศีรษะให้จีน ก็คือเมื่อ มาร์ก ซักเกอร์เบิร์ก แห่งเฟซบุ๊ก มีโอกาสร่วมโต๊ะกับประธานาธิบดีจีนอย่างสีจิ้นผิง

        เราคงรู้อยู่ว่า เฟซบุ๊กถูกแบนในจีนมายาวนานขนาดไหน แต่ซักเกอร์เบิร์กก็พยายามทุกวิถีทางที่จะ ‘เอาใจ’ จีน เช่น เรียนภาษาจีนและอื่นๆ แต่ที่ทำให้หลายคนทึ่ง (และอึ้ง) ก็คือในปี 2015 เมื่อเขาร่วมโต๊ะกับสี เขาได้เอ่ยปากขอให้สีช่วยตั้ง ‘ชื่อจีน’ ให้เป็นเกียรติกับลูก (ที่ยังไม่เกิด) ของเขาหน่อย ซึ่งถ้าเป็นคนทั่วไปก็คงจะยินดีตั้งให้

        แต่ปรากฏว่าสีจิ้นผิงปฏิเสธ

 

        ในศตวรรษที่ 19 เคยมีตัวแทนคณะทูตของจีนเดินทางไปอเมริกา และกลับมาเขียนข้อสรุปถึงชาวอเมริกันที่เขาได้พบเห็นว่า คนอเมริกันนั้นมีศรัทธาในศาสนา เชื่อในพระเจ้ากันมาก แต่กระนั้น ความรักในพระเจ้าก็ยังเป็นจริงน้อยกว่าความรักในกำไร 

        นี่อาจเป็นข้อสรุปสำคัญที่แสดงให้เราเห็นก็ได้ – ว่าทำไมในปัจจุบัน, กระทั่งมหาอำนาจอย่างอเมริกาก็ยังต้องค้อมศีรษะให้จีน

        และเอาเข้าจริงแล้ว ใครกันแน่ – ที่กลายเป็น ‘พลาสติก’ ในอุ้งมือของใคร

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

โตมร ศุขปรีชา

บรรณาธิการบริหาร a day BULLETIN 

ภาพโดย

กวินนาฏ หัวเขา

ลูกพะยูนกำลังหัดว่ายน้ำจากทะเลตรัง ที่ฟังเพลงพี่เบิร์ดตอนตัดงานเดือดๆ